ย้อนเวลาท่องเที่ยว – การตลาดแนวใหม่

ย้อนเวลาหาความสุขใจจากการท่องเที่ยว กับเทคนิคการนำเสนอในสิ่งที่ลูกค้ามองหา

วันก่อนได้อ่านบทความของ Lauren Miskin ที่เขียนเรื่อง Nostalgia Marketing in the Hospitality Industry เห็นว่ามีประเด็นที่น่าสนใจ เลยอยากมาแบ่งปันให้ผู้อ่านได้รับรู้ค่ะ

ถ้าจะไล่เรียงจากความหมายของคำก่อน Nostalgia ก็คือความรู้สึกดีๆที่เกิดขึ้นเมื่อเรานึกย้อนเวลาไปในเหตุการ์ณ หรือสถานที่ที่เราเคยไปและมีความสุข

เรามักพบเห็นคำนี้บ่อยๆในบทความและข้อเขียนประเภทต่างๆอยู่พอสมควร

แล้วมาเกี่ยวกับการท่องเที่ยวอย่างไร?

ถ้าเราสังเกตรูปแบบการท่องเที่ยวหลายปีที่ผ่านมาจะเห็นว่านักท่องเที่ยวนิยมที่จะไปเที่ยวตามสถานที่ที่มีการตกแต่งในแนวย้อนยุค หรือเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆที่นำเสนอในแนวย้อนอดีตกันมากขึ้น

จริงๆแล้ว การตลาดในแนวย้อนยุค คือนำเสนอและส่งต่อประสบการ์ณที่สุขใจ อิ่มใจ ที่สะท้อนออกมาในแบบย้อนอดีต ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบสถาปัตยกรรม การตกแต่งสถานที่ การแต่งกาย การให้บริการ หรืออาหารจานโบราณที่หารับประทานได้ยากในยุคปัจจุบัน

ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนคือ Disney World ที่สามารถจับตลาดได้ตั้งแต่กลุ่ม Millennials จนถึง Baby Boomer เพราะสามารถพาเราย้อนอดีตไปในวัยเด็กที่มีแต่ความสนุก จนแต่งงานมีครอบครัว มีลูก ก็ยังสามารถพาครอบครัวกลับมาเที่ยวได้อย่างมีความสุขทุกครั้ง และอิ่มใจมากขึ้นเมื่อนึกย้อนกลับไปเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก

อีกตัวอย่างที่ผู้เขียนหยิบยกมาให้เห็นเป็นตัวอย่าง คือ บริษัทนำเที่ยวในคิวบา ที่มีบริการนั่งในสไตล์ย้อนยุคเหมือนในอดีตพาเที่ยวชมเมืองฮาวานา (Havana) ผ่านย่านต่างๆที่มีทั้งงานศิลปะบนผนังและกำแพง เหมือนเราได้หลุดเข้าไปในฉากหนังสมัยก่อน

การนำ Nostalgia มาใส่ในการตลาดการท่องเที่ยวและโรงแรมที่พัก มีสิ่งที่ควรนำเสนอและเชื่อมโยงเข้าไป ได้แก่

  • การนำเสนองานศิลปะ งานฝีมือในชุมชนและท้องถิ่น
  • เพิ่มกลิ่นอายหรือเกร็ดความรู้ในอดีต และประวัติศาสตร์ที่ทรงคุณค่า
  • ใช้เทคโนโลยีในปัจจุบันนำเสนอภาพเคลื่อนไหวที่จะช่วยให้ผู้รับสื่อมีความรู้สึกร่วม

ยิ่งยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไปมากเท่าไหร่ มีความวุ่นวายมากขึ้นเท่าไหร่ การมองหาสถานที่พักผ่อนที่จะทำให้เราได้รู้สึกถึงการพักผ่อนที่แท้จริง และอิ่มใจ สุขใจก็จะยิ่งมีความต้องการมากขึ้นเท่านั้น

