SME โรงแรม – ก้าวไม่ไกล เพราะเข้าไม่ถึง

ข้อเสนอแนะเพื่อช่วยธุรกิจโรงแรมที่พักขนาดเล็กให้อยู่รอด

funding_for_smallHotels

ธุรกิจโรงแรมขนาดเล็กมักประสบปัญหาในเรื่องการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เพราะมีอุปสรรคมากมายทั้งความเข้าใจที่ไม่ตรงกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ และข้อติดขัดในเรื่องกฎระเบียบที่กำลังอยู่ระหว่างดำเนินการ ทำให้โครงการโรงแรมที่พักหลายแห่งเสียโอกาสตั้งแต่ยังไม่เริ่มโครงการ ในขณะเดียวกันข่าวจากหน้าหนังสือพิมพ์ที่แจ้งเรื่องนโยบายการสนับสนุนธุรกิจขนาดเล็กและขนาดย่อม แต่ในภาคปฎิบัติจริง ๆ เมื่อไปติดต่อกับธนาคารพาณิชย์ กลับไม่สามารถให้คำตอบ และแนวทางที่ชัดเจนได้เพราะขาดความเข้าใจในวงจรธุรกิจของโรงแรมที่พัก และก็ถูกกำกับการดำเนินธุรกิจอย่างเข้มงวดจากธนาคารแห่งประเทศไทย  จะเห็นว่าความติดขัดนั้นเกิดขึ้นเป็นทอด ๆ ต่อกันมา และโยงกันไปจนยากที่จะขยับ

บทความนี้จึงอยากนำเสนอเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องจังหวะและเวลาในการทำธุรกิจของโรงแรม ในขณะเดียวกันทางฝั่งธนาคารพาณิชย์ก็จะได้เพิ่มช่องทางในการสร้างธุรกิจในแนวทางที่สนับสนุนธุรกิจขนาดเล็กและขนาดย่อมตามโฆษณาที่ออกมา เพื่อให้ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็กสามารถเดินก้าวต่อไปได้

วงจรธุรกิจโรงแรม

เริ่มตั้งแต่ผู้ลงทุนหรือเจ้าของโครงการต้องการที่จะทำโครงการโรงแรมที่พัก ซึ่งแต่ละโครงการก็มีสัดส่วนเงินลงทุนระหว่างเงินของตนเอง กับส่วนที่ต้องการสนับสนุนเพิ่มเติมที่แตกต่างกัน ซึ่งการประมาณการและทำตัวเลขของโครงการนั้น มักจะขาดในส่วนของการเตรียมการก่อนเปิดโรงแรม ซึ่งไม่ใช่แต่เฉพาะในส่วนของอุปกรณ์เครื่องมือต่างๆ หากแต่กิจกรรมทางการตลาดและการขายที่รออยู่เพื่อทำให้โครงการสามารถเปิดตัวให้เป็นที่รู้จักได้ก็รออยู่อีกมากมายเช่นกัน

ค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการที่ธนาคารพาณิชย์จะสามารถเข้ามาให้การสนับสนุนได้ ได้แก่

  1. เงินลงทุนค่าก่อสร้าง  

– ธนาคารสามารถสนับสนุนเงินกู้ระยะยาว แบ่งจ่ายตามงวดงาน พร้อมระยะปลอดเงินต้น (Grace Period) ให้กับโครงการได้

–  การกำหนดงวดผ่อนชำระ ให้คำนึงถึงประมาณการรายได้ตามฤดูกาลท่องเที่ยว เพื่อให้สอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจของโรงแรม ไม่ใช่ กำหนดการผ่อนชำระเป็นแบบอัตราเดียวเท่ากันทั้งปี เพราะในบางจังหวัดท่องเที่ยว ฤดูท่องเที่ยวกับฤดูมรสุม อาจแบ่งเป็นฤดูละ 6 เดือน  หรือบางแห่งก็ฝน 8 แดด 4 กันเลยทีเดียว ดังนั้น การกำหนดการผ่อนชำระแบบคงที่ทำให้ภาระของผู้ประกอบการมีปัญหาในช่วงฤดูกาลที่ไม่ใช่ฤดูกาลท่องเที่ยว หรือในช่วงโลว์ซีซั่น

2.  การเตรียมการเปิดโรงแรม  มีตั้งแต่การจัดซื้ออุปกรณ์ทางด้านไอทีต่างๆ ระบบจัดการบริหารโรงแรม (PMS) ไปจนถึงอุปกรณ์เครื่องใช้ของแต่ละแผนก ไปจนถึงเรื่องการเตรียมงานด้านการขายและการตลาด ซึ่งมีตั้งแต่การออกแบบสิ่งพิมพ์ ค่าสั่งพิมพ์ สื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ การออกเดินทางไปเปิดตลาดการขายในต่างประเทศ การเจรจาธุรกิจตามประเทศต่างๆ เพื่อดึงลูกค้าให้เข้ามาใช้บริการ ซึ่งในส่วนนี้มีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงพอสมควร

– ธนาคารสามารถเข้ามาช่วยเสริมสภาพคล่องได้ ไม่ใช่แต่มุ่งจะให้ลูกค้าใช้แต่วงเงินเบิกเงินเกินบัญชี หรือ O/D (Overdraft line) แต่สามารถกำหนดเป็นวงเงินระยะสั้นเพื่อช่วยเหลือได้  คือธนาคารควรทบทวนว่าการที่ทำให้ลูกค้าเปิดให้บริการได้ ธนาคารก็จะได้รับชำระหนี้ตรงตามเงื่อนไขเช่นกัน

