วางแผน บริหารเวลา ฝ่าวิกฤต

เราเรียนรู้อะไรจากเหตุการณ์ที่ถ้ำหลวง เพื่อนำมาปรับการบริหารงาน บริหารเวลาเพื่อฝ่าวิกฤต

ปรากฎการ์ณช่วยเหลือและกู้ภัยทีมหมูป่าอะคาเดมี่ตลอด 2 สัปดาห์กว่าที่ผ่านมา สอนให้เราเรียนรู้ในหลายๆเรื่องที่เชื่อมั่นว่าสามารถนำมาใช้กับการบริหารจัดการในเรื่องต่างๆได้ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ต้องก้าวข้ามผ่านอุปสรรคต่างๆ ด้วยข้อจำกัดมากมาย ทั้งที่ควบคุมได้และควบคุมไม่ได้

หากจะไล่เรียงเหตุการ์ณตั้งแต่เกิดเหตุจนถึงภารกิจช่วยชีวิต (Save and Rescue) สำเร็จเป็นตอนๆช่วงๆ ก็พอจะสรุปและถอดบทเรียนเพื่อแบ่งปันให้ผู้บริหารงานโรงแรมและชาวโรงแรม ก็อาจจะพอสรุปได้ตามนี้ค่ะ

เมื่อทราบข่าวว่ามีเด็กๆและโค้ชเข้าไปติดในถ้ำ

มีการติดต่อประสานงานทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่อย่างเร่งด่วนเพื่อให้เข้ามาในพื้นที่ถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอน บุคคลสำคัญคนหนึ่งในเหตุการ์ณนี้คือ Mr. Vern Unsworth ที่อาศัยอยู่ในจังหวัดเชียงรายและได้เคยเข้าไปสำรวจถ้ำหลวงมาแล้ว เข้ามาถึงพื้นที่และเรียบเขียนโน้ตใส่กระดาษขนาดเล็ก ระบุชื่อผู้เชี่ยวชาญในการดำน้ำในถ้ำชาวอังกฤษ 3 คนที่จะสามารถให้ความช่วยเหลือได้ และยังมีข้อความย้ำว่า “The time is running out” แปลว่า เวลาใกล้จะหมดแล้ว เพื่อตอกย้ำถึงภารกิจที่เร่งด่วนกำลังรออยู่

กระดาษแผ่นเล็กๆนี้จะไม่มีความหมายอะไรเลย ถ้าบุคคลที่ได้รับเลือกที่จะไม่ใส่ใจ หรือคิดเอาเองว่าไม่สำคัญ ก็เป็นเพียงแค่ความเห็นของคนๆหนึ่งเท่านั้น  แต่คนที่ได้รับสารนี้เลือกที่จะประสานงานต่อไปทางสถานทูตอังกฤษทันที นั่นจึงเป็นที่มาว่าทำไมนักดำน้ำผู้เชี่ยวชาญในการดำในถ้ำอันดับต้นๆของโลกถึงเข้ามามีส่วนร่วมในภารกิจครั้งนี้

++ข้อคิด++ อย่าละเลยหรือมองข้ามความสำคัญของแต่ละคน ความเห็นของทุกคนในทีมมีค่าเสมอเพราะจะช่วยเปิดมุมมองในเรื่องต่างๆให้ผู้ที่มีอำนาจในการตัดสินใจสามารถนำข้อมูลหรือความเห็นต่างๆไปปรับใช้ให้เข้ากับสถานการ์ณที่กำลังเผชิญอยู่

ช่วงการค้นหาผู้สูญหาย

เป้าหมายหลักของภารกิจคือ ช่วยผู้ประสบภัยออกจากถ้ำให้ได้อย่างปลอดภัย

เนื่องจากสภาพพื้นที่ภายในถ้ำหลวงมีความซับซ้อน และมีข้อจำกัดทั้งเรื่องแสง เส้นทางที่เต็มไปด้วยหินและโคลน ระดับน้ำภายในถ้ำที่เพิ่มขึ้นตลอดเวลาเนื่องจากการซึมของน้ำจากภูเขา ประกอบกับฝนที่ตกลงมาเป็นระยะเนื่องจากเริ่มเข้าฤดูฝนแล้ว ทำให้ทีมงานประสบปัญหามากมาย และส่วนใหญ่เป็นข้อจำกัดทางธรรมชาติ เท่ากับว่าทีมจะต้องต่อสู้กับธรรมชาติซึ่งเป็นเรื่องที่ “แทบจะเป็นไปไม่ได้” แต่หัวหน้าทีมใหญ่คืออดีตผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ก็สามารถจัดการงานประสานกับทีมต่างๆทั้งส่วนราชการ และเอกชน ตลอดจนทีมจิตอาสาในการดำเนินการในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการสูบน้ำออกจากถ้ำ การเบี่ยงทางน้ำ การสำรวจโพรงบนเขาเพื่อเพิ่มโอกาสในการค้นหา การวางระบบเข้าไปในถ้ำทั้งแสงไฟส่องสว่าง และสัญญาณโทรศัพท์และอินเตอร์เน็ต เพื่อให้ทีมค้นหาสามารถทำงานได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันจิตอาสาในส่วนต่างๆก็เริ่มทยอยเข้าพื้นที่ให้บริการในด้านต่างๆที่เกี่ยวกับชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นอาหารการกิน ยาต่างๆ ไปจนถึงเป็นหน่วยสนับสนุนหากมีการร้องขอ

