มองภูฏาน ผ่านโรงแรมที่พัก (2)

มามองภูฏานกันต่อผ่านโรงแรมที่พักตามเมืองต่างๆ

ว่าด้วยที่พักในภูฏานในเมืองท่องเที่ยวหลัก 3 เมือง ได้แก่ พาโร ทิมพู และพูนาคานั้น มีให้เลือกตั้งแต่โฮมสเตย์ เกสท์เฮ้าส์ บ้านพัก โรงแรม 2 ดาว ถึง เชนโฮเต็ลระดับ 5-6 ดาว หลายแบรนด์ให้เลือก ไม่ว่าจะเป็น Ramada, Le Meridian, Taj, Aman ระดับราคาจึงมีให้เลือกตั้งแต่หลักร้อย จนถึงหลายหมื่นบาทต่อคืน แต่โดยทั่วไปแล้วโรงแรมในระดับ 3-4 ดาวจะมีสัดส่วนจำนวนมากกว่าประเภทอื่นๆ

โรงแรม 3 ดาวมักจะเป็นโรงแรมหลักที่หลายๆทัวร์ที่ขายในราคาต่ำกว่า 40,000 บาท มักจะใช้บริการ ส่วนถ้าเป็นทัวร์ตั้งแต่ 50,000 บาทขึ้นไป ก็จะผสมผสานระหว่าง 4 ดาวบ้าง 3 ดาวบ้างในการจัดโปรแกรมการเข้าพัก ส่วนถ้าเป็นทัวร์ราคา 80,000-120,000 บาท แน่นอนว่าจะเป็นโรงแรมระดับ 5 ดาว ดังนั้นผู้ที่สนใจจะเดินทาง เวลาดูราคาแพ็คเกจแล้วให้นึกถึงภาพตามนี้

โรงแรม 3 ดาวก็จะตามสภาพ ส่วน 4 ดาวก็จะสะดวกเพิ่มขึ้นมาอีกหน่อย ความสะอาดดีขึ้นบ้าง แต่เครื่องใช้ไม้สอยในโรงแรมอาจไม่ครบถ้วน บางแห่งมี amenity บางแห่งไม่มี ใช้แชมพูซองๆ วางไว้ให้แทน บางครั้งก็แยกแยะไม่ค่อยออกระหว่าง 3 ดาว กับ 4 ดาว เพราะจะรู้สึกว่าไม่ใช่ 4 ดาวซักเท่าไหร่ แต่เรื่องวิวนั้น บางแห่งที่พักหลักพันต้นๆ แต่วิวหลักล้าน เพราะส่วนใหญ่จะตั้งอยู่บนเขา เห็นวิวทุ่งนาบ้าง เห็นวิวเมืองด้านล่างคู่กับแม่น้ำไหลผ่าน ก็ชดเชยกันไป

สำหรับพนักงานนั้นทุกคนสื่อสารภาษาอังกฤษได้ แต่อาจแตกต่างกันไป ส่วนในด้านการให้บริการนั้นยังมีพื้นที่ที่จะปรับปรุงได้อีกมากในการให้บริการ การสื่อสาร และทักษะด้านต่างๆ เพื่อเพิ่มความเข้าใจในลักษณะของลูกค้าที่แตกต่างกันไปตามวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของแต่ละประเทศ แต่ในเรื่องน้ำใจในการให้บริการและให้ความช่วยเหลือนั้น อยู่ในระดับที่มีน้ำใจและยังมีความเป็นธรรมชาติอยู่พอสมควร

การจัดวางข้าวของในห้องนั้น บางแห่งก็ยังแปลกๆ บางแห่งก็เข้าใจได้ว่าเป็นวิถีของเขา ก็ได้ประสบการณ์แปลกๆไปในแต่ละวัน

ส่วนวิธีการทำงาน การเตรียมการก่อนเช็คอินในแต่ละวันนั้น อาจต้องมีการฝึกการเตรียมการให้พร้อมมากขึ้นทั้งการเช็คอินเดี่ยว และการเช็คอินเป็นกลุ่มที่มีกระเป๋าเดินทางจำนวนมาก รวมไปถึงการเตรียมที่นอน และของใช้ในห้องพัก กรณีที่มีการพัก 3 คนและต้องมีเตียงเสริม และเพิ่มข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ เช่น ผ้าเช็ดตัว แก้วน้ำ แก้วกาแฟ ซึ่งเรื่องนี้อย่าว่าแต่ที่ภูฏานเลย ในบ้านเราก็มีหลายแห่งที่ไม่มีการตรวจความพร้อมของห้องพักเพื่อป้องกันความผิดพลาด เรื่องนี้จะไม่เกิดขึ้น ถ้ามีการเดินตรวจห้องพักตามรายชื่อลูกค้าที่จะเช็คอินในแต่ละวัน หรือมีการทำมอร์นิ่งบรีฟกันอย่างละเอียด

โรงแรมแห่งหนึ่งในพูนาคา ได้คุยกับหัวหน้าแม่บ้านที่เคยมาทำงานในโรงแรมชื่อดังในเมืองไทย เธอเล่าให้ฟังว่า ตอนที่มาทำงานในกรุงเทพ เธอสามารถเก็บเงินส่งกลับบ้าน ทำบ้านใหม่ ซื้อรถกระบะให้ที่บ้านได้ ส่งลูกชาย 3 คนให้เรียนหนังสือ แต่เมื่อพ่อเธอเสียชีวิต เธอจึงตัดสินใจกลับมาที่ภูฏาน และก็มาเป็นหัวหน้าแม่บ้านของโรงแรมแห่งหนึ่งในเมืองพูนาคา

สิ่งที่สังเกตเห็นอีกอย่างหนึ่งในหลายๆโรงแรมคือ ลักษณะของผ้าเช็ดตัว ผ้าเช็ดหน้า สีจะดูเก่ามาก บางแห่งโรงแรมเพิ่งเปิดให้บริการเพียง 2 ปีกว่าๆ แต่สีผ้าดูไม่สดใส ไม่แน่ใจว่าเพราะน้ำหรือการใช้ผลิตภัณฑ์ในการทำความสะอาดผ้า

ส่วนการจัดการเรื่องผ้าที่ใช้แล้วจากห้องพัก บางโรงแรมก็มีการจัดการที่ดี เรียบร้อย มีถุงผ้ามาเก็บ แยกประเภทของผ้า แต่บางโรงแรม ถึงแม้จะบอกว่าตัวเองเป็นที่พักระดับ 4 ดาว แต่เล่นปูผ้าพลาสติกกลางทางเดิน แยกผ้าเก่า ผ้าใหม่เป็นกอง ๆ และไม่มีถุงที่จะใส่ผ้าใหม่ที่จะนำไปเปลี่ยนแต่ละห้อง แต่จะใช้วิธีนำผ้าชุดใหม่ไปวางพาดที่ราวระเบียงทางเข้าห้องพัก หรือตามขอบหน้าต่างเป็นชุดๆ รอทีมทำความสะอาดไปจัดการต่อเมื่อลูกค้าออกจากห้องพัก