– การเปิดบัญชีพนักงานให้กับโรงแรม พร้อมเงื่อนไขอื่นๆที่จะช่วยอำนวยความสะดวกในการโอนจ่ายเงินเดือนของเจ้าของกิจการให้พนักงาน เช่น เรียกเก็บค่าโอนในอัตราที่เหมาะสมต่อการโอนแต่ละครั้ง (Transaction Fee) เพราะค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เกิดขึ้นเป็นประจำทุกเดือน เท่ากับว่าธนาคารจะได้รายได้จากค่าธรรมเนียมจากโรงแรมในส่วนนี้ทุกเดือน  นอกจากนี้ การให้บริการบัตร ATM ก็ควรนำเสนอบัตรที่มีราคาย่อมเยาเหมาะกับพนักงานทุกระดับชั้น บางธนาคารเล่นเสนอแกมบังคับให้จ่ายค่าบัตรคนละ 300-450 บาท อันนี้พนักงานระดับล่าง (Ranked & File) ก็ลำบากเกินไป เพราะจริงๆแล้วความต้องการของพนักงานคือแค่ใช้กดถอนเงินเป็นหลักใหญ่ จึงไม่มีความจำเป็นในส่วนอื่นๆ

3.  ช่วงเปิดให้บริการแล้ว ซึ่งต้องการเงินทุนหมุนเวียนเพื่อเสริมสภาพคล่องในกรณีที่ตัวเลขอัตราการเข้าพักไม่เป็นไปตามเป้าหมาย

–  ในส่วนนี้อยากแนะนำให้ธนาคารบริหารจัดการจากตัวเลขการคาดการ์ณรายรับในอนาคต และนำมาประเมินใช้เหมือนเป็นหลักประกันประเภทสินค้าคงคลังในธุรกิจอื่นๆ  เช่น หากดูตัวเลขการคาดการ์ณในอีก 3 เดือนข้างหน้า มีอัตราเข้าพักเฉลี่ยอยู่ที่ 65% รออยู่แล้ว ธนาคารอาจคิดออกมาในอัตรา 70-80% ของจำนวนการจองที่มีอยู่ (On the Book) และตีออกมาเป็นเงินเพื่อช่วยเสริมสภาพคล่องก็ได้  ซึ่งหากทำได้เช่นนี้จะทำให้ได้ประโยชน์ทั้งสองทาง คือทางผู้ประกอบการก็ต้องเร่งหาธุรกิจล่วงหน้า เพราะรู้ว่าสามารถนำมาใช้ประโยชน์เป็นเงินทุนหมุนเวียนได้  และถ้าหากธนาคารไม่มั่นใจว่าเงินที่ได้จากการจองห้องพักจะไม่เข้ามาชำระหนี้ ก็สามารถแบ่งสัดส่วนทำเป็นตัดเข้าบัญชีโดยตรงเพื่อชำระหนี้ได้ คล้ายกับการทำ Escrow account  คือมีทางเลือกและขยับให้ผู้ประกอบการได้หายใจหายคอกันบ้าง

สำหรับในเรื่องใบอนุญาต

ตั้งแต่มีการประกาศบังคับใช้กฎกระทรวงกำหนดลักษณะอาคารประเภทอื่นที่ใช้ประกอบธุรกิจโรงแรม พ.ศ. 2559  ผู้ประกอบการโรงแรมที่พักหลายแห่งก็เร่งดำเนินการติดต่อหน่วยงานในเขตพื้นที่ที่ตั้งโรงแรมเพื่อดำเนินการขอใบอนุญาตให้เรียบร้อย บางแห่งก็ไปติดต่อแล้วแต่ยังไม่ได้ความกระจ่าง เนื่องจากเป็นกฎระเบียบใหม่ ยังไม่มีแนวทางที่ปฏิบัติที่ชัดเจน ในส่วนนี้ก็ทำให้โครงการล่าช้าไปอีกเช่นกัน

ในแง่แหล่งเงินทุนจากธนาคารแล้ว ผู้ประกอบการก็เข้าใจว่าทุกธนาคารพาณิชย์ต้องอยู่ภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทยในการปล่อยสินเชื่อทุกประเภท หากไม่มีใบอนุญาตที่ถูกต้องก็มีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นหนี้ที่มีปัญหาได้  ในข้อนี้ก็ถือเป็นมาตรการการป้องกัน

แต่อย่างไรก็ดี ทางธนาคารพาณิชย์ที่หากต้องการสนับสนุนธุรกิจ SME สายโรงแรมเพื่อสนับสนุนการเติบโตของการท่องเที่ยวซึ่งเป็นรายได้หลักของประเทศเราจริงๆ ก็ควรจะทำแนวทางเลือกเพื่อนำเสนอธนาคารแห่งประเทศไทย และยังได้สร้างแรงจูงใจให้กับผู้ประกอบการด้วย เช่น

– หากโรงแรมได้มีเอกสารยืนยันว่าได้ทำเรื่อง และยื่นขอใบอนุญาตเรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่ได้รับใบอนุญาต สามารถปล่อยสินเชื่อให้ได้  จะปล่อยในสัดส่วนเท่าไหร่ก็แล้วแต่จะพิจารณาในเรื่องหลักประกันและตัวเลขความเป็นไปได้ของธุรกิจ หรือประมาณการ์ณรายได้ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

