เมื่อโรงแรมสภาพไม่ค่อยจะคล่อง ตอนที่ 1

บริหารสภาพคล่องของโรงแรม ไม่ต้องมองอื่นไกล ให้กลับมาค้นลิ้นชักเก็บเงินของคุณให้ดีก่อน

สถานการณ์ปัจจุบันถึงแม้ตัวเลขในไตรมาสที่ 1 ที่ผ่านมาจะออกมาสวยงามขยายตัวถึง 15% แต่โรงแรมที่พักขนาดเล็กถึงขนาดกลางหลายแห่งยังประสบปัญหาเรื่องสภาพคล่อง และบางแห่งถึงขั้นฝืดเคืองเลยทีเดียว

เมื่อมีสัญญาณการขาดสภาพคล่องเราก็ควรจะรีบกลับไปดูฝั่งรายได้ และประมาณการรายได้ในอนาคต แล้วก็ควรที่จะเร่งทบทวนแผนการตลาดและการขายโดยเคร่งครัดในเรื่องจังหวะเวลาในการลงมือทำกิจกรรมให้มากขึ้น เพราะทุกกิจกรรมใช้เวลากว่าจะส่งผล ในขณะเดียวกันก็ต้องรู้จักการประเมินผลแบบมีตัวชี้วัดที่ชัดเจนด้วย

คราวนี้เรากลับมาดูเรื่องสภาพคล่องของโรงแรมกันว่า ปัญหานี้มีสาเหตุมาจากอะไรได้บ้าง

  • รายได้ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
  • รายจ่ายเพิ่มสูงขึ้นแบบไม่มีจังหวะ ไม่มีรอบ
  • เกิดค่าใช้จ่ายฉุกเฉินที่จำเป็นแบบที่ไม่ได้คาดหมายหรือตั้งงบประมาณไว้ล่วงหน้า
  • ไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้ตามกำหนด

การที่คุณเป็นผู้บริหารหรือเจ้าของโรงแรมเท่ากับว่าการเซ็นต์อนุมัติค่าใช้จ่ายต้องผ่านหูผ่านตาคุณอย่างแน่นอน อย่าเซ็นต์ผ่านไปโดยมองแค่เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นธรรมดา ควรจะสุ่มอ่านรายละเอียดการเบิกจ่ายบ้าง ยิ่งเป็นรายการซื้อกับข้าว จ่ายของสำหรับร้านอาหาร กรุณาใส่ใจเป็นพิเศษ และเปรียบเทียบกับตัวเลขรายได้ของร้านอาหารด้วย

กรณีตัวอย่างที่เคยได้มีโอกาสได้เข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาที่อยากแบ่งปันให้ฟังกัน ตามมาทางนี้ได้เลยค่ะ

เรื่องมีอยู่ว่า กิจการเป็นโรงแรมที่พักริมทะเล เพิ่งถอนตัวออกมาจากระบบกลุ่มโรงแรมขนาดใหญ่ ต้องการที่จะกลับมาบริหารเอง มีปัญหาเรื่องสภาพคล่องอย่างรุนแรง เรียกได้ว่าหมุนกันตัวเป็นเกลียวหัวเป็นน๊อตทั้งค่าใช้จ่ายที่ครบกำหนดต้องจ่าย ค่าใช้จ่ายที่กำลังจะครบกำหนด และการชำระคืนเงินกู้

สิ่งที่ต้องเร่งเข้าไปดำเนินการคือ “การหาเงิน” และ “การลดค่าใช้จ่าย”

การหาเงิน มี 2 วิธีคือ

1) ปรับโครงสร้างวิธีทำการตลาดใหม่ ซึ่งรวมไปถึงการสร้างภาพลักษณ์ที่ถูกต้องใหม่ให้ชัดเจนว่าโรงแรมไม่ได้อยู่ภายใต้กลุ่มโรงแรมนั้นแล้ว เรากลับมาเป็นตัวของเราเองอีกครั้ง