จากการทำงานอย่างหนักของทุกฝ่าย เราก็พบเด็กๆในวันที่ 9 ของการค้นหา

++ข้อคิด++

(1) ผู้ที่ทำหน้าที่เป็นมือประสานงาน จะต้องเป็นผู้ที่มีความสามารถในการสื่อสารที่ตรงไปตรงมา ชัดเจนและเป็นขั้นเป็นตอน สามารถทำให้ผู้ร่วมทีมทุกคนเห็นภาพเดียวกันในการเดินไปข้างหน้า ในขณะเดียวกันเมื่อต้องมีการตัดสินใจ การนำเสนอทางเลือกต่างๆจากทีมภายใต้บังคับบัญชาที่ชัดเจน บอกถึงข้อดี ข้อเสีย และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นโดยละเอียดก็จะช่วยให้ผู้ที่ต้องตัดสินใจสามารถตัดสินใจได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น

(2) กล้าที่จะขอความช่วยเหลือจากผู้ที่มีประสบการณ์ในด้านต่างๆ โดยใช้ความอ่อนน้อมถ่อมตน และไม่มีอัตตาในการทำงานร่วมกันและยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่น

(3) การเรียงลำดับความสำคัญของงานตามความจำเป็นเร่งด่วน และในขณะเดียวกันก็มีความยืดหยุ่นในการปรับจังหวะการทำงานตามสภาพหน้างานที่เกิดขึ้น

ยกตัวอย่างการทำงานในปัจจุบันเรามักจะส่งต่อข้อความกันโดยไม่คำนึงว่าข้อความนั้นจำเป็นหรือไม่จำเป็นสำหรับผู้รับ สังเกตจากการสำเนา (cc.)ให้ผู้อื่นราวกับว่า “ทุกคนต้องรู้นะ ฉันทำอันนี้แล้วนะ” ทั้งๆที่บางเรื่องก็ไม่มีความจำเป็นจะต้องส่ง cc ไปถึงคนจำนวนมากขนาดนั้น เท่ากับไปเพิ่มจำนวน email ให้แก่ผู้รับโดยไม่จำเป็น ดังนั้นการที่เราช่วยกันสกรีนเรื่อง ใส่ความเห็นและข้อเสนอแนะเพื่อประกอบการตัดสินใจก่อนที่จะกดปุ่ม “ส่ง” ออกไป น่าจะทำให้ขั้นตอนการทำงานรวดเร็วขึ้น คนอ่านแล้วก็ตัดสินใจได้ทันที ไม่ใช่อย่างที่มักจะทำกันในปัจจุบันราวกับว่า “เรื่องของแก…อ่านซะ”นอกจากนี้การสื่อสารทั้งการพูด และการเขียน เราคงต้องฝึกกันให้มากๆให้สามารถถ่ายทอดเรื่องราวหรือข้อความให้สั้น กระชับที่สุด ข้อสังเกตคือ “ถ้าเราเข้าใจ เราจะถ่ายทอดออกมาได้” คำอธิบายก็จะไม่ยืดยาว แต่จะสั้นและกระชับ ลองนำหลัก “KEEP IT SHORT AND SIMPLE” หรือ KISS ไปใช้กันนะคะ ส่วนเรื่องการเขียน ยิ่งต้องฝึกหนัก ถ้าเราอ่านมาก เราก็จะเขียนได้ดีขึ้น เพราะฉะนั้นต้องฝึกอ่านกันมากๆ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ ยิ่งทำงานโรงแรมเราต้องสื่อสารภาษาอังกฤษมากขึ้น ก็ยิ่งต้องฝึกมากขึ้น ใครที่ทำหน้าที่ติดต่อประสานงานกับต่างประเทศ ทักษะทั้งการพูดและการเขียนเป็นสิ่งจำเป็นมากๆ