สำหรับอาหารเช้าที่ให้บริการในแต่ละโรงแรม ส่วนใหญ่จะผสมระหว่างจานไข่พื้นฐาน และขนมปังแผ่นเป็นหลักยืนพื้น ส่วนที่เหลือก็มีข้าวต้ม หมี่ผัดบ้าง และผลไม้ ถือว่ารับประทานได้ เนยและน้ำผึ้ง อร่อยทุกที่ค่ะ

คงพอจะเห็นภาพโรงแรมที่พักในเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญกันบ้างไม่มากก็น้อยนะคะ

ใครสนใจไปเที่ยวภูฏาน แนะนำให้รีบไปก่อนที่ความเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยสิ่งปลูกสร้างจะหนาแน่นเกินไปในเมืองหลวง

มองการเปลี่ยนแปลง ผ่านภูฏาน (1)

“เราอยากทำความรู้จักประเทศไหน ให้เฝ้ามองผู้คนในประเทศนั้น”

ภูฏานเป็นอีกประเทศที่เขื่อว่าอยู่ในรายการประเทศที่อยากไปสัมผัสสักครั้งหนึ่งในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นสายธรรม สายธรรมชาติ สายจิตวิญญาณ สายท่องเที่ยว สายวัฒนธรรม และสายอื่นๆอีกมากมาย

การเดินทาง

เครื่องบินตรงจากกรุงเทพไปยังเมืองพาโร ภูฏานมีทุกวันใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงนิดหน่อย หรือจะชอบแบบบินแวะเมืองกัลกาตา อินเดีย นั่งรอในเครื่อง 35 นาทีเพื่อบินต่อไปยังภูฏานก็มีให้เลือกเช่นกัน เพราะฉะนั้นการเดินทางเข้าออกไม่มีปัญหา สะดวกสบาย แค่ต้องยื่นขอวีซ่าก่อนเดินทางเข้าประเทศให้เรียบร้อย คุณจะได้อิเล็กทรอนิกส์วีซ่า ถ้าไปกับทัวร์ เขาก็จัดการให้หมดทุกอย่าง

สนามบินตั้งอยู่ในเมืองเล็กๆชื่อ พาโร ในช่วงที่ไปกำลังอยู่ระหว่างการปรับปรุงขยายพื้นที่ โดยรอบมีแม่น้ำไหลผ่านข้างๆสนามบิน การขึ้น-ลงของเครื่องบินต้องใช้ความสามารถของกัปตันในการบินลัดเลาะหุบเขาเพื่อนำเครื่องลงและขึ้น ชวนให้ตื่นเต้นตั้งแต่เท้ายังไม่ได้แตะแผ่นดินภูฏานทีเดียว

ก่อนเครื่องจะลง จะบินผ่านเทือกเขาหิมาลัยอันยิ่งใหญ่ ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าเราทีเดียว ทั้งๆที่กัปตันประกาศว่า “เรากำลังบินอยู่ห่างจากหิมาลัยประมาณ 3 กิโลเมตร”

บรรยากาศโดยรอบของเมืองพาโร ไม่ว่าจะขับรถไปทางใดจะเห็นแม่น้ำขนาบข้างทางไปตลอด และถ้ามองไปบนภูเขาที่ห้อมล้อมเราก็จะเห็นบ้านเรือนที่ก่อสร้างในลักษณะตึก 3 ชั้นทาสีพาสเทลจาง ๆ ลดหลั่นกันตามเทือกเขาสลับกับป้อมปราการเก่าที่ปัจจุบันแปลงสภาพการใช้งานมาเป็นพิพิธภัณฑ์บ้าง สถานที่ทำงานของหน่วยงานราชการบ้าง นอกจากนี้ก็มีวัดขนาดต่างๆทั้งของส่วนกลางและวัดส่วนบุคคล….ว่าแล้วก็ออกไปยืนนอกรถแล้วสูดอากาศได้เต็มปอด พร้อมกับฟังเสียงน้ำในแม่น้ำที่ไหลผ่านก้อนหินทรงกลมขนาดต่างๆให้ชื่นใจ

นักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามาที่ภูฏานมีทั้งเพื่อนบ้านใกล้เคียงที่สนิทที่สุดของประเทศคือ ชาวอินเดียที่มาไหว้พระ ทำบุญตามเมืองต่างๆ รวมทั้งนักท่องเที่ยวในเอเซียอย่างบ้านเรา หรือญี่ปุ่น และไกลออกไปก็คือชาวยุโรปและอเมริกาที่นิยมชมชอบวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชาวภูฏาน เห็นได้จากทราเวลเอเย่นต์รายใหญ่ๆมีการตั้งสำนักงานในเมือง เช่น Cox & King ของอเมริกา หรือ Look JTB ของญี่ปุ่น เป็นต้น แต่อย่างไรก็ดี จำนวนนักท่องเที่ยวก็จะถูกจำกัดด้วยจำนวนเที่ยวบินในแต่ละวัน ถึงแม้จะไม่ได้มีการประกาศอย่างเป็นทางการว่า “จำกัดนักท่องเที่ยว”

ข้อสังเกตคือ รายได้จากการท่องเที่ยวของภูฏานจัดเป็นแหล่งที่มาของรายได้ของประเทศในลำดับที่ 2

ผู้คนโดยทั่วไป ถ้าเป็นคนรุ่นใหม่จะสามารถสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษได้ดี ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ร้านค้า หรือโรงแรมที่พักต่างๆ

วิถีชีวิต ถ้าเป็นเมืองหลวงคือ ทิมพู (Timphu) ก็จะไม่ต่างจากเมืองหลวงทั่วไป คือ เช้าและเย็นการจราจรจะติดขัด เนื่องจากถนนในเมืองมีถนนเส้นหลัก 2 เส้น คือ ถนนบน และถนนล่าง และแยกขึ้นไปตามเขาต่างๆ ที่เต็มไปด้วยอาคารที่พัก ร้านค้า และโรงแรม แต่ท่ามกลางความรีบเร่ง มุมที่น่ารักของวิถีชีวิตที่จะสัมผัสได้ก็คือเวลาที่เด็กเลิกเรียน เราก็จะได้เห็นเด็กๆเดินกลับบ้าน แวะเล่นกันระหว่างทางตามสนามเด็กเล่น เล่นชิงช้า ไม่กระดก หรือเล่นไล่จับกันพื้นที่โล่ง ความสนุกของเด็กวัยประถมที่ยังสัมผัสได้ เด็กบางคนก็มีผู้ปกครองขับรถมารับทำให้การจราจรติดขัดบริเวณหน้าโรงเรียน แต่ภาพที่น่ารัก ๆ ก็ยังเห็นได้ทั่วไป

บรรยากาศประทับใจอีกอย่าง คือ ความศรัทธาต่อสิ่งที่นับถือ ผู้คนยังไปวัด ถือลูกประคำ สวดมนต์และเดินวนตามเข็มนาฬิกาตามวัดและสถานที่สำคัญ เช่น Memorial Choten โดยกราบแบบอัษฎางคประดิษฐ์ ให้ร่างกายสัมผัสพื้น 8 จุด

สิ่งที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงและการเติบโตของเมืองค่อนข้างเด่นชัดในการเยี่ยมเยือนภูฏานครั้งนี้คือ การก่อสร้าง

