โรงแรมเล็ก กับ Facebook

โรงแรมเล็กจะจัดการกับการเปลีายนแปลงบนเฟสบุ๊คอย่างไร จะแก้ไขยอดรีชที่ลดลงอย่างไร

โรงแรมที่พักขนาดเล็กมักยึดเอาเฟสบุ๊คเป็นสรณะในการสื่อสารและทำธุรกิจกับลูกค้า เพราะมีการใช้งานง่าย สามารถทำเองได้และรวดเร็วทันใจ แต่ในความเป็นจริงแล้วโรงแรมจะใช้สื่อโซเชี่ยลแบบไหนในการสื่อสารกับลูกค้าขึ้นอยู่กับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย

บางโรงแรมเริ่มต้นจากการสื่อสารด้วยเฟสบุ๊คกับลูกค้า ก็แน่นอนว่าลูกค้าที่ได้ย่อมเป็นลูกค้าคนไทยเป็นส่วนใหญ่ หรือบางแห่งมีแต่ลูกค้าคนไทย ซึ่งถ้าเราย้อนกลับไปดูสถิติการใช้งานก็จะเห็นว่าคนไทยมีบัญชีเฟสบุ๊คและมีการใช้งานมากเป็นอันดับต้นๆในเอเชียเลยทีเดียว

อย่างไรก็ดี จากนโยบายของเฟสบุ๊คที่ประกาศออกมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมาที่จะเน้นให้ความสำคัญกับการสื่อสารระหว่างบุคคล คนในครอบครัว (people to people interaction) เป็นลำดับแรก กำจัดพวก Engagement Baits หรือพวกที่ชอบให้โหวต พวกที่ต้องแชร์ก่อนจึงจะมีส่วนร่วม และล่าสุดคือการให้ความสำคัญกับข่าวในท้องถิ่น และแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือได้ โดยพิจารณาจากการที่มีคนในพื้นที่แชร์ข่าวนั้นๆในกลุ่มเพื่อน และกลุ่มเพื่อนมีส่วนร่วมโดยการกด ไลค์หรือแชร์ต่อ เฟสบุ๊คจะจัดลำดับความสำคัญขึ้นมาทันที และเน้นเหตุการณ์ในพื้นที่นั้นๆก่อน และค่อยขยายไปในระดับประเทศและโลก โดยจะเริ่มใช้ใน 5 รัฐในสหรัฐอเมริกาก่อน

จากการปรับเปลี่ยนในประเด็นนี้ จะยิ่งทำให้ยอดรีช (Reach) ที่ลดลงอย่างต่อเนื่องแล้ว แนวโน้มก็จะยิ่งลดลงเพิ่มมากขึ้น

แล้วโรงแรมเล็กจะสื่อสารกับลูกค้าให้เข้าถึงในระดับเดิมได้อย่างไร?

แน่นอนว่าคงไม่ได้ในระดับเดิม เพราะระบบย่อมต้องหารายได้จากการโฆษณา และทำให้ผู้ใช้งานต้องหันมาใช้เฟสบุ๊คแอด (Facebook Ads) มากขึ้น แต่ถ้าเรามองกลับไปที่วัตถุประสงค์ของการใช้งานเฟสบุ๊คที่ต้องการให้คนสื่อสารและมีส่วนร่วมในชุมชนและสังคมของตน เราก็ควรกลับมาดูที่วิธีการสื่อสาร และการนำเสนอเนื้อหา (Content) ของเราว่า

  1. มีเนื้อหาน่าสนใจมากน้อยเพียงใด
  2. มุ่งแต่ขายของหรือเปล่า
  3. นำเสนอเรื่องราวของชุมชน ท้องถิ่นที่น่าสนใจบ้างหรือเปล่า
  4. เคยนำเสนอแบบวีดิโอบ้างหรือเปล่า
  5. เคยไลฟ์ (Live) บ้างหรือเปล่า
  6. สร้างกลุ่มลูกค้าหรือสร้างฐานลูกค้าผ่านการสื่อสารหรือเปล่า

เริ่มที่ 6 ข้อนี้ก่อน ทบทวน คิด และวางแผน โดยนำตารางปฏิทินการโพสมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เชื่อว่าคุณจะสร้างการสื่อสารและมีส่วนร่วมได้มากขึ้น แข็งแกร่งขึ้นสุดท้ายที่สำคัญคือ **ลูกค้าคุณมีทั่วโลก อย่าจำกัดแต่กลุ่มลูกค้าบางกลุ่มที่ใช้เฟสบุ๊คเท่านั้น ทำธุรกิจควรหัดกระจายความเสี่ยงด้วย***

