มองภูฏาน ผ่านโรงแรมที่พัก (2)

มามองภูฏานกันต่อผ่านโรงแรมที่พักตามเมืองต่างๆ

ว่าด้วยที่พักในภูฏานในเมืองท่องเที่ยวหลัก 3 เมือง ได้แก่ พาโร ทิมพู และพูนาคานั้น มีให้เลือกตั้งแต่โฮมสเตย์ เกสท์เฮ้าส์ บ้านพัก โรงแรม 2 ดาว ถึง เชนโฮเต็ลระดับ 5-6 ดาว หลายแบรนด์ให้เลือก ไม่ว่าจะเป็น Ramada, Le Meridian, Taj, Aman ระดับราคาจึงมีให้เลือกตั้งแต่หลักร้อย จนถึงหลายหมื่นบาทต่อคืน แต่โดยทั่วไปแล้วโรงแรมในระดับ 3-4 ดาวจะมีสัดส่วนจำนวนมากกว่าประเภทอื่นๆ

โรงแรม 3 ดาวมักจะเป็นโรงแรมหลักที่หลายๆทัวร์ที่ขายในราคาต่ำกว่า 40,000 บาท มักจะใช้บริการ ส่วนถ้าเป็นทัวร์ตั้งแต่ 50,000 บาทขึ้นไป ก็จะผสมผสานระหว่าง 4 ดาวบ้าง 3 ดาวบ้างในการจัดโปรแกรมการเข้าพัก ส่วนถ้าเป็นทัวร์ราคา 80,000-120,000 บาท แน่นอนว่าจะเป็นโรงแรมระดับ 5 ดาว ดังนั้นผู้ที่สนใจจะเดินทาง เวลาดูราคาแพ็คเกจแล้วให้นึกถึงภาพตามนี้

โรงแรม 3 ดาวก็จะตามสภาพ ส่วน 4 ดาวก็จะสะดวกเพิ่มขึ้นมาอีกหน่อย ความสะอาดดีขึ้นบ้าง แต่เครื่องใช้ไม้สอยในโรงแรมอาจไม่ครบถ้วน บางแห่งมี amenity บางแห่งไม่มี ใช้แชมพูซองๆ วางไว้ให้แทน บางครั้งก็แยกแยะไม่ค่อยออกระหว่าง 3 ดาว กับ 4 ดาว เพราะจะรู้สึกว่าไม่ใช่ 4 ดาวซักเท่าไหร่ แต่เรื่องวิวนั้น บางแห่งที่พักหลักพันต้นๆ แต่วิวหลักล้าน เพราะส่วนใหญ่จะตั้งอยู่บนเขา เห็นวิวทุ่งนาบ้าง เห็นวิวเมืองด้านล่างคู่กับแม่น้ำไหลผ่าน ก็ชดเชยกันไป

สำหรับพนักงานนั้นทุกคนสื่อสารภาษาอังกฤษได้ แต่อาจแตกต่างกันไป ส่วนในด้านการให้บริการนั้นยังมีพื้นที่ที่จะปรับปรุงได้อีกมากในการให้บริการ การสื่อสาร และทักษะด้านต่างๆ เพื่อเพิ่มความเข้าใจในลักษณะของลูกค้าที่แตกต่างกันไปตามวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของแต่ละประเทศ แต่ในเรื่องน้ำใจในการให้บริการและให้ความช่วยเหลือนั้น อยู่ในระดับที่มีน้ำใจและยังมีความเป็นธรรมชาติอยู่พอสมควร

การจัดวางข้าวของในห้องนั้น บางแห่งก็ยังแปลกๆ บางแห่งก็เข้าใจได้ว่าเป็นวิถีของเขา ก็ได้ประสบการณ์แปลกๆไปในแต่ละวัน

ส่วนวิธีการทำงาน การเตรียมการก่อนเช็คอินในแต่ละวันนั้น อาจต้องมีการฝึกการเตรียมการให้พร้อมมากขึ้นทั้งการเช็คอินเดี่ยว และการเช็คอินเป็นกลุ่มที่มีกระเป๋าเดินทางจำนวนมาก รวมไปถึงการเตรียมที่นอน และของใช้ในห้องพัก กรณีที่มีการพัก 3 คนและต้องมีเตียงเสริม และเพิ่มข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ เช่น ผ้าเช็ดตัว แก้วน้ำ แก้วกาแฟ ซึ่งเรื่องนี้อย่าว่าแต่ที่ภูฏานเลย ในบ้านเราก็มีหลายแห่งที่ไม่มีการตรวจความพร้อมของห้องพักเพื่อป้องกันความผิดพลาด เรื่องนี้จะไม่เกิดขึ้น ถ้ามีการเดินตรวจห้องพักตามรายชื่อลูกค้าที่จะเช็คอินในแต่ละวัน หรือมีการทำมอร์นิ่งบรีฟกันอย่างละเอียด

