มองภูฏาน ผ่านโรงแรมที่พัก (2)

มามองภูฏานกันต่อผ่านโรงแรมที่พักตามเมืองต่างๆ

ว่าด้วยที่พักในภูฏานในเมืองท่องเที่ยวหลัก 3 เมือง ได้แก่ พาโร ทิมพู และพูนาคานั้น มีให้เลือกตั้งแต่โฮมสเตย์ เกสท์เฮ้าส์ บ้านพัก โรงแรม 2 ดาว ถึง เชนโฮเต็ลระดับ 5-6 ดาว หลายแบรนด์ให้เลือก ไม่ว่าจะเป็น Ramada, Le Meridian, Taj, Aman ระดับราคาจึงมีให้เลือกตั้งแต่หลักร้อย จนถึงหลายหมื่นบาทต่อคืน แต่โดยทั่วไปแล้วโรงแรมในระดับ 3-4 ดาวจะมีสัดส่วนจำนวนมากกว่าประเภทอื่นๆ

โรงแรม 3 ดาวมักจะเป็นโรงแรมหลักที่หลายๆทัวร์ที่ขายในราคาต่ำกว่า 40,000 บาท มักจะใช้บริการ ส่วนถ้าเป็นทัวร์ตั้งแต่ 50,000 บาทขึ้นไป ก็จะผสมผสานระหว่าง 4 ดาวบ้าง 3 ดาวบ้างในการจัดโปรแกรมการเข้าพัก ส่วนถ้าเป็นทัวร์ราคา 80,000-120,000 บาท แน่นอนว่าจะเป็นโรงแรมระดับ 5 ดาว ดังนั้นผู้ที่สนใจจะเดินทาง เวลาดูราคาแพ็คเกจแล้วให้นึกถึงภาพตามนี้

โรงแรม 3 ดาวก็จะตามสภาพ ส่วน 4 ดาวก็จะสะดวกเพิ่มขึ้นมาอีกหน่อย ความสะอาดดีขึ้นบ้าง แต่เครื่องใช้ไม้สอยในโรงแรมอาจไม่ครบถ้วน บางแห่งมี amenity บางแห่งไม่มี ใช้แชมพูซองๆ วางไว้ให้แทน บางครั้งก็แยกแยะไม่ค่อยออกระหว่าง 3 ดาว กับ 4 ดาว เพราะจะรู้สึกว่าไม่ใช่ 4 ดาวซักเท่าไหร่ แต่เรื่องวิวนั้น บางแห่งที่พักหลักพันต้นๆ แต่วิวหลักล้าน เพราะส่วนใหญ่จะตั้งอยู่บนเขา เห็นวิวทุ่งนาบ้าง เห็นวิวเมืองด้านล่างคู่กับแม่น้ำไหลผ่าน ก็ชดเชยกันไป

สำหรับพนักงานนั้นทุกคนสื่อสารภาษาอังกฤษได้ แต่อาจแตกต่างกันไป ส่วนในด้านการให้บริการนั้นยังมีพื้นที่ที่จะปรับปรุงได้อีกมากในการให้บริการ การสื่อสาร และทักษะด้านต่างๆ เพื่อเพิ่มความเข้าใจในลักษณะของลูกค้าที่แตกต่างกันไปตามวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของแต่ละประเทศ แต่ในเรื่องน้ำใจในการให้บริการและให้ความช่วยเหลือนั้น อยู่ในระดับที่มีน้ำใจและยังมีความเป็นธรรมชาติอยู่พอสมควร

การจัดวางข้าวของในห้องนั้น บางแห่งก็ยังแปลกๆ บางแห่งก็เข้าใจได้ว่าเป็นวิถีของเขา ก็ได้ประสบการณ์แปลกๆไปในแต่ละวัน