ไอเดียดี คงไม่พอ ต้องสื่อสารเป็นด้วย

ไอเดียดี แต่สื่อสารไม่เป็น ก็ทำให้โครงการไม่สามารถเกิดได้เช่นกัน

creativity_practicality

สำหรับผู้ที่สนใจจะสร้างโรงแรมที่พักขนาดเล็ก ไม่ว่าจะเป็นบ้านพักธรรมดา บูติกโฮเต็ล โฮสเทล ไปจนถึงรีสอร์ทขนาดเล็ก มีข้อคิดและคำแนะนำที่อยากจะมาแบ่งปันเพื่อให้การทำโครงการมีความรอบคอบมากขึ้น เพื่อที่ว่าจะสามารถดำเนินธุรกิจในระยะยาวได้

โครงการใหม่ๆที่เกิดขึ้น บางครั้งจะจบที่เรื่องการออกแบบและการตกแต่งภายในแต่เพียงอย่างเดียว ซึ่งแน่นอนว่าโดยธรรมชาติของสิ่งปลูกสร้างใหม่ ที่พักใหม่ที่ออกสู่ตลาด ย่อมสามารถดึงดูดความสนใจจากลูกค้าได้ด้วยความสดและใหม่ของโครงการ แต่เมื่อเวลาผ่านไปซัก 3-4 ปี เริ่มติดขัด ติดตัน ไม่รู้จะไปอย่างไร เดินหน้าไม่ถูก ไม่มีอะไรจะนำเสนอ ยิ่งในยุคปัจจุบันที่ว่าด้วย Lifestyle + Experience  แล้วด้วย ยิ่งไม่รู้จะนำเสนออะไร เลยมักจะจบลงด้วยคำว่า “เหมือนมาพักบ้านเพื่อน” อยู่แทบจะทุกโครงการ

เวลาเจ้าของโครงการเริ่มต้นลงมือทำโครงการ จะมีภาพวาดฝันไว้ต่างต่างนานา และถ้ายิ่งมาเจอกับนักคิด นักออกแบบที่มีจินตนาการมากล้น ก็จะยิ่งพากันออกไปในโลกแห่งจินตนาการที่กว้างขวางและขยายอาณาเขตความคิดออกไปจนกว้างไกล  หรือบางโครงการ มีผู้ช่วยคิดไอเดีย บรรเจิด แต่ในความเป็นจริงไม่สามารถทำงานได้ หรือทีมให้บริการลูกค้าไม่สามารถให้บริการลูกค้าได้ หรือให้บริการได้ แต่ติดขัด ไม่สะดวก หรือเรียกว่า “ไม่สามารถนำมาใช้ในภาคปฏิบัติได้จริง” ก็มีให้เห็นหลายโครงการ

บางโครงการบอกว่า “อยากทำโรงแรมที่เหมือนเป็นหนอนหนังสือ คนมาพักอ่านหนังสือได้ทั้งวัน”  ก็เป็นไอเดียที่ดีนะ แต่พอไล่เรียงไปในเรื่องกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย การทำการตลาด ก็จะไปไม่เป็น ตอบไม่ได้ คือไม่สามรถอธิบายออกมาเป็นคำพูดที่จะใช้ในการสื่อสารได้  จึงต้องตกเป็นหน้าที่ของผู้เขียนในการที่ไล่เรียงแนวความคิดที่สามารถนำมาขายได้จริงในโลกของธุรกิจ และถ่ายทอดออกมาผ่านการแสดงออกในส่วนต่างๆของโรงแรม ไปจนถึงคำพูด คำอธิบาย วิธีนำเสนอที่จะเป็นข้อความหลักของโครงการที่ยังคงใช้สืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน

บางโครงการ เชื่อมั่นในผู้ออกแบบมากจนเกินไป เพราะความมีชื่อเสียงอันโด่งดัง แต่ก็มีให้เห็นเช่นกันว่า ความโดดเด่นในการออกแบบบ้านพักธรรมดา บางครั้งก็ไม่สามารถมาใช้กับการออกแบบโรงแรมได้ ถ้าผู้ออกแบบไม่ยอมฟังความเห็นของทีมงาน หรือพนักงานผู้ให้บริการซึ่งจะเป็นผู้ใช้พื้นที่ในการสร้างประสบการ์ณที่ดีให้กับลูกค้าผู้เข้าพัก เช่น การออกแบบวิลล่าที่ไม่มีความต่อเนื่องกัน เพียงแค่เอากล่องๆมาเรียงต่อกัน ทำให้เวลาลูกค้าใช้งาน จะเดินจากห้องนอน ไปห้องนั่งเล่น หรือส่วนรับประทานอาหาร ต้องเดินออกไปนอกตัวอาคาร ซึ่งย่อมไม่สะดวกแน่นอนในกรณีกลางคืน และมีฝนตก อากาศไม่ดี ลมแรงเพราะพื้นที่อยู่ริมทะเล เป็นต้น

บางโครงการ ผู้ออกแบบไม่เข้าใจความแตกต่างระหว่างโฮสเทล และบูติกโฮเต็ล แต่คิดว่าคล้ายกัน และคิดเอาเองว่าจะขายราคาเท่านั้นเท่านี้โดยที่ไม่รู้เรื่องการตลาดแต่อย่างใด แต่ทึกทักเอาเองว่าเป็นแบบนั้นแบบนี้ ทั้งที่ในทางปฏิบัติจริงๆ ทีมขายและการตลาดจะเป็นผู้กำหนดตำแหน่งทางการตลาด ระดับราคา และนำสิ่งเหล่านี้มาอธิบายให้ผู้ออกแบบฟัง ซึ่งก็มีผู้ออกแบบหลายรายที่มักไม่ค่อยสนใจฟัง ประหนึ่งว่าเรารู้เรื่องดีแล้ว จึงทำให้การก่อสร้างและการใช้งานจริงมีปัญหาในการใช้งานเมื่อเปิดให้บริการ ทำให้ต้องมาแก้ไข เสียเวลาและเสียงบประมาณกันไป กรณีแบบนี้ก็มีให้เห็นเช่นกัน

สิ่งที่ควรคิดให้รอบคอบก่อนเริ่มให้ไอเดียกับผู้ออกแบบคือ

  1. 1.วางคอนเซ็ปต์ให้แน่นก่อนว่าเราจะทำอะไร ทำเพื่ออะไร และต้องการส่งต่อบรรยากาศในภาพรวมแบบไหน มีลักษณะอย่างไร อารมณ์ประมาณไหน
  2. 2.คิดถึงด้านการตลาดให้หนักว่า "ใครคือลูกค้าของคุณ?"
  3. 3.คุณจะสื่อสารอย่างไร ให้ลูกค้าเข้าใจในข้อ 1

และสุดท้าย คือการเปิดใจยอมรับและให้เกียรติในการร่วมงานกันของแต่ละฝ่าย จะทำให้งานออกมาได้อย่างตามที่ตั้งใจและประสบความสำเร็จได้ แต่ถ้าต่างฝ่ายต่างถือดี อวดดี ยิ่งถ้ามีชื่อเสียง ยิ่งไม่ฟังใคร เพราะคิดว่าตัวเองเก่ง แต่ใช้ “ความเก่ง” ในทางที่ไม่สร้างสรรค์ คนที่เสียประโยชน์สูงสุดคือ เจ้าของโครงการ ที่ต้องเสียทั้งเงินและเวลา

คำแนะนำ คือ “ถ้าคุณเข้าใจอย่างแท้จริง คุณจะสามารถอธิบายให้คนอื่นเข้าใจได้”  แต่ถ้าคุณไม่สามารถอธิบายได้ แปลว่าคุณยังไม่เข้าใจแบบ “เข้าเนื้อ”

 

 

 

 

See First ช่วยได้จริงหรือเปล่า?

หลังเฟสบุ๊กประกาศเปลี่ยนแปลงเรื่องการเรียงลำดับการโพสโดยให้ความสำคัญกับครอบครัวและเพื่อนก่อนหน้าเพจธุรกิจ แบรนด์ ร้านค้า เราจะปรับตัวอย่างไร