เสียดายที่โรงแรมที่พักหลายแห่งมองแค่เพียงภาพภายนอกจากรูปแบบสถาปัตยกรรม และการตกแต่งภายใน แต่ไม่สามารถนำเสนอการให้บริการที่จะทำให้ลูกค้าพอใจ สุขใจ และอิ่มใจได้

ขอบคุณบทความของ Lauren Miskin ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ 4hotelier

โรงแรมเล็กเมื่อไหร่จะเห็น “กำไร”

โรงแรมเล็ก เมื่อไหร่จะกำไร จะเริ่มดูจากอะไรก่อนดี

เป็นคำถามที่น่าสนใจมาก

ส่วนหนึ่งเพราะมุ่งไปแต่เรื่อง “ขนาด” ว่าทำโรงแรมขนาดเล็กจะทำรายได้ได้ซักเท่าไหร่ต่อวัน ต่อเดือน แล้วเมื่อไหร่จะคืนทุน ยิ่งเป็นโฮสเทล ราคาต่อเตียงก็ต่ำ จะอยู่รอดเหรอ???

เวลาเราพูดถึงคำว่า “กำไร” คือไม่ใช่แค่ไม่ต้องควักเนื้อ หากแต่ยังมีเงินเหลือแต่ละเดือนให้ชื่นใจ

มีเจ้าของโรงแรมหนึ่ง ไม่เคยทำธุรกิจโรงแรมเลย โรงแรมเปิดให้บริการได้ 3 เดือน ตั้งคำถามว่า “เมื่อไหร่จะมีกำไร?”

ถามว่า เป็นคำถามที่ควรจะตอบอย่างไร?? (แบบไม่ดราม่านะ) บางครั้งก็ต้องตั้งหลักอธิบายกันหลายเรื่องที่ไม่ใช่การอธิบายแต่ทางฝั่งรายได้อย่างเดียว

ลองมาดูประเด็นอื่นๆ และทางฝั่งรายจ่ายบ้างว่าเราควรพิจารณาปัจจัยอะไรบ้าง สำหรับโรงแรมที่พักที่เปิดใหม่ หรือเปิดให้บริการมาได้สักพักแล้วและอยากจะได้คำตอบในเรื่องนี้

1) คุณเริ่มทำการตลาดเมื่อไหร่ ยิ่งเริ่มช้า ก็ยิ่งเห็นผลช้า

2) มีการปรับเปลี่ยนราคาขายบ่อยเกินไปหรือไม่ อย่างไร ? บางโรงเปิดแค่ 3 เดือนเปลี่ยนประภทห้องพักใหม่หมด ทำราคาใหม่หมด ย้ำ..เปิดแค่ 3 เดือนนะ

3) มีการเปลี่ยนทีมบริหารบ่อยแค่ไหน อย่างไร เหตุผลที่เปลี่ยนคืออะไร

4) การบันทึกรายจ่ายครบถ้วนหรือไม่ ขาดตกบกพร่องตรงไหน โดยเฉพาะโรงแรมที่มีร้านอาหาร การบันทึกรายการจัดซื้อ การคำนวณต้นทุน การตั้งราคาขาย การบันทึกรายการของเน่าเสีย/โอน เลี้ยงรับรองลูกค้า ทดสอบอาหาร/เครื่องดื่มครบถ้วนหรือไม่

5) ขั้นตอนการทำงานมากเกินไปหรือเปล่า ลดขั้นตอนได้หรือไม่

6) การบริหารจัดการเรื่องทีมงาน ให้เหมาะสมกับคอนเซ็ปต์ในการให้บริการหรือไม่ การจัดรอบการเข้างาน การวางกำลังคนในแต่ละช่วงเวลา

7) เจ้าของโรงแรมมีความเข้าใจในธุรกิจโรงแรมมากน้อยแค่ไหน ไม่รู้ ไม่มีปัญหา แต่ควรขวนขวายทำความเข้าใจว่าธุรกิจภาคบริการ แตกต่างจากธุรกิจภาคสินค้าซื้อมาขายไปอย่างไร

