โรงแรมเล็ก กับ Content Marketing

คอนเทนต์มาร์เก็ตติ้งสำหรับโรงแรมเล็ก แบบเฉพาะเจาะจง ไม่ได้พูดแบบทั่วๆไป

Content_for_hotelว่าด้วยยุคคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้งในปัจจุบันที่ธุรกิจต้องแข่งขันในการสร้างเรื่องราวและการนำเสนอที่น่าสนใจเพื่อให้เกิดการติดตามในโลกโซเชียลจนทำให้หลายท่านที่มีหน้าที่รับผิดชอบในส่วนนี้กระวนกระวายใจไม่รู้จะปรับตัวอย่างไรดี ต้องวิ่งไปหาคอร์สอบรมที่มีให้เลือกมากมายบนโลกออนไลน์ แต่ในที่สุดก็ยังไม่ได้คำตอบที่เหมาะกับธุรกิจโรงแรม เพราะส่วนใหญ่ที่นำเสนอจะว่าด้วยการสร้างคอนเทนต์สำหรับสินค้าแบบซื้อมาขายไป ทำให้ยังหาทางไปไม่ถูกว่าจะทำอย่างไร

การสร้างคอนเทนต์สำหรับโรงแรม โดยเฉพาะโรงแรมที่พักขนาดเล็ก ความจริงหากมองในเรื่องคอนเทนต์แล้วเป็นโอกาสที่ดีในการขับเคลื่อนการตลาดทีเดียวเพราะโรงแรมที่พักขนาดเล็กมักจะมีเรื่องราวน่ารัก ๆ เต็มไปหมดกว่าที่โรงแรมจะเปิดให้บริการได้ เพียงแต่อาจจะยังนึกไม่ออกว่าจะนำเสนอเรื่องอะไร และนำเสนออย่างไรดี

คำแนะนำ

  1. ทำความเข้าใจคอนเซ็ปต์ของโรงแรมให้ “เข้าเนื้อ” ก่อน ถ้าโรงแรมไม่มีคอนเซ็ปต์ มีแต่วิธีการออกแบบของสถาปนิก ก็ให้ระดมสมองนั่งคิด และเขียนออกมาว่าคอนเซ็ปต์ในการให้บริการเป็นอย่างไร และถ้าไม่มีทั้งคอนเซ็ปต์ในการออกแบบและการให้บริการ ก็ให้นั่งนึกว่าตอนก่อนจะเริ่มโครงการ คิดอะไรอยู่ ทำไมถึงสร้างออกมาเป็นแบบนี้ ทำไมเลือกวัสดุแบบนี้ ทำไมให้บริการแบบนี้ ….คิด เขียน และรวบรวมไว้
  2. รวบรวมสถานที่น่าสนใจรอบๆที่ตั้งโรงแรมในแบบที่ไม่ใช่คู่มือท่องเที่ยวของทางราชการ เอาแบบข้อมูลคนในพื้นที่ว่ามีอะไรบ้าง ในชุมชนมีอะไรน่าสนใจ ไม่เคยรู้จักบ้านหลังไหน ก็ไปทำความรู้จักพูดคุยกับเพื่อนบ้านบ้าง เราไม่ได้อยู่คนเดียว เราอยู่ในชุมชน
  3. การเดินทางมายังโรงแรม เดินทางมาทางไหนได้บ้าง เส้นทางไหนมีวิวน่าสนใจ หรือใช้เวลาเดินทางแบบสะดวกรวดเร็ว เกร็ดเล็ก เกร็ดน้อยในการเดินทางแต่ละเส้นทางมีอะไรบ้าง
  4. ห้องพัก อันนี้ต้องขอร้องว่าเลิกนำเสนอพื้นที่ห้องพักกันเสียที นำเสนอเรื่องอื่นๆของห้องพักกันบ้างดีกว่า เช่น ห้องนี้ลมพัดดีตอนไหน แดดมาแรงช่วงไหนบ้าง ฤดูฝนนั่งริมหน้าต่างรับไอฝนได้บรรยากาศไปอีกแบบ เรื่องอะไรทำนองนี้ หามานำเสนอกันบ้างดีกว่านะคะ
  5. อาหารและเครื่องดื่ม มีอะไรน่าสนใจบ้าง ทำไมอาหารจานนี้ถึงได้มาอยู่ในเมนู หรือทำไมถึงคิดเครื่องดื่มนี้ออกมา ทำไมลูกค้าจึงควรลองรับประทาน หรือดื่มเครื่องดื่มนี้ เรียกได้ว่า ถ้าไม่ได้ทานจานนี้ ถือว่ามาไม่ถึงโรงแรมเรา
  6. เมื่อมีเรื่องราวแบบเต็มที่แล้ว ก็ถึงเวลาที่ควรจะหัดใช้โปรแกรมตัดต่อแต่งภาพ ถ่ายวิดีโอ เพิ่มข้อความ ข้อนี้ให้เลือกค้นหาตามที่ตนเองใช้งานได้อย่างถนัดได้เลย เพื่อเป็นการประหยัดงบประมาณสำหรับโรงแรมที่พักขนาดเล็ก เราจึงควรหัดทำเอง ใช้เวลาฝึกฝนให้ชำนาญ ก็จะทำได้ ลองดูค่ะ
  7. ติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวในสังคม ประเทศ และโลก เพื่อให้รู้ว่านักเดินทางท่องเที่ยว เทรนด์การท่องเที่ยวและเดินทางเป็นอย่างไร ลูกค้ามองหาอะไร และเราควรจะตอบโจทย์ลูกค้าอย่างไร

