วางแผน บริหารเวลา ฝ่าวิกฤต

เราเรียนรู้อะไรจากเหตุการณ์ที่ถ้ำหลวง เพื่อนำมาปรับการบริหารงาน บริหารเวลาเพื่อฝ่าวิกฤต

ปรากฎการ์ณช่วยเหลือและกู้ภัยทีมหมูป่าอะคาเดมี่ตลอด 2 สัปดาห์กว่าที่ผ่านมา สอนให้เราเรียนรู้ในหลายๆเรื่องที่เชื่อมั่นว่าสามารถนำมาใช้กับการบริหารจัดการในเรื่องต่างๆได้ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ต้องก้าวข้ามผ่านอุปสรรคต่างๆ ด้วยข้อจำกัดมากมาย ทั้งที่ควบคุมได้และควบคุมไม่ได้

หากจะไล่เรียงเหตุการ์ณตั้งแต่เกิดเหตุจนถึงภารกิจช่วยชีวิต (Save and Rescue) สำเร็จเป็นตอนๆช่วงๆ ก็พอจะสรุปและถอดบทเรียนเพื่อแบ่งปันให้ผู้บริหารงานโรงแรมและชาวโรงแรม ก็อาจจะพอสรุปได้ตามนี้ค่ะ

เมื่อทราบข่าวว่ามีเด็กๆและโค้ชเข้าไปติดในถ้ำ

มีการติดต่อประสานงานทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่อย่างเร่งด่วนเพื่อให้เข้ามาในพื้นที่ถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอน บุคคลสำคัญคนหนึ่งในเหตุการ์ณนี้คือ Mr. Vern Unsworth ที่อาศัยอยู่ในจังหวัดเชียงรายและได้เคยเข้าไปสำรวจถ้ำหลวงมาแล้ว เข้ามาถึงพื้นที่และเรียบเขียนโน้ตใส่กระดาษขนาดเล็ก ระบุชื่อผู้เชี่ยวชาญในการดำน้ำในถ้ำชาวอังกฤษ 3 คนที่จะสามารถให้ความช่วยเหลือได้ และยังมีข้อความย้ำว่า “The time is running out” แปลว่า เวลาใกล้จะหมดแล้ว เพื่อตอกย้ำถึงภารกิจที่เร่งด่วนกำลังรออยู่

กระดาษแผ่นเล็กๆนี้จะไม่มีความหมายอะไรเลย ถ้าบุคคลที่ได้รับเลือกที่จะไม่ใส่ใจ หรือคิดเอาเองว่าไม่สำคัญ ก็เป็นเพียงแค่ความเห็นของคนๆหนึ่งเท่านั้น  แต่คนที่ได้รับสารนี้เลือกที่จะประสานงานต่อไปทางสถานทูตอังกฤษทันที นั่นจึงเป็นที่มาว่าทำไมนักดำน้ำผู้เชี่ยวชาญในการดำในถ้ำอันดับต้นๆของโลกถึงเข้ามามีส่วนร่วมในภารกิจครั้งนี้

++ข้อคิด++ อย่าละเลยหรือมองข้ามความสำคัญของแต่ละคน ความเห็นของทุกคนในทีมมีค่าเสมอเพราะจะช่วยเปิดมุมมองในเรื่องต่างๆให้ผู้ที่มีอำนาจในการตัดสินใจสามารถนำข้อมูลหรือความเห็นต่างๆไปปรับใช้ให้เข้ากับสถานการ์ณที่กำลังเผชิญอยู่

ช่วงการค้นหาผู้สูญหาย

เป้าหมายหลักของภารกิจคือ ช่วยผู้ประสบภัยออกจากถ้ำให้ได้อย่างปลอดภัย

เนื่องจากสภาพพื้นที่ภายในถ้ำหลวงมีความซับซ้อน และมีข้อจำกัดทั้งเรื่องแสง เส้นทางที่เต็มไปด้วยหินและโคลน ระดับน้ำภายในถ้ำที่เพิ่มขึ้นตลอดเวลาเนื่องจากการซึมของน้ำจากภูเขา ประกอบกับฝนที่ตกลงมาเป็นระยะเนื่องจากเริ่มเข้าฤดูฝนแล้ว ทำให้ทีมงานประสบปัญหามากมาย และส่วนใหญ่เป็นข้อจำกัดทางธรรมชาติ เท่ากับว่าทีมจะต้องต่อสู้กับธรรมชาติซึ่งเป็นเรื่องที่ “แทบจะเป็นไปไม่ได้” แต่หัวหน้าทีมใหญ่คืออดีตผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ก็สามารถจัดการงานประสานกับทีมต่างๆทั้งส่วนราชการ และเอกชน ตลอดจนทีมจิตอาสาในการดำเนินการในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการสูบน้ำออกจากถ้ำ การเบี่ยงทางน้ำ การสำรวจโพรงบนเขาเพื่อเพิ่มโอกาสในการค้นหา การวางระบบเข้าไปในถ้ำทั้งแสงไฟส่องสว่าง และสัญญาณโทรศัพท์และอินเตอร์เน็ต เพื่อให้ทีมค้นหาสามารถทำงานได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันจิตอาสาในส่วนต่างๆก็เริ่มทยอยเข้าพื้นที่ให้บริการในด้านต่างๆที่เกี่ยวกับชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นอาหารการกิน ยาต่างๆ ไปจนถึงเป็นหน่วยสนับสนุนหากมีการร้องขอ

จากการทำงานอย่างหนักของทุกฝ่าย เราก็พบเด็กๆในวันที่ 9 ของการค้นหา

++ข้อคิด++

(1) ผู้ที่ทำหน้าที่เป็นมือประสานงาน จะต้องเป็นผู้ที่มีความสามารถในการสื่อสารที่ตรงไปตรงมา ชัดเจนและเป็นขั้นเป็นตอน สามารถทำให้ผู้ร่วมทีมทุกคนเห็นภาพเดียวกันในการเดินไปข้างหน้า ในขณะเดียวกันเมื่อต้องมีการตัดสินใจ การนำเสนอทางเลือกต่างๆจากทีมภายใต้บังคับบัญชาที่ชัดเจน บอกถึงข้อดี ข้อเสีย และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นโดยละเอียดก็จะช่วยให้ผู้ที่ต้องตัดสินใจสามารถตัดสินใจได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น

(2) กล้าที่จะขอความช่วยเหลือจากผู้ที่มีประสบการณ์ในด้านต่างๆ โดยใช้ความอ่อนน้อมถ่อมตน และไม่มีอัตตาในการทำงานร่วมกันและยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่น

(3) การเรียงลำดับความสำคัญของงานตามความจำเป็นเร่งด่วน และในขณะเดียวกันก็มีความยืดหยุ่นในการปรับจังหวะการทำงานตามสภาพหน้างานที่เกิดขึ้น