การช่วยเหลือออกจากถ้ำ

ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่ต้องมีความชัดเจนในรายละเอียดตั้งแต่ขั้นตอนแรกไปจนถึงขั้นตอนสุดท้าย ต้องมีการฝึกฝน ซักซ้อม และต้องมีแผนรองรับในกรณีที่การทำงานเจออุปสรรค เพราะฉะนั้นทุกคนที่อยู่ในทีมจะต้องเห็นภาพขั้นตอนแต่ละขั้นตอนรวมทั้งเวลาที่ใช้ในแต่ละส่วนอย่างชัดเจน เพราะเป็นเรื่องของความปลอดภัยในชีวิตของทุกคน นอกจากนี้ การวางแผนการปฏิบัติงานยังต้องคำนึงถึงกำลังคน กำลังทรัพยากรด้านต่างๆ ความพร้อมของเครื่องมือเครื่องไม้ที่มีอยู่ด้วยเช่นกัน แผนการช่วยเหลือจึงต้องแบ่งออกเป็น 3 วันเพื่อให้เหมาะสมกับปัจจัยต่างๆข้างต้น

การประสานงานและส่งต่อตัวผู้ประสบภัยจากทีมหนึ่งไปยังอีกทีมหนึ่งก็ต้องแข่งกับเวลา ในขณะเดียวกันก็ต้องส่งต่อข้อมูลที่กระชับแต่ชัดเจนเพื่อให้สามารถประเมินสถานะของเด็กๆที่พาออกมาได้ เราจึงได้เห็นภาพการปฏิบัติ

++ข้อคิด++

(1)การประเมินศักยภาพของทีมและเครื่องมือในการทำงานให้เหมาะสมกับหน้างานจะช่วยให้งานเดินหน้าได้ตามแผน

(2) การจัดสรรกำลังคนและแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบ โดยทุกทีมมีเป้าหมายเดียวกัน และตระหนักในความสำคัญของเวลา การตรงต่อเวลาถือเป็นวินัยหลักในการทำงาน

สุดท้ายคือ “การมีสติ” อยู่กับตัวตลอดเวลา รับรู้สิ่งที่เกิดขึ้น และหาทางแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ เป็นขั้นตอนอย่างละเอียดรอบคอบ

หวังว่าเราจะได้เรียนรู้จากทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และนำมาปรับใช้กับการทำงาน การสร้างทีมที่แข็งแกร่งกับองค์กร

ภาพประกอบจาก google

ตั้งเป้าหมาย ให้ไปได้จริง – โรงแรมเล็ก ก็ทำได้

ใครว่าโรงแรมเล็กจะตั้งเป้าหมายไม่ได้ โรงแรมที่พักควรตั้งเป้าหมายให้อยู่บนพื้นฐานของความเป็นไปได้อย่างไร มีข้อควรระวังอะไร มาดูกัน

Target-howto

จบไตรมาสที่ 1 ของปีผ่านไปแล้ว เดือนแรกของไตรมาสที่ 2  กำลังจะผ่านไป สรุปตัวเลขที่เกิดขึ้นจริง (Actual) กับตัวเลขเป้าหมาย (Target) และ งบประมาณ (Budget) ออกมาเป็นอย่างไรบ้าง แนวโน้มที่จะปรับเป้าหมายกลางปีมีหรือไม่ มากน้อยอย่างไร

วันนี้มาคุยเรื่องการตั้งเป้าหมายประจำปีของโรงแรมกันดีกว่าว่าเราสามารถทำอย่างไรได้บ้าง จะท้าทายขนาดไหน และมีปัจจัยอะไรเกี่ยวข้องบ้าง

เริ่มต้นอย่างไร ?

ก่อนอื่นควรมีตัวเลขสถิตินักท่องเที่ยวที่เดินทางมาในจังหวัดของคุณว่าที่ผ่านมาเป็นอย่างไร มีแบบรายปี ก็ใช้รายปี มีแบบรายเดือนก็ยิ่งดีเพราะจะได้เห็นตัวเลขที่สะท้อนตามฤดูกาลท่องเที่ยวที่ชัดเจนมากขึ้น  แยกเป็นตัวเลขคนไทย และตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ก็จะดีค่ะ ส่วนต้องใช้ตัวเลขย้อนหลังกี่ปี ?  เริ่มจาก 5 ปีก่อนก็ได้ค่ะ

สำหรับพื้นที่ไหนที่มีการรวมตัวกันของกลุ่มผู้ประกอบการในพื้นที่ และมีการแบ่งปันสถิติการเข้าพัก หรือราคาห้องพักเฉลี่ยรายเดือนกันทุกเดือน ก็สามารถรวบรวมนำมาใช้เป็นข้อมูลได้เช่นกัน

ได้ตัวเลขนักท่องเที่ยวมาแล้วทำอย่างไรต่อ?

