บริหารการขายห้องพัก – ข้อควรระวัง

เราจะตามหาตัวจริงของทีมรับจ้างบริหารการขายและการตลาดสำหรับโรงแรมได้อย่างไร ลองอ่านข้อคิดและข้อสังเกตจากบทความนี้กันได้เลยค่ะ

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมามีคำถามเกี่ยวกับเรื่องการขายห้องพักเข้ามาบ่อยครั้ง และทุกครั้งจะได้ยินคำตอบในแบบเดียวกัน และในทำนองเดียวกันกับบทสนทนานี้

คำถาม : ปัจจุบัน ทำการขายเอง หรือบริหารการขายเองหรือเปล่าคะ

คำตอบ : จ้างคนทำค่ะ เป็นทีมรับบริหารการขายค่ะ

คำถาม : แล้วมีปัญหาอะไรบ้างคะ

คำตอบ : คือเค้าจะขายห้องพักแต่กับ OTA ค่ะ แล้วก็จะเอาแต่ลดราคาอย่างเดียว

คำถาม : แล้วคุณกำหนดขอบเขตการทำงานกันอย่างไร มีการตั้งเป้า หรือมีตัวชี้วัดอะไรกำกับบ้างหรือเปล่าคะ

คำตอบ : ไม่มีค่ะ ก็ให้เป็นเหมือนค่าคอมมิชชั่นจากยอดขายค่ะ

.

.

.

ปัญหาการว่าจ้างทีมการขายและการตลาดดูเหมือนจะเป็นปัญหายอดฮิตในปัจจุบันเนื่องจากมีการแข่งขันกันสูง จากจำนวนห้องพักที่เพิ่มขึ้นในแทบจะทุกเมืองท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นเมืองหลักหรือเมืองรอง

แล้วเราจะแก้ไขปัญหาอย่างไร ?

  1. การกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนว่าเราต้องการอะไร
  2. การกำหนดกรอบระยะเวลาที่ต้องการเห็นผลลัพธ์
  3. การกำหนดงบประมาณด้านการตลาดและการขาย เพื่อสนับสนุนกิจกรรมด้านการขายและการตลาด

อย่ากำหนดแต่เป้าหมาย โดยไม่มีงบประมาณสนับสนุนกิจกรรมด้านการขายให้กับทีมงาน เพราะยากที่จะเห็นผลเป็นรูปธรรมได้ และทีมทำงานก็คงจะขับเคลื่อนลำบาก

ส่วนการพิจารณาเลือกทีมบริหารด้านการขาย หรือทีมการตลาดมาเป็นทีมที่ปรึกษาและจัดการทุกอย่างให้นั้น ขอให้นำข้อสังเกตเหล่านี้ไปเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาคัดเลือก

  1. ถ้าบอกว่าเป็นทีมรับจ้างทำการตลาดและการขาย สิ่งที่ควรจะนำเสนอให้เจ้าของโรงแรมพิจารณาได้แก่
    • แผนการตลาด
    • กลยุทธ์การตลาด
    • แผนการขายในแต่ละช่องทางการขาย
    • กลยุทธ์ที่จะใช้ในการขาย
    • แผนกิจกรรมด้านการตลาดและการขาย พร้อมทั้งประมาณการค่าใช้จ่าย
    • ประมาณการตัวเลขที่เป็นตัวชี้วัดที่สำคัญได้แก่ อัตราการเข้าพัก (Occupancy Rate) และ ราคาเฉลี่ย (Average Room Rate) ในแต่ละเดือนที่รับปฎิบัติงาน
  2. ถ้าบอกว่ารับจ้างขายทางช่องทางออนไลน์ หรือรับบริหารจัดการ OTA  สิ่งที่ควรพิจารณา คือ ในความเป็นจริงแล้วช่องทางออนไลน์นั้นครอบคลุมหลายช่องทางการขาย ไม่ใช่เฉพาะแต่ OTA แต่ควรหมายรวมไปถึงการบริหารจัดการเว็บไซต์ของโรงแรม และสามารถรวมไปถึงการบริหารจัดการโซเชี่ยลมีเดียด้วยก็ได้ กรณีนี้ก็แล้วแต่จะตกลงกันว่าจะให้คำจำกัดความของคำว่า “การตลาดออนไลน์” ครอบคลุมไปถึงตลาดใดบ้าง  แต่อย่างไรก็ดีในส่วนของการทำ “ดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง” นั้น คงต้องใช้ทีมพิเศษที่มีความเชี่ยวชาญเพิ่มเติมเพื่อมาสนับสนุนการทำการตลาดออนไลน์ให้เข้มข้นขึ้น