2) การตามหาเงิน คือไปตามหาเงินที่โรงแรมควรจะต้องเรียกเก็บ ควรจะได้รับมาเป็นรายได้ของโรงแรมให้เจอ

เนื่องจากโรงแรมมีลูกค้าส่วนหนึ่งที่เป็นทราเวิลเอเย่นต์ในต่างประเทศ ดังนั้นสิ่งที่ต้องตรวจสอบคือเรียกรายงานยอดหนี้คงค้างเรียกเก็บประเภทต่างๆ ที่แบ่งตามระยะเวลาที่ค้างเก็บ (Aging Report ) และก็พบว่ามีหนี้ก้อนใหญ่ที่ยังไม่ได้เรียกเก็บมาหลายปี เป็นยอดหนี้ที่ทราเวิลเอเย่นต์ส่งลูกค้ามาเข้าพักที่โรงแรม และโรงแรมไม่มีการเก็บเงิน

คราวนี้ทำอย่างไรต่อ….

ก็ต้องไปรวบรวมเอกสารรายละเอียดการเข้าพักให้ครบถ้วน ไล่ค้นหาการโต้ตอบทางอีเมล์ การแจ้งข่าวของเอเย่นต์ทางอีเมล์ว่ามีการเปลี่ยนแปลงวิธีการส่งเอกสารเรียกเก็บเงินหรือไม่ อย่างไร

สิ่งที่ค้นพบ คือ

1)เอเย่นต์มีแจ้งเปลี่ยนแปลงวิธีการเรียกเก็บเงิน

2) โรงแรมมีการเปลี่ยนผู้จัดการฝ่ายบัญชี/สมุหบัญชีบ่อยครั้ง

3) ไม่มีคนที่สนใจอ่าน Aging Report หรืออ่านแต่ก็ไม่ได้ลงมือดำเนินการอะไร อาจติดขัดเรื่องบุคคลากร

ในที่สุดก็ได้มีการรวบรวมเอกสาร ประสานงานกับเอเย่นต์ใหม่ และก็ได้รับเงินก้อนใหญ่ก้อนนั้นกลับมาช่วยให้โรงแรมสามารถผ่านไปได้อีกระยะหนึ่ง

โปรดติดตามอ่านตอนต่อไปที่จะว่าด้วยการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายเพื่อช่วยปรับสภาพคล่องของโรงแรมว่าจะจัดระบบอย่างไร…

บริหารต้นทุนให้ดี โรงแรมก็รอด

โรงแรมจะรอดหรือไม่รอดอยู่ที่ variable cost จริงหรือเปล่า ?

cost-fc-vc

วันนี้มาคุยเรื่องต้นทุนในการบริหารจัดการโรงแรมกันอีกสักครั้งว่า การทำโรงแรมที่พักขนาดเล็กนั้น อย่าคิดว่าต้นทุนไม่สำคัญ หรือคิดว่าไม่เป็นไร นิดนิด หน่อยหน่อย ตัวเลขทีละเล็กทีละน้อยนี่แหละ เมื่อรวมกันไปหลายๆเดือน นอกจากจะเพิ่มพูนขึ้นแล้ว ยังจะกลายเป็นปัญหาสะสมที่จะแก้ไขได้ยากขึ้นหากปล่อยไว้นาน