– หากโรงแรมได้มีใบอนุญาตโรงแรมแล้ว หรือใบอนุญาตใช้อาคารเพื่อการเข้าพักอาศัยแล้ว ก็สามารถสนับสนุนได้อย่างเต็มที่

บางครั้งธนาคารพาณิชย์ก็อาจต้องบริหารเรื่องระยะเวลา (Lead time) ของการติดต่องานราชการ กับความจำเป็นบนความเป็นจริงของการทำธุรกิจเข้าด้วยกัน และบริหารความเสี่ยงในส่วนหลักประกัน และเงื่อนไขการผ่อนชำระไป

การทำความเข้าใจปัจจัยต่างๆ ให้ครบถ้วน บนพื้นฐานของการเดินหน้าไปด้วยกัน จะ WIN-WIN ด้วยกันทั้งสองฝ่าย แต่ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์ ไม่เพียงแต่ธนาคารจะมียอดหนี้ที่มีปัญหา (Non-Performing Loans) เพิ่มมากขึ้น แต่ตัวธุรกิจขนาดเล็กเองก็จะค่อยๆต้องออกไปจากธุรกิจทีละรายสองรายไปเรื่อยๆ เช่นที่เราเห็นประกาศขายโรงแรมในปัจจุบันที่มีออกมามากมาย

ช่วยกันทำให้คำว่า “สนับสนุนธุรกิจ SME” เป็นรูปธรรมกันจริงๆ ดีกว่า

 

Facebook Ads หรือ Boost Post ?

Facebook Ads กับ Boost Post เลือกใช้ที่คุณสามารถกำหนดและควบคุมได้

 

วันนี้มาคุยกันเรื่องการลงโฆษณาบน Facebook กันดีกว่า หลังจากที่เมื่อวานเกิดข้อขัดข้องบนหน้าเพจของเราไประยะหนึ่ง ขอแนะนำเลยว่า เวลาเรามอบหมายหรือให้สิทธิบุคคลอื่นเข้ามาบริหารจัดการบนหน้าเพจของเรา ควรต้องมีการคัดสรรให้ดีว่ามีความสามารถในการใช้งานจริงหรือเปล่า และกำหนดขอบเขตในการใช้งานให้ดี มิฉะนั้นจะสร้างความเสียหายให้กับหน้าเพจของเราได้ เช่น ไปจัดการรายชื่อแฟนเพจเราผิดพลาด ไปใช้ข้อความที่ไม่เหมาะสม เป็นต้น อย่าลืมว่าการใช้งาน Facebook แบบส่วนตัวกับการใช้งานเพื่อธุรกิจก็แตกต่างกันไป ไว้จะหาโอกาสมาเล่าถึงการวางคอนเซ็ปต์ในการใช้งานเพจเพื่อโปรโมทธุรกิจกันอีกครั้ง

Facebook เป็นสื่อที่ได้รับความนิยมในบ้านเราอย่างมากสำหรับผู้ประกอบธุรกิจรายย่อย รายเล็ก ไปจนถึงขนาดกลาง เนื่องจากมีรูปแบบการใช้งานที่ง่าย สะดวก และสามารถทำเองได้ แต่อย่างไรก็ดี เมื่อเฟซบุ๊กมีการปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานของระบบหลังบ้าน หากสังเกตกันจะพบว่ายอดการเข้าถึง (Reach) ลดลงอย่างมาก ทำให้หลายท่านอาจต้องพึ่งพาฟังก์ชั่นการโฆษณาบน Facebook มากขึ้น หากต้องการประชาสัมพันธ์ให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าในวงกว้าง หรืออย่างน้อยใกล้เคียงกับเมื่อก่อน

link_click

มาเริ่มกันที่ Boost Post  ก่อน

สำหรับ admin page คงคุ้นเคยกับปุ่มนี้ที่อยู่ประจำทุกโพส เพื่อช่วยคุณประชาสัมพันธ์ได้รวดเร็วโดยที่เราสามารถเลือกที่จะทำโฆษณาเฉพาะโพสใดโพสหนึ่งได้ตามต้องการ

ภาพนี้เป็นภาพที่แสดงให้เห็นว่าหลังจากที่คุณกดปุ่ม Boost Post จะมีเมนูให้เลือกว่าคุณต้องการทำอะไร มีเป้าหมายในการโฆษณาอย่างไร ได้แก่ เพื่อให้คนเข้ามากดลิงก์ เพื่อเพิ่มยอดไลก์ คอมเมนท์ หรือแบ่งปันส่งต่อ

เราสามารถเลือกเปลี่ยนปุ่มที่ต้องการได้ เช่น Learn more, Book Now, Shop Now หรือ Contact Us

นอกจากนี้สามารถเลือกกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้ตามอายุ เพศ ความสนใจ ความชอบต่างๆ ได้ในระดับหนึ่ง สามารถกำหนดงบประมาณที่ต้องการจะใช้ได้ กำหนดเวลาที่จะลงโฆษณาได้เป็นจำนวนวัน หรือกำหนดวันที่ได้  เมื่อใส่ข้อมูลเสร็จเรียบร้อย กดปุ่ม ‘Boost Post’ ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย ระบบจะตรวจสอบความถูกต้องและแจ้งกลับเมื่อโพสนั้นได้รับอนุมัติ