ข้อสำคัญ

อย่าลืมตั้งวัตถุประสงค์ในการเขียนว่าเราต้องการเขียนเพื่อสื่อสารอะไร และเป้าหมายคืออะไร เช่น

– เขียนเพื่อสร้างการรับรู้ ก็ได้แก่การเล่าเรื่องราวต่างๆ ตามที่ยกตัวอย่างข้างต้น

– เขียนเพื่อให้ลูกค้าคิดพิจารณาเพื่อเป้าหมายการซื้อในอนาคต ก็ควรมีการบรรยายสรรพคุณบ้าง อธิบายให้ได้บรรยากาศว่าทำไมถึงต้องมา หรืออาจจะนำเสนอรีวิวต่างๆที่เขียนชมโรงแรมทั้งจากสื่อและลูกค้าที่เคยมาพัก

– เขียนเพื่อให้ตัดสินใจ อันนี้ก็ควรมีเงื่อนไขที่ดีและน่าสนใจ หรือเป็นการตอบคำถามง่ายๆเกี่ยวกับการจอง หรือสิทธิพิเศษต่างๆ

 เริ่มจาก 7 ข้อนี้ให้ได้ และตั้งวัตถุประสงค์ในการเขียนทุกครั้งฝึกหัดเขียนให้น่าสนใจ รับรองว่าคุณก็จะสร้างคอนเทนต์ที่น่าสนใจได้แน่นอน และสุดท้าย อย่าไปหมกมุ่นกับการใช้สื่อเพียงบางประเภท หันมาเลือกใช้สื่อให้เหมาะกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายแต่ละกลุ่มกันดีกว่า (ย้ำรอบที่หลายรอบมากๆ กับเรื่องนี้)โชคดีทุกคนค่ะ     

Disrupt ? ใครทำอะไรใครกับธุรกิจโรงแรม

Disruption vs Transformation คำสุดฮิตในปี 2018 กับธุรกิจโรงแรมจะต้องทำอย่างไร

disrupt

ตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมาช่วงเทศกาลแถลงเป้าหมายและทิศทางในการทำธุรกิจในปีต่อไป เราจะได้ยินคำว่า “Disrupt” และ “Transform” กันค่อนข้างบ่อยในหลายๆธุรกิจเลยทีเดียว แล้วทำไมปีนี้คำสองคำนี้ถึงมีบทบาทกับภาคธุรกิจมากมายในปีนี้

มาเริ่มดูความหมายของคำว่า Disrupt กันก่อน เป็นคำกริยาที่มีการแปลความหมายในโลกออนไลน์พวกดิกชันนารีออนไลน์ว่า การทำลาย แต่ในอีกความหมายหนึ่งหากดูความหมายในภาษาอังกฤษจะแปลว่า การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีผลกระทบต่อโครงสร้างของสิ่งใดสิ่งหนึ่งเลยทีเดียว

และอะไรล่ะที่มีความสามารถในการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและส่งผลกระทบอย่างรุนแรงถึงกับเปลี่ยนแปลงรูปแบบ หรือสิ่งที่เคยทำกันได้เลยทีเดียวในธุรกิจโรงแรม…….คงไม่ใช่แค่ Online Travel Agent (OTA) อีกต่อไปแน่นอน

อันที่จริง การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตลอดเวลาอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับว่าเรานำไปเปรียบเทียบระหว่างอะไรกับอะไร และฐานที่ใช้เปรียบเทียบคืออะไร โดยเฉพาะ “คน” มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา นั่นคือธรรมชาติของมนุษย์

สำหรับธุรกิจโรงแรมที่พักนั้น ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงในการดำเนินธุรกิจและการให้บริการ ได้แก่

1) โครงสร้างของประชากรที่เปลี่ยนไป ทำให้เรามองเห็นบทบาทและความแตกต่างอย่างชัดเจนของกลุ่มคนในช่วงวัยต่างๆมากขึ้นจากการแสดงออก

2) เทคโนโลยี แน่นอนว่ามีความก้าวล้ำนำสมัยมากขึ้น ซึ่งสะท้อนวิธีคิดและวิธีมองสิ่งต่างๆของมนุษย์ แล้วจึงนำมาคิดค้นระบบต่างๆเพื่อให้ใช้งานได้สะดวกและง่ายขึ้น

3) พฤติกรรมของลูกค้าที่ผูกติดกับสังคมออนไลน์แทบจะทุกอิริยาบทและทุกกิจกรรม ใส่ใจและแคร์สังคมในโลกออนไลน์อย่างมากจนทำให้การตัดสินใจในเรื่องต่างๆถูกอิทธพลจากโลกออนไลน์เข้ามากำกับไปจนแทบจะเปฮนส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การเลือกร้านรับประทานอาหาร เลือกผลิตภัณฑ์ เลือกที่พัก เลือกสถานที่ท่องเที่ยว เป็นต้น

4) สังคมแห่งการแบ่งปัน หรือ Sharing Community ในหลายๆ เรื่อง แต่ที่กระทบกับโรงแรมที่พักมากคือ รูปแบบการให้บริการที่พักของ Airbnb ที่นับวันจะแตกไลน์การให้บริการที่เรียกว่าเทียบเท่ากับโรงแรมที่พักทั่วไปเลยทีเดียว