แต่ถ้าบอกว่า มีทีมขายออนไลน์ แล้วมาเล่นแต่ตลาด OTA อย่างเดียว กรณีนี้ก็ควรมานั่งคุยกันให้ดีว่าโครงสร้างราคาขายของคุณเป็นอย่างไรในตลาด เพื่อจะได้กำหนดราคาขาย ราคาโปรโมชั่นที่เหมาะสมในแต่ละตลาด และไม่ทำให้เกิดปัญหากับช่องทางการตลาดอื่นๆ

นอกจากนี้ ไม่ว่าจะเป็นแบบข้อ 1 หรือข้อ 2 ทุกสิ้นเดือน จะต้องมีรายงานสรุปการขายโดยรายนั้นควรจะประกอบไปด้วยส่วนต่างๆ ดังต่อไปนี้

1) การวิเคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้นว่าทำไมตัวเลขจึงออกมาเป็นเช่นนั้น มีปัจจัยอะไร เปรียบเทียบกับเดือนที่ผ่านมา และช่วงเวลาเดียวกันในปีที่ผ่านมา (สำหรับโรงแรมที่เปิดดำเนินการมาแล้วเกิน 1 ปี) นอกจากนี้ต้องเปรียบเทียบกับตัวเลขเป้าหมายที่ตั้งไว้ในแต่ละช่วงเวลาด้วยค่ะ ได้แก่ เป้าประจำเดือน ประจำไตรมาส ประจำปี

2) ลูกค้าเป็นใครมาจากตลาดไหน และแต่ละตลาดให้ผลตอบแทนเป็นอย่างไร เมื่อเปรียบเทียบกับต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายที่ลงทุนไป

3) สรุปการใช้งบประมาณประจำเดือน พร้อมทั้งเปรียบเทียบเรื่องการใช้งบประมาณในแต่ละเดือนที่เกิดขึ้นด้วย

4) แผนที่จะดำเนินการต่อไปในเดือนถัดไป จะทำอะไรบ้าง จะมีโปรโมชั่นอะไร หวังผลเท่าไหร่ กี่เปอร์เซ็นต์ของเป้าหมายที่ตั้งไว้ และคาดว่าตลาดไหนจะเป็นแหล่งที่มาของรายได้ในเดือนถัดไป

เห็นหรือยังว่า ……ถ้าเป็นทีมงานบริหารการขายและการตลาด “ตัวจริง” นี่คือสิ่งที่เขาควรจะทำให้คุณ “เป็นอย่างน้อย” ขอย้ำว่า “เป็นอย่างน้อย” นะคะ สิ่งต่างๆที่ยกมากล่าวข้างต้นเป็นหน้าที่พื้นฐานของทีมการขายและการตลาด ไม่ใช่สิ่งแปลกปลอมหรือสิ่งใหม่อะไรเลย

แต่ถ้าทีมที่คุณว่าจ้างมา มีแต่การนั่งเปิด/ปิดห้องพักบนช่องทาง OTA แต่เพียงอย่างเดียว โดยไม่มีแผนหรือกลยุทธ์ แถมไม่สนใจว่าจะกระทบกับราคาห้องพักโดยรวมอย่างไร ราคาเฉลี่ยห้องพักจะเสียหายขนาดไหน แล้วบอกคุณว่าเขาเป็น “ที่ปรึกษาการขายของโรงแรม” แบบนี้ถือว่า “ไม่ใช่ตัวจริง” แล้วแน่ๆค่ะ

ลองนำข้อคิด และข้อสังเกตนี้ไปปรับใช้นะคะ หากคุณมีแผนที่จะว่าจ้างทีมที่ปรึกษาการขายหรือการตลาดมาช่วยคุณบริหารโรงแรมที่พักของคุณ

อยากให้จองตรงจะทำอย่างไร?