ค่อยๆ ตามกันไปทีละขั้น ทีละตอน จะไม่งงนะคะ

มาเริ่มจากการแยกแยะก่อนว่าต้นทุนในการบริหารจัดการมีอะไรบ้าง

โดยทั่วไปก็จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่

  1. ต้นทุนคงที่ (Fixed Cost – FC) หรือค่าใช้จ่ายประจำ คือค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นประจำเดือนในจำนวนเท่ากันทุกเดือน ไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือเปลี่ยนแปลงน้อยมาก เมื่ออัตราเข้าพักเปลี่ยนแปลง  ที่เห็นชัดเจนและเป็นตัวเลขที่มีสัดส่วนมากที่สุดในค่าใช้จ่ายก็ได้แก่
    • เงินเดือนค่าจ้างพนักงาน ไม่ว่าโรงแรมจะมีอัตราการเข้าพัก (Occupancy Rate) มากหรือน้อย โรงแรมก็ต้องจ่ายเงินเดือนให้กับพนักงานทุกคนประจำเดือน
    • ค่าประกันภัยต่างๆ
    • ค่าสัญญาญอินเตอร์เน็ตรายเดือน
    • ค่าเคเบิ้ลทีวี
    • ค่าจ้างทำบัญชี กรณีจ้างบริษัทบัญชีภายนอกเป็นผู้ปิดบัญชีประจำเดือน
    • ค่าดูแลทำความสะอาดสระว่ายน้ำ หรือดูแลต้นไม้ จัดสวน กรณีที่จ้างผู้ให้บริการภายนอก
    • ค่าบริหารโรงแรม กรณีจ้างบริษัทบริหารจัดการโรงแรม
    • เงินต้นและดอกเบี้ย กรณีที่กู้ยืมเงินมาสร้างโรงแรม ก็ย่อมมีภาระในการผ่อนชำระต่อเดือน มีลูกค้าไม่มีลูกค้า ก็ต้องผ่อนชำระตามเงื่อนไขที่ตกลงกับสถาบันการเงิน
  2. ต้นทุนผันแปร (Variable Cost – VC) คือค่าใช้จ่ายที่เปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นหรือลดลงตามจำนวนลูกค้า หรืออัตราการเข้าพักในแต่ละเดือน ได้แก่อะไรบ้าง ลองมาดูกัน
    • ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า อันที่จริงเรียกได้ว่า 50% ของค่าใช้จ่ายในหมวดนี้ค่อนข้างจะคงที่เพราะไม่ว่าจะมีลูกค้าหรือไม่มีลูกค้า เราก็ต้องใช้ไฟฟ้าทั้งในส่วนหลังบ้าน (Back-of-the-House) พื้นที่ส่วนกลาง บริเวณสวน  และเมื่อมีลูกค้าเข้าพักก็จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นตามจำนวนห้องพักที่มีการใช้งาน
    • ค่าอาหารเช้าของแต่ละห้อง และค่าอาหาร/เครื่องดื่มอื่นๆ
    • ค่าซักผ้าประเภทต่างๆ เมื่อเปิดห้องใช้แล้ว รายการผ้าทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นผ้าเช็ดตัว เช็ดหน้า เช็ดผม เช็ดเท้า รวมไปถึงผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน ผ้ารอง ฯลฯ ต้องถูกส่งไปซัก
    • สิ่งของเครื่องใช้ในห้องพัก เช่น กระดาษทิชชู แชมพู สบู่ เจลอาบน้ำ สำลีเช็ดหู ฯลฯ แล้วแต่ที่โรงแรมจัดให้ แม้กระทั่งถุงขยะที่ใส่ขยะในห้องพัก ก็อย่าลืมนับเป็นส่วนของใช้สิ้นเปลืองด้วยเช่นกัน
    • ค่าน้ำยาทำความสะอาดประเภทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพื้น ผนัง กระจก

จะเห็นว่าในแต่ละเดือนโรงแรมไม่ว่าขนาดเล็กหรือใหญ่มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินทั้งที่เป็นต้นทุนคงที่หรือค่าใช้จ่ายประจำและต้นทุนที่แปรผันตามจำนวนที่เข้าพัก

ถ้าเราสมมติว่า ค่าใช้จ่ายประจำมีสัดส่วน 70% และ ค่าใช้จ่ายผันแปร 30% แปลว่าทุกๆ 100 บาทที่เป็นค่าใช้จ่ายประจำเดือน จะเป็น FC = 70 บาท และ VC = 30 บาท