ส่วนฝั่งรายได้ ให้พิจารณา

1) มารยาทของผู้บริหารและทีมงานในการให้บริการลูกค้าเป็นอย่างไร

2) ขั้นตอนและวิธีการจองห้องพักซับซ้อนมากเกินไปหรือเปล่า

3) วิธีการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเหมาะสมหรือไม่ ใช้คำพูดคำจาดีหรือเปล่า

4) ภาพลักษณ์โรงแรมที่นำเสนอตรงกับคอนเซ็ปต์ที่วางไว้หรือไม่ อย่าลืมว่าเรื่องภาพลักษณ์ต้องใช้เวลาและต้องสม่ำเสมอ หากเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ย่อมเสียเวลา เสียโอกาสแน่นอน

5) การมองหาพันธมิตรทางธุรกิจ เคยทำบ้างหรือไม่ การตลาดปัจจุบันนี้เปลี่ยนไปมากแล้ว ถ้ายังทำการตลาดแบบเดิมๆก็คงลำบาก

มีโครงการหนึ่ง เจ้าของโครงการตั้งคำถามหลังจากเปิดมา 1 เดือนว่า “ทำไมไม่แจก ไม่แถมล่ะ ลูกผมขายเสื้อยืด ซื้อ 2 แถม 1 เห็นมันขายดีมากเลยนะ ทำไมไม่ทำบ้างล่ะ”

ก็เป็นไอเดียที่สร้างสรรค์นะ แต่ว่า…มันใช่หรือเปล่า? จังหวะเวลา ประเภทโรงแรมของคุณ ตำแหน่งทางการตลาดที่วางไว้ มันจะดีหรือที่จะทำ คงต้องประเมินหลายๆปัจจัยก่อนนะ

เพราะฉะนั้น เวลาโรงแรมยังประสบภาวะขาดทุน ยังไม่เห็นกำไรเสียที ควรเริ่มพิจารณาจากแนวคิดในการทำงานของเจ้าของโครงการก่อนเป็นลำดับแรก แล้วจึงค่อยไล่เรียงมาทางฝั่งรายได้ และฝั่งรายจ่าย

โครงการบางแห่ง คำตอบว่าทำไมถึงไม่เห็นกำไรเสียที คือ การขาดเรื่องการมีมารยาทที่ดี เป็นตั้งแต่เจ้าของโรงแรมลงไปยังทีมงาน ในที่สุดลูกค้าก็บอกต่อๆกันไป จนในที่สุดก็ไม่มีคนไปใช้บริการ

ขอสรุปสุดท้ายอีกครั้งว่า เวลามีปัญหาหรืออุปสรรค ไม่ต้องโทษใคร ให้เริ่มจากพิจารณาตัวเองก่อนทุกครั้ง….และไล่เรียงตอบคำถามแต่ละข้อตามรายการข้างบน อีกไม่นานคุณก็จะเห็นกำไรทีละเล็ก ทีละน้อยแน่นอน

โรงแรมเล็ก กับ Content Marketing

คอนเทนต์มาร์เก็ตติ้งสำหรับโรงแรมเล็ก แบบเฉพาะเจาะจง ไม่ได้พูดแบบทั่วๆไป

Content_for_hotelว่าด้วยยุคคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้งในปัจจุบันที่ธุรกิจต้องแข่งขันในการสร้างเรื่องราวและการนำเสนอที่น่าสนใจเพื่อให้เกิดการติดตามในโลกโซเชียลจนทำให้หลายท่านที่มีหน้าที่รับผิดชอบในส่วนนี้กระวนกระวายใจไม่รู้จะปรับตัวอย่างไรดี ต้องวิ่งไปหาคอร์สอบรมที่มีให้เลือกมากมายบนโลกออนไลน์ แต่ในที่สุดก็ยังไม่ได้คำตอบที่เหมาะกับธุรกิจโรงแรม เพราะส่วนใหญ่ที่นำเสนอจะว่าด้วยการสร้างคอนเทนต์สำหรับสินค้าแบบซื้อมาขายไป ทำให้ยังหาทางไปไม่ถูกว่าจะทำอย่างไร