ยกตัวอย่างการทำงานในปัจจุบันเรามักจะส่งต่อข้อความกันโดยไม่คำนึงว่าข้อความนั้นจำเป็นหรือไม่จำเป็นสำหรับผู้รับ สังเกตจากการสำเนา (cc.)ให้ผู้อื่นราวกับว่า “ทุกคนต้องรู้นะ ฉันทำอันนี้แล้วนะ” ทั้งๆที่บางเรื่องก็ไม่มีความจำเป็นจะต้องส่ง cc ไปถึงคนจำนวนมากขนาดนั้น เท่ากับไปเพิ่มจำนวน email ให้แก่ผู้รับโดยไม่จำเป็น ดังนั้นการที่เราช่วยกันสกรีนเรื่อง ใส่ความเห็นและข้อเสนอแนะเพื่อประกอบการตัดสินใจก่อนที่จะกดปุ่ม “ส่ง” ออกไป น่าจะทำให้ขั้นตอนการทำงานรวดเร็วขึ้น คนอ่านแล้วก็ตัดสินใจได้ทันที ไม่ใช่อย่างที่มักจะทำกันในปัจจุบันราวกับว่า “เรื่องของแก…อ่านซะ”นอกจากนี้การสื่อสารทั้งการพูด และการเขียน เราคงต้องฝึกกันให้มากๆให้สามารถถ่ายทอดเรื่องราวหรือข้อความให้สั้น กระชับที่สุด ข้อสังเกตคือ “ถ้าเราเข้าใจ เราจะถ่ายทอดออกมาได้” คำอธิบายก็จะไม่ยืดยาว แต่จะสั้นและกระชับ ลองนำหลัก “KEEP IT SHORT AND SIMPLE” หรือ KISS ไปใช้กันนะคะ ส่วนเรื่องการเขียน ยิ่งต้องฝึกหนัก ถ้าเราอ่านมาก เราก็จะเขียนได้ดีขึ้น เพราะฉะนั้นต้องฝึกอ่านกันมากๆ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ ยิ่งทำงานโรงแรมเราต้องสื่อสารภาษาอังกฤษมากขึ้น ก็ยิ่งต้องฝึกมากขึ้น ใครที่ทำหน้าที่ติดต่อประสานงานกับต่างประเทศ ทักษะทั้งการพูดและการเขียนเป็นสิ่งจำเป็นมากๆ

การช่วยเหลือออกจากถ้ำ

ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่ต้องมีความชัดเจนในรายละเอียดตั้งแต่ขั้นตอนแรกไปจนถึงขั้นตอนสุดท้าย ต้องมีการฝึกฝน ซักซ้อม และต้องมีแผนรองรับในกรณีที่การทำงานเจออุปสรรค เพราะฉะนั้นทุกคนที่อยู่ในทีมจะต้องเห็นภาพขั้นตอนแต่ละขั้นตอนรวมทั้งเวลาที่ใช้ในแต่ละส่วนอย่างชัดเจน เพราะเป็นเรื่องของความปลอดภัยในชีวิตของทุกคน นอกจากนี้ การวางแผนการปฏิบัติงานยังต้องคำนึงถึงกำลังคน กำลังทรัพยากรด้านต่างๆ ความพร้อมของเครื่องมือเครื่องไม้ที่มีอยู่ด้วยเช่นกัน แผนการช่วยเหลือจึงต้องแบ่งออกเป็น 3 วันเพื่อให้เหมาะสมกับปัจจัยต่างๆข้างต้น

การประสานงานและส่งต่อตัวผู้ประสบภัยจากทีมหนึ่งไปยังอีกทีมหนึ่งก็ต้องแข่งกับเวลา ในขณะเดียวกันก็ต้องส่งต่อข้อมูลที่กระชับแต่ชัดเจนเพื่อให้สามารถประเมินสถานะของเด็กๆที่พาออกมาได้ เราจึงได้เห็นภาพการปฏิบัติ

++ข้อคิด++

(1)การประเมินศักยภาพของทีมและเครื่องมือในการทำงานให้เหมาะสมกับหน้างานจะช่วยให้งานเดินหน้าได้ตามแผน

(2) การจัดสรรกำลังคนและแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบ โดยทุกทีมมีเป้าหมายเดียวกัน และตระหนักในความสำคัญของเวลา การตรงต่อเวลาถือเป็นวินัยหลักในการทำงาน

สุดท้ายคือ “การมีสติ” อยู่กับตัวตลอดเวลา รับรู้สิ่งที่เกิดขึ้น และหาทางแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ เป็นขั้นตอนอย่างละเอียดรอบคอบ

หวังว่าเราจะได้เรียนรู้จากทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และนำมาปรับใช้กับการทำงาน การสร้างทีมที่แข็งแกร่งกับองค์กร

ภาพประกอบจาก google

เมื่อเข้าโลว์ซีซั่น…จะขายอะไร

เมื่อเข้าช่วงโลว์ซีซั่น จะขายอย่างไร และจะเอาอะไรไปขายดี

ตั้งแต่เดือนนี้และต่อไปในอีก 3 เดือนข้างหน้าหลายพื้นที่เข้าสู่หน้าโลว์ซีซั่นอย่างจริงจังทั้งฝนตกมากขึ้น คลื่นลมในทะเลรุนแรงขึ้น อากาศแปรปรวนในแต่ละวัน ทะเลเป็นสีโคลน เมฆครึ้มฝนเกือบทั้งวัน…แล้วโรงแรมที่พักที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เหล่านี้จะขายอย่างไร จะเอาอะไรไปขาย

สิ่งที่ควรพิจารณาและข้อควรระวังในการสื่อสารที่อยากแนะนำ คือ

1) สื่อสารบนข้อเท็จจริง

ใช้ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง อย่าแต่งแต้มหรือนำข้อมูลเท็จมานำเสนอโดยไม่ตรวจสอบก่อน เช่นข้อมูลการเดินทางจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง ควรส่งทีมงานไปสำรวจจริง จับเวลาจริง บันทึกบรรยากาศของเส้นทางในแต่ละฤดูกาลว่าแตกต่างกันอย่างไร มีทางเลือกในการเดินทางกี่เส้นทาง แต่ละเส้นทางแตกต่างกันอย่างไร ทางไหนสะดวกทางไหนลำบากใช้เวลามากกว่ากัน เปรียบเทียบให้เห็น เพราะนักท่องเที่ยวมีหลากหลายสไตล์ บางคนอาจชอบผจญภัย แต่หน้าที่ของทีมโรงแรมคือ “ต้องรู้ให้จริง” และ “นำเสนอความจริง”

2) นำเสนอพื้นที่และเรื่องราวรอบตัว

ไม่ควรนำเสนอแต่เรื่องของที่พัก หรือเรื่องของตัวเอง แต่ควรนำเสนอเรื่องอื่นๆที่น่าสนใจในท้องถิ่นของตัวเอง มีเรื่องราวน่าสนใจมากมายในแต่ละพื้นที่ อยู่ที่ว่าเราจะหยิบยกเรื่องอะไรมานำเสนอ เรียกว่าเป็นการทำการตลาดให้พื้นที่ของเรา หรือ Destination Marketing นั่นเอง ไม่ว่าเรื่องชุมชน อาหารการกิน แหล่งท่องเที่ยว เรื่องเล่า ประวัติศาสตร์

อย่าลืมว่า เวลาเราจะเดินทางไปไหน เราก็ย่อมอยากรู้ว่ามีอะไรให้ทำ ให้เที่ยว ให้ลองบ้างเพื่อหาประสบการณ์ใหม่ๆ