สมมติโรงแรมมี 35 ห้อง มีอัตราการเข้าพักเฉลี่ย 50%  มีพนักงาน 15 คน ขายราคาห้องคืน ละ 1,500 บาท ถ้าโรงแรมนี้มีค่าใช้จ่ายประจำเดือนละ 350,000 บาท เท่ากับว่ามี FC ต่อ ห้องเท่ากับ 333 บาทต่อห้องต่อคืน (250,000 / 35 ห้อง / 30 วัน) ส่วน VC เฉลี่ยต่อห้องต่อคืนเท่ากับ 143 บาท

จำนวนห้องพักที่ขายได้ใน 1 เดือน = 35 x 30 วัน x 50%   เท่ากับ 525 คืน          (Room Night)

รายได้จากการขายห้องพัก = 525 x 1,500  เท่ากับ 787,500 บาท

ค่าใช้จ่ายผันแปร (VC) = 525 x 143      เท่ากับ  75,075 บาท

รายรับเบื้องต้น (Gross Margin)        เท่ากับ  712,425 บาท

หัก ค่าใช้จ่ายประจำ                         350,000 บาท  

กำไร                                    362,425 บาท

แล้วต้นทุน VC  หมายความว่าอย่างไร ?

หมายความว่า ถ้าเราขายห้องพักในราคา 1,500 บาทและมีต้นทุน VC ที่ 143 บาท เท่ากับว่า ทุกๆห้องพักที่ขายได้จะมีรายได้ 1,357 บาท (1,500 – 143) กระจายไปช่วยในส่วนต้นทุนคงที่ (FC)

นั่นหมายความว่า ถ้าเราขายห้องพักเพิ่มขึ้นได้อีก 1 ห้อง เราจะมีรายรับเพิ่มขึ้น 1,357 บาท ดูเหมือนเป็นตัวเลขที่ไม่มากเมื่อเทียบเป็นสัดส่วนของกำไร แต่ถ้าเราสามารถทำอัตราการเข้าพักได้เพิ่มขึ้น ซัก 5% เท่ากับว่าจำนวน Room Night ต่อเดือนที่ขายได้จะเพิ่มขึ้นเป็น 577 Room Night ( 35 x 30 x 55%) หรือเพิ่มขึ้น 52 คืน

ลองมาคูณกับ 1,357  จะได้เท่ากับ 70,564 บาท (52 x 1,357) หรือจะทำให้กำไรเพิ่มขึ้นถึง 19.5% ทีเดียว

เพราะฉนั้น ยิ่งคุณสามารถควบคุม VC ให้อยู่ในอัตราที่ต่ำได้มากเท่าไหร่ ทุกๆห้องพักที่คุณขายได้ ก็จะมีรายได้ไปช่วยในส่วนค่าใช้จ่ายประจำมากขึ้น ในขณะเดียวกัน คุณก็ต้องไปทบทวนในส่วนค่าใช้จ่ายประจำว่ามีอะไรที่สามารถปรับลดได้บ้าง ที่แน่ๆ ในส่วนของค่าไฟฟ้าที่ครึ่งหนึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างจะคงที่ การเลือกสรรอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน หรือการลงทุนในพลังงานสีเขียว พลังงานทางเลือก การกำหนดเวลาเปิด/ ปิดไฟส่องสว่างและเครื่องปรับอากาศ สิ่งเหล่านี้ล้วนจะช่วยให้คุณมีกำไรเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน

 

ว่าแต่ว่า วันนี้คุณทราบหรือยังว่า FC  และ VC ของโรงแรมคุณมีสัดส่วนอย่างไร และจำนวนเท่าไหร่ในแต่ละเดือน…….ถ้ายัง ลองหยิบกระดาษ และนำรายงานประจำเดือนที่ผ่านมามานั่งดูกันได้เลยค่ะ

 

 

 