คราวนี้มาดู Facebook Ads กันบ้าง

ก่อนอื่นต้องไปดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่น Facebook Ads มาติดตั้งบนเครื่องก่อน ถึงจะเริ่มใช้งานได้

ข้อดีของ Facebook Ads คือมีตัวเลือก หรือฟังก์ชั่นการใช้งานที่ละเอียดมากกว่า Boost Post ลองดูภาพประกอบด้านล่างทางด้านซ้ายมือ จะเห็นว่าจะมีวัตถุประสงค์ในการโฆษณาให้เลือกมากกว่า โดย Boost Post เป็นหนึ่งในทางเลือก

คุณสามารถเลือกที่จะโฆษณาเพื่อให้คนมาดูวิดีโอของเรามากขึ้น เพิ่มยอดการเข้าถึงกลุ่มคน (นี่แหละสาเหตุที่ทำให้ยอดเราลดลง เพื่อให้คนมาเสียเงินจากการโฆษณากับสิ่งนี้) เพิ่มปริมาณคนเข้ามาเยี่ยมชมเว๊บไซต์ โปรโมทหน้าเพจของเรา หรือโปรโมทเฉพาะอีเวนท์ก็ได้

นอกจากนี้ยังสามารถกำหนดกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้ละเอียดละออมากขึ้น ไม่เพียงแต่กลุ่มอายุ เพศ ความชอบ แต่คราวนี้จะลงไปถึงพฤติกรรมของผู้ใช้งานกันเลยทีเดียว เช่น พฤติกรรมการเดินทาง พฤติกรรมการซื้อสินค้า ความสนใจในธุรกิจเฉพาะด้าน หรือในเรื่องต่างๆแบบเฉพาะเจาะจง (ดูภาพประกอบด้านบน ฝั่งขวา)

แน่นอน ด้านงบประมาณที่เราต้องการจะใช้ ก็ยังสามารถกำหนดได้ตามต้องการทั้งจำนวนเงิน ระยะเวลา ช่วงเวลาตามปฏิทิน ที่สำคัญ เมื่อโฆษณาขึ้นแล้วเรายังสามารถแก้ไข เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา และมีรายงานผลให้เราทราบเป็นรายวัน ซึ่งทำให้เราสามารถปรับเปลี่ยนเพื่อให้โฆษณาของเรามีประสิทธิภาพมากขึ้น

ถ้าให้แนะนำ ขอให้เลือกใช้ Facebook Ads จะดีกว่า  ที่สำคัญ เลือกคนใช้งานให้ดี หากจะมอบหมายให้พนักงานรับผิดชอบในส่วนนี้ควรกำหนดนโยบายการใช้งานให้เข้มงวด เคร่งครัดเพื่อป้องกันความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของธุรกิจของคุณ

 

 

 

เลือกบล๊อกเกอร์ (Blogger)ให้ตรงกลุ่ม

blogger

Blogger [บล๊อกเกอร์] ได้แก่คนที่ชื่นชอบการเขียน การถ่ายภาพ การเล่าเรื่อง ถ่ายทอดประสบการ์ณที่ตนเองได้รับไปยังบุคคลอื่น เป็นการแบ่งปันในสังคมเราอีกแบบหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นผู้ทรงอิทธิพลและมีบทบาทในการตัดสินใจของลูกค้า

การทำงานของบล๊อกเกอร์บางท่านเริ่มจากความรักและความชอบโดยส่วนตัวที่อยากเขียนบันทึกเรื่องราวประสบการ์ณ หรืออยากแบ่งปันมุมมองของตัวเองกับคนอื่น ต่อมามีคนติดตามมากขึ้น เพราะชื่นชอบในวิธีการเล่าเรื่อง การนำเสนอ การถ่ายภาพ กลายเป็นมีแฟนคลับมากมาย จนได้รับความไว้วางใจและชื่นชอบของคน และในที่สุดกลายกลุ่มบล๊อกเกอร์ก็กลายเป็นเครื่องมือในการสื่อสารและทำการตลาด จนสามารถยึดเป็นอาชีพในการเขียนรีวิวได้ เพราะบางส่วนไม่ใช่การเดินทางไปโดยความตั้งใจส่วนตัวบนค่าใช้จ่ายส่วนตัวแล้ว หากแต่เป็นค่าใช้จ่ายของสินค้าและบริการที่ต้องการใช้บล๊อกเกอร์ในการสื่อสารผ่านไปยังกลุ่มแฟนเพจ ค่าใช้จ่ายก็แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับความมีชื่อเสียงของบล๊อกเกอร์ จำนวนแฟนเพจ

ในธุรกิจโรงแรม เมื่อมีที่พักเปิดใหม่และมีการนำเสนอรูปภาพ ภาพเคลือนไหว การเล่าเรื่องที่น่าสนใจ ย่อมสามารถดึงดูดความสนใจของบล๊อกเกอร์ได้ เพราะความต้องการแสวงหาสิ่งใหม่ๆ สถานที่ท่องเที่ยวใหม่ๆ ที่จะนำมาเล่าเรื่องให้แฟนเพจได้รับทราบ  ในขณะเดียวกัน หากโรงแรมไหนไม่ต้องการรอ ก็สามารถเรียกใช้บริการบล๊อกเกอร์ได้ทันที แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับตารางเวลา และวันว่างของแต่ละบล๊อกเกอร์