seefirstช่วงนี้เราจะเห็นหน้าเพจต่างๆออกมาบอกให้แฟนเพจของตนกด “see first” เพื่อให้เห็นข้อความที่หน้าเพจของร้านค้าอย่างต่อเนื่องเหมือนเดิม เหตุมาจากเฟสบุ๊กประกาศเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงเรื่องการให้ความสำคัญของข้อความบนหน้าจอ (news feed) กับครอบครัวและเพื่อนมากกว่าหน้าธุรกิจ แบรนด์ และสินค้าต่างๆ ทำให้ธุรกิจเกิดความตื่นตกใจกันอย่างมาก หลังจากที่มีการปรับลดเรื่องยอดการเข้าถึง (Reach)ไปครั้งหนึ่งแล้วและส่งผลกระทบอย่างมากต่อหลายๆเพจ
เรามาดูกันว่าการขอให้ลูกค้าหรือแฟนเพจเรากด ‘see first’ จะช่วยได้มากน้อยแค่ไหน และจริงๆ เราควรหันมาให้ความสนใจในประเด็นอะไรมากกว่ากัน
คำแนะนำจาก entrepreneur.com โดย Amanda Bond ให้คำแนะนำไว้ดังนี้

1. ธุรกิจควรหันมาให้ความสำคัญกับคอนเทนต์ หรือเนื้อหาที่โพส

และทำความเข้าใจเกี่ยวกับการวัดผล ตัวชี้วัดต่างๆที่จะทำให้เราเพิ่มประสิทธิภาพของโพสของเราได้ ให้สังเกตว่าโพสแบบไหนที่มี Engagement ที่ดี หมายถึงมีการคอมเมนต์ การไลค์ และการแชร์  โดยทั่วไปเป็นโพสที่ใช้วิดีโอ โพสที่เป็นการไลฟ์ จะมี engagement ที่สูงกว่าการโพสที่ใช้ข้อความ หรือรูปภาพ
     วิธีง่ายที่สุดคือการเข้าไปดูข้อมูลที่ Insight ซึ่งทุก Page Manager จะสามารถเข้าไปดูได้ จะเห็นข้อมูลเปรียบเทียบคุณภาพของแต่ละโพสที่ขึ้น และคำนวณหา Engagement Rate โดยการใช้ Total Engagement / Total Reach  และพัฒนารูปแบบการโพสที่สร้าง engagement ที่มีประสิทธิภาพ
Engagement Rate = Total Engagement  / Total Reach

2. เพิ่มกลยุทธในการทำ Livestream

เนื่องจากสามารถสร้าง engagement ได้เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยมากถึง 6 เท่าของการโพสด้วยวิดีโอปกติ   บางคนอาจตั้งคำถามว่า “แล้วอะไรล่ะที่เราควรจะทำ Livestream” ยกตัวอย่างเช่น

+ ถ้าหากสินค้าของคุณมีความแตกต่าง หรือมีขั้นตอนการผลิต สร้างสรรค์ที่ต่างจากคนอื่น เช่น วิธีปรุงอาหารของคุณที่ต่างจากร้านอื่น ใช้วัตถุดิบที่ต้องคัดสรรมาด้วยวิธีพิเศษ หรือสินค้าคุณใช้นวัตกรรมพิเศษ ก้าวล้ำนำยุคกว่าคนอื่น เป็นต้น

+ มีการเปลี่ยนแปลงในธุรกิจในภาพรวมเป็นข่าวด่วน ที่น่าสนใจหรืออาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจ หรือมีนวัตกรรมใหม่ที่เกิดขึ้น

อย่าไปกังวลว่าจะต้องทำอย่างไร ไม่มั่นใจในการไลฟ์สด ขอให้เป็นตัวของตนเอง นำเสนอเอกลักษณ์ของแบรนด์คุณออกมาให้ชัดเจน

3. ให้ความสำคัญกับการสื่อสารในลักษณะที่เราเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มหรือชุมชนนั้น

อย่าลืมว่าทุกข้อความที่คุณโพสขึ้นไปเป็นการสื่อสารระหว่างคนถึงคน เพราะฉะนั้นอย่าลืมในเรื่องการสร้างปฏิสัมพันธ์ การโต้ตอบ การพูดคุยกันเสมอ และสิ่งที่จะช่วยให้เกิดการสื่อสารโต้ตอบระหว่างกันได้ คือการใช้คำถามเปิด เช่น ถ้ามีคำถามหรือคำแนะนำ ส่งมาให้เราได้เลย  เป็นต้น

4. ขอให้ลูกค้าหรือแฟนเพจของคุณกดเลือก “See First”

วิธีนี้อย่างน้อยก็ให้มั่นใจว่าลูกค้าจะเห็นข้อความ ข่าวคราวของคุณเหมือนเดิม เพราะในประเด็นนี้ การควบคุมการเห็นข้อความหรือโพสต่างๆอยู่ในมือของลูกค้า ลูกค้าเป็นผู้มีสิทธิเลือก เราในแง่ผู้ประกอบการสามารถให้คำแนะนำแก่ลูกค้าถึงวิธีและขั้นตอนการใช้งาน see first ได้