เมื่อมีตัวเลขนักท่องเที่ยวของจังหวัด และของประเทศแล้ว ก็ลองหาสัดส่วนการตลาด (Market share) ของนักท่องเที่ยวของจังหวัดคุณเมื่อเทียบกับของทั้งประเทศดู เช่น นักท่องเที่ยวรวมทั้งประเทศไทย 30.0 ล้านคน ตัวเลขของจังหวัดคุณมีประมาณ 3.0 ล้านคน ก็เท่ากับว่าจังหวัดของคุณมีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 10% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด

คราวนี้มาดูตัวเลขของโรงแรมคุณเอง  (โรงแรมเปิดใหม่ – อย่าเพิ่งโวยวายว่าจะหาตัวเลขจากไหน อ่านไปเรื่อยๆก่อนนะคะ ไล่ลำดับความคิดตามไปว่าคุณจะนำมาปรับใช้ได้อย่างไร)

ตัวเลขนักท่องเที่ยวของโรงแรมคุณที่ผ่านมาเมื่อเทียบกับตัวเลขของนักท่องเที่ยวของจังหวัดคุณเป็นอย่างไร? รวบรวมตัวเลขแล้วใช้วิธีเดียวกันเพื่อหาว่าในแต่ละปีโรงแรมของเรามีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ซักเท่าไหร่ในแง่จำนวนนักท่องเที่ยว เช่น ปีที่ผ่านมามีลูกค้าเข้าพักรวม 35,000 คน เพราะฉะนั้นเมื่อเทียบกับตัวเลขของทั้งจังหวัดที่ 3.0 ล้านคน เท่ากับคุณมีส่วนแบ่งอยู่ที่ 1.16%

คราวนี้คุณจะเห็นภาพชัดมากขึ้นแล้วว่าตัวเลขของคุณสะท้อนความตัวใหญ่ ตัวเล็กในพื้นที่อย่างไร ความต้องการ ความฝัน และความจริงมาอยู่ตรงหน้าให้ได้หยุดคิดกัน

หรือคุณอาจจะลองนำจำนวนห้องพักของโรงแรมต่างๆในพื้นที่ และเทียบสัดส่วนจำนวนห้องพักของคุณกับจำนวนห้องพักทั้งหมดดูก็ได้ คุณก็จะเห็นส่วนแบ่งการตลาดในพื้นที่ของคุณเช่นกัน

แล้วอย่างไรต่อ?

ต่อไปก็กลับมาดูตัวเลขที่คุณได้ตั้งเป้าหมายไว้เลยว่าตัวเลขเป็นอย่างไร โดยตั้งสมมติฐานไว้ว่าห้องพักแต่ละห้องมีลูกค้าเข้าพัก 2 คน มีจำนวนกี่ห้องก็คูณออกมา คิดคำนวณควบคู่กับอัตราการเข้าพัก (Occupancy Rate) ที่ตั้งไว้ เช่น โรงแรมมี 79 ห้อง ตั้งเป้าหมายการเข้าพักเฉลี่ยทั้งปี 80% เท่ากับ 23,068 ห้อง/คืน ถ้าทุกห้องมีลูกค้าเข้าพัก 2 คน เท่ากับว่าจะมีลูกค้าทั้งหมด 46,136 คน

ดังนั้นถ้าในปีนี้ จังหวัดของคุณตั้งเป้าหมายให้มีนักท่องเที่ยวเข้ามาในพื้นที่ 3.5 ล้านคน เท่ากับว่าเป้าหมายของคุณคิดเป็น 1.3% ของเป้าหมายของทั้งจังหวัด

ได้ส่วนแบ่งการตลาดแล้วเอามาทำอะไร ?

ก็ต้องเอากลับมาถามว่า “แล้วเราจะไปหานักท่องเที่ยวจากไหนให้มาพักกับเรา ?”

คราวนี้แหละสิ่งที่จะต้องกลับไปดูเพื่อพัฒนาแผนการตลาดและการขายจะเดินเข้าแถวมาถามคำถามกันเป็นทิวแถวแบบยาวเหยียดเลยทีเดียว เช่น