การสร้างคอนเทนต์สำหรับโรงแรม โดยเฉพาะโรงแรมที่พักขนาดเล็ก ความจริงหากมองในเรื่องคอนเทนต์แล้วเป็นโอกาสที่ดีในการขับเคลื่อนการตลาดทีเดียวเพราะโรงแรมที่พักขนาดเล็กมักจะมีเรื่องราวน่ารัก ๆ เต็มไปหมดกว่าที่โรงแรมจะเปิดให้บริการได้ เพียงแต่อาจจะยังนึกไม่ออกว่าจะนำเสนอเรื่องอะไร และนำเสนออย่างไรดี

คำแนะนำ

  1. ทำความเข้าใจคอนเซ็ปต์ของโรงแรมให้ “เข้าเนื้อ” ก่อน ถ้าโรงแรมไม่มีคอนเซ็ปต์ มีแต่วิธีการออกแบบของสถาปนิก ก็ให้ระดมสมองนั่งคิด และเขียนออกมาว่าคอนเซ็ปต์ในการให้บริการเป็นอย่างไร และถ้าไม่มีทั้งคอนเซ็ปต์ในการออกแบบและการให้บริการ ก็ให้นั่งนึกว่าตอนก่อนจะเริ่มโครงการ คิดอะไรอยู่ ทำไมถึงสร้างออกมาเป็นแบบนี้ ทำไมเลือกวัสดุแบบนี้ ทำไมให้บริการแบบนี้ ….คิด เขียน และรวบรวมไว้
  2. รวบรวมสถานที่น่าสนใจรอบๆที่ตั้งโรงแรมในแบบที่ไม่ใช่คู่มือท่องเที่ยวของทางราชการ เอาแบบข้อมูลคนในพื้นที่ว่ามีอะไรบ้าง ในชุมชนมีอะไรน่าสนใจ ไม่เคยรู้จักบ้านหลังไหน ก็ไปทำความรู้จักพูดคุยกับเพื่อนบ้านบ้าง เราไม่ได้อยู่คนเดียว เราอยู่ในชุมชน
  3. การเดินทางมายังโรงแรม เดินทางมาทางไหนได้บ้าง เส้นทางไหนมีวิวน่าสนใจ หรือใช้เวลาเดินทางแบบสะดวกรวดเร็ว เกร็ดเล็ก เกร็ดน้อยในการเดินทางแต่ละเส้นทางมีอะไรบ้าง
  4. ห้องพัก อันนี้ต้องขอร้องว่าเลิกนำเสนอพื้นที่ห้องพักกันเสียที นำเสนอเรื่องอื่นๆของห้องพักกันบ้างดีกว่า เช่น ห้องนี้ลมพัดดีตอนไหน แดดมาแรงช่วงไหนบ้าง ฤดูฝนนั่งริมหน้าต่างรับไอฝนได้บรรยากาศไปอีกแบบ เรื่องอะไรทำนองนี้ หามานำเสนอกันบ้างดีกว่านะคะ
  5. อาหารและเครื่องดื่ม มีอะไรน่าสนใจบ้าง ทำไมอาหารจานนี้ถึงได้มาอยู่ในเมนู หรือทำไมถึงคิดเครื่องดื่มนี้ออกมา ทำไมลูกค้าจึงควรลองรับประทาน หรือดื่มเครื่องดื่มนี้ เรียกได้ว่า ถ้าไม่ได้ทานจานนี้ ถือว่ามาไม่ถึงโรงแรมเรา
  6. เมื่อมีเรื่องราวแบบเต็มที่แล้ว ก็ถึงเวลาที่ควรจะหัดใช้โปรแกรมตัดต่อแต่งภาพ ถ่ายวิดีโอ เพิ่มข้อความ ข้อนี้ให้เลือกค้นหาตามที่ตนเองใช้งานได้อย่างถนัดได้เลย เพื่อเป็นการประหยัดงบประมาณสำหรับโรงแรมที่พักขนาดเล็ก เราจึงควรหัดทำเอง ใช้เวลาฝึกฝนให้ชำนาญ ก็จะทำได้ ลองดูค่ะ
  7. ติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวในสังคม ประเทศ และโลก เพื่อให้รู้ว่านักเดินทางท่องเที่ยว เทรนด์การท่องเที่ยวและเดินทางเป็นอย่างไร ลูกค้ามองหาอะไร และเราควรจะตอบโจทย์ลูกค้าอย่างไร