อยากจะทำให้ลูกค้าจองห้องพักโดยตรงกับโรงแรม ต้องทำอย่างไร

ตลาดการจองห้องพักออนไลน์มีความดุเดือดมากขึ้นเรื่อยๆ และดูเหมือนว่าการห้ำหั่นกันด้านราคายังคงใช้เป็นเครื่องมือหลักในการเรียกความสนใจจากนักท่องเที่ยวตลอดมา จนบางครั้งหลายโรงแรมอาจลืมนึกถึงต้นทุนในการขายผ่านทาง OTA (Online Travel Agent) ว่ามีผลกระทบต่อรายได้โรงแรมอย่างไร หักกลบลบหนี้กันแล้ว โรงแรมเหลือรายได้ค่าห้องพักสุทธิอยู่ที่เท่าไหร่ บางโรงบอกว่าคุ้ม คุ้ม เอาปริมาณเข้าว่าไว้ก่อน แต่บางโรงที่เคยบอกว่าคุ้ม คุ้ม เมื่อเวลาผ่านไป เริ่มมานั่งรวบรวมตัวเลขค่าคอมมิชชั่นที่ต้องเสียให้กับ OTA แล้วถึงกับยกมือทาบอก พร้อมพูดกับตัวเองว่า “….ตายแล้ว นี่เราไปไกลขนาดนี้ทีเดียวหรือ” เพราะค่าใช้จ่ายบานปลายไปถึงเลข 6`หลักต่อปี จะ 6 หลักต้น หรือ 6 หลักกลางก็แล้วแต่ว่าโรงแรมนั้นเอาตัวเองไปผูกพันกับ OTA มากน้อยขนาดไหน

ถ้าเราอ้างอิงตัวเลขจากบทความของต่างประเทศที่บอกว่าตลาดจองห้องพักในสหรัฐอเมริกานั้น OTA ครอบครองส่วนแบ่งถึง 39% ในตลาดออนไลน์ และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้นเป็น 41% ภายในปี 2020 เราก็จะเห็นการปรับตัวของโรงแรมที่เป็นระดับเชน (Hotel Chain) ขนาดใหญ่มีการปรับตัว เพิ่มการลงทุนในการพัฒนาเว็บไซต์ของตนเอง รวมทั้งทำการตลาดออนไลน์เพิ่มมากขึ้นผ่านการพัฒนาในด้านต่าง เช่น กลุ่มโรงแรมภายใต้แบรนด์แมริออท (Marriott) หรือ แบรนด์ฮิลตัน (Hilton) เป็นต้น เพราะมีตัวเลขรายงานเพิ่มเติมอีกว่า `52% ของนักท่องเที่ยวที่ใช้บริการ OTA มักจะคลิกกลับไปที่เว็บไซต์โดยตรงของโรงแรมเพื่อหาข้อมูล และข้อเสนอดีๆมาทำการเปรียบเทียบเสมอ ดังนั้นกลุ่มโรงแรมแล้วนี้จึงเร่งพัฒนาเว็บไซต์ของตัวเองเพื่อที่จะสามารถเปลี่ยนคนที่เข้ามาดูข้อมูล ให้เป็นคนที่จองห้องพัก (Convert ‘Looker’ to ‘Booker’).

