เลือกบล๊อกเกอร์ (Blogger)ให้ตรงกลุ่ม

blogger

Blogger [บล๊อกเกอร์] ได้แก่คนที่ชื่นชอบการเขียน การถ่ายภาพ การเล่าเรื่อง ถ่ายทอดประสบการ์ณที่ตนเองได้รับไปยังบุคคลอื่น เป็นการแบ่งปันในสังคมเราอีกแบบหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นผู้ทรงอิทธิพลและมีบทบาทในการตัดสินใจของลูกค้า

การทำงานของบล๊อกเกอร์บางท่านเริ่มจากความรักและความชอบโดยส่วนตัวที่อยากเขียนบันทึกเรื่องราวประสบการ์ณ หรืออยากแบ่งปันมุมมองของตัวเองกับคนอื่น ต่อมามีคนติดตามมากขึ้น เพราะชื่นชอบในวิธีการเล่าเรื่อง การนำเสนอ การถ่ายภาพ กลายเป็นมีแฟนคลับมากมาย จนได้รับความไว้วางใจและชื่นชอบของคน และในที่สุดกลายกลุ่มบล๊อกเกอร์ก็กลายเป็นเครื่องมือในการสื่อสารและทำการตลาด จนสามารถยึดเป็นอาชีพในการเขียนรีวิวได้ เพราะบางส่วนไม่ใช่การเดินทางไปโดยความตั้งใจส่วนตัวบนค่าใช้จ่ายส่วนตัวแล้ว หากแต่เป็นค่าใช้จ่ายของสินค้าและบริการที่ต้องการใช้บล๊อกเกอร์ในการสื่อสารผ่านไปยังกลุ่มแฟนเพจ ค่าใช้จ่ายก็แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับความมีชื่อเสียงของบล๊อกเกอร์ จำนวนแฟนเพจ

ในธุรกิจโรงแรม เมื่อมีที่พักเปิดใหม่และมีการนำเสนอรูปภาพ ภาพเคลือนไหว การเล่าเรื่องที่น่าสนใจ ย่อมสามารถดึงดูดความสนใจของบล๊อกเกอร์ได้ เพราะความต้องการแสวงหาสิ่งใหม่ๆ สถานที่ท่องเที่ยวใหม่ๆ ที่จะนำมาเล่าเรื่องให้แฟนเพจได้รับทราบ  ในขณะเดียวกัน หากโรงแรมไหนไม่ต้องการรอ ก็สามารถเรียกใช้บริการบล๊อกเกอร์ได้ทันที แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับตารางเวลา และวันว่างของแต่ละบล๊อกเกอร์

สำหรับโรงแรมที่พัก และร้านอาหาร มีวิธีการเลือกบล๊อกเกอร์ให้เหมาะกับธุรกิจของเรา ซึ่งควรคำนึงถึงสิ่งต่างๆ เหล่านี้