ข้อสำคัญ

อย่าลืมตั้งวัตถุประสงค์ในการเขียนว่าเราต้องการเขียนเพื่อสื่อสารอะไร และเป้าหมายคืออะไร เช่น

– เขียนเพื่อสร้างการรับรู้ ก็ได้แก่การเล่าเรื่องราวต่างๆ ตามที่ยกตัวอย่างข้างต้น

– เขียนเพื่อให้ลูกค้าคิดพิจารณาเพื่อเป้าหมายการซื้อในอนาคต ก็ควรมีการบรรยายสรรพคุณบ้าง อธิบายให้ได้บรรยากาศว่าทำไมถึงต้องมา หรืออาจจะนำเสนอรีวิวต่างๆที่เขียนชมโรงแรมทั้งจากสื่อและลูกค้าที่เคยมาพัก

– เขียนเพื่อให้ตัดสินใจ อันนี้ก็ควรมีเงื่อนไขที่ดีและน่าสนใจ หรือเป็นการตอบคำถามง่ายๆเกี่ยวกับการจอง หรือสิทธิพิเศษต่างๆ

 เริ่มจาก 7 ข้อนี้ให้ได้ และตั้งวัตถุประสงค์ในการเขียนทุกครั้งฝึกหัดเขียนให้น่าสนใจ รับรองว่าคุณก็จะสร้างคอนเทนต์ที่น่าสนใจได้แน่นอน และสุดท้าย อย่าไปหมกมุ่นกับการใช้สื่อเพียงบางประเภท หันมาเลือกใช้สื่อให้เหมาะกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายแต่ละกลุ่มกันดีกว่า (ย้ำรอบที่หลายรอบมากๆ กับเรื่องนี้)โชคดีทุกคนค่ะ     

Disrupt ? ใครทำอะไรใครกับธุรกิจโรงแรม

Disruption vs Transformation คำสุดฮิตในปี 2018 กับธุรกิจโรงแรมจะต้องทำอย่างไร

disrupt

ตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมาช่วงเทศกาลแถลงเป้าหมายและทิศทางในการทำธุรกิจในปีต่อไป เราจะได้ยินคำว่า “Disrupt” และ “Transform” กันค่อนข้างบ่อยในหลายๆธุรกิจเลยทีเดียว แล้วทำไมปีนี้คำสองคำนี้ถึงมีบทบาทกับภาคธุรกิจมากมายในปีนี้

มาเริ่มดูความหมายของคำว่า Disrupt กันก่อน เป็นคำกริยาที่มีการแปลความหมายในโลกออนไลน์พวกดิกชันนารีออนไลน์ว่า การทำลาย แต่ในอีกความหมายหนึ่งหากดูความหมายในภาษาอังกฤษจะแปลว่า การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีผลกระทบต่อโครงสร้างของสิ่งใดสิ่งหนึ่งเลยทีเดียว

และอะไรล่ะที่มีความสามารถในการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและส่งผลกระทบอย่างรุนแรงถึงกับเปลี่ยนแปลงรูปแบบ หรือสิ่งที่เคยทำกันได้เลยทีเดียวในธุรกิจโรงแรม…….คงไม่ใช่แค่ Online Travel Agent (OTA) อีกต่อไปแน่นอน

อันที่จริง การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตลอดเวลาอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับว่าเรานำไปเปรียบเทียบระหว่างอะไรกับอะไร และฐานที่ใช้เปรียบเทียบคืออะไร โดยเฉพาะ “คน” มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา นั่นคือธรรมชาติของมนุษย์

สำหรับธุรกิจโรงแรมที่พักนั้น ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงในการดำเนินธุรกิจและการให้บริการ ได้แก่