เราก็นำสิ่งเหล่านั้นมานำเสนอให้น่าสนใจ จะทำเป็นวิดีโอคลิปง่ายๆ หรือจะเป็นภาพถ่ายเล่าเรื่องแบบเป็นสไลด์โชว์ก็ได้ตามถนัดและงบประมาณที่มี

3) นำเสนอโดยคำนึงถึงความปลอดภัย

การให้ข้อมูลในเรื่องอะไรก็ตามขอให้คำนึงถึงความปลอดภัยของลูกค้าเป็นสำคัญ อาจทำเป็นหมายเหตุ หรือข้อควรระวังใส่ไว้ให้ลูกค้าก็ได้ เช่น ฤดูกาลท่องเที่ยวของพื้นที่คุณ คือในความเป็นจริง โรงแรมก็ขายราคาห้องพักต่างกันระหว่างฤดูกาลอยู่แล้ว ดังนั้นการเพิ่มข้อมูลให้ชัดเจนเรื่องสภาพอากาศในพื้นที่ ถึงแม้จะไม่ใช่ 100% เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงรวดเร็วในปัจจุบัน แต่ก็สามารถให้ข้อมูลในเชิงสถิติที่ผ่านมาได้ เป็นต้น

หรือเมื่อลูกค้าโทรศัพท์มาสอบถาม ก็ควรฝึกการใช้คำพูดที่เหมาะสมและสุภาพ ยกตัวอย่าง ลูกค้าสอบถามว่า “ช่วงนี้ฝนตกหรือเปล่า?”

สามารถตอบได้แบบตรงไปตรงมาและสุภาพได้ เช่น

– ช่วงนี้มีฝนตกสลับกับแดดออกทุกวันค่ะ

– มีฝนตกบ้างค่ะ แต่ไม่ใช่ตกทั้งวันนะคะ

– ตกๆหยุดๆสลับกันครับ ช่วงฝนตกไม่แรงมากครับ

– ฝนจะมาช่วงตอนเย็นๆค่ะช่วงนี้ แต่ช่วงกลางวันแดดร้อนมาก สามารถออกไปเที่ยวในเมืองได้ค่ะ

– มีฝนบ้างค่ะ แนะนำให้เที่ยวในตัวเมืองหรือใกล้เคียงแต่ไม่แนะนำให้ออกทะเลช่วงนี้ค่ะ เพราะคลื่นลมแปรปรวนค่ะ

เราควรย้ำเตือน และฝึกการพูด การอธิบายให้ลูกค้าฟังในแบบนี้และไม่ควรบ่ายเบี่ยง หรือตอบแบบอ้อมแอ้มไม่ตรงคำถามเพราะกลัวขายห้องไม่ได้… อย่าคิดแบบนี้เด็ดขาด เพราะหากเกิดอะไรขึ้น ความเสียหายจะมากเกินกว่าที่เราจะรับผิดชอบได้

ทุกอย่างอยู่ที่ “รู้ให้จริง ทำให้เป็น” หากทีมไม่รู้ ก็ควรส่งทีมไปสำรวจและสมมติตัวเองเป็นนักท่องเที่ยวเพื่อให้ได้ประสบการณ์ด้วยตนเองและกลับมาถ่ายทอดได้ เจ้าของโรงแรม “อย่าเขียม” กับเรื่องแบบนี้ และไม่ควรขอไปทัวร์ฟรีจากบริษัทนำเที่ยวในท้องถิ่น เพราะเขาจะดูแลคุณเป็นพิเศษ แต่ควรไปแบบที่เขาไม่รู้ว่าคุณมาจากโรงแรม เท่ากับว่าเราไปสกรีนคุณภาพของบริษัทเหล่านี้ว่าเหมาะสมและมีความปลอดภัยเพียงพอที่เราจะแนะนำให้ลูกค้าไปใช้บริการหรือเปล่า

ฝึกกันนะคะ

ตั้งเป้าหมาย ให้ไปได้จริง – โรงแรมเล็ก ก็ทำได้

ใครว่าโรงแรมเล็กจะตั้งเป้าหมายไม่ได้ โรงแรมที่พักควรตั้งเป้าหมายให้อยู่บนพื้นฐานของความเป็นไปได้อย่างไร มีข้อควรระวังอะไร มาดูกัน

Target-howto

จบไตรมาสที่ 1 ของปีผ่านไปแล้ว เดือนแรกของไตรมาสที่ 2  กำลังจะผ่านไป สรุปตัวเลขที่เกิดขึ้นจริง (Actual) กับตัวเลขเป้าหมาย (Target) และ งบประมาณ (Budget) ออกมาเป็นอย่างไรบ้าง แนวโน้มที่จะปรับเป้าหมายกลางปีมีหรือไม่ มากน้อยอย่างไร

วันนี้มาคุยเรื่องการตั้งเป้าหมายประจำปีของโรงแรมกันดีกว่าว่าเราสามารถทำอย่างไรได้บ้าง จะท้าทายขนาดไหน และมีปัจจัยอะไรเกี่ยวข้องบ้าง

เริ่มต้นอย่างไร ?

ก่อนอื่นควรมีตัวเลขสถิตินักท่องเที่ยวที่เดินทางมาในจังหวัดของคุณว่าที่ผ่านมาเป็นอย่างไร มีแบบรายปี ก็ใช้รายปี มีแบบรายเดือนก็ยิ่งดีเพราะจะได้เห็นตัวเลขที่สะท้อนตามฤดูกาลท่องเที่ยวที่ชัดเจนมากขึ้น  แยกเป็นตัวเลขคนไทย และตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ก็จะดีค่ะ ส่วนต้องใช้ตัวเลขย้อนหลังกี่ปี ?  เริ่มจาก 5 ปีก่อนก็ได้ค่ะ

สำหรับพื้นที่ไหนที่มีการรวมตัวกันของกลุ่มผู้ประกอบการในพื้นที่ และมีการแบ่งปันสถิติการเข้าพัก หรือราคาห้องพักเฉลี่ยรายเดือนกันทุกเดือน ก็สามารถรวบรวมนำมาใช้เป็นข้อมูลได้เช่นกัน

ได้ตัวเลขนักท่องเที่ยวมาแล้วทำอย่างไรต่อ?