  1. 1. รูปแบบและไลฟ์สไตล์ของบล๊อกเกอร์ว่าใกล้เคียงกับคอนเซ็ปต์ที่โรงแรมเราวางไว้หรือไม่อย่างไร เพราะนี่คือการสะท้อนความเป็นตัวตนผ่านคู่ค้าทางธุรกิจในอีกรูปแบบหนึ่ง คล้ายกับเราเลือก co-branding partner  ถ้าไลฟ์สไตล์แตกต่างกันมาก ก็อาจทำให้ลูกค้าเกิดความสับสนในตัวตนของโรงแรมคุณ
  2. 2.กลุ่มลูกค้าเป้าหมายหรือกลุ่มแฟนเพจ ดูว่ามีการนำเสนอในรูปแบบไหน เจาะกลุ่มลูกค้าประมาณไหน เช่น วัยรุ่น วัยทำงาน ครอบครัว
  3. 3.สไตล์การเขียน  นำเสนอเรื่องราวในแบบไหน เหมาะกับกลุ่มลูกค้าของเราหรือเปล่า ใกล้เคียงหรือแตกต่าง ถ้าแตกต่างกันมาก ก็ต้องหัดปฏิเสธ เช่น ตัวบล๊อกเกอร์ เน้นนำเสนอกลุ่มวัยรุ่น นักศึกษา หรือวัยเริ่มทำงาน ก็มักจะใช้คำและวิธีการนำเสนอที่มีศัพท์แสงวัยรุ่นมากหน่อย บางบล๊อกเกอร์ก็อาจจะฮาร์ดคอร์นิดหน่อย  ถ้าโรงแรมคุณเน้นกลุ่มวัยกลางคน ครอบครัว ที่ต้องการความเงียบสงบ นิ่งๆ ก็คงไม่เหมาะนัก เพราะเท่ากับว่าถ้าลูกเพจของบล๊อกเกอร์มาเข้าพักกับคุณอาจสร้างความรบกวนให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่แท้จริงของคุณก็เป็นได้
  4. 4.งบประมาณ  กลับมาพิจารณางบประมาณของโรงแรมว่าจัดสรรไว้ในส่วนการตลาดออนไลน์มากน้อยเท่าไหร่ อย่ามุ่งแต่ของฟรี เพราะอาจไม่ใช่กลุ่มลูกค้าที่เราต้องการ ขอให้ผสมผสานกันระหว่างแลกเปลี่ยน (Barter) และมีค่่าใช้จ่าย เนื่องจากปัจจุบัน รูปแบบของค่าใช้จ่ายมีหลากหลาย เช่น
    • - เรียกเก็บเป็นเงินสดต่อการเข้าพักและการเขียนรีวิวต่อครั้ง ปกติประมาณ 2 คืน ราคามีตั้งแต่ 20,000-50,000 ขึ้นอยู่กับความดังของบล๊อกเกอร์
    • - เรียกคูปองหรือบัตรกำนัลเข้าพักเพื่อใช้สำหรับการทำกิจกรรมบนหน้าแฟนเพจของบล๊อกเกอร์
    • -เรียกทั้งเงินสด และบัตรกำนัล
    • -แลกเปลี่ยนกับที่พักและอาหารฟรี ปกติ 2 คืน

หากโรงแรมได้รับการติดต่อมา ก็ขอให้นำ 4 ข้อข้างต้นมาพิจารณา และหากตกลงในบล๊อกเกอร์มาเขียนรีวิวให้ ก็ควรปฏิบัติดังต่อไปนี้

  1. นำเสนอแผนกิจกรรมระหว่างเข้าพัก แนะนำสถานที่ที่น่าสนใจรอบๆ สถานที่ตั้ง หรือในจังหวัด ประกอบกับความน่าสนใจของบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกภายในโรงแรม และอาหารจานเด็ดในร้านอาหาร
  2. พยายามทำงานร่วมกันระหว่างทีมงานของโรงแรม และบล๊อกเกอร์ โดยเฉพาะในเรื่องการให้ข้อมูลในเรื่องต่างๆ
  3. ติดตามผลงาน หลังจากการเข้าพัก ควรมีกำหนดระยะเวลาซึ่งโดยเฉลี่ยทั่วไปผลงานก็ควรจะออกเผยแพร่ได้ภายใน 2 สัปดาห์

 

ลองนำไปปรับใช้ดู เพื่อให้ทั้งโรงแรมร้านอาหาร และบล๊อกเกอร์ได้ทำงานร่วมกันอย่างมีความสุข และบรรลุวัตถุประสงค์ในเรื่องการตลาดและการประชาสัมพันธ์

 

 

จับตาการตลาดบนโซเชียลปี 2018

SM_trend_to_watch_2018

การเปลี่ยนแปลงบนโลกโซเชียลมีเดียที่รวดเร็วใน 12 เดือนที่ผ่านมา หลายๆท่านคงเห็นการเปลี่ยนแปลงในหลายประเด็นไปแล้ว ดังนั้น เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับปีต่อไปในการลงมือทำการตลาดบนโซเชียลมีเดีย เราควรจับตาดูเรื่องอะไรบ้าง

    1. การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการลงโฆษณาบนสื่อโซเชียล (Social Advertising) 