SME โรงแรม – ก้าวไม่ไกล เพราะเข้าไม่ถึง

ข้อเสนอแนะเพื่อช่วยธุรกิจโรงแรมที่พักขนาดเล็กให้อยู่รอด

funding_for_smallHotels

ธุรกิจโรงแรมขนาดเล็กมักประสบปัญหาในเรื่องการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เพราะมีอุปสรรคมากมายทั้งความเข้าใจที่ไม่ตรงกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ และข้อติดขัดในเรื่องกฎระเบียบที่กำลังอยู่ระหว่างดำเนินการ ทำให้โครงการโรงแรมที่พักหลายแห่งเสียโอกาสตั้งแต่ยังไม่เริ่มโครงการ ในขณะเดียวกันข่าวจากหน้าหนังสือพิมพ์ที่แจ้งเรื่องนโยบายการสนับสนุนธุรกิจขนาดเล็กและขนาดย่อม แต่ในภาคปฎิบัติจริง ๆ เมื่อไปติดต่อกับธนาคารพาณิชย์ กลับไม่สามารถให้คำตอบ และแนวทางที่ชัดเจนได้เพราะขาดความเข้าใจในวงจรธุรกิจของโรงแรมที่พัก และก็ถูกกำกับการดำเนินธุรกิจอย่างเข้มงวดจากธนาคารแห่งประเทศไทย  จะเห็นว่าความติดขัดนั้นเกิดขึ้นเป็นทอด ๆ ต่อกันมา และโยงกันไปจนยากที่จะขยับ

บทความนี้จึงอยากนำเสนอเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องจังหวะและเวลาในการทำธุรกิจของโรงแรม ในขณะเดียวกันทางฝั่งธนาคารพาณิชย์ก็จะได้เพิ่มช่องทางในการสร้างธุรกิจในแนวทางที่สนับสนุนธุรกิจขนาดเล็กและขนาดย่อมตามโฆษณาที่ออกมา เพื่อให้ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็กสามารถเดินก้าวต่อไปได้

วงจรธุรกิจโรงแรม

เริ่มตั้งแต่ผู้ลงทุนหรือเจ้าของโครงการต้องการที่จะทำโครงการโรงแรมที่พัก ซึ่งแต่ละโครงการก็มีสัดส่วนเงินลงทุนระหว่างเงินของตนเอง กับส่วนที่ต้องการสนับสนุนเพิ่มเติมที่แตกต่างกัน ซึ่งการประมาณการและทำตัวเลขของโครงการนั้น มักจะขาดในส่วนของการเตรียมการก่อนเปิดโรงแรม ซึ่งไม่ใช่แต่เฉพาะในส่วนของอุปกรณ์เครื่องมือต่างๆ หากแต่กิจกรรมทางการตลาดและการขายที่รออยู่เพื่อทำให้โครงการสามารถเปิดตัวให้เป็นที่รู้จักได้ก็รออยู่อีกมากมายเช่นกัน

ค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการที่ธนาคารพาณิชย์จะสามารถเข้ามาให้การสนับสนุนได้ ได้แก่

  1. เงินลงทุนค่าก่อสร้าง  

– ธนาคารสามารถสนับสนุนเงินกู้ระยะยาว แบ่งจ่ายตามงวดงาน พร้อมระยะปลอดเงินต้น (Grace Period) ให้กับโครงการได้

–  การกำหนดงวดผ่อนชำระ ให้คำนึงถึงประมาณการรายได้ตามฤดูกาลท่องเที่ยว เพื่อให้สอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจของโรงแรม ไม่ใช่ กำหนดการผ่อนชำระเป็นแบบอัตราเดียวเท่ากันทั้งปี เพราะในบางจังหวัดท่องเที่ยว ฤดูท่องเที่ยวกับฤดูมรสุม อาจแบ่งเป็นฤดูละ 6 เดือน  หรือบางแห่งก็ฝน 8 แดด 4 กันเลยทีเดียว ดังนั้น การกำหนดการผ่อนชำระแบบคงที่ทำให้ภาระของผู้ประกอบการมีปัญหาในช่วงฤดูกาลที่ไม่ใช่ฤดูกาลท่องเที่ยว หรือในช่วงโลว์ซีซั่น