1) โครงสร้างของประชากรที่เปลี่ยนไป ทำให้เรามองเห็นบทบาทและความแตกต่างอย่างชัดเจนของกลุ่มคนในช่วงวัยต่างๆมากขึ้นจากการแสดงออก

2) เทคโนโลยี แน่นอนว่ามีความก้าวล้ำนำสมัยมากขึ้น ซึ่งสะท้อนวิธีคิดและวิธีมองสิ่งต่างๆของมนุษย์ แล้วจึงนำมาคิดค้นระบบต่างๆเพื่อให้ใช้งานได้สะดวกและง่ายขึ้น

3) พฤติกรรมของลูกค้าที่ผูกติดกับสังคมออนไลน์แทบจะทุกอิริยาบทและทุกกิจกรรม ใส่ใจและแคร์สังคมในโลกออนไลน์อย่างมากจนทำให้การตัดสินใจในเรื่องต่างๆถูกอิทธพลจากโลกออนไลน์เข้ามากำกับไปจนแทบจะเปฮนส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การเลือกร้านรับประทานอาหาร เลือกผลิตภัณฑ์ เลือกที่พัก เลือกสถานที่ท่องเที่ยว เป็นต้น

4) สังคมแห่งการแบ่งปัน หรือ Sharing Community ในหลายๆ เรื่อง แต่ที่กระทบกับโรงแรมที่พักมากคือ รูปแบบการให้บริการที่พักของ Airbnb ที่นับวันจะแตกไลน์การให้บริการที่เรียกว่าเทียบเท่ากับโรงแรมที่พักทั่วไปเลยทีเดียว

ความคิดเห็นจากคนทำธุรกิจโรงแรมหลายๆกลุ่มหันมาศึกษารูปแบบการนำเสนอ การเข้าถึง การสื่อสารกับลูกค้าของ Airbnb ที่ดูเหมือนจะเข้าใจความต้องการของลูกค้าได้ดีและเฉพาะเจาะจงมากกว่า จึงส่งผลให้ Airbnb ได้รับความนิยมและเติบโตอย่างรวดเร็วในหลายประเทศ

ถ้าจะถามว่าอะไรจะ disrupt ธุรกิจโรงแรมในอีก 1-2 ปีก็คงเป็น Airbnb นี่แหละ คล้ายๆกับเหตุการ์ณเมื่อ 5-8 ปีที่ผ่านมาที่ independent hotels โดยเฉพาะ Boutique Hotels ที่สั่นคลอนวงการโรงแรมมาแล้ว และตัวเลขอัตราการเติบโตของ Independent Hotels ในช่วง3ปีที่ผ่านมาก็ยังยืนยันว่าเติบโตเร็วกว่า Chain Hotels ถึง 5-6%[STR]

แล้วโรงแรมควรจะ Transform ตัวเองอย่างไร?

  1. สร้างจุดแตกต่างที่ชัดเจนในการให้บริการ ยุคนี้คงไม่ใช่แค่การออกมาบอกว่าโรงแรมเรามีสระว่ายน้ำแบบน้ำเกลือ หรือห้องพักมีอ่างอาบน้ำพร้อมวิว แต่ควรจะมีอะไรที่มากกว่านั้น
  2. บริหารช่องทางการขายให้เหมาะสมกับต้นทุนการขาย
  3. ให้ความสนใจกับลูกค้าเก่า หรือลูกค้าที่มาเข้าพักซ้ำ
  4. เลือกใช้ OTA ให้เหมาะกับกลุ่มตลาดเป้าหมาย
  5. บริหารสื่อโซเชียลอย่างมีระบบ และสร้างคอนเทนต์ที่เข้มแข็งพร้อมกราฟิกที่น่าสนใจ ดึงดูดความสนใจ
  6. ให้ความสำคัญกับต้นทุนในการดำเนินการในทุกส่วนตั้งแต่ส่วนหน้าจนถึงหลังบ้าน และ
  7. บริหารจัดการระบบเรียกเก็บเงินให้มีประสิทธิภาพ

ทุกอย่างต้องใช้เวลา แต่ถ้ายิ่งช้า จะยิ่งเสียเวลา