หมดยุคแล้วสำหรับ Organic Reach หรือการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าของเราแบบไม่ต้องเสียเงิน เราควรตั้งงบประมาณที่ชัดเจนและในจำนวนที่เหมาะสมกับตัวเลขที่เราตั้งเป้าทางการขายไว้ ตัวเลขเฉพาะ Facebook อย่างเดียวเพิ่มขึ้นถึง 74% ในปี 2017/2560 หรือในภาพรวมทำให้ต้นทุนเพิ่มสูงขึ้นถึง 12%  และมีรายงานการศึกษาพบว่า CPM (Cost per Thousand Impression)  บน Facebook เพิ่มขึ้น 17% และค่าเฉลี่ยของ CPC (Cost per Click) เพิ่มขึ้นมากถึง 136%

คุณตั้งงบประมาณในส่วนนี้เพิ่มขึ้นแล้วหรือยัง หรือจะบริหารจัดการและจัดสรรงบประมาณอย่างไร นโยบายในการใช้ Facebook Ads เป็นอย่างไร สร้างปฏิทินการใช้งานและคอนเท้นท์ดีๆแล้วหรือยัง

   2. ภาพเคลื่อนไหว หรือ วิดีโอยังคงเป็นสื่อหลัก

ในปี 2560  การเติบโตของ Video Content เป็นไปอย่างรวดเร็วมาก มีพลังในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากกว่าสื่อที่เป็นภาพนิ่งและตัวหนังสือรวมกันมากถึง 1200% เพราะวิดีโอหรือภาพเคลื่อนไหวสามารถสร้างการจดจำของลูกค้าได้ดีมากกว่าภาพนิ่งและตัวหนังสือ

การคาดการ์ณในอนาคต วิดีโอจะมีบทบาทในสัดส่วนมากถึง 80% ของการสื่อสารบนโลกออนไลน์

ถ้าใครยังไม่ได้ปรับตัวในจุดนี้ ขอให้เร่งมือเข้าเกียร์ 4 ได้แล้ว  อย่าลืม ทุกอย่างอยู่ที่คอนเท้นท์ ไม่ใช่แค่นำเสนอวิดีโอบนสื่อ

   3. การตลาดแบบที่ใช้อิทธิพลของผู้นำในด้านต่างๆ หรือ Influence Marketing ยังคงมีพลังต่อเนื่อง

มีรายงานการศึกษาพบว่า 74% ของผู้ซื้อ/ผู้ใช้บริการใช้สื่อโซเชียลในการขอคำแนะนำเพื่อประกอบการตัดสินใจซื้อ และ 40% ซื้อสินค้าหรือบริการหลังจากที่เห็นการโพสของผู้มีอิทธิพลในด้านต่างๆบน Instagram หรือ Twitterเพราะฉนั้นการใช้ Influencer Marketing จะมีบทบาทในการสร้างแบรนด์ของสินค้าหรือบริการคุณแน่นอน  ข้อมูลจาก SocialMediaToday  

จะทำอย่างไรกับพวกบ้าถ่ายรูปแบบไม่เกรงใจดี?

socialmedia_friend_foe

มีคำถามเข้ามาแบบถี่ ๆ มากขึ้นว่า จะทำอย่างไรกับพฤติกรรมของลูกค้าที่คลั่งไคล้การถ่ายรูปดี ?

น่าแปลกใจพอสมควร แต่ในขณะเดียวกัน ก็เห็นด้วยว่า บางครั้งพฤติกรรมของลูกค้าก็ก้าวข้ามความเหมาะสม รู้จัก “ควร” หรือ “ไม่ควร” ไปในหลาย ๆ กรณี เพียงเพราะคิดว่า “ฉันต้องการภาพไปโพสลงในโซเชี่ยลมีเดียของฉัน” ไม่ว่าจะเป็นเฟสบุ๊ก อินสตาแกรม หรือทำเป็นวิดีโอภาพเคลื่อนไหวเผยแพร่ในช่องยูทูปของตนเอง หรืออยากนำไปลงตามกลุ่มต่างๆที่ตนเองเป็นสมาชิกอยู่ เช่น ชมรมกล้องถ่ายภาพยี่ห้องต่างๆ หรือกลุ่มท่องเที่ยวหลากหลายกลุ่ม