วิธีทำ คือ เมื่อกด Like แล้วในเมนู Following จะมีเมนูย่อยให้เลือกได้อีก

+ ในหัวข้อ In Your News Feed  ให้กดเลือก  See First

+ ในหัวข้อ Notification  ให้เลือก On (Events, Suggested Live Videos)

seefirst-2

โดยสรุป

See First ช่วยได้บางส่วนที่ปลายเหตุ ประเด็นคือคุณต้องหัดพัฒนาคอนเทนต์ของคุณให้มีความน่าสนใจ และอย่าลืมเพิ่ม  Livestream เข้าไปในกลยุทธ์การตลาดบนโลกโซเชียลด้วย  และประการสุดท้าย อย่าลืมว่าคุณกำลังสื่อสารอยู่กับอีกคนหนึ่ง เพราะฉนั้น นำเสนอตัวตนของคุณ แบรนด์ของคุณให้ชัดเจนเสมอ

ที่มา : entrepreneur.com

Last Minute…ผ่านไป 15 วัน จะทำยังไงต่อดี

LastMinute

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ประเดี๋ยวเดียวก็จะสิ้นเดือนอีกแล้ว แต่ทำไม….

+ ยอดจองห้องพักถึงได้ขยับตัวช้าจังเลย

+ ทำไมไม่มีบุ๊กกิ้งเข้ามาเลย

+ ลูกค้าหายไปไหนกันหมด

แล้วจะทำอย่างไรกันดี???

ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจธรรมชาติของ Last Minute Booking หรือการจองห้องพักนาทีสุดท้าย กันก่อนว่าเป็นอย่างไร?

เรื่องนี้เป็นประเด็นที่โยงกับพฤติกรรมของลูกค้าที่มีหลากหลาย ขึ้นอยู่กับสถานการ์ณ ความชอบ นิสัยส่วนตัว และสภาพอากาศที่เป็นปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้  กล่าวคือ ลูกค้าบางคนมักไม่ชอบการวางแผนการเดินทางล่วงหน้า โดยเฉพาะถ้าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่อยู่ใกล้กรุงเทพในระยะขับรถไม่เกิน 3 ชั่วโมงก็ถึง อาจจะมีกรณีที่มีการจองห้องพักนาทีสุดท้ายก็เป็นได้ หรือบางครั้งมีความจำเป็นจริงๆ มีเหตุฉุกเฉินต้องไปในพื้นที่นั้น หรือมีการจองห้องพักให้เพื่อนหรือญาติที่บอกมากระทันหัน เป็นต้น

นอกจากนี้ประเด็นในเรื่องสถานที่ตั้ง หรือทำเลที่ตั้งของโรงแรมที่พัก ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้เกิดโอกาสที่จะมีการจองห้องพักนาทีสุดท้ายเช่นกัน  เช่น หากโรงแรมที่พักของคุณตั้งอยู่ติดถนน ใจกลางเมือง การเดินทางสะดวก โอกาสที่จะมีการจองห้องพักในนาทีสุดท้ายก็ย่อมมีมากกว่า ที่พักที่ตั้งอยู่บนเกาะ ที่ต้องอาศัยการเดินทางหลายทอดกว่าจะเดินทางไปถึง และยังขึ้นกับตารางการเดินเรือ เพราะฉนั้นโอกาสที่จะเกิดการจองนาทีสุดท้าย ประเภทจองเช้า เข้าพักเย็น ย่อมเกิดได้ยากกว่า

คราวนี้ย้อนกลับมาดูทางฝั่งโรงแรม คุณในฐานะผู้บริหารจัดการ หรือเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องการจองห้องพัก เคยเก็บสถิติบ้างหรือไม่ว่า มียอดการจองประเภทนาทีสุดท้ายนี้มากน้อยอย่างไร คิดเป็นเปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับยอดจากจองห้องพักรวมในแต่ละเดือนเป็นเท่าไหร่ มีใครมียอดจองประเภทนี้เกิน 5% บ้าง?