สำหรับโรงแรมที่พัก และร้านอาหาร มีวิธีการเลือกบล๊อกเกอร์ให้เหมาะกับธุรกิจของเรา ซึ่งควรคำนึงถึงสิ่งต่างๆ เหล่านี้

  1. 1. รูปแบบและไลฟ์สไตล์ของบล๊อกเกอร์ว่าใกล้เคียงกับคอนเซ็ปต์ที่โรงแรมเราวางไว้หรือไม่อย่างไร เพราะนี่คือการสะท้อนความเป็นตัวตนผ่านคู่ค้าทางธุรกิจในอีกรูปแบบหนึ่ง คล้ายกับเราเลือก co-branding partner  ถ้าไลฟ์สไตล์แตกต่างกันมาก ก็อาจทำให้ลูกค้าเกิดความสับสนในตัวตนของโรงแรมคุณ
  2. 2.กลุ่มลูกค้าเป้าหมายหรือกลุ่มแฟนเพจ ดูว่ามีการนำเสนอในรูปแบบไหน เจาะกลุ่มลูกค้าประมาณไหน เช่น วัยรุ่น วัยทำงาน ครอบครัว
  3. 3.สไตล์การเขียน  นำเสนอเรื่องราวในแบบไหน เหมาะกับกลุ่มลูกค้าของเราหรือเปล่า ใกล้เคียงหรือแตกต่าง ถ้าแตกต่างกันมาก ก็ต้องหัดปฏิเสธ เช่น ตัวบล๊อกเกอร์ เน้นนำเสนอกลุ่มวัยรุ่น นักศึกษา หรือวัยเริ่มทำงาน ก็มักจะใช้คำและวิธีการนำเสนอที่มีศัพท์แสงวัยรุ่นมากหน่อย บางบล๊อกเกอร์ก็อาจจะฮาร์ดคอร์นิดหน่อย  ถ้าโรงแรมคุณเน้นกลุ่มวัยกลางคน ครอบครัว ที่ต้องการความเงียบสงบ นิ่งๆ ก็คงไม่เหมาะนัก เพราะเท่ากับว่าถ้าลูกเพจของบล๊อกเกอร์มาเข้าพักกับคุณอาจสร้างความรบกวนให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่แท้จริงของคุณก็เป็นได้
  4. 4.งบประมาณ  กลับมาพิจารณางบประมาณของโรงแรมว่าจัดสรรไว้ในส่วนการตลาดออนไลน์มากน้อยเท่าไหร่ อย่ามุ่งแต่ของฟรี เพราะอาจไม่ใช่กลุ่มลูกค้าที่เราต้องการ ขอให้ผสมผสานกันระหว่างแลกเปลี่ยน (Barter) และมีค่่าใช้จ่าย เนื่องจากปัจจุบัน รูปแบบของค่าใช้จ่ายมีหลากหลาย เช่น
    • - เรียกเก็บเป็นเงินสดต่อการเข้าพักและการเขียนรีวิวต่อครั้ง ปกติประมาณ 2 คืน ราคามีตั้งแต่ 20,000-50,000 ขึ้นอยู่กับความดังของบล๊อกเกอร์
    • - เรียกคูปองหรือบัตรกำนัลเข้าพักเพื่อใช้สำหรับการทำกิจกรรมบนหน้าแฟนเพจของบล๊อกเกอร์
    • -เรียกทั้งเงินสด และบัตรกำนัล
    • -แลกเปลี่ยนกับที่พักและอาหารฟรี ปกติ 2 คืน

หากโรงแรมได้รับการติดต่อมา ก็ขอให้นำ 4 ข้อข้างต้นมาพิจารณา และหากตกลงในบล๊อกเกอร์มาเขียนรีวิวให้ ก็ควรปฏิบัติดังต่อไปนี้

  1. นำเสนอแผนกิจกรรมระหว่างเข้าพัก แนะนำสถานที่ที่น่าสนใจรอบๆ สถานที่ตั้ง หรือในจังหวัด ประกอบกับความน่าสนใจของบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกภายในโรงแรม และอาหารจานเด็ดในร้านอาหาร
  2. พยายามทำงานร่วมกันระหว่างทีมงานของโรงแรม และบล๊อกเกอร์ โดยเฉพาะในเรื่องการให้ข้อมูลในเรื่องต่างๆ
  3. ติดตามผลงาน หลังจากการเข้าพัก ควรมีกำหนดระยะเวลาซึ่งโดยเฉลี่ยทั่วไปผลงานก็ควรจะออกเผยแพร่ได้ภายใน 2 สัปดาห์

 

ลองนำไปปรับใช้ดู เพื่อให้ทั้งโรงแรมร้านอาหาร และบล๊อกเกอร์ได้ทำงานร่วมกันอย่างมีความสุข และบรรลุวัตถุประสงค์ในเรื่องการตลาดและการประชาสัมพันธ์

 

 

จับตาการตลาดบนโซเชียลปี 2018

SM_trend_to_watch_2018

การเปลี่ยนแปลงบนโลกโซเชียลมีเดียที่รวดเร็วใน 12 เดือนที่ผ่านมา หลายๆท่านคงเห็นการเปลี่ยนแปลงในหลายประเด็นไปแล้ว ดังนั้น เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับปีต่อไปในการลงมือทำการตลาดบนโซเชียลมีเดีย เราควรจับตาดูเรื่องอะไรบ้าง

    1. การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการลงโฆษณาบนสื่อโซเชียล (Social Advertising) 