เมื่อมีตัวเลขนักท่องเที่ยวของจังหวัด และของประเทศแล้ว ก็ลองหาสัดส่วนการตลาด (Market share) ของนักท่องเที่ยวของจังหวัดคุณเมื่อเทียบกับของทั้งประเทศดู เช่น นักท่องเที่ยวรวมทั้งประเทศไทย 30.0 ล้านคน ตัวเลขของจังหวัดคุณมีประมาณ 3.0 ล้านคน ก็เท่ากับว่าจังหวัดของคุณมีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 10% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด

คราวนี้มาดูตัวเลขของโรงแรมคุณเอง  (โรงแรมเปิดใหม่ – อย่าเพิ่งโวยวายว่าจะหาตัวเลขจากไหน อ่านไปเรื่อยๆก่อนนะคะ ไล่ลำดับความคิดตามไปว่าคุณจะนำมาปรับใช้ได้อย่างไร)

ตัวเลขนักท่องเที่ยวของโรงแรมคุณที่ผ่านมาเมื่อเทียบกับตัวเลขของนักท่องเที่ยวของจังหวัดคุณเป็นอย่างไร? รวบรวมตัวเลขแล้วใช้วิธีเดียวกันเพื่อหาว่าในแต่ละปีโรงแรมของเรามีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ซักเท่าไหร่ในแง่จำนวนนักท่องเที่ยว เช่น ปีที่ผ่านมามีลูกค้าเข้าพักรวม 35,000 คน เพราะฉะนั้นเมื่อเทียบกับตัวเลขของทั้งจังหวัดที่ 3.0 ล้านคน เท่ากับคุณมีส่วนแบ่งอยู่ที่ 1.16%

คราวนี้คุณจะเห็นภาพชัดมากขึ้นแล้วว่าตัวเลขของคุณสะท้อนความตัวใหญ่ ตัวเล็กในพื้นที่อย่างไร ความต้องการ ความฝัน และความจริงมาอยู่ตรงหน้าให้ได้หยุดคิดกัน

หรือคุณอาจจะลองนำจำนวนห้องพักของโรงแรมต่างๆในพื้นที่ และเทียบสัดส่วนจำนวนห้องพักของคุณกับจำนวนห้องพักทั้งหมดดูก็ได้ คุณก็จะเห็นส่วนแบ่งการตลาดในพื้นที่ของคุณเช่นกัน

แล้วอย่างไรต่อ?

ต่อไปก็กลับมาดูตัวเลขที่คุณได้ตั้งเป้าหมายไว้เลยว่าตัวเลขเป็นอย่างไร โดยตั้งสมมติฐานไว้ว่าห้องพักแต่ละห้องมีลูกค้าเข้าพัก 2 คน มีจำนวนกี่ห้องก็คูณออกมา คิดคำนวณควบคู่กับอัตราการเข้าพัก (Occupancy Rate) ที่ตั้งไว้ เช่น โรงแรมมี 79 ห้อง ตั้งเป้าหมายการเข้าพักเฉลี่ยทั้งปี 80% เท่ากับ 23,068 ห้อง/คืน ถ้าทุกห้องมีลูกค้าเข้าพัก 2 คน เท่ากับว่าจะมีลูกค้าทั้งหมด 46,136 คน

ดังนั้นถ้าในปีนี้ จังหวัดของคุณตั้งเป้าหมายให้มีนักท่องเที่ยวเข้ามาในพื้นที่ 3.5 ล้านคน เท่ากับว่าเป้าหมายของคุณคิดเป็น 1.3% ของเป้าหมายของทั้งจังหวัด

ได้ส่วนแบ่งการตลาดแล้วเอามาทำอะไร ?

ก็ต้องเอากลับมาถามว่า “แล้วเราจะไปหานักท่องเที่ยวจากไหนให้มาพักกับเรา ?”

คราวนี้แหละสิ่งที่จะต้องกลับไปดูเพื่อพัฒนาแผนการตลาดและการขายจะเดินเข้าแถวมาถามคำถามกันเป็นทิวแถวแบบยาวเหยียดเลยทีเดียว เช่น

  • งบประมาณ – ตั้งเป้างบประมาณไว้เท่าไหร่ ไม่ใช่เพิ่มตัวเลขเป้าหมาย แต่กลับตัดงบประมาณ หรือให้ใช้งบประมาณเท่าเดิม ถ้าจะใช้วิธีแบบนี้ คงต้องหาเหตุผลที่ดีมาต่อสู้กันว่า จะใช้งบประมาณลดลงเพื่อเพิ่มตัวเลขการเข้าพักและรายได้ได้อย่างไร
  • กิจกรรมที่ผ่านมาทำอะไรไปแล้วบ้าง และผลที่ได้รับกลับมาเป็นอย่างไร  ทบทวนตัวเลขที่ผ่านมาว่าปีที่แล้วทำอะไรไปบ้าง และได้ผลอย่างไร ***ที่สำคัญ อย่าลืมดูด้วยว่า แต่ละกิจกรรมที่ทำไป เราออกตัวเร็วหรือช้าอย่างไร *** อันนี้สำคัญ เพราะกิจกรรมประเภทเดียวกัน ก็ไม่ได้แปลว่าจะได้ผลตอบรับเหมือนกัน หากจังหวะและเวลาไม่ลงตัว
  • รวบรวมรายการกิจกรรมทางการขายและการตลาดที่คิดว่าเราสามารถทำได้ ภายใต้กำลังคน และกำลังงบประมาณที่มีอยู่
  • รวบรวมรายการกิจกรรมทางการขายและการตลาดที่คิดว่า “อยากจะทำ” แต่ต้องอาศัยความช่วยเหลือจากภายนอก (Third parties) และประมาณการค่าใช้จ่ายที่คาดว่าจะเกิดขึ้น เช่น ต้องจากคนมาทำ SEO มีค่าใช้จ่ายเดือนละเท่าไหร่ และจะใช้บริการกี่เดือน เป็นต้น

 

หลายโรงแรมมักมีการตั้งเป้าหมายตัวเลขกันทุกปี แต่มักไม่ค่อยให้ความสำคัญกับ “การลงมือทำ” กิจกรรมทางการตลาดและการขายให้เป็นไปตามจังหวะและเวลาที่ควรจะเป็น ทำให้ในแต่ละเดือนจะต้องวิ่งหาลูกค้าในนาทีสุดท้ายกันเสียมาก ซึ่งวิธีนี้จะใช้ไม่ได้ผลนักเพราะปริมาณนักท่องเที่ยวในนาทีสุดท้ายนั้น หากลองเปรียบเทียบสัดส่วนกับนักท่องเที่ยวรวมของโรงแรมคุณตัวเลขจะอยู่ในแบบ ตัวเลขหลักเดียว เช่น ต่ำกว่า 5%  หรือบางโรงอาจจะมีแค่ 1%

เพราะฉะนั้นโรงแรมทั้งหลายที่ชอบตั้งเป้าตัวเลข และปล่อยให้ตัวเลขทำงานในรายงานประจำวัน ประจำเดือน นั่งอยู่บนกระดาษนิ่งๆ รอให้คนมาอ่านเวลาประชุมสรุปกันตอนเช้า โดยไม่มีการลงมือทำอะไร ขอบอกเลยว่า “เหนื่อย” และเหนื่อยมากๆแน่นอน

หันกลับไปหยิบตัวเลขขึ้นมา และคิดควบคู่ไปกับกิจกรรมทางการตลาดและการขายไปด้วย จะได้รู้ว่ามีความเป็นไปได้ หรือไม่ได้อย่างไร และถ้าต้องการให้เป็นไปได้ เราจะต้องเพิ่มเติมกองกำลังด้านต่างๆของเราอย่างไรกันดี ให้ทันตาม “จังหวะและเวลา”  และ “ฤดูกาลท่องเที่ยว” ในพื้นที่ของคุณ

คิดใหม่ เริ่มใหม่ ….เริ่มได้ทุกวัน

 

 