โรงแรมแห่งหนึ่งในพูนาคา ได้คุยกับหัวหน้าแม่บ้านที่เคยมาทำงานในโรงแรมชื่อดังในเมืองไทย เธอเล่าให้ฟังว่า ตอนที่มาทำงานในกรุงเทพ เธอสามารถเก็บเงินส่งกลับบ้าน ทำบ้านใหม่ ซื้อรถกระบะให้ที่บ้านได้ ส่งลูกชาย 3 คนให้เรียนหนังสือ แต่เมื่อพ่อเธอเสียชีวิต เธอจึงตัดสินใจกลับมาที่ภูฏาน และก็มาเป็นหัวหน้าแม่บ้านของโรงแรมแห่งหนึ่งในเมืองพูนาคา

สิ่งที่สังเกตเห็นอีกอย่างหนึ่งในหลายๆโรงแรมคือ ลักษณะของผ้าเช็ดตัว ผ้าเช็ดหน้า สีจะดูเก่ามาก บางแห่งโรงแรมเพิ่งเปิดให้บริการเพียง 2 ปีกว่าๆ แต่สีผ้าดูไม่สดใส ไม่แน่ใจว่าเพราะน้ำหรือการใช้ผลิตภัณฑ์ในการทำความสะอาดผ้า

ส่วนการจัดการเรื่องผ้าที่ใช้แล้วจากห้องพัก บางโรงแรมก็มีการจัดการที่ดี เรียบร้อย มีถุงผ้ามาเก็บ แยกประเภทของผ้า แต่บางโรงแรม ถึงแม้จะบอกว่าตัวเองเป็นที่พักระดับ 4 ดาว แต่เล่นปูผ้าพลาสติกกลางทางเดิน แยกผ้าเก่า ผ้าใหม่เป็นกอง ๆ และไม่มีถุงที่จะใส่ผ้าใหม่ที่จะนำไปเปลี่ยนแต่ละห้อง แต่จะใช้วิธีนำผ้าชุดใหม่ไปวางพาดที่ราวระเบียงทางเข้าห้องพัก หรือตามขอบหน้าต่างเป็นชุดๆ รอทีมทำความสะอาดไปจัดการต่อเมื่อลูกค้าออกจากห้องพัก

สำหรับอาหารเช้าที่ให้บริการในแต่ละโรงแรม ส่วนใหญ่จะผสมระหว่างจานไข่พื้นฐาน และขนมปังแผ่นเป็นหลักยืนพื้น ส่วนที่เหลือก็มีข้าวต้ม หมี่ผัดบ้าง และผลไม้ ถือว่ารับประทานได้ เนยและน้ำผึ้ง อร่อยทุกที่ค่ะ

คงพอจะเห็นภาพโรงแรมที่พักในเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญกันบ้างไม่มากก็น้อยนะคะ

ใครสนใจไปเที่ยวภูฏาน แนะนำให้รีบไปก่อนที่ความเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยสิ่งปลูกสร้างจะหนาแน่นเกินไปในเมืองหลวง

ท่องเที่ยวชุมชน

ท่องเที่ยวชุมชน สร้างชุมชนให้เข้มแข็งอย่างยั่งยืนจะเกิดขึ้นไม่ได้หากขาดการร่วมมือร่วมใจของคนในชุมชน

ถ้าอยากรับประทานส้มรสเข้มกลมกล่อม แบบ “ส้มคือส้ม” ไม่ใช่ส้มที่มีวางขายอยู่ทั่วไปที่หารสชาตและความอร่อยแบบส้มจริงๆยากขึ้นทุกวันแล้วล่ะก็ ต้อง “ส้มบางมด” เท่านั้นค่ะ

ย่านบางมดเคยขึ้นชื่อในเรื่องสวนผลไม้โดยเฉพาะ “ส้มบางมด” ถ้าได้มาแถบนี้เมื่อ 15-20 ปีก่อนจะเห็นแต่สวนส้ม สวนมะพร้าว และผลไม้มากมาย แต่ปัจจุบันสวนทั้งหลายกลายเป็นหมู่บ้านจัดสรรไปจนแทบจะไม่เหลือสวนผลไม้ให้เราเห็นแล้ว หากใครนึกไม่ออกว่าบางมดที่ว่านั้นอยู่แถวไหน…เรากำลังพูดถึงแถวถนนพุทธบูชา 36 ค่ะ