หมดยุคแล้วสำหรับ Organic Reach หรือการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าของเราแบบไม่ต้องเสียเงิน เราควรตั้งงบประมาณที่ชัดเจนและในจำนวนที่เหมาะสมกับตัวเลขที่เราตั้งเป้าทางการขายไว้ ตัวเลขเฉพาะ Facebook อย่างเดียวเพิ่มขึ้นถึง 74% ในปี 2017/2560 หรือในภาพรวมทำให้ต้นทุนเพิ่มสูงขึ้นถึง 12%  และมีรายงานการศึกษาพบว่า CPM (Cost per Thousand Impression)  บน Facebook เพิ่มขึ้น 17% และค่าเฉลี่ยของ CPC (Cost per Click) เพิ่มขึ้นมากถึง 136%

คุณตั้งงบประมาณในส่วนนี้เพิ่มขึ้นแล้วหรือยัง หรือจะบริหารจัดการและจัดสรรงบประมาณอย่างไร นโยบายในการใช้ Facebook Ads เป็นอย่างไร สร้างปฏิทินการใช้งานและคอนเท้นท์ดีๆแล้วหรือยัง

   2. ภาพเคลื่อนไหว หรือ วิดีโอยังคงเป็นสื่อหลัก

ในปี 2560  การเติบโตของ Video Content เป็นไปอย่างรวดเร็วมาก มีพลังในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากกว่าสื่อที่เป็นภาพนิ่งและตัวหนังสือรวมกันมากถึง 1200% เพราะวิดีโอหรือภาพเคลื่อนไหวสามารถสร้างการจดจำของลูกค้าได้ดีมากกว่าภาพนิ่งและตัวหนังสือ

การคาดการ์ณในอนาคต วิดีโอจะมีบทบาทในสัดส่วนมากถึง 80% ของการสื่อสารบนโลกออนไลน์

ถ้าใครยังไม่ได้ปรับตัวในจุดนี้ ขอให้เร่งมือเข้าเกียร์ 4 ได้แล้ว  อย่าลืม ทุกอย่างอยู่ที่คอนเท้นท์ ไม่ใช่แค่นำเสนอวิดีโอบนสื่อ

   3. การตลาดแบบที่ใช้อิทธิพลของผู้นำในด้านต่างๆ หรือ Influence Marketing ยังคงมีพลังต่อเนื่อง

มีรายงานการศึกษาพบว่า 74% ของผู้ซื้อ/ผู้ใช้บริการใช้สื่อโซเชียลในการขอคำแนะนำเพื่อประกอบการตัดสินใจซื้อ และ 40% ซื้อสินค้าหรือบริการหลังจากที่เห็นการโพสของผู้มีอิทธิพลในด้านต่างๆบน Instagram หรือ Twitterเพราะฉนั้นการใช้ Influencer Marketing จะมีบทบาทในการสร้างแบรนด์ของสินค้าหรือบริการคุณแน่นอน  ข้อมูลจาก SocialMediaToday  

จะทำอย่างไรกับพวกบ้าถ่ายรูปแบบไม่เกรงใจดี?

socialmedia_friend_foe

มีคำถามเข้ามาแบบถี่ ๆ มากขึ้นว่า จะทำอย่างไรกับพฤติกรรมของลูกค้าที่คลั่งไคล้การถ่ายรูปดี ?

น่าแปลกใจพอสมควร แต่ในขณะเดียวกัน ก็เห็นด้วยว่า บางครั้งพฤติกรรมของลูกค้าก็ก้าวข้ามความเหมาะสม รู้จัก “ควร” หรือ “ไม่ควร” ไปในหลาย ๆ กรณี เพียงเพราะคิดว่า “ฉันต้องการภาพไปโพสลงในโซเชี่ยลมีเดียของฉัน” ไม่ว่าจะเป็นเฟสบุ๊ก อินสตาแกรม หรือทำเป็นวิดีโอภาพเคลื่อนไหวเผยแพร่ในช่องยูทูปของตนเอง หรืออยากนำไปลงตามกลุ่มต่างๆที่ตนเองเป็นสมาชิกอยู่ เช่น ชมรมกล้องถ่ายภาพยี่ห้องต่างๆ หรือกลุ่มท่องเที่ยวหลากหลายกลุ่ม

ประสบการ์ณที่ไม่พึงประสงค์ของผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายรูปมีหลายแบบ หลายประเภท เช่น

  • ถือกล้องเดินเข้ามาในร้าน และตะลุยยิงภาพถ่ายทุกมุม ทุกบริเวณ เดินทั่วทุกบริเวณไม่เว้นแม้แต่ห้องน้ำ และเดินกลับออกไปเฉย ๆ
  • สถานที่ติดป้ายว่า “ขอสงวนสิทธิ์เฉพาะผู้ใช้บริการร้านอาหารเท่านั้น” แต่ไม่สนใจกับป้าย และไม่สนใจคำพูดที่พนักงานชี้แจง เดินถ่ายรูปต่อไป และเดินออกไปเมื่อถ่ายรูปเสร็จ
  • สถานที่ติดป้ายว่า “พื้นที่กำลังอยู่ระหว่างปรับปรุง ห้ามเดินผ่าน อันตราย” ก็จะเดินเข้าไป มุดใต้เชือกที่ขึงกั้นทางเอาไว้
  • ขนอุปกรณ์มาแบบจัดเต็มทั้งกล้องพร้อมเลนส์ราคาแพงครบชุด หลายอันให้เลือกพร้อมขาตั้งกล้อง บ้างก็มีโดรนมา มีกล้องวิดีโอขนาดเล็ก แล้วก็เดินดุ่ย ๆ เข้ามาพร้อมเตรียมเปิดฉากการถ่ายภาพแบบไม่มีการขออนุญาตแต่อย่างใด ราวกับว่าเป็นพื้นที่สาธารณะ
  • เข้ามานั่งในร้านอาหารแล้วก็ไลฟ์สดพูดเสียงดัง รบกวนโต๊ะข้างเคียง
  • ใช้โทรศัพท์แบบเปิดลำโพง ไม่ว่าจะเป็นเฟซไทม์ หรือไลน์วิดีโอคอล เสียงดังรบกวนคนอื่น มองก็แล้ว เดินไปบอกก็แล้ว ยังไม่มีท่าทีว่าจะสงบลง