  • งบประมาณ – ตั้งเป้างบประมาณไว้เท่าไหร่ ไม่ใช่เพิ่มตัวเลขเป้าหมาย แต่กลับตัดงบประมาณ หรือให้ใช้งบประมาณเท่าเดิม ถ้าจะใช้วิธีแบบนี้ คงต้องหาเหตุผลที่ดีมาต่อสู้กันว่า จะใช้งบประมาณลดลงเพื่อเพิ่มตัวเลขการเข้าพักและรายได้ได้อย่างไร
  • กิจกรรมที่ผ่านมาทำอะไรไปแล้วบ้าง และผลที่ได้รับกลับมาเป็นอย่างไร  ทบทวนตัวเลขที่ผ่านมาว่าปีที่แล้วทำอะไรไปบ้าง และได้ผลอย่างไร ***ที่สำคัญ อย่าลืมดูด้วยว่า แต่ละกิจกรรมที่ทำไป เราออกตัวเร็วหรือช้าอย่างไร *** อันนี้สำคัญ เพราะกิจกรรมประเภทเดียวกัน ก็ไม่ได้แปลว่าจะได้ผลตอบรับเหมือนกัน หากจังหวะและเวลาไม่ลงตัว
  • รวบรวมรายการกิจกรรมทางการขายและการตลาดที่คิดว่าเราสามารถทำได้ ภายใต้กำลังคน และกำลังงบประมาณที่มีอยู่
  • รวบรวมรายการกิจกรรมทางการขายและการตลาดที่คิดว่า “อยากจะทำ” แต่ต้องอาศัยความช่วยเหลือจากภายนอก (Third parties) และประมาณการค่าใช้จ่ายที่คาดว่าจะเกิดขึ้น เช่น ต้องจากคนมาทำ SEO มีค่าใช้จ่ายเดือนละเท่าไหร่ และจะใช้บริการกี่เดือน เป็นต้น

 

หลายโรงแรมมักมีการตั้งเป้าหมายตัวเลขกันทุกปี แต่มักไม่ค่อยให้ความสำคัญกับ “การลงมือทำ” กิจกรรมทางการตลาดและการขายให้เป็นไปตามจังหวะและเวลาที่ควรจะเป็น ทำให้ในแต่ละเดือนจะต้องวิ่งหาลูกค้าในนาทีสุดท้ายกันเสียมาก ซึ่งวิธีนี้จะใช้ไม่ได้ผลนักเพราะปริมาณนักท่องเที่ยวในนาทีสุดท้ายนั้น หากลองเปรียบเทียบสัดส่วนกับนักท่องเที่ยวรวมของโรงแรมคุณตัวเลขจะอยู่ในแบบ ตัวเลขหลักเดียว เช่น ต่ำกว่า 5%  หรือบางโรงอาจจะมีแค่ 1%

เพราะฉะนั้นโรงแรมทั้งหลายที่ชอบตั้งเป้าตัวเลข และปล่อยให้ตัวเลขทำงานในรายงานประจำวัน ประจำเดือน นั่งอยู่บนกระดาษนิ่งๆ รอให้คนมาอ่านเวลาประชุมสรุปกันตอนเช้า โดยไม่มีการลงมือทำอะไร ขอบอกเลยว่า “เหนื่อย” และเหนื่อยมากๆแน่นอน

หันกลับไปหยิบตัวเลขขึ้นมา และคิดควบคู่ไปกับกิจกรรมทางการตลาดและการขายไปด้วย จะได้รู้ว่ามีความเป็นไปได้ หรือไม่ได้อย่างไร และถ้าต้องการให้เป็นไปได้ เราจะต้องเพิ่มเติมกองกำลังด้านต่างๆของเราอย่างไรกันดี ให้ทันตาม “จังหวะและเวลา”  และ “ฤดูกาลท่องเที่ยว” ในพื้นที่ของคุณ

คิดใหม่ เริ่มใหม่ ….เริ่มได้ทุกวัน

 

 

SME โรงแรม – ก้าวไม่ไกล เพราะเข้าไม่ถึง

ข้อเสนอแนะเพื่อช่วยธุรกิจโรงแรมที่พักขนาดเล็กให้อยู่รอด

funding_for_smallHotels

ธุรกิจโรงแรมขนาดเล็กมักประสบปัญหาในเรื่องการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เพราะมีอุปสรรคมากมายทั้งความเข้าใจที่ไม่ตรงกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ และข้อติดขัดในเรื่องกฎระเบียบที่กำลังอยู่ระหว่างดำเนินการ ทำให้โครงการโรงแรมที่พักหลายแห่งเสียโอกาสตั้งแต่ยังไม่เริ่มโครงการ ในขณะเดียวกันข่าวจากหน้าหนังสือพิมพ์ที่แจ้งเรื่องนโยบายการสนับสนุนธุรกิจขนาดเล็กและขนาดย่อม แต่ในภาคปฎิบัติจริง ๆ เมื่อไปติดต่อกับธนาคารพาณิชย์ กลับไม่สามารถให้คำตอบ และแนวทางที่ชัดเจนได้เพราะขาดความเข้าใจในวงจรธุรกิจของโรงแรมที่พัก และก็ถูกกำกับการดำเนินธุรกิจอย่างเข้มงวดจากธนาคารแห่งประเทศไทย  จะเห็นว่าความติดขัดนั้นเกิดขึ้นเป็นทอด ๆ ต่อกันมา และโยงกันไปจนยากที่จะขยับ

บทความนี้จึงอยากนำเสนอเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องจังหวะและเวลาในการทำธุรกิจของโรงแรม ในขณะเดียวกันทางฝั่งธนาคารพาณิชย์ก็จะได้เพิ่มช่องทางในการสร้างธุรกิจในแนวทางที่สนับสนุนธุรกิจขนาดเล็กและขนาดย่อมตามโฆษณาที่ออกมา เพื่อให้ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็กสามารถเดินก้าวต่อไปได้

วงจรธุรกิจโรงแรม

เริ่มตั้งแต่ผู้ลงทุนหรือเจ้าของโครงการต้องการที่จะทำโครงการโรงแรมที่พัก ซึ่งแต่ละโครงการก็มีสัดส่วนเงินลงทุนระหว่างเงินของตนเอง กับส่วนที่ต้องการสนับสนุนเพิ่มเติมที่แตกต่างกัน ซึ่งการประมาณการและทำตัวเลขของโครงการนั้น มักจะขาดในส่วนของการเตรียมการก่อนเปิดโรงแรม ซึ่งไม่ใช่แต่เฉพาะในส่วนของอุปกรณ์เครื่องมือต่างๆ หากแต่กิจกรรมทางการตลาดและการขายที่รออยู่เพื่อทำให้โครงการสามารถเปิดตัวให้เป็นที่รู้จักได้ก็รออยู่อีกมากมายเช่นกัน

ค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการที่ธนาคารพาณิชย์จะสามารถเข้ามาให้การสนับสนุนได้ ได้แก่

  1. เงินลงทุนค่าก่อสร้าง  

– ธนาคารสามารถสนับสนุนเงินกู้ระยะยาว แบ่งจ่ายตามงวดงาน พร้อมระยะปลอดเงินต้น (Grace Period) ให้กับโครงการได้

–  การกำหนดงวดผ่อนชำระ ให้คำนึงถึงประมาณการรายได้ตามฤดูกาลท่องเที่ยว เพื่อให้สอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจของโรงแรม ไม่ใช่ กำหนดการผ่อนชำระเป็นแบบอัตราเดียวเท่ากันทั้งปี เพราะในบางจังหวัดท่องเที่ยว ฤดูท่องเที่ยวกับฤดูมรสุม อาจแบ่งเป็นฤดูละ 6 เดือน  หรือบางแห่งก็ฝน 8 แดด 4 กันเลยทีเดียว ดังนั้น การกำหนดการผ่อนชำระแบบคงที่ทำให้ภาระของผู้ประกอบการมีปัญหาในช่วงฤดูกาลที่ไม่ใช่ฤดูกาลท่องเที่ยว หรือในช่วงโลว์ซีซั่น

2.  การเตรียมการเปิดโรงแรม  มีตั้งแต่การจัดซื้ออุปกรณ์ทางด้านไอทีต่างๆ ระบบจัดการบริหารโรงแรม (PMS) ไปจนถึงอุปกรณ์เครื่องใช้ของแต่ละแผนก ไปจนถึงเรื่องการเตรียมงานด้านการขายและการตลาด ซึ่งมีตั้งแต่การออกแบบสิ่งพิมพ์ ค่าสั่งพิมพ์ สื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ การออกเดินทางไปเปิดตลาดการขายในต่างประเทศ การเจรจาธุรกิจตามประเทศต่างๆ เพื่อดึงลูกค้าให้เข้ามาใช้บริการ ซึ่งในส่วนนี้มีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงพอสมควร

– ธนาคารสามารถเข้ามาช่วยเสริมสภาพคล่องได้ ไม่ใช่แต่มุ่งจะให้ลูกค้าใช้แต่วงเงินเบิกเงินเกินบัญชี หรือ O/D (Overdraft line) แต่สามารถกำหนดเป็นวงเงินระยะสั้นเพื่อช่วยเหลือได้  คือธนาคารควรทบทวนว่าการที่ทำให้ลูกค้าเปิดให้บริการได้ ธนาคารก็จะได้รับชำระหนี้ตรงตามเงื่อนไขเช่นกัน

– การเปิดบัญชีพนักงานให้กับโรงแรม พร้อมเงื่อนไขอื่นๆที่จะช่วยอำนวยความสะดวกในการโอนจ่ายเงินเดือนของเจ้าของกิจการให้พนักงาน เช่น เรียกเก็บค่าโอนในอัตราที่เหมาะสมต่อการโอนแต่ละครั้ง (Transaction Fee) เพราะค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เกิดขึ้นเป็นประจำทุกเดือน เท่ากับว่าธนาคารจะได้รายได้จากค่าธรรมเนียมจากโรงแรมในส่วนนี้ทุกเดือน  นอกจากนี้ การให้บริการบัตร ATM ก็ควรนำเสนอบัตรที่มีราคาย่อมเยาเหมาะกับพนักงานทุกระดับชั้น บางธนาคารเล่นเสนอแกมบังคับให้จ่ายค่าบัตรคนละ 300-450 บาท อันนี้พนักงานระดับล่าง (Ranked & File) ก็ลำบากเกินไป เพราะจริงๆแล้วความต้องการของพนักงานคือแค่ใช้กดถอนเงินเป็นหลักใหญ่ จึงไม่มีความจำเป็นในส่วนอื่นๆ