# (hashtag) อะไรควรใช้กับ #โรงแรม

โลกแห่งข้อมูลในยุคสมัยปัจจุบัน ถ้าเราไม่มีเครื่องมือที่ช่วยย่อยข้อมูล จัดกลุ่มข้อมูลให้เป็นระบบและหาง่ายมากขึ้น ลูกค้าก็คงหาเราเจอยากขึ้นเช่นกัน อ่านคำแนะนำสำหรับโรงแรมเล็ก บูติกโฮเต็ล โฮสเทลว่าจะใช้ # (hashtag) อย่างไรให้ลูกค้าหาเจอ

hashtags-for-hotels

มีคำถามเข้ามาสอบถามว่า

อยากจะใช้แฮชแท็ก (# – hashtag)กับโรงแรม ควรจะใช้คำแบบไหนดี

ก่อนอื่นควรทำความเข้าใจก่อนว่าแฮชแท็ก (#) หรือเครื่องหมายสี่เหลี่ยมนี้จะช่วยอะไรเราได้บ้าง แล้วทำไมเราต้องใช้เวลาที่เราต้องการที่จะสื่อสารในโลกโซเชียล

เดิมมีการใช้ในโลกของทวิตเตอร์ (Twitter) การสื่อสารด้วยข้อความสั้นๆ และการใช้ # ช่วยให้การค้นหาเรื่องต่างๆง่ายขึ้น ต่อมาก็แพร่หลายในสื่อโซเชียลอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเฟสบุ๊ก (Facebook)  อินสตาแกรม (Instagram) และอื่นๆ

# – hashtag ช่วยอะไร

# ช่วยในการแยกย่อยข้อมูล จัดกลุ่มข้อมูล แบ่งข้อมูลตามข้อความที่เราใช้

# ช่วยให้การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเฉพาะกลุ่มได้รวดเร็วขึ้น

แล้วโรงแรมควรใช้คำอะไรดี ?

เบื้องต้นในระดับเริ่มต้น เราก็ควรกลับมาตั้งคำถามเกี่ยวกับโรงแรมของเราก่อนว่า เราต้องการจะสื่อสารอะไร ต้องการสื่อสารกับลูกค้ากลุ่มไหน ใครคือกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย และกลุ่มคนเหล่านี้มีพฤติกรรมอย่างไร ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร และลองสมมติตัวเองเป็นนักท่องเที่ยวดูว่า ถ้าเราจะไปเที่ยวที่ใดที่หนึ่งเราจะใช้คำอะไรในการค้นหา

เราอาจจะแบ่งกลุ่มคำที่เราอยากจะใช้ออกเป็น 5 ส่วนก็ได้ เช่น

  1. คำที่เกี่ยวกับตัวตนของเรา หรือแบรนด์ของเรา (Brand)

ในขั้นต่อมาก็ให้กลับมาพิจารณาที่ตัวสินค้าและบริการของเราว่า โรงแรมที่พักของเรามีอะไรที่น่าสนใจบ้าง อะไรที่เป็นเอกลักษณ์ของเรา เรามีคำที่สามารถอธิบายตัวตนของเราแบบสั้นๆได้หรือไม่ (Tag Line) ยกตัวอย่างเช่น ร้านอาหารเอสแอนด์พี จะใช้คำว่า Simply Delicious คำนี้ก็คือ Tag Line ของร้านอาหารเอสแอนด์พี เป็นต้น  หรือจะใช้ชื่อแบรนด์ของคุณตามหลัง # เลยก็ได้  ลูกค้าที่รู้จักชื่อโรงแรมเราแล้ว หากต้องการหาข้อมูลเกี่ยวกับเราก็สามารถค้นหาด้วยแฮชแท๊กและชื่อธุรกิจได้เลยทันที

    2. คำที่แสดงสถานที่ตั้ง ตำแหน่งที่ตั้ง ชื่อสถานที่ (Destination)

การประชาสัมพันธ์โรงแรมที่พัก ไม่ใช่การประชาสัมพันธ์เฉพาะเรื่องราวที่เกี่ยวกับโรงแรมของคุณ แต่คุณควรประชาสัมพันธ์สถานที่ตั้ง สิ่งที่อยู่รอบๆด้วย หรือควรทำการตลาดให้กับสถานที่ท่องเที่ยวด้วย หากโรงแรมของคุณตั้งอยู่ในจังหวัดรอง หรือเมืองเล็กๆที่ยังไม่มีใครรู้จักมากนัก ก็ยิ่งต้องทำการตลาด การประชาสัมพันธ์ให้คนรู้จักมากขึ้น การเลือกใช้ชื่อจังหวัด ชื่อสถานที่ หรือสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญในบริเวณใกล้เคียง ก็ช่วยสร้างกรอบในการค้นหาให้แคบลง

     3. คำที่แสดงรูปแบบการใช้ชีวิตหรือไลฟ์สไตล์ (Lifestyle)

โลกโซเชียลว่าด้วย “ความชอบ” และ “ความไม่ชอบ” และแต่ละคนก็แสดงออกชัดเจนว่าชอบและไม่ชอบอะไร การโพสข้อความ รูปภาพเวลาท่องเที่ยวเดินทางไปจนถึงชีวิตประจำวัน เพราะฉนั้นคำที่เกี่ยวกับการใช้ชีวิตในรูปแบบต่างๆ ก็ช่วยให้โรงแรมคุณเข้าถึงกลุ่มต่างๆเช่นกัน เช่น กลุ่มที่ชอบถ่ายภาพ ก็มักจะมีรูปภาพพร้อมคำบรรยายที่แสดงถึงอารมณ์ของรูปภาพ บรรยากาศของสถานที่ และความรู้สึกของการที่ได้เข้าไปสัมผัสบรรยากาศเช่นนั้น  ดังนั้นจึงมักจะเห็นแฮชแท๊ก (#) ที่เชิญชวน เช่น #bestshotoftheday #picoftheday #wishyouwerehere #lastlightoftheday #eveningenlighting #sunrisebythebeach เป็นต้น

     4. คำที่บ่งบอกประเภทของโรงแรม (Hotel Type)

ประเภทของโรงแรมที่พักก็เป็นคำที่ลูกค้ามักใช้ในการค้นหาเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น บูติกโฮเต็ล ซิตี้โฮเต็ล โฮสเทล ลักชัวรี่โฮเต็ล บีชโฮเต็ล เบดแอนด์เบรกฟาสต์  ซึ่งเวลาใช้แฮชแท็ก ก็เลือกใช้ได้ทั้งไทยและอังกฤษ ขึ้นอยู่กับลูกค้าเป้าหมายของคุณ  และสามารถเติมสถานที่ตั้งไปหลังประเภทโรงแรมได้ด้วยเช่นกันเพื่อทำกรอบการค้นหาให้แคบลง เช่น โฮสเทลในจังหวัดภูเก็ตที่ตั้งอยู่ในเมือง ก็สามารถใช้ #hostelphuket หรือ  #hostelphukettown ก็ได้เช่นกัน

     5. คำเฉพาะที่เป็นกิจกรรมของโรงแรม หรือแคมเปญของโรงแรม (Campaign)