ความคิดเห็นจากคนทำธุรกิจโรงแรมหลายๆกลุ่มหันมาศึกษารูปแบบการนำเสนอ การเข้าถึง การสื่อสารกับลูกค้าของ Airbnb ที่ดูเหมือนจะเข้าใจความต้องการของลูกค้าได้ดีและเฉพาะเจาะจงมากกว่า จึงส่งผลให้ Airbnb ได้รับความนิยมและเติบโตอย่างรวดเร็วในหลายประเทศ

ถ้าจะถามว่าอะไรจะ disrupt ธุรกิจโรงแรมในอีก 1-2 ปีก็คงเป็น Airbnb นี่แหละ คล้ายๆกับเหตุการ์ณเมื่อ 5-8 ปีที่ผ่านมาที่ independent hotels โดยเฉพาะ Boutique Hotels ที่สั่นคลอนวงการโรงแรมมาแล้ว และตัวเลขอัตราการเติบโตของ Independent Hotels ในช่วง3ปีที่ผ่านมาก็ยังยืนยันว่าเติบโตเร็วกว่า Chain Hotels ถึง 5-6%[STR]

แล้วโรงแรมควรจะ Transform ตัวเองอย่างไร?

  1. สร้างจุดแตกต่างที่ชัดเจนในการให้บริการ ยุคนี้คงไม่ใช่แค่การออกมาบอกว่าโรงแรมเรามีสระว่ายน้ำแบบน้ำเกลือ หรือห้องพักมีอ่างอาบน้ำพร้อมวิว แต่ควรจะมีอะไรที่มากกว่านั้น
  2. บริหารช่องทางการขายให้เหมาะสมกับต้นทุนการขาย
  3. ให้ความสนใจกับลูกค้าเก่า หรือลูกค้าที่มาเข้าพักซ้ำ
  4. เลือกใช้ OTA ให้เหมาะกับกลุ่มตลาดเป้าหมาย
  5. บริหารสื่อโซเชียลอย่างมีระบบ และสร้างคอนเทนต์ที่เข้มแข็งพร้อมกราฟิกที่น่าสนใจ ดึงดูดความสนใจ
  6. ให้ความสำคัญกับต้นทุนในการดำเนินการในทุกส่วนตั้งแต่ส่วนหน้าจนถึงหลังบ้าน และ
  7. บริหารจัดการระบบเรียกเก็บเงินให้มีประสิทธิภาพ

ทุกอย่างต้องใช้เวลา แต่ถ้ายิ่งช้า จะยิ่งเสียเวลา

โรงแรมเล็ก กับ Facebook

โรงแรมเล็กจะจัดการกับการเปลีายนแปลงบนเฟสบุ๊คอย่างไร จะแก้ไขยอดรีชที่ลดลงอย่างไร

โรงแรมที่พักขนาดเล็กมักยึดเอาเฟสบุ๊คเป็นสรณะในการสื่อสารและทำธุรกิจกับลูกค้า เพราะมีการใช้งานง่าย สามารถทำเองได้และรวดเร็วทันใจ แต่ในความเป็นจริงแล้วโรงแรมจะใช้สื่อโซเชี่ยลแบบไหนในการสื่อสารกับลูกค้าขึ้นอยู่กับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย

บางโรงแรมเริ่มต้นจากการสื่อสารด้วยเฟสบุ๊คกับลูกค้า ก็แน่นอนว่าลูกค้าที่ได้ย่อมเป็นลูกค้าคนไทยเป็นส่วนใหญ่ หรือบางแห่งมีแต่ลูกค้าคนไทย ซึ่งถ้าเราย้อนกลับไปดูสถิติการใช้งานก็จะเห็นว่าคนไทยมีบัญชีเฟสบุ๊คและมีการใช้งานมากเป็นอันดับต้นๆในเอเชียเลยทีเดียว

อย่างไรก็ดี จากนโยบายของเฟสบุ๊คที่ประกาศออกมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมาที่จะเน้นให้ความสำคัญกับการสื่อสารระหว่างบุคคล คนในครอบครัว (people to people interaction) เป็นลำดับแรก กำจัดพวก Engagement Baits หรือพวกที่ชอบให้โหวต พวกที่ต้องแชร์ก่อนจึงจะมีส่วนร่วม และล่าสุดคือการให้ความสำคัญกับข่าวในท้องถิ่น และแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือได้ โดยพิจารณาจากการที่มีคนในพื้นที่แชร์ข่าวนั้นๆในกลุ่มเพื่อน และกลุ่มเพื่อนมีส่วนร่วมโดยการกด ไลค์หรือแชร์ต่อ เฟสบุ๊คจะจัดลำดับความสำคัญขึ้นมาทันที และเน้นเหตุการณ์ในพื้นที่นั้นๆก่อน และค่อยขยายไปในระดับประเทศและโลก โดยจะเริ่มใช้ใน 5 รัฐในสหรัฐอเมริกาก่อน

จากการปรับเปลี่ยนในประเด็นนี้ จะยิ่งทำให้ยอดรีช (Reach) ที่ลดลงอย่างต่อเนื่องแล้ว แนวโน้มก็จะยิ่งลดลงเพิ่มมากขึ้น

แล้วโรงแรมเล็กจะสื่อสารกับลูกค้าให้เข้าถึงในระดับเดิมได้อย่างไร?