2.  การเตรียมการเปิดโรงแรม  มีตั้งแต่การจัดซื้ออุปกรณ์ทางด้านไอทีต่างๆ ระบบจัดการบริหารโรงแรม (PMS) ไปจนถึงอุปกรณ์เครื่องใช้ของแต่ละแผนก ไปจนถึงเรื่องการเตรียมงานด้านการขายและการตลาด ซึ่งมีตั้งแต่การออกแบบสิ่งพิมพ์ ค่าสั่งพิมพ์ สื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ การออกเดินทางไปเปิดตลาดการขายในต่างประเทศ การเจรจาธุรกิจตามประเทศต่างๆ เพื่อดึงลูกค้าให้เข้ามาใช้บริการ ซึ่งในส่วนนี้มีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงพอสมควร

– ธนาคารสามารถเข้ามาช่วยเสริมสภาพคล่องได้ ไม่ใช่แต่มุ่งจะให้ลูกค้าใช้แต่วงเงินเบิกเงินเกินบัญชี หรือ O/D (Overdraft line) แต่สามารถกำหนดเป็นวงเงินระยะสั้นเพื่อช่วยเหลือได้  คือธนาคารควรทบทวนว่าการที่ทำให้ลูกค้าเปิดให้บริการได้ ธนาคารก็จะได้รับชำระหนี้ตรงตามเงื่อนไขเช่นกัน

– การเปิดบัญชีพนักงานให้กับโรงแรม พร้อมเงื่อนไขอื่นๆที่จะช่วยอำนวยความสะดวกในการโอนจ่ายเงินเดือนของเจ้าของกิจการให้พนักงาน เช่น เรียกเก็บค่าโอนในอัตราที่เหมาะสมต่อการโอนแต่ละครั้ง (Transaction Fee) เพราะค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เกิดขึ้นเป็นประจำทุกเดือน เท่ากับว่าธนาคารจะได้รายได้จากค่าธรรมเนียมจากโรงแรมในส่วนนี้ทุกเดือน  นอกจากนี้ การให้บริการบัตร ATM ก็ควรนำเสนอบัตรที่มีราคาย่อมเยาเหมาะกับพนักงานทุกระดับชั้น บางธนาคารเล่นเสนอแกมบังคับให้จ่ายค่าบัตรคนละ 300-450 บาท อันนี้พนักงานระดับล่าง (Ranked & File) ก็ลำบากเกินไป เพราะจริงๆแล้วความต้องการของพนักงานคือแค่ใช้กดถอนเงินเป็นหลักใหญ่ จึงไม่มีความจำเป็นในส่วนอื่นๆ

3.  ช่วงเปิดให้บริการแล้ว ซึ่งต้องการเงินทุนหมุนเวียนเพื่อเสริมสภาพคล่องในกรณีที่ตัวเลขอัตราการเข้าพักไม่เป็นไปตามเป้าหมาย

–  ในส่วนนี้อยากแนะนำให้ธนาคารบริหารจัดการจากตัวเลขการคาดการ์ณรายรับในอนาคต และนำมาประเมินใช้เหมือนเป็นหลักประกันประเภทสินค้าคงคลังในธุรกิจอื่นๆ  เช่น หากดูตัวเลขการคาดการ์ณในอีก 3 เดือนข้างหน้า มีอัตราเข้าพักเฉลี่ยอยู่ที่ 65% รออยู่แล้ว ธนาคารอาจคิดออกมาในอัตรา 70-80% ของจำนวนการจองที่มีอยู่ (On the Book) และตีออกมาเป็นเงินเพื่อช่วยเสริมสภาพคล่องก็ได้  ซึ่งหากทำได้เช่นนี้จะทำให้ได้ประโยชน์ทั้งสองทาง คือทางผู้ประกอบการก็ต้องเร่งหาธุรกิจล่วงหน้า เพราะรู้ว่าสามารถนำมาใช้ประโยชน์เป็นเงินทุนหมุนเวียนได้  และถ้าหากธนาคารไม่มั่นใจว่าเงินที่ได้จากการจองห้องพักจะไม่เข้ามาชำระหนี้ ก็สามารถแบ่งสัดส่วนทำเป็นตัดเข้าบัญชีโดยตรงเพื่อชำระหนี้ได้ คล้ายกับการทำ Escrow account  คือมีทางเลือกและขยับให้ผู้ประกอบการได้หายใจหายคอกันบ้าง