3.  ช่วงเปิดให้บริการแล้ว ซึ่งต้องการเงินทุนหมุนเวียนเพื่อเสริมสภาพคล่องในกรณีที่ตัวเลขอัตราการเข้าพักไม่เป็นไปตามเป้าหมาย

–  ในส่วนนี้อยากแนะนำให้ธนาคารบริหารจัดการจากตัวเลขการคาดการ์ณรายรับในอนาคต และนำมาประเมินใช้เหมือนเป็นหลักประกันประเภทสินค้าคงคลังในธุรกิจอื่นๆ  เช่น หากดูตัวเลขการคาดการ์ณในอีก 3 เดือนข้างหน้า มีอัตราเข้าพักเฉลี่ยอยู่ที่ 65% รออยู่แล้ว ธนาคารอาจคิดออกมาในอัตรา 70-80% ของจำนวนการจองที่มีอยู่ (On the Book) และตีออกมาเป็นเงินเพื่อช่วยเสริมสภาพคล่องก็ได้  ซึ่งหากทำได้เช่นนี้จะทำให้ได้ประโยชน์ทั้งสองทาง คือทางผู้ประกอบการก็ต้องเร่งหาธุรกิจล่วงหน้า เพราะรู้ว่าสามารถนำมาใช้ประโยชน์เป็นเงินทุนหมุนเวียนได้  และถ้าหากธนาคารไม่มั่นใจว่าเงินที่ได้จากการจองห้องพักจะไม่เข้ามาชำระหนี้ ก็สามารถแบ่งสัดส่วนทำเป็นตัดเข้าบัญชีโดยตรงเพื่อชำระหนี้ได้ คล้ายกับการทำ Escrow account  คือมีทางเลือกและขยับให้ผู้ประกอบการได้หายใจหายคอกันบ้าง

สำหรับในเรื่องใบอนุญาต

ตั้งแต่มีการประกาศบังคับใช้กฎกระทรวงกำหนดลักษณะอาคารประเภทอื่นที่ใช้ประกอบธุรกิจโรงแรม พ.ศ. 2559  ผู้ประกอบการโรงแรมที่พักหลายแห่งก็เร่งดำเนินการติดต่อหน่วยงานในเขตพื้นที่ที่ตั้งโรงแรมเพื่อดำเนินการขอใบอนุญาตให้เรียบร้อย บางแห่งก็ไปติดต่อแล้วแต่ยังไม่ได้ความกระจ่าง เนื่องจากเป็นกฎระเบียบใหม่ ยังไม่มีแนวทางที่ปฏิบัติที่ชัดเจน ในส่วนนี้ก็ทำให้โครงการล่าช้าไปอีกเช่นกัน

ในแง่แหล่งเงินทุนจากธนาคารแล้ว ผู้ประกอบการก็เข้าใจว่าทุกธนาคารพาณิชย์ต้องอยู่ภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทยในการปล่อยสินเชื่อทุกประเภท หากไม่มีใบอนุญาตที่ถูกต้องก็มีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นหนี้ที่มีปัญหาได้  ในข้อนี้ก็ถือเป็นมาตรการการป้องกัน

แต่อย่างไรก็ดี ทางธนาคารพาณิชย์ที่หากต้องการสนับสนุนธุรกิจ SME สายโรงแรมเพื่อสนับสนุนการเติบโตของการท่องเที่ยวซึ่งเป็นรายได้หลักของประเทศเราจริงๆ ก็ควรจะทำแนวทางเลือกเพื่อนำเสนอธนาคารแห่งประเทศไทย และยังได้สร้างแรงจูงใจให้กับผู้ประกอบการด้วย เช่น

– หากโรงแรมได้มีเอกสารยืนยันว่าได้ทำเรื่อง และยื่นขอใบอนุญาตเรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่ได้รับใบอนุญาต สามารถปล่อยสินเชื่อให้ได้  จะปล่อยในสัดส่วนเท่าไหร่ก็แล้วแต่จะพิจารณาในเรื่องหลักประกันและตัวเลขความเป็นไปได้ของธุรกิจ หรือประมาณการ์ณรายได้ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

– หากโรงแรมได้มีใบอนุญาตโรงแรมแล้ว หรือใบอนุญาตใช้อาคารเพื่อการเข้าพักอาศัยแล้ว ก็สามารถสนับสนุนได้อย่างเต็มที่