เมื่อวานมีโอกาสแวะไปเที่ยวชุมชนมุสลิมในย่านบางมดที่มีการรวมตัวกันในหมู่บ้านอย่างเข้มแข็งในการจัด “ตลาดมดตะนอย” ตลาดที่ร่วมแรงร่วมใจของคนในชุมชนที่ต้องการที่จะช่วยเหลือชุมชนด้วยกันและนำเสนอสิ่งดีๆ ผลผลิตในชุมชนที่น่าสนใจให้เราได้รู้จักกัน

สิ่งที่สัมผัสได้อย่างชัดเจนคือ “ความตั้งใจ” ของคนในชุมชนที่สะท้อนผ่านให้เห็นจากสิ่งต่างๆ ตั้งแต่การต้อนรับ การทำของที่ระลึกแจกนักท่องเที่ยว เช่นถุงผ้าสกรีนเอง การวาดแผนที่เส้นทางท่องเที่ยว แนะนำอาหารที่แต่ละบ้านสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันทำในแต่ละครั้ง และสิ่งที่สำคัญคือ การทำกิจกรรมให้เหมาะกับจังหวะความพร้อมของคนในชุมชนและผลผลิต คือจัดแค่เดือนละครั้ง

สำหรับคนที่สนใจจะนั่งเรือล่องไปตามคลองบางมด แนะนำให้ลงชื่อจองล่วงหน้าเพราะเรือในชุมชนมีจำกัดค่ะ

ความคิดสร้างสรรค์ที่น่าสนใจคือค่าใช้จ่ายที่นักท่องเที่ยวชำระล่วงหน้าคนละ 259 บาทนั้น เปลี่ยนเป็นสิ่งที่ตั้งใจทำคือถุงผ้า และคูปองแลกอาหาร เครื่องดื่ม และการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆเช่น ทำลูกชุบ เพ้นท์ผ้าเป็นต้น หรือแม้การแวะเยี่ยมสวนส้มบางมดของลุงแดงก็ได้รับแจกส้มคนละ 2 ลูกจากคูปอง หรือเมื่อแวะสวนมะพร้าว ก็ใช้คูปองแลกมะพร้าวน้ำหอมชื่นใจคนละลูกให้คลายร้อนยามบ่าย นั่งกินมะพร้าวรับลมเย็นๆริมท้องร่องสวนกันไป สนุกและชื่นใจไปอีกแบบ

เล่ามายืดยาว ทำให้นึกถึงสถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ว่าไปจังหวัดไหนก็ต้องเห็น “ถนนคนเดิน” มีทุกที่จริงๆ แรกๆก็อาจจะชัดเจนในการรวบรวมของดีที่น่าสนใจในพื้นที่ แต่พอผ่านไปสักพักก็กลายเป็นที่รวมของการขายอาหารที่เดินสายขายไปทุกที่ หรือเสื้อผ้าของประดับเล็กๆน้อยๆเต็มไปหมดจนของที่เป็นของท้องถิ่นจริงๆไม่ว่าจะเป็นอาหารหรืองานฝีมือหรือผลผลิตในท้องถิ่นค่อยๆหายไปจนแทบไม่เหลืออะไร

ท่องเที่ยวชุมชนนั้นจะเกิดขึ้นและยืนได้อย่างเข้มแข็งนั้น อย่าไปเร่งกระบวนการ และยังคงมีส่วนประกอบอีกหลายอย่าง ได้แก่

  • ความภูมิใจของคนในชุมชน ภูมิใจว่าเรามีสิ่งที่มีคุณค่าที่อยากนำเสนอ เล่าเรื่องและส่งต่อใหคนรุ่นต่อไปได้รู้จักและเห็นคุณค่า
  • การร่วมมือร่วมใจของคนในชุมชน ไม่ใช่แค่เป็นคนในพื้นที่ แต่ทุกคนรู้สึกว่ามีส่วนได้ส่วนเสียในการช่วยกันทำให้ชุมชนมีชีวิตชีวาอย่างเต็มที่
  • การเสียสละของกลุ่มคนในชุมชนที่จะมาช่วยกันสร้างสรรค์และขับเคลื่อนกิจกรรมต่างๆให้เกิดขึ้น

กระแสรักธรรมชาติ การกลับสู่ธรรมชาติ ส่งเสริมวิถีเกษตร การทำเกษตรอินทรีย์เป็นกระแสกิจกรรมดี แต่คงต้องรู้จักทำในแบบยั่งยืน ไม่ใช่วิ่งตามกระแสและทุกอย่างก็จะผ่านไปตามเวลา

อยากให้ทุกพื้นที่ที่ยังมีทรัพยากรที่มีคุณค่าช่วยกันทำให้ถิ่นที่อยู่ของตนเองกลับมามีชีวิตชีวาในแบบยั่งยืนกันมากขึ้น