ทุกถนนจะเต็มไปด้วยการก่อสร้าง มีรถบรรทุกวิ่งขนอุปกรณ์ก่อสร้าง อิฐ หิน ปูน ทราย เหล็กเส้นเต็มไปหมดด้วยความรีบเร่ง โดยแรงงานส่วนใหญ่ที่เห็นจะเป็นคนอินเดีย ไม่ใช่คนภูฏาน

ทางการของภูฏานมีการกำหนดอาชีพที่สงวนไว้ให้เฉพาะคนภูฏานทำเช่นกัน ปัจจุบันสงวนอาชีพไว้ 28 ประเภท (Closed Occupation List) เพื่อสร้างโอกาสในการทำงานให้กับคนในประเทศ และไม่พึ่งพาชาวต่างชาติมากจนเกินไป (ปัจจุบันมีแรงงานต่างชาติ 53,000 คน )

สำหรับเด็กที่เรียนจบในระดับวิชาชีพหรือปริญญาตรีที่ไม่มีงานทำมีอยู่มากพอสมควร จึงออกไปทำงานยังต่างประเทศกันส่วนหนึ่ง ส่วนคนที่อยู่ในประเทศนั้น อาชีพที่เด็กจบใหม่อยากจะทำคืออาชีพไกด์นำเที่ยว เพราะสามารถทำรายได้ที่ดีเพราะมีทิปจากนักท่องเที่ยวมาเสริมช่วยสร้างรายได้ให้ครอบครัวในระดับที่ดีทีเดียว

ตอนแรกขอเล่าในภาพรวมก่อน และตอนต่อไปจะมาเล่าเรื่องโรงแรมที่พักต่างๆให้ฟังค่ะ

เล่าเรื่องโรงแรมหรือ พร่ำเพ้อ(เรื่องตัวเอง)

จะขายสินค้าต้องบรรยายสรรพคุณ ข้อแตกต่างจากสินค้าอื่น เงื่อนไขการใช้งาน แล้วจึงตบท้ายด้วยโปรโมชั่นพิเศษเพื่อจูงใจให้เกิดการซื้อ

โรงแรมที่พักก็เช่นกัน เราก็ต้องมีศิลปะในการเล่าเรื่องเช่นกัน ยิ่งเป็นโรงแรมที่พักขนาดเล็ก หรือประเภทบูติกโฮเต็ล ยิ่งมีรายละเอียดของเรื่องราวต่างๆมากมายที่จะนำมาถ่ายทอดได้ อยู่ที่ว่าเรามองข้ามสิ่งเหล่านั้นไปหรือเปล่า หรือด้วยความที่เราเห็นจนชินตาก็เลยรู้สึกว่าเป็นเรื่องธรรมดา ไม่เห็นต้องนำมาสื่อสาร

แต่บางแห่งก็สับสนระหว่างการเล่าเรื่อง “ธุรกิจของตัวเอง” กับ “เล่าเรื่องตัวเอง”

จนทำให้การเล่าเรื่องโรงแรมที่พักกลายเป็นการเล่าเรื่องของตัวเอง และเมื่อเล่าต่อๆกันไปนานๆวันเข้า ก็กลายเป็นการเขียนไดอารี่ส่วนตัว และเมื่อเวลาผ่านไปอีก เนื้อหาก็กลายเป็นเรื่องส่วนตัวทั้งหมดหาความเชื่อมโยงกับธุรกิจที่พักหายไปหมด

การเล่าเรื่องส่วนตัว ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะบางครั้งเราอาจต้องการแสดงจุดยืน อุดมการ์ณ แนวคิดที่มาที่ไป เหตุและผล ในการทำงานของเราให้ลูกค้าฟัง ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ก็ควรคำนึงถึงวัตถุประสงค์ในการสื่อสารของเราในแต่ละครั้ง และที่สำคัญ “ให้น้ำหนัก” ให้ดีในแต่ละจังหวะ ในแต่ละเรื่อง อย่าปล่อยให้เกิดความเคยชินจนทำให้การถ่ายทอดเนื้อหาของโรงแรมที่เป็นใจความสำคัญ ถูกกลบไปด้วยการพร่ำเพ้อแต่เรื่องของตัวเอง โดยเฉพาะการสื่อสารทางโซเชียลมีเดียที่ปัจจุบันมักถูกใช้เป็นช่องทางหลักในการสื่อสาร

คราวนี้มาดูกันว่าเราควรเริ่มการเล่าเรื่องอย่างไร โดยตั้งต้นตั้งแต่คำถามที่ว่า “เราอยากให้ลูกค้ารู้จักเราในแบบไหน”

  1. วางคอนเซ็ปต์ในการนำเสนอ

คอนเซ็ปต์ในการเสนอจะทำให้เรามีจุดยืนในเรื่องบทบาทของเราเวลาสื่อสารกับลูกค้า เช่น การสมมติเป็นการเล่าเรื่องจากคนๆหนึ่งไปสู่กลุ่มเพื่อนๆ  การสมมติว่าเราเป็นตัวโรงแรมที่พักที่มีชีวิตมีตัวตน การวางคอนเซ็ปต์นี้ จะทำให้เกิดการวางคาแรคเตอร์ในการนำเสนอว่าจะเป็นอย่างไร เป็นวัยรุ่น เป็นวัยทำงาน เป็นวัยเริ่มสร้างครอบครัว หรือเป็นวัยผู้ใหญ่ชอบสอนเด็กๆ แต่ยังทันสมัยเข้าใจวัยทีนอยู่ คาแรคเตอร์เหล่านี้จะส่งผลไปถึงการใช้ภาษาในการสื่อสารทันทีว่าจะออกมาประมาณไหน     

    2. วางเนื้อหา

ควรวางเนื้อหาที่จะสื่อสารออกเป็นหมวดหมู่เพื่อที่เวลาเราทำตารางการเขียนเรื่องจะได้รู้ว่าเนื้อหาในหมวดหมู่ไหนที่ยังไม่ได้นำเสนอ หรือนำเสนอน้อยไปเมื่อเทียบกับเนื้อหาในหมวดอื่นๆ และในแต่ละหมวดก็ควรลงรายละเอียด้วยว่าจะนำเสนอเรื่องอะไร นำเสนอในสไตล์ไหน ไปจนถึงการหาข้อมูล แหล่งที่มาของข้อมูล การเก็บลิงก์เชื่อมโยงข้อมูลต่างๆไว้ใช้อ้างอิง บางเนื้อหาใช้ภาพเล่าเรื่อง แต่บางเนื้อหาก็อาจใช้การเขียนเป็นการเล่าเรื่อง อาจมีการกำหนดให้มีการร่วมสนุกเพื่อสร้าง engagement มีของรางวัลเล็กๆน้อยๆ หรือการให้ส่วนลด ของแถมอะไรก็แล้วแต่จะจัดไป แต่ไม่ใช่อึกอักจะให้แท็กเพื่อน แชร์ต่อ ลูกเดียว      

     3. วางกรอบระยะเวลา

ในส่วนนี้หลักๆคือการวางตารางปฏิทินในการนำเสนอ การกำหนดวันที่จะขึ้นข้อความ เรื่องราวต่างๆ ซึ่งจะสอดคล้องกับการวางเนื้อหาตามข้อ 2 บางเรื่องอาจมีการนำเสนอเป็นซีรีย์ บางเรื่องอาจเป็นตอนเดียวจบ หรือจะกำหนดธีมการนำเสนอในแต่ละเดือน และไล่ไปตามหมวดหมู่เนื้อหาที่วางไว้ ให้จบในกรอบระยะเวลาที่เหมาะสม

ลองหาเวลานั่งไล่รีวิวสิ่งที่เคยนำเสนอไปบนหน้าเพจ หรือบนหน้าเว็บไซต์ที่ผ่านมาในแต่ละช่วงเวลา เราจะเห็นเลยว่า “เราไม่ได้กำหนดอะไรเลย” ขอแค่ให้มีเรื่องมาแปะ มาโพสต์เป็นใช้ได้ …… มีโรงแรมหลายแห่งที่เป็นแบบนี้

โรงแรมที่พักของคุณล่ะ เป็นแบบไหน ?