บางครั้งธนาคารพาณิชย์ก็อาจต้องบริหารเรื่องระยะเวลา (Lead time) ของการติดต่องานราชการ กับความจำเป็นบนความเป็นจริงของการทำธุรกิจเข้าด้วยกัน และบริหารความเสี่ยงในส่วนหลักประกัน และเงื่อนไขการผ่อนชำระไป

การทำความเข้าใจปัจจัยต่างๆ ให้ครบถ้วน บนพื้นฐานของการเดินหน้าไปด้วยกัน จะ WIN-WIN ด้วยกันทั้งสองฝ่าย แต่ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์ ไม่เพียงแต่ธนาคารจะมียอดหนี้ที่มีปัญหา (Non-Performing Loans) เพิ่มมากขึ้น แต่ตัวธุรกิจขนาดเล็กเองก็จะค่อยๆต้องออกไปจากธุรกิจทีละรายสองรายไปเรื่อยๆ เช่นที่เราเห็นประกาศขายโรงแรมในปัจจุบันที่มีออกมามากมาย

ช่วยกันทำให้คำว่า “สนับสนุนธุรกิจ SME” เป็นรูปธรรมกันจริงๆ ดีกว่า

 

จับตาการตลาดบนโซเชียลปี 2018

SM_trend_to_watch_2018

การเปลี่ยนแปลงบนโลกโซเชียลมีเดียที่รวดเร็วใน 12 เดือนที่ผ่านมา หลายๆท่านคงเห็นการเปลี่ยนแปลงในหลายประเด็นไปแล้ว ดังนั้น เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับปีต่อไปในการลงมือทำการตลาดบนโซเชียลมีเดีย เราควรจับตาดูเรื่องอะไรบ้าง

    1. การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการลงโฆษณาบนสื่อโซเชียล (Social Advertising) 

หมดยุคแล้วสำหรับ Organic Reach หรือการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าของเราแบบไม่ต้องเสียเงิน เราควรตั้งงบประมาณที่ชัดเจนและในจำนวนที่เหมาะสมกับตัวเลขที่เราตั้งเป้าทางการขายไว้ ตัวเลขเฉพาะ Facebook อย่างเดียวเพิ่มขึ้นถึง 74% ในปี 2017/2560 หรือในภาพรวมทำให้ต้นทุนเพิ่มสูงขึ้นถึง 12%  และมีรายงานการศึกษาพบว่า CPM (Cost per Thousand Impression)  บน Facebook เพิ่มขึ้น 17% และค่าเฉลี่ยของ CPC (Cost per Click) เพิ่มขึ้นมากถึง 136%

คุณตั้งงบประมาณในส่วนนี้เพิ่มขึ้นแล้วหรือยัง หรือจะบริหารจัดการและจัดสรรงบประมาณอย่างไร นโยบายในการใช้ Facebook Ads เป็นอย่างไร สร้างปฏิทินการใช้งานและคอนเท้นท์ดีๆแล้วหรือยัง

   2. ภาพเคลื่อนไหว หรือ วิดีโอยังคงเป็นสื่อหลัก

ในปี 2560  การเติบโตของ Video Content เป็นไปอย่างรวดเร็วมาก มีพลังในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากกว่าสื่อที่เป็นภาพนิ่งและตัวหนังสือรวมกันมากถึง 1200% เพราะวิดีโอหรือภาพเคลื่อนไหวสามารถสร้างการจดจำของลูกค้าได้ดีมากกว่าภาพนิ่งและตัวหนังสือ

การคาดการ์ณในอนาคต วิดีโอจะมีบทบาทในสัดส่วนมากถึง 80% ของการสื่อสารบนโลกออนไลน์

ถ้าใครยังไม่ได้ปรับตัวในจุดนี้ ขอให้เร่งมือเข้าเกียร์ 4 ได้แล้ว  อย่าลืม ทุกอย่างอยู่ที่คอนเท้นท์ ไม่ใช่แค่นำเสนอวิดีโอบนสื่อ

   3. การตลาดแบบที่ใช้อิทธิพลของผู้นำในด้านต่างๆ หรือ Influence Marketing ยังคงมีพลังต่อเนื่อง

มีรายงานการศึกษาพบว่า 74% ของผู้ซื้อ/ผู้ใช้บริการใช้สื่อโซเชียลในการขอคำแนะนำเพื่อประกอบการตัดสินใจซื้อ และ 40% ซื้อสินค้าหรือบริการหลังจากที่เห็นการโพสของผู้มีอิทธิพลในด้านต่างๆบน Instagram หรือ Twitterเพราะฉนั้นการใช้ Influencer Marketing จะมีบทบาทในการสร้างแบรนด์ของสินค้าหรือบริการคุณแน่นอน  ข้อมูลจาก SocialMediaToday