นี่เป็นเพียงแค่ตัวอย่างบางส่วนเท่านั้น ซึ่งเชื่อว่าอีกหลาย ๆ ท่านก็คงประสบกับปัญหาในแบบเดียวกัน หรือใกล้เคียงกันไม่มากก็น้อย และที่สำคัญคือเต็มไปด้วยความประหลาดใจว่า เมื่อเราเดินไปบอกลูกค้าด้วยความสุภาพแล้ว กลับนิ่งเฉย ไม่ให้ความร่วมมือ และยังไม่รู้สึกว่าตนเองรบกวนความเป็นส่วนตัวของผู้อื่นอีกต่างหาก ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ให้ตายเถอะโรบิน

แล้วเราจะจัดการกับพวกนี้อย่างไรดี?

คำแนะนำแบบแก้ไขปัญหาระยะสั้นคือ การติดตั้งป้าย “ห้าม” ต่างๆที่ต้องการ แต่อย่างไรก็ดีมาตรการนี้ไม่ใช่มาตรการที่แก้ไขปัญหาแบบถาวร เพราะจะมีพฤติกรรมอะไรแปลก ๆ ใหม่ๆ ออกมาให้เราเห็นตลอดเมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไปบนรสนิยมการใช้ชีวิตที่ต้องการก้าวทันต่อเทรนด์ตลอดเวลา ถ้าเราจะมานั่งทำป้ายต่างๆ อีกหน่อยร้านเรา หรือโรงแรมเราคงเต็มไปด้วยป้ายนานาชนิดเต็มไปหมดทั่วพื้นที่

สิ่งที่ควรทำคือ การกลับมาดูที่ตัวเราว่าโรงแรมหรือร้านอาหารของเรานั้นวางคอนเซ็ปต์และบุคลิกลักษณะเป็นอย่างไร แนวไหน แล้วก็ถ่ายทอดความเป็นตัวเราออกมาในรูปการแสดงออกในด้านต่างๆ พยายามรักษาคอนเซ็ปต์ไปจนถึงบรรยากาศของร้านหรือโรงแรมให้คงอยู่ตามที่วางแนวทางไว้ให้ได้มากที่สุด

การเล่าเรื่องอย่างสม่ำเสมอ และต่อเนื่องโดยใช้ช่องทางการสื่อสารต่างๆในการแสดงให้ลูกค้ารับรู้ และรู้จักเราในแบบที่เราต้องการ พร้อมแสดงภาพประกอบ หรือวิดีโอภาพเคลื่อนไหวเป็นส่วนประกอบในการทำให้เห็นพื้นที่จริง บรรยากาศจริง ซึ่งการแสดงออกแบบนี้ต้องอาศัยเวลาในการรับรู้ และเรียนรู้ของลูกค้ากว่าเราจะได้กลุ่มลูกค้าตามที่เราต้องการ

ถ้าเปรียบเทียบให้เห็นภาพก็คล้าย ๆ กับที่บรรดาที่พักแบบ “โฮสเทล” จะชอบมีประกาศ “กฎของบ้าน” หรือ House Rules นั่นเอง แต่เนื่องจากที่พักแบบโฮสเทลเน้นกลุ่มลูกค้าแบบประหยัดจึงต้องเขียนข้อความที่สั้น กระชับ ชัดเจนและรวดเร็วในการทำความเข้าใจ ประกอบกับตัวพื้นที่เองต้องมีการแบ่งปันกันในทุกๆพื้นที่ ตั้งแต่ส่วนต้อนรับ นั่งเล่น พื้นที่ส่วนกลาง ห้องนอน ห้องน้ำ ดังนั้น ป้ายกฎของบ้าน จึงเป็นหลักสำคัญของหลายๆโฮสเทล

โรงแรมที่พักขนาดเล็ก แบบ Bed & Breakfast หรือบูติกโฮเต็ลก็มีการใช้ป้ายในลักษณะนี้เช่นกัน แต่อารมณ์จะเบาลงมาหน่อย คล้ายๆ กับการให้ข้อมูลลูกค้า เช่น ที่นี่ เราเสริฟอาหารเช้าตั้งแต่กี่โมงถึงกี่โมง รับประทานอาหารเสร็จแล้วให้นำภาชนะไปวางที่อ่างล้างจานให้เราด้วยนะ อย่าลืมปิดไฟหน้าระเบียงก่อนเข้านอน อะไรทำนองนี้ เป็นต้น