คำแนะนำในการพัฒนาการตลาดออนไลน์เพื่อทำให้ลูกค้าจองตรงกับโรงแรมมากขึ้น

อ้างอิงจากข้อมูลในตลาดสหรัฐอเมริกานั้น traveldailynews ได้สรุปให้มีดังต่อไปนี้

  1. การสร้าง Loyalty program คือการให้สิทธิพิเศษกับคนที่เข้าร่วมโปรแกรม หรือเป็นสมาชิกของโรงแรม แต่อย่างไรก็ดีในเรื่องนี้ อาจไม่สามารถดึงดูดความสนใจจากลูกค้าในกลุ่ม Millennials ได้มากนัก เพราะกลุ่มนี้มักเชื่อว่าเงื่อนไขพิเศษไม่ดีจริง หรือเสียเวลา เพราะกลุ่มนี้มีพฤติกรรมที่ชอบจองห้องพักผ่านทาง OTA  แต่อย่างไรก็ดีเราก็สามารถเรียนรู้การสร้างโปรแกรมนี้ เรียนรู้ตัวอย่างได้จากกลุ่มโรงแรมขนาดใหญ่อย่างที่กล่าวข้างต้น
  2. การใช้ Travel Agent ก็คือการกลับไปหาตลาดออฟไลน์บ้าง เนื่องจากยังมีลูกค้าอีกกลุ่มหนึ่งที่ยังใช้บริการบริษัทนำเที่ยวต่างๆเพราะเชื่อว่าเป็นผู้ให้คำแนะนำที่มีข้อมูลแบบเจาะลึก และสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ อีกทั้งช่วยประหยัดเวลาในการวางแผนการท่องเที่ยวเมื่อเปรียบเทียบกับการที่ลูกค้าจะต้องมานั่งวางแผนเอง
  3. การใช้รีวิวให้เป็นประโยชน์ เพราะ 92% ของนักเดินทางท่องเที่ยวให้ความสำคัญกับรีวิวเป็นอันดับหนึ่ง 83% มักอ้างอิงรีวิวก่อนการตัดสินใจจองห้องพักเสมอ 76% ได้รับอิทธิพลจากรูปภาพที่แสดงบนโลกออนไลน์ที่อัพโหลดโดยลูกค้าที่เคยเข้าพักในโรงแรมนั้นๆ และ 63% เลือกที่จะดูภาพและอ่านรีวิวและจองห้องพักในเว็บที่แสดงภาพและข้อความรีวิวเหล่านั้น  เพราะฉะนั้นรูปภาพในเว็บไซต์ของโรงแรมโดยตรงมีส่วนสำคัญมากในการดึงดูดความสนใจ และเมื่อลูกค้าได้อ่านรีวิวจากที่ต่างๆ หรือรีวิวที่โรงแรมนำมาแสดงบนเว็บไซต์ของโรงแรมเอง ก็จะเป็นการเพิ่มโอกาสให้ลูกค้าตัดสินใจจองห้องพักโดยตรงกับโรงแรมได้
  4. เลือกประสบการ์ณที่น่าประทับใจ โดดเด่น และมีเอกลักษณ์มานำเสนอบนเว็บไซต์โรงแรมเสมอ เพื่อให้เห็นการบริการที่แตกต่าง และสิ่งที่คุณนำเสนอแก่ลูกค้า  สิ่งเหล่านี้ควรนำเสนอบนหน้าแรก หรือที่เรียกว่า Landing page เลยทีเดียว

 

ลองนำ 4 ข้อนี้กลับไปทบทวนกับเว็บไซต์ของตัวเองว่า เราพัฒนาไปถึงไหน และมีอะไรที่เราควรจะนำมาปรับใช้ ภายใต้งบประมาณเท่าไหร่ที่เหมาะสมกับขนาดของธุรกิจและประเภทของโรงแรมของคุณ และที่สำคัญต้องมีการติดตามและประเมินผลเป็นระยะด้วยว่า สิ่งที่ได้ลงทุนเพิ่มเติม ให้ผลลัพธ์กลับมาเป็นอย่างไรบ้าง

เราต้องปรับตัวและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเพื่อก้าวให้ทันกับพฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนไป

 

ที่มา : traveldailynews