ประสบการ์ณที่ไม่พึงประสงค์ของผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายรูปมีหลายแบบ หลายประเภท เช่น

  • ถือกล้องเดินเข้ามาในร้าน และตะลุยยิงภาพถ่ายทุกมุม ทุกบริเวณ เดินทั่วทุกบริเวณไม่เว้นแม้แต่ห้องน้ำ และเดินกลับออกไปเฉย ๆ
  • สถานที่ติดป้ายว่า “ขอสงวนสิทธิ์เฉพาะผู้ใช้บริการร้านอาหารเท่านั้น” แต่ไม่สนใจกับป้าย และไม่สนใจคำพูดที่พนักงานชี้แจง เดินถ่ายรูปต่อไป และเดินออกไปเมื่อถ่ายรูปเสร็จ
  • สถานที่ติดป้ายว่า “พื้นที่กำลังอยู่ระหว่างปรับปรุง ห้ามเดินผ่าน อันตราย” ก็จะเดินเข้าไป มุดใต้เชือกที่ขึงกั้นทางเอาไว้
  • ขนอุปกรณ์มาแบบจัดเต็มทั้งกล้องพร้อมเลนส์ราคาแพงครบชุด หลายอันให้เลือกพร้อมขาตั้งกล้อง บ้างก็มีโดรนมา มีกล้องวิดีโอขนาดเล็ก แล้วก็เดินดุ่ย ๆ เข้ามาพร้อมเตรียมเปิดฉากการถ่ายภาพแบบไม่มีการขออนุญาตแต่อย่างใด ราวกับว่าเป็นพื้นที่สาธารณะ
  • เข้ามานั่งในร้านอาหารแล้วก็ไลฟ์สดพูดเสียงดัง รบกวนโต๊ะข้างเคียง
  • ใช้โทรศัพท์แบบเปิดลำโพง ไม่ว่าจะเป็นเฟซไทม์ หรือไลน์วิดีโอคอล เสียงดังรบกวนคนอื่น มองก็แล้ว เดินไปบอกก็แล้ว ยังไม่มีท่าทีว่าจะสงบลง

นี่เป็นเพียงแค่ตัวอย่างบางส่วนเท่านั้น ซึ่งเชื่อว่าอีกหลาย ๆ ท่านก็คงประสบกับปัญหาในแบบเดียวกัน หรือใกล้เคียงกันไม่มากก็น้อย และที่สำคัญคือเต็มไปด้วยความประหลาดใจว่า เมื่อเราเดินไปบอกลูกค้าด้วยความสุภาพแล้ว กลับนิ่งเฉย ไม่ให้ความร่วมมือ และยังไม่รู้สึกว่าตนเองรบกวนความเป็นส่วนตัวของผู้อื่นอีกต่างหาก ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ให้ตายเถอะโรบิน

แล้วเราจะจัดการกับพวกนี้อย่างไรดี?

คำแนะนำแบบแก้ไขปัญหาระยะสั้นคือ การติดตั้งป้าย “ห้าม” ต่างๆที่ต้องการ แต่อย่างไรก็ดีมาตรการนี้ไม่ใช่มาตรการที่แก้ไขปัญหาแบบถาวร เพราะจะมีพฤติกรรมอะไรแปลก ๆ ใหม่ๆ ออกมาให้เราเห็นตลอดเมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไปบนรสนิยมการใช้ชีวิตที่ต้องการก้าวทันต่อเทรนด์ตลอดเวลา ถ้าเราจะมานั่งทำป้ายต่างๆ อีกหน่อยร้านเรา หรือโรงแรมเราคงเต็มไปด้วยป้ายนานาชนิดเต็มไปหมดทั่วพื้นที่