เล่าเรื่องโรงแรม หรือพร่ำเพ้อแต่เรื่องตัวเอง

 

อยากให้จองตรงจะทำอย่างไร?

อยากจะทำให้ลูกค้าจองห้องพักโดยตรงกับโรงแรม ต้องทำอย่างไร

ตลาดการจองห้องพักออนไลน์มีความดุเดือดมากขึ้นเรื่อยๆ และดูเหมือนว่าการห้ำหั่นกันด้านราคายังคงใช้เป็นเครื่องมือหลักในการเรียกความสนใจจากนักท่องเที่ยวตลอดมา จนบางครั้งหลายโรงแรมอาจลืมนึกถึงต้นทุนในการขายผ่านทาง OTA (Online Travel Agent) ว่ามีผลกระทบต่อรายได้โรงแรมอย่างไร หักกลบลบหนี้กันแล้ว โรงแรมเหลือรายได้ค่าห้องพักสุทธิอยู่ที่เท่าไหร่ บางโรงบอกว่าคุ้ม คุ้ม เอาปริมาณเข้าว่าไว้ก่อน แต่บางโรงที่เคยบอกว่าคุ้ม คุ้ม เมื่อเวลาผ่านไป เริ่มมานั่งรวบรวมตัวเลขค่าคอมมิชชั่นที่ต้องเสียให้กับ OTA แล้วถึงกับยกมือทาบอก พร้อมพูดกับตัวเองว่า “….ตายแล้ว นี่เราไปไกลขนาดนี้ทีเดียวหรือ” เพราะค่าใช้จ่ายบานปลายไปถึงเลข 6`หลักต่อปี จะ 6 หลักต้น หรือ 6 หลักกลางก็แล้วแต่ว่าโรงแรมนั้นเอาตัวเองไปผูกพันกับ OTA มากน้อยขนาดไหน

ถ้าเราอ้างอิงตัวเลขจากบทความของต่างประเทศที่บอกว่าตลาดจองห้องพักในสหรัฐอเมริกานั้น OTA ครอบครองส่วนแบ่งถึง 39% ในตลาดออนไลน์ และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้นเป็น 41% ภายในปี 2020 เราก็จะเห็นการปรับตัวของโรงแรมที่เป็นระดับเชน (Hotel Chain) ขนาดใหญ่มีการปรับตัว เพิ่มการลงทุนในการพัฒนาเว็บไซต์ของตนเอง รวมทั้งทำการตลาดออนไลน์เพิ่มมากขึ้นผ่านการพัฒนาในด้านต่าง เช่น กลุ่มโรงแรมภายใต้แบรนด์แมริออท (Marriott) หรือ แบรนด์ฮิลตัน (Hilton) เป็นต้น เพราะมีตัวเลขรายงานเพิ่มเติมอีกว่า `52% ของนักท่องเที่ยวที่ใช้บริการ OTA มักจะคลิกกลับไปที่เว็บไซต์โดยตรงของโรงแรมเพื่อหาข้อมูล และข้อเสนอดีๆมาทำการเปรียบเทียบเสมอ ดังนั้นกลุ่มโรงแรมแล้วนี้จึงเร่งพัฒนาเว็บไซต์ของตัวเองเพื่อที่จะสามารถเปลี่ยนคนที่เข้ามาดูข้อมูล ให้เป็นคนที่จองห้องพัก (Convert ‘Looker’ to ‘Booker’).

คำแนะนำในการพัฒนาการตลาดออนไลน์เพื่อทำให้ลูกค้าจองตรงกับโรงแรมมากขึ้น

อ้างอิงจากข้อมูลในตลาดสหรัฐอเมริกานั้น traveldailynews ได้สรุปให้มีดังต่อไปนี้

  1. การสร้าง Loyalty program คือการให้สิทธิพิเศษกับคนที่เข้าร่วมโปรแกรม หรือเป็นสมาชิกของโรงแรม แต่อย่างไรก็ดีในเรื่องนี้ อาจไม่สามารถดึงดูดความสนใจจากลูกค้าในกลุ่ม Millennials ได้มากนัก เพราะกลุ่มนี้มักเชื่อว่าเงื่อนไขพิเศษไม่ดีจริง หรือเสียเวลา เพราะกลุ่มนี้มีพฤติกรรมที่ชอบจองห้องพักผ่านทาง OTA  แต่อย่างไรก็ดีเราก็สามารถเรียนรู้การสร้างโปรแกรมนี้ เรียนรู้ตัวอย่างได้จากกลุ่มโรงแรมขนาดใหญ่อย่างที่กล่าวข้างต้น
  2. การใช้ Travel Agent ก็คือการกลับไปหาตลาดออฟไลน์บ้าง เนื่องจากยังมีลูกค้าอีกกลุ่มหนึ่งที่ยังใช้บริการบริษัทนำเที่ยวต่างๆเพราะเชื่อว่าเป็นผู้ให้คำแนะนำที่มีข้อมูลแบบเจาะลึก และสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ อีกทั้งช่วยประหยัดเวลาในการวางแผนการท่องเที่ยวเมื่อเปรียบเทียบกับการที่ลูกค้าจะต้องมานั่งวางแผนเอง
  3. การใช้รีวิวให้เป็นประโยชน์ เพราะ 92% ของนักเดินทางท่องเที่ยวให้ความสำคัญกับรีวิวเป็นอันดับหนึ่ง 83% มักอ้างอิงรีวิวก่อนการตัดสินใจจองห้องพักเสมอ 76% ได้รับอิทธิพลจากรูปภาพที่แสดงบนโลกออนไลน์ที่อัพโหลดโดยลูกค้าที่เคยเข้าพักในโรงแรมนั้นๆ และ 63% เลือกที่จะดูภาพและอ่านรีวิวและจองห้องพักในเว็บที่แสดงภาพและข้อความรีวิวเหล่านั้น  เพราะฉะนั้นรูปภาพในเว็บไซต์ของโรงแรมโดยตรงมีส่วนสำคัญมากในการดึงดูดความสนใจ และเมื่อลูกค้าได้อ่านรีวิวจากที่ต่างๆ หรือรีวิวที่โรงแรมนำมาแสดงบนเว็บไซต์ของโรงแรมเอง ก็จะเป็นการเพิ่มโอกาสให้ลูกค้าตัดสินใจจองห้องพักโดยตรงกับโรงแรมได้
  4. เลือกประสบการ์ณที่น่าประทับใจ โดดเด่น และมีเอกลักษณ์มานำเสนอบนเว็บไซต์โรงแรมเสมอ เพื่อให้เห็นการบริการที่แตกต่าง และสิ่งที่คุณนำเสนอแก่ลูกค้า  สิ่งเหล่านี้ควรนำเสนอบนหน้าแรก หรือที่เรียกว่า Landing page เลยทีเดียว