แน่นอนว่าคงไม่ได้ในระดับเดิม เพราะระบบย่อมต้องหารายได้จากการโฆษณา และทำให้ผู้ใช้งานต้องหันมาใช้เฟสบุ๊คแอด (Facebook Ads) มากขึ้น แต่ถ้าเรามองกลับไปที่วัตถุประสงค์ของการใช้งานเฟสบุ๊คที่ต้องการให้คนสื่อสารและมีส่วนร่วมในชุมชนและสังคมของตน เราก็ควรกลับมาดูที่วิธีการสื่อสาร และการนำเสนอเนื้อหา (Content) ของเราว่า

  1. มีเนื้อหาน่าสนใจมากน้อยเพียงใด
  2. มุ่งแต่ขายของหรือเปล่า
  3. นำเสนอเรื่องราวของชุมชน ท้องถิ่นที่น่าสนใจบ้างหรือเปล่า
  4. เคยนำเสนอแบบวีดิโอบ้างหรือเปล่า
  5. เคยไลฟ์ (Live) บ้างหรือเปล่า
  6. สร้างกลุ่มลูกค้าหรือสร้างฐานลูกค้าผ่านการสื่อสารหรือเปล่า

เริ่มที่ 6 ข้อนี้ก่อน ทบทวน คิด และวางแผน โดยนำตารางปฏิทินการโพสมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เชื่อว่าคุณจะสร้างการสื่อสารและมีส่วนร่วมได้มากขึ้น แข็งแกร่งขึ้นสุดท้ายที่สำคัญคือ **ลูกค้าคุณมีทั่วโลก อย่าจำกัดแต่กลุ่มลูกค้าบางกลุ่มที่ใช้เฟสบุ๊คเท่านั้น ทำธุรกิจควรหัดกระจายความเสี่ยงด้วย***

ไอเดียดี คงไม่พอ ต้องสื่อสารเป็นด้วย

ไอเดียดี แต่สื่อสารไม่เป็น ก็ทำให้โครงการไม่สามารถเกิดได้เช่นกัน

creativity_practicality

สำหรับผู้ที่สนใจจะสร้างโรงแรมที่พักขนาดเล็ก ไม่ว่าจะเป็นบ้านพักธรรมดา บูติกโฮเต็ล โฮสเทล ไปจนถึงรีสอร์ทขนาดเล็ก มีข้อคิดและคำแนะนำที่อยากจะมาแบ่งปันเพื่อให้การทำโครงการมีความรอบคอบมากขึ้น เพื่อที่ว่าจะสามารถดำเนินธุรกิจในระยะยาวได้

โครงการใหม่ๆที่เกิดขึ้น บางครั้งจะจบที่เรื่องการออกแบบและการตกแต่งภายในแต่เพียงอย่างเดียว ซึ่งแน่นอนว่าโดยธรรมชาติของสิ่งปลูกสร้างใหม่ ที่พักใหม่ที่ออกสู่ตลาด ย่อมสามารถดึงดูดความสนใจจากลูกค้าได้ด้วยความสดและใหม่ของโครงการ แต่เมื่อเวลาผ่านไปซัก 3-4 ปี เริ่มติดขัด ติดตัน ไม่รู้จะไปอย่างไร เดินหน้าไม่ถูก ไม่มีอะไรจะนำเสนอ ยิ่งในยุคปัจจุบันที่ว่าด้วย Lifestyle + Experience  แล้วด้วย ยิ่งไม่รู้จะนำเสนออะไร เลยมักจะจบลงด้วยคำว่า “เหมือนมาพักบ้านเพื่อน” อยู่แทบจะทุกโครงการ

เวลาเจ้าของโครงการเริ่มต้นลงมือทำโครงการ จะมีภาพวาดฝันไว้ต่างต่างนานา และถ้ายิ่งมาเจอกับนักคิด นักออกแบบที่มีจินตนาการมากล้น ก็จะยิ่งพากันออกไปในโลกแห่งจินตนาการที่กว้างขวางและขยายอาณาเขตความคิดออกไปจนกว้างไกล  หรือบางโครงการ มีผู้ช่วยคิดไอเดีย บรรเจิด แต่ในความเป็นจริงไม่สามารถทำงานได้ หรือทีมให้บริการลูกค้าไม่สามารถให้บริการลูกค้าได้ หรือให้บริการได้ แต่ติดขัด ไม่สะดวก หรือเรียกว่า “ไม่สามารถนำมาใช้ในภาคปฏิบัติได้จริง” ก็มีให้เห็นหลายโครงการ

บางโครงการบอกว่า “อยากทำโรงแรมที่เหมือนเป็นหนอนหนังสือ คนมาพักอ่านหนังสือได้ทั้งวัน”  ก็เป็นไอเดียที่ดีนะ แต่พอไล่เรียงไปในเรื่องกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย การทำการตลาด ก็จะไปไม่เป็น ตอบไม่ได้ คือไม่สามรถอธิบายออกมาเป็นคำพูดที่จะใช้ในการสื่อสารได้  จึงต้องตกเป็นหน้าที่ของผู้เขียนในการที่ไล่เรียงแนวความคิดที่สามารถนำมาขายได้จริงในโลกของธุรกิจ และถ่ายทอดออกมาผ่านการแสดงออกในส่วนต่างๆของโรงแรม ไปจนถึงคำพูด คำอธิบาย วิธีนำเสนอที่จะเป็นข้อความหลักของโครงการที่ยังคงใช้สืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน

บางโครงการ เชื่อมั่นในผู้ออกแบบมากจนเกินไป เพราะความมีชื่อเสียงอันโด่งดัง แต่ก็มีให้เห็นเช่นกันว่า ความโดดเด่นในการออกแบบบ้านพักธรรมดา บางครั้งก็ไม่สามารถมาใช้กับการออกแบบโรงแรมได้ ถ้าผู้ออกแบบไม่ยอมฟังความเห็นของทีมงาน หรือพนักงานผู้ให้บริการซึ่งจะเป็นผู้ใช้พื้นที่ในการสร้างประสบการ์ณที่ดีให้กับลูกค้าผู้เข้าพัก เช่น การออกแบบวิลล่าที่ไม่มีความต่อเนื่องกัน เพียงแค่เอากล่องๆมาเรียงต่อกัน ทำให้เวลาลูกค้าใช้งาน จะเดินจากห้องนอน ไปห้องนั่งเล่น หรือส่วนรับประทานอาหาร ต้องเดินออกไปนอกตัวอาคาร ซึ่งย่อมไม่สะดวกแน่นอนในกรณีกลางคืน และมีฝนตก อากาศไม่ดี ลมแรงเพราะพื้นที่อยู่ริมทะเล เป็นต้น

บางโครงการ ผู้ออกแบบไม่เข้าใจความแตกต่างระหว่างโฮสเทล และบูติกโฮเต็ล แต่คิดว่าคล้ายกัน และคิดเอาเองว่าจะขายราคาเท่านั้นเท่านี้โดยที่ไม่รู้เรื่องการตลาดแต่อย่างใด แต่ทึกทักเอาเองว่าเป็นแบบนั้นแบบนี้ ทั้งที่ในทางปฏิบัติจริงๆ ทีมขายและการตลาดจะเป็นผู้กำหนดตำแหน่งทางการตลาด ระดับราคา และนำสิ่งเหล่านี้มาอธิบายให้ผู้ออกแบบฟัง ซึ่งก็มีผู้ออกแบบหลายรายที่มักไม่ค่อยสนใจฟัง ประหนึ่งว่าเรารู้เรื่องดีแล้ว จึงทำให้การก่อสร้างและการใช้งานจริงมีปัญหาในการใช้งานเมื่อเปิดให้บริการ ทำให้ต้องมาแก้ไข เสียเวลาและเสียงบประมาณกันไป กรณีแบบนี้ก็มีให้เห็นเช่นกัน

สิ่งที่ควรคิดให้รอบคอบก่อนเริ่มให้ไอเดียกับผู้ออกแบบคือ

  1. 1.วางคอนเซ็ปต์ให้แน่นก่อนว่าเราจะทำอะไร ทำเพื่ออะไร และต้องการส่งต่อบรรยากาศในภาพรวมแบบไหน มีลักษณะอย่างไร อารมณ์ประมาณไหน
  2. 2.คิดถึงด้านการตลาดให้หนักว่า "ใครคือลูกค้าของคุณ?"
  3. 3.คุณจะสื่อสารอย่างไร ให้ลูกค้าเข้าใจในข้อ 1

และสุดท้าย คือการเปิดใจยอมรับและให้เกียรติในการร่วมงานกันของแต่ละฝ่าย จะทำให้งานออกมาได้อย่างตามที่ตั้งใจและประสบความสำเร็จได้ แต่ถ้าต่างฝ่ายต่างถือดี อวดดี ยิ่งถ้ามีชื่อเสียง ยิ่งไม่ฟังใคร เพราะคิดว่าตัวเองเก่ง แต่ใช้ “ความเก่ง” ในทางที่ไม่สร้างสรรค์ คนที่เสียประโยชน์สูงสุดคือ เจ้าของโครงการ ที่ต้องเสียทั้งเงินและเวลา

คำแนะนำ คือ “ถ้าคุณเข้าใจอย่างแท้จริง คุณจะสามารถอธิบายให้คนอื่นเข้าใจได้”  แต่ถ้าคุณไม่สามารถอธิบายได้ แปลว่าคุณยังไม่เข้าใจแบบ “เข้าเนื้อ”

 

 

 

 

Last Minute…ผ่านไป 15 วัน จะทำยังไงต่อดี

LastMinute

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ประเดี๋ยวเดียวก็จะสิ้นเดือนอีกแล้ว แต่ทำไม….

+ ยอดจองห้องพักถึงได้ขยับตัวช้าจังเลย

+ ทำไมไม่มีบุ๊กกิ้งเข้ามาเลย

+ ลูกค้าหายไปไหนกันหมด

แล้วจะทำอย่างไรกันดี???

ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจธรรมชาติของ Last Minute Booking หรือการจองห้องพักนาทีสุดท้าย กันก่อนว่าเป็นอย่างไร?

เรื่องนี้เป็นประเด็นที่โยงกับพฤติกรรมของลูกค้าที่มีหลากหลาย ขึ้นอยู่กับสถานการ์ณ ความชอบ นิสัยส่วนตัว และสภาพอากาศที่เป็นปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้  กล่าวคือ ลูกค้าบางคนมักไม่ชอบการวางแผนการเดินทางล่วงหน้า โดยเฉพาะถ้าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่อยู่ใกล้กรุงเทพในระยะขับรถไม่เกิน 3 ชั่วโมงก็ถึง อาจจะมีกรณีที่มีการจองห้องพักนาทีสุดท้ายก็เป็นได้ หรือบางครั้งมีความจำเป็นจริงๆ มีเหตุฉุกเฉินต้องไปในพื้นที่นั้น หรือมีการจองห้องพักให้เพื่อนหรือญาติที่บอกมากระทันหัน เป็นต้น