ส่วนวิธีการทำงาน การเตรียมการก่อนเช็คอินในแต่ละวันนั้น อาจต้องมีการฝึกการเตรียมการให้พร้อมมากขึ้นทั้งการเช็คอินเดี่ยว และการเช็คอินเป็นกลุ่มที่มีกระเป๋าเดินทางจำนวนมาก รวมไปถึงการเตรียมที่นอน และของใช้ในห้องพัก กรณีที่มีการพัก 3 คนและต้องมีเตียงเสริม และเพิ่มข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ เช่น ผ้าเช็ดตัว แก้วน้ำ แก้วกาแฟ ซึ่งเรื่องนี้อย่าว่าแต่ที่ภูฏานเลย ในบ้านเราก็มีหลายแห่งที่ไม่มีการตรวจความพร้อมของห้องพักเพื่อป้องกันความผิดพลาด เรื่องนี้จะไม่เกิดขึ้น ถ้ามีการเดินตรวจห้องพักตามรายชื่อลูกค้าที่จะเช็คอินในแต่ละวัน หรือมีการทำมอร์นิ่งบรีฟกันอย่างละเอียด

โรงแรมแห่งหนึ่งในพูนาคา ได้คุยกับหัวหน้าแม่บ้านที่เคยมาทำงานในโรงแรมชื่อดังในเมืองไทย เธอเล่าให้ฟังว่า ตอนที่มาทำงานในกรุงเทพ เธอสามารถเก็บเงินส่งกลับบ้าน ทำบ้านใหม่ ซื้อรถกระบะให้ที่บ้านได้ ส่งลูกชาย 3 คนให้เรียนหนังสือ แต่เมื่อพ่อเธอเสียชีวิต เธอจึงตัดสินใจกลับมาที่ภูฏาน และก็มาเป็นหัวหน้าแม่บ้านของโรงแรมแห่งหนึ่งในเมืองพูนาคา

สิ่งที่สังเกตเห็นอีกอย่างหนึ่งในหลายๆโรงแรมคือ ลักษณะของผ้าเช็ดตัว ผ้าเช็ดหน้า สีจะดูเก่ามาก บางแห่งโรงแรมเพิ่งเปิดให้บริการเพียง 2 ปีกว่าๆ แต่สีผ้าดูไม่สดใส ไม่แน่ใจว่าเพราะน้ำหรือการใช้ผลิตภัณฑ์ในการทำความสะอาดผ้า

ส่วนการจัดการเรื่องผ้าที่ใช้แล้วจากห้องพัก บางโรงแรมก็มีการจัดการที่ดี เรียบร้อย มีถุงผ้ามาเก็บ แยกประเภทของผ้า แต่บางโรงแรม ถึงแม้จะบอกว่าตัวเองเป็นที่พักระดับ 4 ดาว แต่เล่นปูผ้าพลาสติกกลางทางเดิน แยกผ้าเก่า ผ้าใหม่เป็นกอง ๆ และไม่มีถุงที่จะใส่ผ้าใหม่ที่จะนำไปเปลี่ยนแต่ละห้อง แต่จะใช้วิธีนำผ้าชุดใหม่ไปวางพาดที่ราวระเบียงทางเข้าห้องพัก หรือตามขอบหน้าต่างเป็นชุดๆ รอทีมทำความสะอาดไปจัดการต่อเมื่อลูกค้าออกจากห้องพัก

สำหรับอาหารเช้าที่ให้บริการในแต่ละโรงแรม ส่วนใหญ่จะผสมระหว่างจานไข่พื้นฐาน และขนมปังแผ่นเป็นหลักยืนพื้น ส่วนที่เหลือก็มีข้าวต้ม หมี่ผัดบ้าง และผลไม้ ถือว่ารับประทานได้ เนยและน้ำผึ้ง อร่อยทุกที่ค่ะ

คงพอจะเห็นภาพโรงแรมที่พักในเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญกันบ้างไม่มากก็น้อยนะคะ

ใครสนใจไปเที่ยวภูฏาน แนะนำให้รีบไปก่อนที่ความเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยสิ่งปลูกสร้างจะหนาแน่นเกินไปในเมืองหลวง

มองการเปลี่ยนแปลง ผ่านภูฏาน (1)

“เราอยากทำความรู้จักประเทศไหน ให้เฝ้ามองผู้คนในประเทศนั้น”

ภูฏานเป็นอีกประเทศที่เขื่อว่าอยู่ในรายการประเทศที่อยากไปสัมผัสสักครั้งหนึ่งในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นสายธรรม สายธรรมชาติ สายจิตวิญญาณ สายท่องเที่ยว สายวัฒนธรรม และสายอื่นๆอีกมากมาย