พฤติกรรมของลูกค้ามีความแตกต่างกันไปในแต่ละกลุ่มอายุ และทุกกลุ่มอายุก็มีทั้งคนดี และคนไม่ดี คนมีมารยาท และคนไม่มีมารยาท คนที่คิดเอาแต่ตนเองเป็นใหญ่ กับคนที่รู้จักเกรงใจผู้อื่น เราคงไม่สามารถไปแก้ไขพฤติกรรมของคนเหล่านั้นได้ เพราะเป็นเรื่องการอบรมสั่งสอนของแต่ละคน แต่ละวัยที่ผ่านมา ทั้งครอบครัว โรงเรียน มหาวิทยาลัย ดังนั้น จึงอย่าได้ไปเสียเวลาในการเปลี่ยนผู้อื่น แต่ควรกลับมาสร้างจุดยืนของเราให้เข้มแข็ง และกล้าที่จะแสดงออกในจุดยืนของเรา ไม่ต้องกลัวว่าจะทำให้ลูกค้าหนี

ถ้าจุดยืนเราเข้มแข็ง เมื่อเวลาผ่านไปเราก็จะได้กลุ่มลูกค้าที่เราสามารถบริหารจัดการได้ และจะทำให้การทำงานของคุณกลับมามีความสุขอีกครั้ง ที่สำคัญทีมงานของคุณก็จะมีความสุขเพราะคุณในฐานะเจ้าของกิจการแสดงจุดยืนในเรื่องนี้อย่างชัดเจน

อ้อ…อย่าลืมว่า เราอย่าทำนิสัยไม่ดีเสียเองก็แล้วกัน บางโรงแรมลูกค้านั่งรับประทานอาหารอยู่ พนักงานโรงแรมก็ลากเก้าอี้ขึ้นมายืนถ่ายรูปอาหารบนโต๊ะข้างๆลูกค้าเพื่อจะโพสลงโซเชี่ยล โดยไม่บอกกล่าวซะงั้น อันนี้ไม่น่าให้อภัยจริงๆ

สรุปเรื่องนี้คงไม่เกี่ยวกับโซเชี่ยลมีเดียหรอกว่าจะเป็น “เพื่อน” หรือเป็น “ศัตรู” แต่อยู่ที่พฤติกรรมของคนมากกว่า

 

 

 

สร้างแบรนด์ให้โรงแรม

branding_for_smallhotels

ความจำเป็นและความสำคัญของการสร้างแบรนด์สำหรับโรงแรมนั้น จริงๆอยู่ที่ความต้องการและเป้าหมายทางธุรกิจที่เป็นโจทย์ตั้งต้นของเจ้าของโครงกา

ขั้นตอนการทำงานของเราคือการพูดคุย สอบถาม ร่วมแสดงความคิดเห็นในประเด็นต่างๆ กับเจ้าของโครงการเพื่อให้เข้าใจจุดประสงค์ เป้าหมายที่ชัดเจน


บางกรณีก็ได้ข้อสรุปว่าไม่ต้องทำ แค่สร้างและเปิดให้บริการให้ได้ตามกำหนด บางกรณีต้องการปรับตำแหน่งทางการตลาด ขายในราคาที่ดีขึ้นเนื่องจากต้นทุนสูงมาก กรณีนี้ก็ควรสร้างแบรนด์ หรือบางกรณีลูกค้าต้องการสร้างธุรกิจโรงแรมเพื่อสร้างแบรนด์เป็นของตนเอง ต้องการต่อยอดไปถึงการทำหลายโครงการ หลายแบรนด์เพื่อจับกลุ่มตลาดที่ต่างกัน เพื่อปูทางไปในสายธุรกิจรับบริหารจัดการโรงแรมในอนาคต กรณีนี้ต้องสร้างและออกแบบแบรนด์ไปจนถึงบริหารแบรนด์อย่างจริงจัง ซึ่งก็จะมีการเขียนคู่มือและแนวทางในการปฏิบัติให้ ตั้งแต่
Brand Statement, Brand Promise, Brand Concept, Brand Management เป็นต้น

เมื่อพัฒนาแบรนด์แล้วก็ควรทำการตลาดเพื่อให้แบรนด์เป็นที่รู้จักให้ตรงตามตลาดที่เป็นกลุ่มเป้าหมายผ่านทางช่องทางต่างๆอย่างมีแผนการจัดการ และตารางการทำงานที่อยู่ภายใต้คอนเซ็ปต์ของแบรนด์
และตามด้วยการตอกย้ำทางด้านการขายผ่านทางกิจกรรมต่างๆโดยใช้สื่อที่ยังแสดงออกถึงอัตลักษณ์ของแบรนด์ที่ชัดเจน

กิจกรรมข้างต้นทั้งหมดเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาในการเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน ดังนั้นความมั่นคงในเป้าหมายในการทำธุรกิจ และแนวทางในการทำธุรกิจจึงมีความสำคัญ

ดังนั้น สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจลงทุนทำโรงแรมจึงควรตั้งเป้าหมายในการทำโครงการให้ดีว่าจริงๆต้องการอะไร เพราะการเปลี่ยนเป้าหมายกลางทางมีแต่ผลเสีย หากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างทันท่วงที

สนใจสอบถามเพิ่มเติม สามารถทิ้งคำถามไว้ได้เลยค่ะ ทั้งกล่องข้อความ หรือช่องความเห็น

#ทำโรงแรม #สร้างแบรนด์ #โรงแรม #รู้ให้จริงทำให้เป็น