นอกจากนี้ประเด็นในเรื่องสถานที่ตั้ง หรือทำเลที่ตั้งของโรงแรมที่พัก ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้เกิดโอกาสที่จะมีการจองห้องพักนาทีสุดท้ายเช่นกัน  เช่น หากโรงแรมที่พักของคุณตั้งอยู่ติดถนน ใจกลางเมือง การเดินทางสะดวก โอกาสที่จะมีการจองห้องพักในนาทีสุดท้ายก็ย่อมมีมากกว่า ที่พักที่ตั้งอยู่บนเกาะ ที่ต้องอาศัยการเดินทางหลายทอดกว่าจะเดินทางไปถึง และยังขึ้นกับตารางการเดินเรือ เพราะฉนั้นโอกาสที่จะเกิดการจองนาทีสุดท้าย ประเภทจองเช้า เข้าพักเย็น ย่อมเกิดได้ยากกว่า

คราวนี้ย้อนกลับมาดูทางฝั่งโรงแรม คุณในฐานะผู้บริหารจัดการ หรือเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องการจองห้องพัก เคยเก็บสถิติบ้างหรือไม่ว่า มียอดการจองประเภทนาทีสุดท้ายนี้มากน้อยอย่างไร คิดเป็นเปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับยอดจากจองห้องพักรวมในแต่ละเดือนเป็นเท่าไหร่ มีใครมียอดจองประเภทนี้เกิน 5% บ้าง?

และคุณกำหนดอัตราการเข้าพักของราคาห้องพักประเภทนี้อย่างไร ? สูงกว่าหรือต่ำกว่าราคาขายทั่วไป ควรกำหนดเงื่อนไขการจองอย่างไร ? เหตุผลของคุณคืออะไร

ประเด็นนี้ ควรกลับมาพิจารณาถึงข้อเท็จจริงว่า

  1. คนที่จองล่วงหน้า ควรได้สิทธิประโยชน์และราคาที่ดีกว่าคนที่จองนาทีสุดท้ายหรือไม่ ? เพราะอะไร?
    • คนที่จองล่วงหน้า ช่วยโรงแรมในการบริหารจัดการห้องพักหรือเปล่า
    • คนที่จองล่วงหน้า ช่วยให้โรงแรมมีรายรับที่แน่นอนล่วงหน้าหรือไม่
  2. ระยะเวลาในการปล่อยห้องพักของคุณเป็นอย่างไร (Lead time) ปกติระยะเวลาจองห้องพักเฉลี่ยของโรงแรมที่พักของคุณเป็นอย่างไร เช่น เฉลี่ยจองล่วงหน้า 30 วันประมาณ 20%  จองล่วงหน้า 15 วัน 25% จองล่วงหน้า 7 วัน 30% เป็นต้น  ช่วงระยะเวลานี้จะเป็นตัวกำหนดว่าคุณจะกำหนดระยะเวลาที่จะเข้าข่าย “การจองนาทีสุดท้าย” เป็นกี่วัน  เช่น Last Minute ของโรงแรมแบบคุณอาจเป็น 3 วัน ที่พักอีกประเภทอาจเป็น  1 วันล่วงหน้า เป็นต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสามารถในการปล่อยห้องพักขายต่อภายในระยะเวลาที่แตกต่างกัน
  3. เงื่อนไขการชำระเงินสำหรับห้องพักประเภทนี้ ควรเรียกชำระเงินทันที

 

เพราะฉนั้น จากที่อธิบายมาข้างต้น สัดส่วนของการจองห้องพักประเภทนี้ มีน้อยมาก ๆ ดังนั้น แทนที่โรงแรมจะมานั่งโวยวายหรือวิตกกังวลว่าเหลือเวลาอีก  15 วันจะสิ้นเดือน ยังไม่มีการจองเข้ามานั้น ควรหันกลับไปเริ่มใหม่ในการทำการตลาดล่วงหน้า จบการขายล่วงหน้าให้ได้จะดีกว่า ไม่ใช่มาหวังว่าจะทำอย่างไรกับยอดจองในนาทีสุดท้าย

  • ทุกอย่างมีระยะเวลาของแต่ละกิจกรรม ไม่ใช่คิดลงมือทำวันนี้ จะเห็นผลวันนี้
  • ระยะเวลาหรือ Lead Time นั้น ไม่ใช่เราจะควบคุมได้เสมอไป เพราะขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของผู้บริโภค เราอาจกระตุ้นได้นิดหน่อยจากราคาและเงื่อนไขการจอง และการชำระเงินที่น่าสนใจ
  • โรงแรมควรสร้างจุดยืน และสร้างการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างโรงแรมและลูกค้าถึงประโยชน์ และข้อดีของการจองห้องพักโดยตรง และล่วงหน้ากับทางโรงแรม

คำตอบสุดท้ายสำหรับเรื่องนี้คือ ทำงานแบบมองภาพรวมไปข้างหน้า อย่าทำอะไรนาทีสุดท้าย

 

Gen Z อย่ามองข้าม…เขาว่ามา

gen-z-อย่ามองข้าม-เขาว่าอย่างนั้น จริงหรือไม่จริง มาดูกัน

ข้อมูลเกี่ยวกับเจนเนอเรชั่นต่างๆมีมากมายให้เราอ่าน มีคำอธิบายย้อนหลังไปตั้งแต่กลุ่มแรก หรือ เบบี้บูมเมอร์ เจนเอ๊กซ์ เจนวาย จนมาถึงเจนซี เราก็พอเข้าใจกันว่าแต่ละกลุ่มเป็นอย่างไร สนใจอะไร มีพฤติกรรมโดยทั่วๆไปเป็นอย่างไร