และคุณกำหนดอัตราการเข้าพักของราคาห้องพักประเภทนี้อย่างไร ? สูงกว่าหรือต่ำกว่าราคาขายทั่วไป ควรกำหนดเงื่อนไขการจองอย่างไร ? เหตุผลของคุณคืออะไร

ประเด็นนี้ ควรกลับมาพิจารณาถึงข้อเท็จจริงว่า

  1. คนที่จองล่วงหน้า ควรได้สิทธิประโยชน์และราคาที่ดีกว่าคนที่จองนาทีสุดท้ายหรือไม่ ? เพราะอะไร?
    • คนที่จองล่วงหน้า ช่วยโรงแรมในการบริหารจัดการห้องพักหรือเปล่า
    • คนที่จองล่วงหน้า ช่วยให้โรงแรมมีรายรับที่แน่นอนล่วงหน้าหรือไม่
  2. ระยะเวลาในการปล่อยห้องพักของคุณเป็นอย่างไร (Lead time) ปกติระยะเวลาจองห้องพักเฉลี่ยของโรงแรมที่พักของคุณเป็นอย่างไร เช่น เฉลี่ยจองล่วงหน้า 30 วันประมาณ 20%  จองล่วงหน้า 15 วัน 25% จองล่วงหน้า 7 วัน 30% เป็นต้น  ช่วงระยะเวลานี้จะเป็นตัวกำหนดว่าคุณจะกำหนดระยะเวลาที่จะเข้าข่าย “การจองนาทีสุดท้าย” เป็นกี่วัน  เช่น Last Minute ของโรงแรมแบบคุณอาจเป็น 3 วัน ที่พักอีกประเภทอาจเป็น  1 วันล่วงหน้า เป็นต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสามารถในการปล่อยห้องพักขายต่อภายในระยะเวลาที่แตกต่างกัน
  3. เงื่อนไขการชำระเงินสำหรับห้องพักประเภทนี้ ควรเรียกชำระเงินทันที

 

เพราะฉนั้น จากที่อธิบายมาข้างต้น สัดส่วนของการจองห้องพักประเภทนี้ มีน้อยมาก ๆ ดังนั้น แทนที่โรงแรมจะมานั่งโวยวายหรือวิตกกังวลว่าเหลือเวลาอีก  15 วันจะสิ้นเดือน ยังไม่มีการจองเข้ามานั้น ควรหันกลับไปเริ่มใหม่ในการทำการตลาดล่วงหน้า จบการขายล่วงหน้าให้ได้จะดีกว่า ไม่ใช่มาหวังว่าจะทำอย่างไรกับยอดจองในนาทีสุดท้าย

  • ทุกอย่างมีระยะเวลาของแต่ละกิจกรรม ไม่ใช่คิดลงมือทำวันนี้ จะเห็นผลวันนี้
  • ระยะเวลาหรือ Lead Time นั้น ไม่ใช่เราจะควบคุมได้เสมอไป เพราะขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของผู้บริโภค เราอาจกระตุ้นได้นิดหน่อยจากราคาและเงื่อนไขการจอง และการชำระเงินที่น่าสนใจ
  • โรงแรมควรสร้างจุดยืน และสร้างการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างโรงแรมและลูกค้าถึงประโยชน์ และข้อดีของการจองห้องพักโดยตรง และล่วงหน้ากับทางโรงแรม

คำตอบสุดท้ายสำหรับเรื่องนี้คือ ทำงานแบบมองภาพรวมไปข้างหน้า อย่าทำอะไรนาทีสุดท้าย

 

Gen Z อย่ามองข้าม…เขาว่ามา

gen-z-อย่ามองข้าม-เขาว่าอย่างนั้น จริงหรือไม่จริง มาดูกัน

ข้อมูลเกี่ยวกับเจนเนอเรชั่นต่างๆมีมากมายให้เราอ่าน มีคำอธิบายย้อนหลังไปตั้งแต่กลุ่มแรก หรือ เบบี้บูมเมอร์ เจนเอ๊กซ์ เจนวาย จนมาถึงเจนซี เราก็พอเข้าใจกันว่าแต่ละกลุ่มเป็นอย่างไร สนใจอะไร มีพฤติกรรมโดยทั่วๆไปเป็นอย่างไร

วันนี้มาดู Gen Z ตามแผนภาพที่สรุปข้างบนจาก yourcareerintel กันว่าให้คำจำกัดความกลุ่มนี้อย่างไร

+ เป็นคนที่เกิดหลังปีพ.ศ. 2538 หรือปีค.ศ.1995 เท่ากับว่าในปีปัจจุบันคือปี 2561 กลุ่มนี้จะมีอายุ 23 ปี