กรณีที่โรงแรมมีการจัดแคมเปญ หรือต้องการประชาสัมพันธ์งานใดงานหนึ่งของโรงแรม หรือประชาสัมพันธ์แพ็คเกจใหม่ ก็สามารถใช้คำเหล่านี้ในการประชาสัมพันธ์ได้ เช่น #weekendgetaway #couplepackage #honeymoon #packagefortwo #familyescape #stay3pay2 เป็นต้น

คำแนะนำเพิ่มเติมและสิ่งที่ควรระวัง

  • ควรสร้างแฮชแท็กเฉพาะของโรงแรม อาจจะมี 1-2 คำ หรือ 3-4 คำก็ได้เพื่อให้ลูกค้าจดจำได้ว่าถ้าจะหาข้อมูลเกี่ยวกับโรงแรมนี้ ต้องใช้แฮชแท็กนี้
  • เมื่อสร้างแฮชแท็กประจำของโรงแรมแล้ว ***ต้องไม่ลืมที่จะใช้ทุกครั้งที่มีการโพสต์ข้อความ***
  • จะใช้แฮชแท็กมากน้อยกี่อัน ขึ้นอยู่กับประเภทของสื่อโซเชียลที่คุณเลือกใช้ ถ้าเป็นอินสตาแกรม ก็สามารถใช้ได้เยอะแบบ 10-30 แฮชแท็คในแต่ละโพสต์กันเลยทีเดียว แต่หลักๆแล้วก็ใช้ 4-5 แฮชแท็กก็พอ
  • จะเลือกใช้คำอะไร ก็ลองทดสอบการค้นหาด้วยคำเหล่านั้นด้วยว่า #ผลการค้นหา ออกมาเป็นอย่างไร จะได้ทราบว่าการที่เราเลือกใช้คำนี้ ทำให้โรงแรมเราถูกจัดเข้าไปรวมกลุ่มกับธุรกิจประเภทไหน หรือกลุ่มลูกค้าประมาณไหน

 

เลือกใช้ให้ดี และใช้งานให้เป็น

ใช้เพื่อให้ลูกค้าหาเราเจอ

ไม่ใช่เห็นใครใช้ ก็ใช้บ้าง โดยไม่รู้ว่าใช้ไปทำไม

    

ย้อนเวลาท่องเที่ยว – การตลาดแนวใหม่

ย้อนเวลาหาความสุขใจจากการท่องเที่ยว กับเทคนิคการนำเสนอในสิ่งที่ลูกค้ามองหา

วันก่อนได้อ่านบทความของ Lauren Miskin ที่เขียนเรื่อง Nostalgia Marketing in the Hospitality Industry เห็นว่ามีประเด็นที่น่าสนใจ เลยอยากมาแบ่งปันให้ผู้อ่านได้รับรู้ค่ะ

ถ้าจะไล่เรียงจากความหมายของคำก่อน Nostalgia ก็คือความรู้สึกดีๆที่เกิดขึ้นเมื่อเรานึกย้อนเวลาไปในเหตุการ์ณ หรือสถานที่ที่เราเคยไปและมีความสุข

เรามักพบเห็นคำนี้บ่อยๆในบทความและข้อเขียนประเภทต่างๆอยู่พอสมควร

แล้วมาเกี่ยวกับการท่องเที่ยวอย่างไร?

ถ้าเราสังเกตรูปแบบการท่องเที่ยวหลายปีที่ผ่านมาจะเห็นว่านักท่องเที่ยวนิยมที่จะไปเที่ยวตามสถานที่ที่มีการตกแต่งในแนวย้อนยุค หรือเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆที่นำเสนอในแนวย้อนอดีตกันมากขึ้น

จริงๆแล้ว การตลาดในแนวย้อนยุค คือนำเสนอและส่งต่อประสบการ์ณที่สุขใจ อิ่มใจ ที่สะท้อนออกมาในแบบย้อนอดีต ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบสถาปัตยกรรม การตกแต่งสถานที่ การแต่งกาย การให้บริการ หรืออาหารจานโบราณที่หารับประทานได้ยากในยุคปัจจุบัน

ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนคือ Disney World ที่สามารถจับตลาดได้ตั้งแต่กลุ่ม Millennials จนถึง Baby Boomer เพราะสามารถพาเราย้อนอดีตไปในวัยเด็กที่มีแต่ความสนุก จนแต่งงานมีครอบครัว มีลูก ก็ยังสามารถพาครอบครัวกลับมาเที่ยวได้อย่างมีความสุขทุกครั้ง และอิ่มใจมากขึ้นเมื่อนึกย้อนกลับไปเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก

อีกตัวอย่างที่ผู้เขียนหยิบยกมาให้เห็นเป็นตัวอย่าง คือ บริษัทนำเที่ยวในคิวบา ที่มีบริการนั่งในสไตล์ย้อนยุคเหมือนในอดีตพาเที่ยวชมเมืองฮาวานา (Havana) ผ่านย่านต่างๆที่มีทั้งงานศิลปะบนผนังและกำแพง เหมือนเราได้หลุดเข้าไปในฉากหนังสมัยก่อน

การนำ Nostalgia มาใส่ในการตลาดการท่องเที่ยวและโรงแรมที่พัก มีสิ่งที่ควรนำเสนอและเชื่อมโยงเข้าไป ได้แก่

  • การนำเสนองานศิลปะ งานฝีมือในชุมชนและท้องถิ่น
  • เพิ่มกลิ่นอายหรือเกร็ดความรู้ในอดีต และประวัติศาสตร์ที่ทรงคุณค่า
  • ใช้เทคโนโลยีในปัจจุบันนำเสนอภาพเคลื่อนไหวที่จะช่วยให้ผู้รับสื่อมีความรู้สึกร่วม

ยิ่งยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไปมากเท่าไหร่ มีความวุ่นวายมากขึ้นเท่าไหร่ การมองหาสถานที่พักผ่อนที่จะทำให้เราได้รู้สึกถึงการพักผ่อนที่แท้จริง และอิ่มใจ สุขใจก็จะยิ่งมีความต้องการมากขึ้นเท่านั้น

เสียดายที่โรงแรมที่พักหลายแห่งมองแค่เพียงภาพภายนอกจากรูปแบบสถาปัตยกรรม และการตกแต่งภายใน แต่ไม่สามารถนำเสนอการให้บริการที่จะทำให้ลูกค้าพอใจ สุขใจ และอิ่มใจได้

ขอบคุณบทความของ Lauren Miskin ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ 4hotelier

โรงแรมเล็ก กับ Content Marketing

คอนเทนต์มาร์เก็ตติ้งสำหรับโรงแรมเล็ก แบบเฉพาะเจาะจง ไม่ได้พูดแบบทั่วๆไป

Content_for_hotelว่าด้วยยุคคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้งในปัจจุบันที่ธุรกิจต้องแข่งขันในการสร้างเรื่องราวและการนำเสนอที่น่าสนใจเพื่อให้เกิดการติดตามในโลกโซเชียลจนทำให้หลายท่านที่มีหน้าที่รับผิดชอบในส่วนนี้กระวนกระวายใจไม่รู้จะปรับตัวอย่างไรดี ต้องวิ่งไปหาคอร์สอบรมที่มีให้เลือกมากมายบนโลกออนไลน์ แต่ในที่สุดก็ยังไม่ได้คำตอบที่เหมาะกับธุรกิจโรงแรม เพราะส่วนใหญ่ที่นำเสนอจะว่าด้วยการสร้างคอนเทนต์สำหรับสินค้าแบบซื้อมาขายไป ทำให้ยังหาทางไปไม่ถูกว่าจะทำอย่างไร