 

ลองนำ 4 ข้อนี้กลับไปทบทวนกับเว็บไซต์ของตัวเองว่า เราพัฒนาไปถึงไหน และมีอะไรที่เราควรจะนำมาปรับใช้ ภายใต้งบประมาณเท่าไหร่ที่เหมาะสมกับขนาดของธุรกิจและประเภทของโรงแรมของคุณ และที่สำคัญต้องมีการติดตามและประเมินผลเป็นระยะด้วยว่า สิ่งที่ได้ลงทุนเพิ่มเติม ให้ผลลัพธ์กลับมาเป็นอย่างไรบ้าง

เราต้องปรับตัวและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเพื่อก้าวให้ทันกับพฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนไป

 

ที่มา : traveldailynews

 

เมื่อเข้าโลว์ซีซั่น…จะขายอะไร

เมื่อเข้าช่วงโลว์ซีซั่น จะขายอย่างไร และจะเอาอะไรไปขายดี

ตั้งแต่เดือนนี้และต่อไปในอีก 3 เดือนข้างหน้าหลายพื้นที่เข้าสู่หน้าโลว์ซีซั่นอย่างจริงจังทั้งฝนตกมากขึ้น คลื่นลมในทะเลรุนแรงขึ้น อากาศแปรปรวนในแต่ละวัน ทะเลเป็นสีโคลน เมฆครึ้มฝนเกือบทั้งวัน…แล้วโรงแรมที่พักที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เหล่านี้จะขายอย่างไร จะเอาอะไรไปขาย

สิ่งที่ควรพิจารณาและข้อควรระวังในการสื่อสารที่อยากแนะนำ คือ

1) สื่อสารบนข้อเท็จจริง

ใช้ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง อย่าแต่งแต้มหรือนำข้อมูลเท็จมานำเสนอโดยไม่ตรวจสอบก่อน เช่นข้อมูลการเดินทางจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง ควรส่งทีมงานไปสำรวจจริง จับเวลาจริง บันทึกบรรยากาศของเส้นทางในแต่ละฤดูกาลว่าแตกต่างกันอย่างไร มีทางเลือกในการเดินทางกี่เส้นทาง แต่ละเส้นทางแตกต่างกันอย่างไร ทางไหนสะดวกทางไหนลำบากใช้เวลามากกว่ากัน เปรียบเทียบให้เห็น เพราะนักท่องเที่ยวมีหลากหลายสไตล์ บางคนอาจชอบผจญภัย แต่หน้าที่ของทีมโรงแรมคือ “ต้องรู้ให้จริง” และ “นำเสนอความจริง”

2) นำเสนอพื้นที่และเรื่องราวรอบตัว

ไม่ควรนำเสนอแต่เรื่องของที่พัก หรือเรื่องของตัวเอง แต่ควรนำเสนอเรื่องอื่นๆที่น่าสนใจในท้องถิ่นของตัวเอง มีเรื่องราวน่าสนใจมากมายในแต่ละพื้นที่ อยู่ที่ว่าเราจะหยิบยกเรื่องอะไรมานำเสนอ เรียกว่าเป็นการทำการตลาดให้พื้นที่ของเรา หรือ Destination Marketing นั่นเอง ไม่ว่าเรื่องชุมชน อาหารการกิน แหล่งท่องเที่ยว เรื่องเล่า ประวัติศาสตร์

อย่าลืมว่า เวลาเราจะเดินทางไปไหน เราก็ย่อมอยากรู้ว่ามีอะไรให้ทำ ให้เที่ยว ให้ลองบ้างเพื่อหาประสบการณ์ใหม่ๆ

เราก็นำสิ่งเหล่านั้นมานำเสนอให้น่าสนใจ จะทำเป็นวิดีโอคลิปง่ายๆ หรือจะเป็นภาพถ่ายเล่าเรื่องแบบเป็นสไลด์โชว์ก็ได้ตามถนัดและงบประมาณที่มี

3) นำเสนอโดยคำนึงถึงความปลอดภัย

การให้ข้อมูลในเรื่องอะไรก็ตามขอให้คำนึงถึงความปลอดภัยของลูกค้าเป็นสำคัญ อาจทำเป็นหมายเหตุ หรือข้อควรระวังใส่ไว้ให้ลูกค้าก็ได้ เช่น ฤดูกาลท่องเที่ยวของพื้นที่คุณ คือในความเป็นจริง โรงแรมก็ขายราคาห้องพักต่างกันระหว่างฤดูกาลอยู่แล้ว ดังนั้นการเพิ่มข้อมูลให้ชัดเจนเรื่องสภาพอากาศในพื้นที่ ถึงแม้จะไม่ใช่ 100% เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงรวดเร็วในปัจจุบัน แต่ก็สามารถให้ข้อมูลในเชิงสถิติที่ผ่านมาได้ เป็นต้น

หรือเมื่อลูกค้าโทรศัพท์มาสอบถาม ก็ควรฝึกการใช้คำพูดที่เหมาะสมและสุภาพ ยกตัวอย่าง ลูกค้าสอบถามว่า “ช่วงนี้ฝนตกหรือเปล่า?”

สามารถตอบได้แบบตรงไปตรงมาและสุภาพได้ เช่น

– ช่วงนี้มีฝนตกสลับกับแดดออกทุกวันค่ะ

– มีฝนตกบ้างค่ะ แต่ไม่ใช่ตกทั้งวันนะคะ

– ตกๆหยุดๆสลับกันครับ ช่วงฝนตกไม่แรงมากครับ

– ฝนจะมาช่วงตอนเย็นๆค่ะช่วงนี้ แต่ช่วงกลางวันแดดร้อนมาก สามารถออกไปเที่ยวในเมืองได้ค่ะ

– มีฝนบ้างค่ะ แนะนำให้เที่ยวในตัวเมืองหรือใกล้เคียงแต่ไม่แนะนำให้ออกทะเลช่วงนี้ค่ะ เพราะคลื่นลมแปรปรวนค่ะ

เราควรย้ำเตือน และฝึกการพูด การอธิบายให้ลูกค้าฟังในแบบนี้และไม่ควรบ่ายเบี่ยง หรือตอบแบบอ้อมแอ้มไม่ตรงคำถามเพราะกลัวขายห้องไม่ได้… อย่าคิดแบบนี้เด็ดขาด เพราะหากเกิดอะไรขึ้น ความเสียหายจะมากเกินกว่าที่เราจะรับผิดชอบได้