+ เป็นกลุ่มที่โตมากับยุคดิจิทัลจริงๆ

+ เป็นคนตรงไปตรงมา มุ่งมั่นทำงาน และใส่ใจในเรื่องอนาคต

และถ้าหากบริษัทจะรับพนักงานในช่วงกลุ่มอายุนี้เข้าทำงาน บริษัทควรต้องทำความเข้าใจอะไรกันบ้าง

+ กลุ่ม Gen Z จะชื่นชมบริษัทที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและชุมชนและแสดงออกให้เห็น ยิ่งถ้าสอดคล้องกับความเชื่อ หรือการให้คุณค่าที่ประเด็นที่กลุ่มนี้ชื่นชม เขาจะยิ่งมีความชื่นชอบมากขึ้น

+ กลุ่ม Gen Z เชื่อมั่นและจริงจังในเรื่องการวิ่งตามหาความฝัน และเชื่อว่าเขาจะได้ทำงานอย่างที่ฝันไว้ หรือได้ทำงานในสิ่งที่ตนเองรัก พูดง่ายๆคือเชื่อมั่นเรื่อง Dream Jobs

+ ถ้าบริษัทไหนต้องการกลุ่ม Gen Z สิ่งสำคัญที่ควรจะนำเสนอคือเรื่องโอกาสที่จะพัฒนาความเป็นมืออาชีพในการทำงานกับองค์กร

ประเด็นอีกด้านในส่วนผู้ประกอบธุรกิจ โดยเฉพาะโรงแรมที่พัก ถ้าหากกลับมามองในแง่ “กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย” กลุ่ม Gen Z มีความน่าสนใจหรือไม่ จากลักษณะและพฤติกรรมโดยทั่วไปที่กล่าวมาข้างต้น

#คำตอบ

คุณควรย้อนกลับไปดูว่า สินค้าและบริการของคุณถูกสร้างและพัฒนาเพื่อจับกลุ่มลูกค้ากลุ่มไหน

ไม่ใช่ว่าพอในโลกโซเชียลมีบทความเกี่ยวกับเจนเนอเรชั่นต่างๆ แล้วคุณต้องวิ่งเข้าไปจับทุกกลุ่มตามกระแส ไม่ใช่เลย

การแบ่งกลุ่มลูกค้าในปัจจุบันนั้นคงไม่ได้แบ่งตามกลุ่มอายุมากนัก หากแต่มุ่งเน้นในเรื่องรูปแบบการใช้ชีวิต(Lifestyle) ความชอบ ความไม่ชอบ ความสนใจและไม่สนใจอะไรต่างหากที่คุณควรจะวิเคราะห์และตีโจทย์ตรงนี้ให้แตก

กลับมาเริ่มจากตัวเองก่อนเสมอ อย่าไปวิ่งตามคนโน้นที คนนี้ที เวลาและค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียไปในการทำกิจกรรมทางการตลาดและการขายนั้นประเมินค่าไม่ได้

เพราะฉะนั้น ทุกเจนเนอเรชั่นมีบทบาทและความสำคัญในบริบทที่แตกต่างกันไป เลือกและทำการตลาดให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายของสินค้าและบริการของคนดีกว่า

ภาพประกอบจาก SMT

3 แนวทางการตลาดขับเคลื่อนการท่องเที่ยวปี 2561

ท่องเที่ยวปี 2561จะขับเคลื่อนด้วยอะไร จะใช้แนวทางการตลาดแบบไหน ไปทบทวนกัน

MKT_by_TAT2018

เริ่มต้นปีใหม่ด้วยการมาทบทวนแผนการท่องเที่ยวที่ทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้เคยแถลงไว้ในงาน “การนำเสนอทิศทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวของ ททท. ปี  2561″ เมื่อกลางปี 2560 ที่ผ่าน โดยผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ดร.ยุทธศักดิ์ สุภสร

สิ่งที่ททท.มุ่งเน้นสำหรับตลาดต่างประเทศได้แก่ ” Thai Local Experience” เพื่อสร้างความโดดเด่นของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยว โดยจะใช้คำนี้เป็น “จุดขายหลัก” ในการหามุมมองใหม่ๆในการทำงานร่วมกับชุมชนกลุ่มต่างๆ  และสำหรับตลาดคนไทย จะมุ่งเน้นขยาย “กลุ่มตลาดที่มีกำลังซื้อ” และทำการตลาดแบบเจาะจงกับกลุ่มเป้าหมายหลัก คือ กลุ่มผู้หญิง และกลุ่มผู้สูงวัย ในขณะเดียวกันก็เพิ่มโครงการเพื่อจับกลุ่ม Gen Y โดยผ่าน Social Media