การสร้างคอนเทนต์สำหรับโรงแรม โดยเฉพาะโรงแรมที่พักขนาดเล็ก ความจริงหากมองในเรื่องคอนเทนต์แล้วเป็นโอกาสที่ดีในการขับเคลื่อนการตลาดทีเดียวเพราะโรงแรมที่พักขนาดเล็กมักจะมีเรื่องราวน่ารัก ๆ เต็มไปหมดกว่าที่โรงแรมจะเปิดให้บริการได้ เพียงแต่อาจจะยังนึกไม่ออกว่าจะนำเสนอเรื่องอะไร และนำเสนออย่างไรดี

คำแนะนำ

  1. ทำความเข้าใจคอนเซ็ปต์ของโรงแรมให้ “เข้าเนื้อ” ก่อน ถ้าโรงแรมไม่มีคอนเซ็ปต์ มีแต่วิธีการออกแบบของสถาปนิก ก็ให้ระดมสมองนั่งคิด และเขียนออกมาว่าคอนเซ็ปต์ในการให้บริการเป็นอย่างไร และถ้าไม่มีทั้งคอนเซ็ปต์ในการออกแบบและการให้บริการ ก็ให้นั่งนึกว่าตอนก่อนจะเริ่มโครงการ คิดอะไรอยู่ ทำไมถึงสร้างออกมาเป็นแบบนี้ ทำไมเลือกวัสดุแบบนี้ ทำไมให้บริการแบบนี้ ….คิด เขียน และรวบรวมไว้
  2. รวบรวมสถานที่น่าสนใจรอบๆที่ตั้งโรงแรมในแบบที่ไม่ใช่คู่มือท่องเที่ยวของทางราชการ เอาแบบข้อมูลคนในพื้นที่ว่ามีอะไรบ้าง ในชุมชนมีอะไรน่าสนใจ ไม่เคยรู้จักบ้านหลังไหน ก็ไปทำความรู้จักพูดคุยกับเพื่อนบ้านบ้าง เราไม่ได้อยู่คนเดียว เราอยู่ในชุมชน
  3. การเดินทางมายังโรงแรม เดินทางมาทางไหนได้บ้าง เส้นทางไหนมีวิวน่าสนใจ หรือใช้เวลาเดินทางแบบสะดวกรวดเร็ว เกร็ดเล็ก เกร็ดน้อยในการเดินทางแต่ละเส้นทางมีอะไรบ้าง
  4. ห้องพัก อันนี้ต้องขอร้องว่าเลิกนำเสนอพื้นที่ห้องพักกันเสียที นำเสนอเรื่องอื่นๆของห้องพักกันบ้างดีกว่า เช่น ห้องนี้ลมพัดดีตอนไหน แดดมาแรงช่วงไหนบ้าง ฤดูฝนนั่งริมหน้าต่างรับไอฝนได้บรรยากาศไปอีกแบบ เรื่องอะไรทำนองนี้ หามานำเสนอกันบ้างดีกว่านะคะ
  5. อาหารและเครื่องดื่ม มีอะไรน่าสนใจบ้าง ทำไมอาหารจานนี้ถึงได้มาอยู่ในเมนู หรือทำไมถึงคิดเครื่องดื่มนี้ออกมา ทำไมลูกค้าจึงควรลองรับประทาน หรือดื่มเครื่องดื่มนี้ เรียกได้ว่า ถ้าไม่ได้ทานจานนี้ ถือว่ามาไม่ถึงโรงแรมเรา
  6. เมื่อมีเรื่องราวแบบเต็มที่แล้ว ก็ถึงเวลาที่ควรจะหัดใช้โปรแกรมตัดต่อแต่งภาพ ถ่ายวิดีโอ เพิ่มข้อความ ข้อนี้ให้เลือกค้นหาตามที่ตนเองใช้งานได้อย่างถนัดได้เลย เพื่อเป็นการประหยัดงบประมาณสำหรับโรงแรมที่พักขนาดเล็ก เราจึงควรหัดทำเอง ใช้เวลาฝึกฝนให้ชำนาญ ก็จะทำได้ ลองดูค่ะ
  7. ติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวในสังคม ประเทศ และโลก เพื่อให้รู้ว่านักเดินทางท่องเที่ยว เทรนด์การท่องเที่ยวและเดินทางเป็นอย่างไร ลูกค้ามองหาอะไร และเราควรจะตอบโจทย์ลูกค้าอย่างไร

ข้อสำคัญ

อย่าลืมตั้งวัตถุประสงค์ในการเขียนว่าเราต้องการเขียนเพื่อสื่อสารอะไร และเป้าหมายคืออะไร เช่น

– เขียนเพื่อสร้างการรับรู้ ก็ได้แก่การเล่าเรื่องราวต่างๆ ตามที่ยกตัวอย่างข้างต้น

– เขียนเพื่อให้ลูกค้าคิดพิจารณาเพื่อเป้าหมายการซื้อในอนาคต ก็ควรมีการบรรยายสรรพคุณบ้าง อธิบายให้ได้บรรยากาศว่าทำไมถึงต้องมา หรืออาจจะนำเสนอรีวิวต่างๆที่เขียนชมโรงแรมทั้งจากสื่อและลูกค้าที่เคยมาพัก

– เขียนเพื่อให้ตัดสินใจ อันนี้ก็ควรมีเงื่อนไขที่ดีและน่าสนใจ หรือเป็นการตอบคำถามง่ายๆเกี่ยวกับการจอง หรือสิทธิพิเศษต่างๆ

 เริ่มจาก 7 ข้อนี้ให้ได้ และตั้งวัตถุประสงค์ในการเขียนทุกครั้งฝึกหัดเขียนให้น่าสนใจ รับรองว่าคุณก็จะสร้างคอนเทนต์ที่น่าสนใจได้แน่นอน และสุดท้าย อย่าไปหมกมุ่นกับการใช้สื่อเพียงบางประเภท หันมาเลือกใช้สื่อให้เหมาะกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายแต่ละกลุ่มกันดีกว่า (ย้ำรอบที่หลายรอบมากๆ กับเรื่องนี้)โชคดีทุกคนค่ะ     

ไอเดียดี คงไม่พอ ต้องสื่อสารเป็นด้วย

ไอเดียดี แต่สื่อสารไม่เป็น ก็ทำให้โครงการไม่สามารถเกิดได้เช่นกัน

creativity_practicality

สำหรับผู้ที่สนใจจะสร้างโรงแรมที่พักขนาดเล็ก ไม่ว่าจะเป็นบ้านพักธรรมดา บูติกโฮเต็ล โฮสเทล ไปจนถึงรีสอร์ทขนาดเล็ก มีข้อคิดและคำแนะนำที่อยากจะมาแบ่งปันเพื่อให้การทำโครงการมีความรอบคอบมากขึ้น เพื่อที่ว่าจะสามารถดำเนินธุรกิจในระยะยาวได้