วันนี้มาดู Gen Z ตามแผนภาพที่สรุปข้างบนจาก yourcareerintel กันว่าให้คำจำกัดความกลุ่มนี้อย่างไร

+ เป็นคนที่เกิดหลังปีพ.ศ. 2538 หรือปีค.ศ.1995 เท่ากับว่าในปีปัจจุบันคือปี 2561 กลุ่มนี้จะมีอายุ 23 ปี

+ เป็นกลุ่มที่โตมากับยุคดิจิทัลจริงๆ

+ เป็นคนตรงไปตรงมา มุ่งมั่นทำงาน และใส่ใจในเรื่องอนาคต

และถ้าหากบริษัทจะรับพนักงานในช่วงกลุ่มอายุนี้เข้าทำงาน บริษัทควรต้องทำความเข้าใจอะไรกันบ้าง

+ กลุ่ม Gen Z จะชื่นชมบริษัทที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและชุมชนและแสดงออกให้เห็น ยิ่งถ้าสอดคล้องกับความเชื่อ หรือการให้คุณค่าที่ประเด็นที่กลุ่มนี้ชื่นชม เขาจะยิ่งมีความชื่นชอบมากขึ้น

+ กลุ่ม Gen Z เชื่อมั่นและจริงจังในเรื่องการวิ่งตามหาความฝัน และเชื่อว่าเขาจะได้ทำงานอย่างที่ฝันไว้ หรือได้ทำงานในสิ่งที่ตนเองรัก พูดง่ายๆคือเชื่อมั่นเรื่อง Dream Jobs

+ ถ้าบริษัทไหนต้องการกลุ่ม Gen Z สิ่งสำคัญที่ควรจะนำเสนอคือเรื่องโอกาสที่จะพัฒนาความเป็นมืออาชีพในการทำงานกับองค์กร

ประเด็นอีกด้านในส่วนผู้ประกอบธุรกิจ โดยเฉพาะโรงแรมที่พัก ถ้าหากกลับมามองในแง่ “กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย” กลุ่ม Gen Z มีความน่าสนใจหรือไม่ จากลักษณะและพฤติกรรมโดยทั่วไปที่กล่าวมาข้างต้น

#คำตอบ

คุณควรย้อนกลับไปดูว่า สินค้าและบริการของคุณถูกสร้างและพัฒนาเพื่อจับกลุ่มลูกค้ากลุ่มไหน

ไม่ใช่ว่าพอในโลกโซเชียลมีบทความเกี่ยวกับเจนเนอเรชั่นต่างๆ แล้วคุณต้องวิ่งเข้าไปจับทุกกลุ่มตามกระแส ไม่ใช่เลย

การแบ่งกลุ่มลูกค้าในปัจจุบันนั้นคงไม่ได้แบ่งตามกลุ่มอายุมากนัก หากแต่มุ่งเน้นในเรื่องรูปแบบการใช้ชีวิต(Lifestyle) ความชอบ ความไม่ชอบ ความสนใจและไม่สนใจอะไรต่างหากที่คุณควรจะวิเคราะห์และตีโจทย์ตรงนี้ให้แตก

กลับมาเริ่มจากตัวเองก่อนเสมอ อย่าไปวิ่งตามคนโน้นที คนนี้ที เวลาและค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียไปในการทำกิจกรรมทางการตลาดและการขายนั้นประเมินค่าไม่ได้

เพราะฉะนั้น ทุกเจนเนอเรชั่นมีบทบาทและความสำคัญในบริบทที่แตกต่างกันไป เลือกและทำการตลาดให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายของสินค้าและบริการของคนดีกว่า

ภาพประกอบจาก SMT

เลือกบล๊อกเกอร์ (Blogger)ให้ตรงกลุ่ม

blogger

Blogger [บล๊อกเกอร์] ได้แก่คนที่ชื่นชอบการเขียน การถ่ายภาพ การเล่าเรื่อง ถ่ายทอดประสบการ์ณที่ตนเองได้รับไปยังบุคคลอื่น เป็นการแบ่งปันในสังคมเราอีกแบบหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นผู้ทรงอิทธิพลและมีบทบาทในการตัดสินใจของลูกค้า

การทำงานของบล๊อกเกอร์บางท่านเริ่มจากความรักและความชอบโดยส่วนตัวที่อยากเขียนบันทึกเรื่องราวประสบการ์ณ หรืออยากแบ่งปันมุมมองของตัวเองกับคนอื่น ต่อมามีคนติดตามมากขึ้น เพราะชื่นชอบในวิธีการเล่าเรื่อง การนำเสนอ การถ่ายภาพ กลายเป็นมีแฟนคลับมากมาย จนได้รับความไว้วางใจและชื่นชอบของคน และในที่สุดกลายกลุ่มบล๊อกเกอร์ก็กลายเป็นเครื่องมือในการสื่อสารและทำการตลาด จนสามารถยึดเป็นอาชีพในการเขียนรีวิวได้ เพราะบางส่วนไม่ใช่การเดินทางไปโดยความตั้งใจส่วนตัวบนค่าใช้จ่ายส่วนตัวแล้ว หากแต่เป็นค่าใช้จ่ายของสินค้าและบริการที่ต้องการใช้บล๊อกเกอร์ในการสื่อสารผ่านไปยังกลุ่มแฟนเพจ ค่าใช้จ่ายก็แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับความมีชื่อเสียงของบล๊อกเกอร์ จำนวนแฟนเพจ