ทุกอย่างอยู่ที่ “รู้ให้จริง ทำให้เป็น” หากทีมไม่รู้ ก็ควรส่งทีมไปสำรวจและสมมติตัวเองเป็นนักท่องเที่ยวเพื่อให้ได้ประสบการณ์ด้วยตนเองและกลับมาถ่ายทอดได้ เจ้าของโรงแรม “อย่าเขียม” กับเรื่องแบบนี้ และไม่ควรขอไปทัวร์ฟรีจากบริษัทนำเที่ยวในท้องถิ่น เพราะเขาจะดูแลคุณเป็นพิเศษ แต่ควรไปแบบที่เขาไม่รู้ว่าคุณมาจากโรงแรม เท่ากับว่าเราไปสกรีนคุณภาพของบริษัทเหล่านี้ว่าเหมาะสมและมีความปลอดภัยเพียงพอที่เราจะแนะนำให้ลูกค้าไปใช้บริการหรือเปล่า

ฝึกกันนะคะ

สร้างแบรนด์ให้ลูกค้ารับรู้…เลือกได้

ทุกการแสดงออกของโรงแรม คุณเลือกได้ว่าอยากให้ลูกค้ารับรู้อย่างไร แบบไหน แล้วโรงแรมของคุณเลือกที่จะแสดงออกอย่างไร

brand_awarenessเวลาพูดถึงเรื่องแบรนด์  หรือการสร้างแบรนด์ เรามักจะได้ยินหลายท่านให้คำแนะนำเรื่อง “การสร้างการรับรู้ของแบรนด์” (Brand Awareness) ให้กับสินค้าต่างๆ  และตัวอย่างที่นำมาหยิบยกให้เห็นกันส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นสินค้าอุปโภคและบริโภคในต่างประเทศ เนื่องจากมีตำรับตำราให้เลือกอ่านกันมากมาย ซึ่งบางตัวอย่างเราก็เข้าใจ บางตัวอย่างเราก็ไม่ค่อยเข้าใจ เพราะยังมีปัจจัยแวดล้อมในเรื่องวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม ชีวิตความเป็นอยู่ที่แตกต่างระหว่างคนไทยกับต่างชาติ

และยิ่งเป็นตัวอย่างที่เกี่ยวกับโรงแรมที่พัก ยิ่งหาตัวอย่างค่อนข้างยาก

วันนี้จึงอยากจะมาคุยกันเรื่องนี้สำหรับโรงแรมที่พักในบ้านเราโดยตรง ท่ามกลางจำนวนโรงแรมที่พักขนาดเล็กที่มีจำนวนเพิ่มสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นบูติกโฮเต็ล หรือโฮสเทลที่กำลังขึ้นเป็นดอกเห็ดอยู่ในยุคปัจจุบัน

การสร้างการรับรู้ของตัวสินค้าหรือบริการ ถ้าเรานึกถึงสินค้าโดยทั่วไปที่เราคุ้นเคย อยากให้ลองนึกว่า “ทำไมเราจึงจดจำสินค้านั้นๆได้” หรือ “ทำไมเราจึงแยกแยะสินค้าชนิดหนึ่งออกจากสินค้าอีกชนิดหนึ่งได้” สิ่งที่เราค้นพบก็คือ “ความแตกต่าง” ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรูปลักษณ์ สีสัน โลโก้ คุณภาพของสินค้า หรือเอกลักษณ์ของตัวสินค้าที่ไม่เหมือนใคร หรือแม้กระทั่งความประทับใจในบริการหลังการขาย หรืออัธยาศัยของพนักงานขายที่มีความรอบรู้เกี่ยวกับสินค้าเป็นอย่างดี สามารถให้คำแนะนำและทางเลือกในการตัดสินใจระหว่างรุ่นต่างๆของสินค้า และอื่นๆอีกมากมาย

ทีนี้เราก็ต้องกลับมาตั้งคำถามกับธุรกิจโรงแรมที่พักของเราบ้าง ว่า “เราต่างจากคนอื่นอย่างไร” เราจะต่างได้อย่างไร ถ้าในเมื่อทุกโรงแรมพูดเหมือนกันว่า “อยากให้ลูกค้ารู้สึกเหมือนมาพักที่บ้านเพื่อน” ทั้งๆที่เขาไม่เคยรู้เลยด้วยซ้ำว่าเพื่อนที่เราชอบ เราถูกใจ มีลักษณะนิสัยเป็นอย่างไร แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าลูกค้าจะชอบลักษณะที่”เหมือนมาพักบ้านเพื่อน”  ดังนั้น การสร้างความแตกต่างที่น่าจดจำ จึงคงไม่ใช่แค่รูปลักษณ์ภายนอกแต่เพียงอย่างเดียว หากแต่เราต้องหันมาพิจารณาจากข้างในออกไปสู่ข้างนอก

เราอยากให้ลูกค้าจดจำเราในแบบไหน  ก็เป็นอีกคำถามหนึ่งที่จะช่วยให้เราสร้างความแตกต่างที่โดดเด่นจากผู้ให้บริการท่านอื่นๆ  *** เราจึงต้องไม่ลืมว่าธุรกิจโรงแรมที่พักเป็นธุรกิจการให้บริการ*** ดังนั้นการที่เราจะสร้างการจดจำ การรับรู้ในบริการของเราจึงควรเริ่มจากการให้บริการ  และคิดให้ละเอียดปลีกย่อยไปให้ถึงวิธีการ ขั้นตอนการให้บริการว่าจะทำอย่างไรที่จะสร้างความประทับใจให้ลูกค้า ในขณะเดียวกันทีมงานของเราก็สามารถทำงานได้อย่างไม่ลำบากจนเกินไปเพื่อให้การให้บริการในทุกครั้งมีความราบรื่น ไม่สะดุดหรือติดขัด

ยกตัวอย่างให้เห็นชัดๆ อาจมองในส่วนของร้านอาหาร ที่ปัจจุบันแต่ละร้านจะมีวิธีการนำเสนอจานอาหาร วิธีการเสริฟ การให้ลูกค้าได้มีส่วนร่วมและได้รับประสบการ์ณในการรับประทานอาหารในแบบแปลกๆ ซึ่งก็ถือว่าเป็นการสร้างสรรค์การให้บริการในส่วนของร้านอาหารที่จะสร้างความจดจำให้กับลูกค้าได้ดีทีเดียว  แต่ในขณะเดียวกันก็มีบางร้านที่พยายามสร้างสรรค์จนลืมคำนึงถึงความเหมาะสมในการใช้งานจริง จนสร้างการรับรู้และการจดจำในทางลบให้กับร้านของคุณได้เลยทีเดียว เช่น การเสริฟหมูสะเต๊ะ ที่จัดนำ้สะเต๊ะมาในแก้วเหล้าแบบเป็นช็อตหรือแบบเป็นเป๊ก  ถามว่า รูปแบบการนำเสนอดูสวยงาม แปลกตากว่าที่เคยเห็นหรือเปล่า ก็อาจใช่ แต่ลูกค้าจะใช้ไม้สะเต๊ะจิ้มน้ำจิ้มสะเต๊ะจากในแก้วทรงสั้นเตี้ยนั้นได้รสน้ำจิ้มหรือเปล่า นั่นก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ควรทบทวน