สำหรับด้านการตลาดนั้น แนวทางที่ททท.ต้องการจะผลักดัน มี 3 แนวทาง ได้แก่
  1. 1.สร้างกระแสการใส่ใจสิ่งแวดล้อม
  2. 2.สร้างสรรค์คอนเทนต์เพิ่มคุณค่าให้สินค้าท่องเที่ยวไทย
  3. 3.ขยายฐานตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพด้วยการนำเสนอ Thai Local Experience ผ่านวิถีการกิน

ที่นำหัวข้อนี้มาเริ่มต้นกันตั้งแต่ต้นสัปดาห์แรกของปี 2561 เพื่อให้โรงแรมที่พักและผู้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยวได้คอยติดตามว่าจากแนวทางที่เคยวางไว้เพื่อใช้ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวในปีนี้นั้นจะสามารถเดินหน้าไปได้อย่างไร และกิจกรรมต่างที่กำลังจะออกมานั้นมีความสอดคล้องกับเป้าหมายและแนวทางที่ได้วางไว้มากน้อยอย่างไร

ในขณะเดียวกันในส่วนของภาคธุรกิจเองตั้งแต่เจ้าของกิจการ ทีมการตลาดและการขาย และทีมบริหารต่างๆ จะได้เห็นภาพรวมของประเทศว่ากำลังจะเดินไปในทิศทางไหน และกลับมาพิจารณากลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลักของโรงแรมที่พักของคุณว่าเป็นกลุ่มใด แล้วจึงมาสร้างสรรค์กิจกรรมทางการตลาดและการขายให้มีความสอดคล้องกัน

จากแนวทางข้างต้น มีคำที่น่าสนใจที่อยากแนะนำให้แต่ละโรงแรมได้กลับไปตีความหมายในส่วนของพื้นที่ของคุณว่าจะสามารถพัฒนาเนื้อหา เรื่องราว และกิจกรรมในปีนี้ต่อไป ดังนี้

  • Local Experience  หรือประสบการ์ณในพื้นที่ของคุณมีอะไรที่น่าสนใจบ้าง ไม่ต้องมองไปไกลมา เริ่มจากเรื่องใกล้ๆ ตัว เช่น ในระดับครอบครัว อาหารการกิน วิถีชีวิต ตลาดสดในพื้นที่ ต้นไม้รอบๆบ้าน บ้านญาติผู้ใหญ่ที่เก่าแก่ของชุมชน เทศกาลในชุมชน เป็นต้น
  • สิ่งแวดล้อม  เราควรช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อมกันอย่างเข้มข้นในปีนี้ เพราะเป็นสิ่งที่สร้างคุณค่าและความแตกต่างให้กับการท่องเที่ยวในแต่ละพื้นที่  คุณจะมีส่วนร่วมตรงนี้ได้อย่างไร อย่าไปมุ่งคิดแต่เรื่องการบริจาคช่วยเหลือองค์กรต่างๆ อยากให้เริ่มจากพฤติกรรมของคนในองค์กรเราเป็นลำดับแรก
  • Content  เราจะพัฒนาคอนเทนต์ดีๆได้อย่างไร ถ้าเรายังไม่เข้าใจในคอนเซ็ปต์ของโรงแรมที่พักของเรา  ถ้าเรายังไม่เข้าใจสิ่งที่อยู่รอบๆบริเวณที่ตั้งโรงแรมของเรา ถ้าเรายังไม่เข้าใจชุมชนที่อยู่รอบข้างเรา
  • Social Media ความพร้อมของทีมมีมากน้อยแค่ไหน มีศักยภาพมากน้อยแค่ไหน มีความเข้าใจในคอนเซ็ปต์ของธุรกิจในระดับใด รูปแบบและสไตล์ในการนำเสนอสอดคล้องกับคอนเซ็ปต์หรือไม่อย่างไร ทำให้ภาพลักษณ์ของโรงแรมตกต่ำลงไปหรือไม่  อันนี้ต้องเริ่มจากผู้บริหารก่อนเป็นลำดับแรก

 

ขอให้ทุกท่านก้าวไปในปี 2561 ด้วยความมั่นใจ และมั่นคง และผ่านพ้นอุปสรรคต่างๆไปได้อย่างราบรื่น