สิ่งที่ควรทำคือ การกลับมาดูที่ตัวเราว่าโรงแรมหรือร้านอาหารของเรานั้นวางคอนเซ็ปต์และบุคลิกลักษณะเป็นอย่างไร แนวไหน แล้วก็ถ่ายทอดความเป็นตัวเราออกมาในรูปการแสดงออกในด้านต่างๆ พยายามรักษาคอนเซ็ปต์ไปจนถึงบรรยากาศของร้านหรือโรงแรมให้คงอยู่ตามที่วางแนวทางไว้ให้ได้มากที่สุด

การเล่าเรื่องอย่างสม่ำเสมอ และต่อเนื่องโดยใช้ช่องทางการสื่อสารต่างๆในการแสดงให้ลูกค้ารับรู้ และรู้จักเราในแบบที่เราต้องการ พร้อมแสดงภาพประกอบ หรือวิดีโอภาพเคลื่อนไหวเป็นส่วนประกอบในการทำให้เห็นพื้นที่จริง บรรยากาศจริง ซึ่งการแสดงออกแบบนี้ต้องอาศัยเวลาในการรับรู้ และเรียนรู้ของลูกค้ากว่าเราจะได้กลุ่มลูกค้าตามที่เราต้องการ

ถ้าเปรียบเทียบให้เห็นภาพก็คล้าย ๆ กับที่บรรดาที่พักแบบ “โฮสเทล” จะชอบมีประกาศ “กฎของบ้าน” หรือ House Rules นั่นเอง แต่เนื่องจากที่พักแบบโฮสเทลเน้นกลุ่มลูกค้าแบบประหยัดจึงต้องเขียนข้อความที่สั้น กระชับ ชัดเจนและรวดเร็วในการทำความเข้าใจ ประกอบกับตัวพื้นที่เองต้องมีการแบ่งปันกันในทุกๆพื้นที่ ตั้งแต่ส่วนต้อนรับ นั่งเล่น พื้นที่ส่วนกลาง ห้องนอน ห้องน้ำ ดังนั้น ป้ายกฎของบ้าน จึงเป็นหลักสำคัญของหลายๆโฮสเทล

โรงแรมที่พักขนาดเล็ก แบบ Bed & Breakfast หรือบูติกโฮเต็ลก็มีการใช้ป้ายในลักษณะนี้เช่นกัน แต่อารมณ์จะเบาลงมาหน่อย คล้ายๆ กับการให้ข้อมูลลูกค้า เช่น ที่นี่ เราเสริฟอาหารเช้าตั้งแต่กี่โมงถึงกี่โมง รับประทานอาหารเสร็จแล้วให้นำภาชนะไปวางที่อ่างล้างจานให้เราด้วยนะ อย่าลืมปิดไฟหน้าระเบียงก่อนเข้านอน อะไรทำนองนี้ เป็นต้น

พฤติกรรมของลูกค้ามีความแตกต่างกันไปในแต่ละกลุ่มอายุ และทุกกลุ่มอายุก็มีทั้งคนดี และคนไม่ดี คนมีมารยาท และคนไม่มีมารยาท คนที่คิดเอาแต่ตนเองเป็นใหญ่ กับคนที่รู้จักเกรงใจผู้อื่น เราคงไม่สามารถไปแก้ไขพฤติกรรมของคนเหล่านั้นได้ เพราะเป็นเรื่องการอบรมสั่งสอนของแต่ละคน แต่ละวัยที่ผ่านมา ทั้งครอบครัว โรงเรียน มหาวิทยาลัย ดังนั้น จึงอย่าได้ไปเสียเวลาในการเปลี่ยนผู้อื่น แต่ควรกลับมาสร้างจุดยืนของเราให้เข้มแข็ง และกล้าที่จะแสดงออกในจุดยืนของเรา ไม่ต้องกลัวว่าจะทำให้ลูกค้าหนี

ถ้าจุดยืนเราเข้มแข็ง เมื่อเวลาผ่านไปเราก็จะได้กลุ่มลูกค้าที่เราสามารถบริหารจัดการได้ และจะทำให้การทำงานของคุณกลับมามีความสุขอีกครั้ง ที่สำคัญทีมงานของคุณก็จะมีความสุขเพราะคุณในฐานะเจ้าของกิจการแสดงจุดยืนในเรื่องนี้อย่างชัดเจน