ตัวอย่างในส่วนของห้องพักโรงแรมก็เช่นกัน การออกแบบดูสวยงาม ทันสมัยมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ในแบบค่อนข้างจะไฮเทคด้วย แต่พนักงานไม่รู้อะไรเกี่ยวกับห้องพักเลย ไม่รู้ว่าจะต้องเปิดทีวี เปลี่ยนช่อง สลับไปเล่นเครื่องเล่นทันสมัยนั้นได้อย่างไร  หรือในห้องน้ำ มีวิธีการปรับน้ำร้อน น้ำอุ่นในอ่างจาคุสซี่อย่างไร สิ่งต่างๆเหล่านี้ ล้วนสร้างการรับรู้ และการจดจำในแบบที่ไม่พึงประสงค์ได้เช่นกัน

อีกตัวอย่างที่จะเห็นบ่อยครั้งอีกตัวอย่างหนึ่งคือ การใช้สัญญลักษณ์และรูปแบบตัวหนังสือหลักของโรงแรมที่พัก  ถ้าเราไม่มีการอบรมและกำชับในเรื่องนี้กับพนักงาน สิ่งที่จะได้รับก็คือพนักงานก็จะใช้รูปแบบตัวหนังสือตามใจชอบที่เห็นว่าสวยในสายตาของพนักงาน และยึดขยายโลโก้จนเป็นที่พอใจ  สิ่งเหล่านี้จะเห็นชัดมากขึ้นในกรณีที่เป็นรีสอร์ทที่อยู่ห่างไกล และให้ผู้จัดการรีสอร์ทสามารถทำโปรโมชั่นเองในพื้นที่ หรือโพสข้อความโปรโมชั่นผ่านทางโซเชียลมีเดียได้เอง ซึ่งกว่าที่สำนักงานใหญ่ที่มีหน้าที่ควบคุมกำกับดูแล จะเห็น ภาพโปรโมชั่นเหล่านั้นก็ได้ปรากฎออกสู่สายตาลูกค้าไปแล้วด้วยความรวดเร็ว  ความเป็นแบรนด์ในระดับหรู จึงดูไม่ดีไม่สง่างามอย่างที่ควรจะเป็นเพราะฉนั้นการสร้างการรับรู้และการจดจำในแบรนด์โรงแรมนั้น ขอให้เริ่มจากภายในสู่ภายนอกเป็นสำคัญ  การที่เราขับเคี่ยวและฝึกทีมงานของเราให้เข้าใจในความเป็นแบรนด์ ในความมีเอกลักษณ์ ที่มาที่ไปของโรงแรมและบริการของโรงแรม สิ่งเหล่านี้จะสร้างการซึมซับความเป็นแบรนด์ และเมื่อเวลาผ่านไปการถ่ายทอดความเป็นแบรนด์ผ่านทางการให้บริการก็ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมานั่งท่อง หนึ่ง สอง สาม แต่จะทำออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งลูกค้าจะสามารถรับรู้ และจดจำการให้บริการที่แตกต่างของโรงแรมของคุณได้  และช่วยบอกต่อไปยังกลุ่มเพื่อน คนรู้จัก และขยายวงกว้างออกไป  การรับรู้ในแบรนด์ของคุณจึงจะไม่ใช่เรื่องที่ต้องสร้างภาพแต่อย่างใด แต่สร้างจากภายในสู่ภายนอกนั่นเอง

บิ๊กดาต้า โพสต์เชิญชวน ยังไง อะไร

โลกที่คนเป็นสินค้าเสียเองโดยไม่รู้ตัว จากข้อมูลหรือดาต้าที่เราป้อนใส่ในโลกออนไลน์ทุกวัน เรามาทำความเข้าใจกระบวนการที่เชื้อเชิญ และเชิญชวนให้ลูกค้าเข้ามาสนใจ ว่าควรจะต้องทำอะไรบ้างกัน

PersuativeArchitect

จะทำอย่างไรให้ลูกค้าสนใจโพสต์ของโรงแรมที่พักเราบนสื่อออนไลน์ เมื่อเราไม่เข้าใจ และไม่อาจจะเข้าใจกลไกในการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ในระบบของเฟสบุ๊ก หรือที่เรามักจะเห็นบทความหลายๆบทความพูดถึงคำว่า “อัลกอริธึ่ม” (Algorithm)

เรารู้แค่เพียงว่าเมื่อเฟสบุ๊กมีการปรับเจ้าอัลกอริธึ่มทีไร ผลที่เราได้รับจะเกิดขึ้นอย่างฉับพลันทันใดเสมอ โดยเราจะสังเกตได้จากจำนวนรีช (Reach) ที่ลดลงอย่างแสนสาหัส การเข้าถึงของลูกค้าเป็นไปได้ยากมากขึ้น ถึงแม้จะเลือก “See First” หรือเห็นโพสต์ของแบรนด์หรือสินค้าที่ลูกค้าชอบ ซึ่งก็มีข้อจำกัดให้แต่ละคนเลือกได้ไม่เกิน 30 เพจ

เมื่อลูกค้าเข้าถึงยาก เราเข้าถึงลูกค้ายากขึ้น ก็หมายความว่าโอกาสที่จะสร้าง Engagement ซึ่งได้แก่ การกดปุ่มไลก์ การคอมเม้นท์ การแชร์ ก็จะลดลงไปด้วย ถึงขนาดบางบล๊อกเกอร์ชื่อดังที่มีคนติดตามหลักหลายแสน รีวิวการท่องเที่ยวถึงขั้นออกปากว่าอยากจะปิดเพจกันเลยทีเดียว

แล้วเพจโรงแรมที่พักเล็กๆอย่างเราจะทำอะไรได้บ้าง?

ลองมาตั้งข้อสังเกตและเปรียบเทียบสิ่งที่มองเห็นและจับต้องได้ กับโลกออนไลน์ที่ว่าด้วยข้อมูลมหาศาล (Big Data) กันดูเป็นข้อ ๆ แล้วค่อยกลับมาที่ตัวเราว่าเราจะทำอะไรได้บ้าง

  • เวลาที่เราไปเดินซื้อของที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตจะเห็นที่เคาน์เตอร์ชำระเงินจะมีขนมขบเคี้ยว ลูกอม อมยิ้ม ช็อคโกแลตวางอยู่ตรงสายพานที่วางของที่จะคิดเงิน สินค้าเหล่านี้เลือกที่จะวางให้อยู่ในระดับสายตาของเด็กๆที่มีความสูงประมาณเคาน์เตอร์ เพื่อให้เด็กๆสนใจ และร้องให้พ่อแม่ซื้อให้ ณ จุดที่ลูกค้ามีสิทธิ์เลือกสินค้าสุดท้ายก่อนเข้ากระบวนการชำระเงิน

นี่คือความตั้งใจที่เป็นการเชื้อเชิญและเชิญชวนที่เราเห็นและจับต้องได้ในชีวิตประจำวันที่ใกล้ตัวที่สุด และวิธีแบบนี้ก็ใช้ได้ผลดีในระดับหนึ่งทีเดียว…..เชื่อว่าถึงไม่ใช่เด็ก ก็มีหยิบลูกอม หมากฝรั่งติดไม้ติดมือกันบ้าง