ในธุรกิจโรงแรม เมื่อมีที่พักเปิดใหม่และมีการนำเสนอรูปภาพ ภาพเคลือนไหว การเล่าเรื่องที่น่าสนใจ ย่อมสามารถดึงดูดความสนใจของบล๊อกเกอร์ได้ เพราะความต้องการแสวงหาสิ่งใหม่ๆ สถานที่ท่องเที่ยวใหม่ๆ ที่จะนำมาเล่าเรื่องให้แฟนเพจได้รับทราบ  ในขณะเดียวกัน หากโรงแรมไหนไม่ต้องการรอ ก็สามารถเรียกใช้บริการบล๊อกเกอร์ได้ทันที แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับตารางเวลา และวันว่างของแต่ละบล๊อกเกอร์

สำหรับโรงแรมที่พัก และร้านอาหาร มีวิธีการเลือกบล๊อกเกอร์ให้เหมาะกับธุรกิจของเรา ซึ่งควรคำนึงถึงสิ่งต่างๆ เหล่านี้

  1. 1. รูปแบบและไลฟ์สไตล์ของบล๊อกเกอร์ว่าใกล้เคียงกับคอนเซ็ปต์ที่โรงแรมเราวางไว้หรือไม่อย่างไร เพราะนี่คือการสะท้อนความเป็นตัวตนผ่านคู่ค้าทางธุรกิจในอีกรูปแบบหนึ่ง คล้ายกับเราเลือก co-branding partner  ถ้าไลฟ์สไตล์แตกต่างกันมาก ก็อาจทำให้ลูกค้าเกิดความสับสนในตัวตนของโรงแรมคุณ
  2. 2.กลุ่มลูกค้าเป้าหมายหรือกลุ่มแฟนเพจ ดูว่ามีการนำเสนอในรูปแบบไหน เจาะกลุ่มลูกค้าประมาณไหน เช่น วัยรุ่น วัยทำงาน ครอบครัว
  3. 3.สไตล์การเขียน  นำเสนอเรื่องราวในแบบไหน เหมาะกับกลุ่มลูกค้าของเราหรือเปล่า ใกล้เคียงหรือแตกต่าง ถ้าแตกต่างกันมาก ก็ต้องหัดปฏิเสธ เช่น ตัวบล๊อกเกอร์ เน้นนำเสนอกลุ่มวัยรุ่น นักศึกษา หรือวัยเริ่มทำงาน ก็มักจะใช้คำและวิธีการนำเสนอที่มีศัพท์แสงวัยรุ่นมากหน่อย บางบล๊อกเกอร์ก็อาจจะฮาร์ดคอร์นิดหน่อย  ถ้าโรงแรมคุณเน้นกลุ่มวัยกลางคน ครอบครัว ที่ต้องการความเงียบสงบ นิ่งๆ ก็คงไม่เหมาะนัก เพราะเท่ากับว่าถ้าลูกเพจของบล๊อกเกอร์มาเข้าพักกับคุณอาจสร้างความรบกวนให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่แท้จริงของคุณก็เป็นได้
  4. 4.งบประมาณ  กลับมาพิจารณางบประมาณของโรงแรมว่าจัดสรรไว้ในส่วนการตลาดออนไลน์มากน้อยเท่าไหร่ อย่ามุ่งแต่ของฟรี เพราะอาจไม่ใช่กลุ่มลูกค้าที่เราต้องการ ขอให้ผสมผสานกันระหว่างแลกเปลี่ยน (Barter) และมีค่่าใช้จ่าย เนื่องจากปัจจุบัน รูปแบบของค่าใช้จ่ายมีหลากหลาย เช่น
    • - เรียกเก็บเป็นเงินสดต่อการเข้าพักและการเขียนรีวิวต่อครั้ง ปกติประมาณ 2 คืน ราคามีตั้งแต่ 20,000-50,000 ขึ้นอยู่กับความดังของบล๊อกเกอร์
    • - เรียกคูปองหรือบัตรกำนัลเข้าพักเพื่อใช้สำหรับการทำกิจกรรมบนหน้าแฟนเพจของบล๊อกเกอร์
    • -เรียกทั้งเงินสด และบัตรกำนัล
    • -แลกเปลี่ยนกับที่พักและอาหารฟรี ปกติ 2 คืน

หากโรงแรมได้รับการติดต่อมา ก็ขอให้นำ 4 ข้อข้างต้นมาพิจารณา และหากตกลงในบล๊อกเกอร์มาเขียนรีวิวให้ ก็ควรปฏิบัติดังต่อไปนี้

  1. นำเสนอแผนกิจกรรมระหว่างเข้าพัก แนะนำสถานที่ที่น่าสนใจรอบๆ สถานที่ตั้ง หรือในจังหวัด ประกอบกับความน่าสนใจของบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกภายในโรงแรม และอาหารจานเด็ดในร้านอาหาร
  2. พยายามทำงานร่วมกันระหว่างทีมงานของโรงแรม และบล๊อกเกอร์ โดยเฉพาะในเรื่องการให้ข้อมูลในเรื่องต่างๆ
  3. ติดตามผลงาน หลังจากการเข้าพัก ควรมีกำหนดระยะเวลาซึ่งโดยเฉลี่ยทั่วไปผลงานก็ควรจะออกเผยแพร่ได้ภายใน 2 สัปดาห์

 

ลองนำไปปรับใช้ดู เพื่อให้ทั้งโรงแรมร้านอาหาร และบล๊อกเกอร์ได้ทำงานร่วมกันอย่างมีความสุข และบรรลุวัตถุประสงค์ในเรื่องการตลาดและการประชาสัมพันธ์