สำหรับในเรื่องใบอนุญาต

ตั้งแต่มีการประกาศบังคับใช้กฎกระทรวงกำหนดลักษณะอาคารประเภทอื่นที่ใช้ประกอบธุรกิจโรงแรม พ.ศ. 2559  ผู้ประกอบการโรงแรมที่พักหลายแห่งก็เร่งดำเนินการติดต่อหน่วยงานในเขตพื้นที่ที่ตั้งโรงแรมเพื่อดำเนินการขอใบอนุญาตให้เรียบร้อย บางแห่งก็ไปติดต่อแล้วแต่ยังไม่ได้ความกระจ่าง เนื่องจากเป็นกฎระเบียบใหม่ ยังไม่มีแนวทางที่ปฏิบัติที่ชัดเจน ในส่วนนี้ก็ทำให้โครงการล่าช้าไปอีกเช่นกัน

ในแง่แหล่งเงินทุนจากธนาคารแล้ว ผู้ประกอบการก็เข้าใจว่าทุกธนาคารพาณิชย์ต้องอยู่ภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทยในการปล่อยสินเชื่อทุกประเภท หากไม่มีใบอนุญาตที่ถูกต้องก็มีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นหนี้ที่มีปัญหาได้  ในข้อนี้ก็ถือเป็นมาตรการการป้องกัน

แต่อย่างไรก็ดี ทางธนาคารพาณิชย์ที่หากต้องการสนับสนุนธุรกิจ SME สายโรงแรมเพื่อสนับสนุนการเติบโตของการท่องเที่ยวซึ่งเป็นรายได้หลักของประเทศเราจริงๆ ก็ควรจะทำแนวทางเลือกเพื่อนำเสนอธนาคารแห่งประเทศไทย และยังได้สร้างแรงจูงใจให้กับผู้ประกอบการด้วย เช่น

– หากโรงแรมได้มีเอกสารยืนยันว่าได้ทำเรื่อง และยื่นขอใบอนุญาตเรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่ได้รับใบอนุญาต สามารถปล่อยสินเชื่อให้ได้  จะปล่อยในสัดส่วนเท่าไหร่ก็แล้วแต่จะพิจารณาในเรื่องหลักประกันและตัวเลขความเป็นไปได้ของธุรกิจ หรือประมาณการ์ณรายได้ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

– หากโรงแรมได้มีใบอนุญาตโรงแรมแล้ว หรือใบอนุญาตใช้อาคารเพื่อการเข้าพักอาศัยแล้ว ก็สามารถสนับสนุนได้อย่างเต็มที่

บางครั้งธนาคารพาณิชย์ก็อาจต้องบริหารเรื่องระยะเวลา (Lead time) ของการติดต่องานราชการ กับความจำเป็นบนความเป็นจริงของการทำธุรกิจเข้าด้วยกัน และบริหารความเสี่ยงในส่วนหลักประกัน และเงื่อนไขการผ่อนชำระไป

การทำความเข้าใจปัจจัยต่างๆ ให้ครบถ้วน บนพื้นฐานของการเดินหน้าไปด้วยกัน จะ WIN-WIN ด้วยกันทั้งสองฝ่าย แต่ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์ ไม่เพียงแต่ธนาคารจะมียอดหนี้ที่มีปัญหา (Non-Performing Loans) เพิ่มมากขึ้น แต่ตัวธุรกิจขนาดเล็กเองก็จะค่อยๆต้องออกไปจากธุรกิจทีละรายสองรายไปเรื่อยๆ เช่นที่เราเห็นประกาศขายโรงแรมในปัจจุบันที่มีออกมามากมาย

ช่วยกันทำให้คำว่า “สนับสนุนธุรกิจ SME” เป็นรูปธรรมกันจริงๆ ดีกว่า