  • ในโลกออนไลน์ เมื่อเราใช้ google ค้นหาสินค้าหรือบริการ สิ่งที่เราเห็นตามมาคือ สินค้าประเภทนั้นจะตามเราไปถูกที่ในรูปแบบของการโฆษณาเป็นป้ายแปะอยู่บนหน้าจอตามมุมต่างๆ หรือเงื่อนไขโปรโมชั่นตามเราไปทุกที่ ยิ่งเราใช้ข้อมูล ใส่ข้อมูลที่เราต้องการมากเท่าไหร่ ข้อมูลเหล่านี้จะถูกเก็บไว้ และนำไปประมวลผลว่า เราชอบอะไร ไม่ชอบอะไร มีความโน้มเอียงที่น่าจะสนใจในเรื่องอะไร เช่น ถ้าเราค้นหาโรงแรมตามสถานที่ท่องเที่ยวตามจังหวัดต่างๆ พวก agoda หรือ booking ก็จะแสดงโรงแรมที่พักต่างๆในเมืองท่องเที่ยวนั้น ตามเราไปทุกที่ทันที เป็นต้น

สิ่งเหล่านี้ก็เป็นรูปแบบของความตั้งใจโดยใช้ข้อมูลของเราที่ป้อนเข้าไปในโลกออนไลน์ ยิ่งใส่ข้อมูลมากเท่าไหร่ ระบบก็จะใช้ข้อมูลของเราไปหาผลประโยชน์มากขึ้นเท่านั้น

ถ้าเราลองคิดโดยเริ่มจากตัวเราว่า “แล้วอะไรที่ทำให้เราสนใจพวกป้ายโฆษณา คำเชิญชวนเหล่านี้” เราจะเห็นว่าสิ่งที่เราสนใจจะว่าด้วยการสื่อถึงอารมณ์ในเรื่องต่างๆ หรือเรื่องราวที่ว่าด้วยความรู้สึกดีๆ น่าประทับใจ หรือเรื่องราวที่ร่วมสมัยนิยม เพราะทำให้เรารู้สึกว่าเราไม่ตกเทรนด์ มีส่วนร่วมกับยุคสมัยในเรื่องต่างๆ

  • ภาพสวย
  • กราฟิกดี
  • สีสันสวยงาม
  • คำโดนใจ
  • คลิกเข้าไปแล้วมีเรื่องน่าติดตาม หรือมีเงื่อนไขดีๆ ไม่ซับซ้อน ไม่ยุ่งยาก
  • อยากรู้ว่าคืออะไร ก็คลิกไปเรื่อย

คราวนี้กลับมาที่โรงแรมที่พักของเรากันบ้าง เรามีคุณสมบัติตามรายการข้างต้นหรือไม่ ? หรือคุณเป็นแบบนี้

  • รูปก็ไม่สวย ถ่ายเอง ถ่ายไปเรื่อง ไม่มีหลักเกณฑ์ อ้าว…ก็โรงแรมเล็กๆ จะให้จ้างช่างถ่ายภาพเลยเชียวหรือ ? คงไม่ต้องหรอกมั้ง
  • กราฟิกไม่มีหรอก ทำกันเอง อย่างมากก็ใช้พาว์เวอร์พอยท์ หรือแอพง่ายๆในโทรศัพท์ทำกันเอง
  • สีสัน ….โอ๊ย….ไม่มีหลักเกณฑ์อะไร วันนี้อยากใช้สีอะไรก็ใช้ตามใจชอบ
  • คำโดนใจ  ….ก็ใช้ตามกระแสนิยมไปเรื่อยๆแหละ จะให้คิดอะไรล่ะ
  • ทำรูปเดียว คลิกไปก็ไม่มีอะไร จะให้คลิกไปเจออะไรล่ะ

แล้วจะให้ทำอย่างไร?

  1. อย่าเพิ่งกังวลกับจำนวนรีช จำนวนไลก์ จำนวนแชร์ ประเด็นนี้ถือเป็นปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้ หากเราจะบริหารจัดการเองโดยไม่ได้จ้างผู้ช่วยชาญด้านการตลาดดิจิทัลมาช่วยทำงานให้เรา
  2. กลับมาถามตัวเองว่าอยากให้ลูกค้ารู้จักอะไรเกี่ยวกับโรงแรมที่พักของเรา
  3. รวบรวมรายการต่างๆที่เราอยากให้ลูกค้ารู้จักเรา
    • ประวัติความเป็นมา ทำไมถึงสร้างโรงแรมนี้
    • บรรยากาศรอบ ๆ โรงแรมมีอะไรที่น่าสนใจบ้าง
    • ในโรงแรมที่พักของคุณมีอะไรที่น่าสนใจ ที่สำคัญอย่ามองข้ามเรื่องเล็กๆน้อยๆที่น่าประทับใจในโรงแรมที่พักของคุณ นอกเหนือจากความสะดวกสบายที่เรามีให้ลูกค้า
    • คน หรือทีมงานของเรา
    • ลูกค้าที่มีความประทับใจในบริการของเรา
  4. เงื่อนไข ข้อเสนอ โปรโมชั่นต่างๆ หรือสิ่งที่เรามีให้กับลูกค้า
  5. เส้นทางและกระบวนการจองห้องพัก สะดวกเพียงพอกับลูกค้าหรือไม่อย่างไร เคยทดลองทำบุ๊กกิ้งบนเว็บไซต์ของคุณเองหรือเปล่า  หรือเคยคุยไลน์กับทีมงานที่รับจองห้องพักของเราบ้างหรือเเปล่า ว่าพูดรู้เรื่อง เขียนรู้เรื่อง มีมารยาท โต้ตอบแบบมีกึ๋น นำเสนอทางเลือกให้ลูกค้าตลอดเวลาหรือเปล่า

เริ่มจาก 4-5 ข้อนี้ก่อน และนำมาจัดเรียง รวบรวมให้เป็นหมวดหมู่ เรียงลำดับการนำเสนอให้มีความต่อเนื่อง และลองถ่ายรูปประกอบในประเด็นต่างๆ นำมาเรียงร้อยกันว่าใช้ได้หรือไม่ น่าสนใจเพียงพอหรือไม่อย่างไร อาจให้หลายๆคนในทีมงานลองถ่ายรูป แล้วนำมาเปรียบเทียบกันว่ารูปไหนจะเข้ากับเรื่องราวของเรามากที่สุด

การเขียนที่เป็นธรรมชาติ ออกมาจากความรู้สึกร่วมที่เรามีต่อสถานที่แบบจริงๆ และถ่ายทอดออกมาเป็นตัวหนังสือ ลูกค้าสามารถสัมผัสและรับรู้ได้ถึงความจริงใจ ความเป็นธรรมชาติ และความน่ารักของโรงแรมที่พักของคุณ 

และสุดท้าย เวลาที่คุณรู้สึกว่ารีชของคุณ “น้อย” จัง คุณเคยถามตัวเองหรือเปล่าว่า ธุรกิจที่พักขนาดเล็กของคุณต้องการจำนวนรีชเท่าไหร่ บางครั้งเราก็ลืมนึกถึงจุดนี้ไปบ่อยครั้งเหมือนกัน เช่น มีห้องพักแค่ 4 ห้อง ต้องการเข้าถึงคนหลักหมื่น เพื่ออะไร?  เราเลือกที่จะเข้าถึงกลุ่มที่เป็นลูกค้าเป้าหมายเราจริงๆ ชื่นชอบโรงแรมในบรรยากาศแบบที่เราเป็นจริงๆ  จำนวนไม่ต้องมาก แต่เป็นกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริง ไม่ดีกว่าหรือ