โครงการใหม่ๆที่เกิดขึ้น บางครั้งจะจบที่เรื่องการออกแบบและการตกแต่งภายในแต่เพียงอย่างเดียว ซึ่งแน่นอนว่าโดยธรรมชาติของสิ่งปลูกสร้างใหม่ ที่พักใหม่ที่ออกสู่ตลาด ย่อมสามารถดึงดูดความสนใจจากลูกค้าได้ด้วยความสดและใหม่ของโครงการ แต่เมื่อเวลาผ่านไปซัก 3-4 ปี เริ่มติดขัด ติดตัน ไม่รู้จะไปอย่างไร เดินหน้าไม่ถูก ไม่มีอะไรจะนำเสนอ ยิ่งในยุคปัจจุบันที่ว่าด้วย Lifestyle + Experience  แล้วด้วย ยิ่งไม่รู้จะนำเสนออะไร เลยมักจะจบลงด้วยคำว่า “เหมือนมาพักบ้านเพื่อน” อยู่แทบจะทุกโครงการ

เวลาเจ้าของโครงการเริ่มต้นลงมือทำโครงการ จะมีภาพวาดฝันไว้ต่างต่างนานา และถ้ายิ่งมาเจอกับนักคิด นักออกแบบที่มีจินตนาการมากล้น ก็จะยิ่งพากันออกไปในโลกแห่งจินตนาการที่กว้างขวางและขยายอาณาเขตความคิดออกไปจนกว้างไกล  หรือบางโครงการ มีผู้ช่วยคิดไอเดีย บรรเจิด แต่ในความเป็นจริงไม่สามารถทำงานได้ หรือทีมให้บริการลูกค้าไม่สามารถให้บริการลูกค้าได้ หรือให้บริการได้ แต่ติดขัด ไม่สะดวก หรือเรียกว่า “ไม่สามารถนำมาใช้ในภาคปฏิบัติได้จริง” ก็มีให้เห็นหลายโครงการ

บางโครงการบอกว่า “อยากทำโรงแรมที่เหมือนเป็นหนอนหนังสือ คนมาพักอ่านหนังสือได้ทั้งวัน”  ก็เป็นไอเดียที่ดีนะ แต่พอไล่เรียงไปในเรื่องกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย การทำการตลาด ก็จะไปไม่เป็น ตอบไม่ได้ คือไม่สามรถอธิบายออกมาเป็นคำพูดที่จะใช้ในการสื่อสารได้  จึงต้องตกเป็นหน้าที่ของผู้เขียนในการที่ไล่เรียงแนวความคิดที่สามารถนำมาขายได้จริงในโลกของธุรกิจ และถ่ายทอดออกมาผ่านการแสดงออกในส่วนต่างๆของโรงแรม ไปจนถึงคำพูด คำอธิบาย วิธีนำเสนอที่จะเป็นข้อความหลักของโครงการที่ยังคงใช้สืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน

บางโครงการ เชื่อมั่นในผู้ออกแบบมากจนเกินไป เพราะความมีชื่อเสียงอันโด่งดัง แต่ก็มีให้เห็นเช่นกันว่า ความโดดเด่นในการออกแบบบ้านพักธรรมดา บางครั้งก็ไม่สามารถมาใช้กับการออกแบบโรงแรมได้ ถ้าผู้ออกแบบไม่ยอมฟังความเห็นของทีมงาน หรือพนักงานผู้ให้บริการซึ่งจะเป็นผู้ใช้พื้นที่ในการสร้างประสบการ์ณที่ดีให้กับลูกค้าผู้เข้าพัก เช่น การออกแบบวิลล่าที่ไม่มีความต่อเนื่องกัน เพียงแค่เอากล่องๆมาเรียงต่อกัน ทำให้เวลาลูกค้าใช้งาน จะเดินจากห้องนอน ไปห้องนั่งเล่น หรือส่วนรับประทานอาหาร ต้องเดินออกไปนอกตัวอาคาร ซึ่งย่อมไม่สะดวกแน่นอนในกรณีกลางคืน และมีฝนตก อากาศไม่ดี ลมแรงเพราะพื้นที่อยู่ริมทะเล เป็นต้น

บางโครงการ ผู้ออกแบบไม่เข้าใจความแตกต่างระหว่างโฮสเทล และบูติกโฮเต็ล แต่คิดว่าคล้ายกัน และคิดเอาเองว่าจะขายราคาเท่านั้นเท่านี้โดยที่ไม่รู้เรื่องการตลาดแต่อย่างใด แต่ทึกทักเอาเองว่าเป็นแบบนั้นแบบนี้ ทั้งที่ในทางปฏิบัติจริงๆ ทีมขายและการตลาดจะเป็นผู้กำหนดตำแหน่งทางการตลาด ระดับราคา และนำสิ่งเหล่านี้มาอธิบายให้ผู้ออกแบบฟัง ซึ่งก็มีผู้ออกแบบหลายรายที่มักไม่ค่อยสนใจฟัง ประหนึ่งว่าเรารู้เรื่องดีแล้ว จึงทำให้การก่อสร้างและการใช้งานจริงมีปัญหาในการใช้งานเมื่อเปิดให้บริการ ทำให้ต้องมาแก้ไข เสียเวลาและเสียงบประมาณกันไป กรณีแบบนี้ก็มีให้เห็นเช่นกัน

สิ่งที่ควรคิดให้รอบคอบก่อนเริ่มให้ไอเดียกับผู้ออกแบบคือ

  1. 1.วางคอนเซ็ปต์ให้แน่นก่อนว่าเราจะทำอะไร ทำเพื่ออะไร และต้องการส่งต่อบรรยากาศในภาพรวมแบบไหน มีลักษณะอย่างไร อารมณ์ประมาณไหน
  2. 2.คิดถึงด้านการตลาดให้หนักว่า "ใครคือลูกค้าของคุณ?"
  3. 3.คุณจะสื่อสารอย่างไร ให้ลูกค้าเข้าใจในข้อ 1

และสุดท้าย คือการเปิดใจยอมรับและให้เกียรติในการร่วมงานกันของแต่ละฝ่าย จะทำให้งานออกมาได้อย่างตามที่ตั้งใจและประสบความสำเร็จได้ แต่ถ้าต่างฝ่ายต่างถือดี อวดดี ยิ่งถ้ามีชื่อเสียง ยิ่งไม่ฟังใคร เพราะคิดว่าตัวเองเก่ง แต่ใช้ “ความเก่ง” ในทางที่ไม่สร้างสรรค์ คนที่เสียประโยชน์สูงสุดคือ เจ้าของโครงการ ที่ต้องเสียทั้งเงินและเวลา

คำแนะนำ คือ “ถ้าคุณเข้าใจอย่างแท้จริง คุณจะสามารถอธิบายให้คนอื่นเข้าใจได้”  แต่ถ้าคุณไม่สามารถอธิบายได้ แปลว่าคุณยังไม่เข้าใจแบบ “เข้าเนื้อ”