อ้อ…อย่าลืมว่า เราอย่าทำนิสัยไม่ดีเสียเองก็แล้วกัน บางโรงแรมลูกค้านั่งรับประทานอาหารอยู่ พนักงานโรงแรมก็ลากเก้าอี้ขึ้นมายืนถ่ายรูปอาหารบนโต๊ะข้างๆลูกค้าเพื่อจะโพสลงโซเชี่ยล โดยไม่บอกกล่าวซะงั้น อันนี้ไม่น่าให้อภัยจริงๆ

สรุปเรื่องนี้คงไม่เกี่ยวกับโซเชี่ยลมีเดียหรอกว่าจะเป็น “เพื่อน” หรือเป็น “ศัตรู” แต่อยู่ที่พฤติกรรมของคนมากกว่า

 

 

 

สร้างแบรนด์ให้โรงแรม

branding_for_smallhotels

ความจำเป็นและความสำคัญของการสร้างแบรนด์สำหรับโรงแรมนั้น จริงๆอยู่ที่ความต้องการและเป้าหมายทางธุรกิจที่เป็นโจทย์ตั้งต้นของเจ้าของโครงกา

ขั้นตอนการทำงานของเราคือการพูดคุย สอบถาม ร่วมแสดงความคิดเห็นในประเด็นต่างๆ กับเจ้าของโครงการเพื่อให้เข้าใจจุดประสงค์ เป้าหมายที่ชัดเจน


บางกรณีก็ได้ข้อสรุปว่าไม่ต้องทำ แค่สร้างและเปิดให้บริการให้ได้ตามกำหนด บางกรณีต้องการปรับตำแหน่งทางการตลาด ขายในราคาที่ดีขึ้นเนื่องจากต้นทุนสูงมาก กรณีนี้ก็ควรสร้างแบรนด์ หรือบางกรณีลูกค้าต้องการสร้างธุรกิจโรงแรมเพื่อสร้างแบรนด์เป็นของตนเอง ต้องการต่อยอดไปถึงการทำหลายโครงการ หลายแบรนด์เพื่อจับกลุ่มตลาดที่ต่างกัน เพื่อปูทางไปในสายธุรกิจรับบริหารจัดการโรงแรมในอนาคต กรณีนี้ต้องสร้างและออกแบบแบรนด์ไปจนถึงบริหารแบรนด์อย่างจริงจัง ซึ่งก็จะมีการเขียนคู่มือและแนวทางในการปฏิบัติให้ ตั้งแต่
Brand Statement, Brand Promise, Brand Concept, Brand Management เป็นต้น

เมื่อพัฒนาแบรนด์แล้วก็ควรทำการตลาดเพื่อให้แบรนด์เป็นที่รู้จักให้ตรงตามตลาดที่เป็นกลุ่มเป้าหมายผ่านทางช่องทางต่างๆอย่างมีแผนการจัดการ และตารางการทำงานที่อยู่ภายใต้คอนเซ็ปต์ของแบรนด์
และตามด้วยการตอกย้ำทางด้านการขายผ่านทางกิจกรรมต่างๆโดยใช้สื่อที่ยังแสดงออกถึงอัตลักษณ์ของแบรนด์ที่ชัดเจน

กิจกรรมข้างต้นทั้งหมดเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาในการเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน ดังนั้นความมั่นคงในเป้าหมายในการทำธุรกิจ และแนวทางในการทำธุรกิจจึงมีความสำคัญ

ดังนั้น สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจลงทุนทำโรงแรมจึงควรตั้งเป้าหมายในการทำโครงการให้ดีว่าจริงๆต้องการอะไร เพราะการเปลี่ยนเป้าหมายกลางทางมีแต่ผลเสีย หากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างทันท่วงที

สนใจสอบถามเพิ่มเติม สามารถทิ้งคำถามไว้ได้เลยค่ะ ทั้งกล่องข้อความ หรือช่องความเห็น

#ทำโรงแรม #สร้างแบรนด์ #โรงแรม #รู้ให้จริงทำให้เป็น