การเดินทาง

เครื่องบินตรงจากกรุงเทพไปยังเมืองพาโร ภูฏานมีทุกวันใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงนิดหน่อย หรือจะชอบแบบบินแวะเมืองกัลกาตา อินเดีย นั่งรอในเครื่อง 35 นาทีเพื่อบินต่อไปยังภูฏานก็มีให้เลือกเช่นกัน เพราะฉะนั้นการเดินทางเข้าออกไม่มีปัญหา สะดวกสบาย แค่ต้องยื่นขอวีซ่าก่อนเดินทางเข้าประเทศให้เรียบร้อย คุณจะได้อิเล็กทรอนิกส์วีซ่า ถ้าไปกับทัวร์ เขาก็จัดการให้หมดทุกอย่าง

สนามบินตั้งอยู่ในเมืองเล็กๆชื่อ พาโร ในช่วงที่ไปกำลังอยู่ระหว่างการปรับปรุงขยายพื้นที่ โดยรอบมีแม่น้ำไหลผ่านข้างๆสนามบิน การขึ้น-ลงของเครื่องบินต้องใช้ความสามารถของกัปตันในการบินลัดเลาะหุบเขาเพื่อนำเครื่องลงและขึ้น ชวนให้ตื่นเต้นตั้งแต่เท้ายังไม่ได้แตะแผ่นดินภูฏานทีเดียว

ก่อนเครื่องจะลง จะบินผ่านเทือกเขาหิมาลัยอันยิ่งใหญ่ ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าเราทีเดียว ทั้งๆที่กัปตันประกาศว่า “เรากำลังบินอยู่ห่างจากหิมาลัยประมาณ 3 กิโลเมตร”

บรรยากาศโดยรอบของเมืองพาโร ไม่ว่าจะขับรถไปทางใดจะเห็นแม่น้ำขนาบข้างทางไปตลอด และถ้ามองไปบนภูเขาที่ห้อมล้อมเราก็จะเห็นบ้านเรือนที่ก่อสร้างในลักษณะตึก 3 ชั้นทาสีพาสเทลจาง ๆ ลดหลั่นกันตามเทือกเขาสลับกับป้อมปราการเก่าที่ปัจจุบันแปลงสภาพการใช้งานมาเป็นพิพิธภัณฑ์บ้าง สถานที่ทำงานของหน่วยงานราชการบ้าง นอกจากนี้ก็มีวัดขนาดต่างๆทั้งของส่วนกลางและวัดส่วนบุคคล….ว่าแล้วก็ออกไปยืนนอกรถแล้วสูดอากาศได้เต็มปอด พร้อมกับฟังเสียงน้ำในแม่น้ำที่ไหลผ่านก้อนหินทรงกลมขนาดต่างๆให้ชื่นใจ

นักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามาที่ภูฏานมีทั้งเพื่อนบ้านใกล้เคียงที่สนิทที่สุดของประเทศคือ ชาวอินเดียที่มาไหว้พระ ทำบุญตามเมืองต่างๆ รวมทั้งนักท่องเที่ยวในเอเซียอย่างบ้านเรา หรือญี่ปุ่น และไกลออกไปก็คือชาวยุโรปและอเมริกาที่นิยมชมชอบวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชาวภูฏาน เห็นได้จากทราเวลเอเย่นต์รายใหญ่ๆมีการตั้งสำนักงานในเมือง เช่น Cox & King ของอเมริกา หรือ Look JTB ของญี่ปุ่น เป็นต้น แต่อย่างไรก็ดี จำนวนนักท่องเที่ยวก็จะถูกจำกัดด้วยจำนวนเที่ยวบินในแต่ละวัน ถึงแม้จะไม่ได้มีการประกาศอย่างเป็นทางการว่า “จำกัดนักท่องเที่ยว”

ข้อสังเกตคือ รายได้จากการท่องเที่ยวของภูฏานจัดเป็นแหล่งที่มาของรายได้ของประเทศในลำดับที่ 2

ผู้คนโดยทั่วไป ถ้าเป็นคนรุ่นใหม่จะสามารถสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษได้ดี ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ร้านค้า หรือโรงแรมที่พักต่างๆ

วิถีชีวิต ถ้าเป็นเมืองหลวงคือ ทิมพู (Timphu) ก็จะไม่ต่างจากเมืองหลวงทั่วไป คือ เช้าและเย็นการจราจรจะติดขัด เนื่องจากถนนในเมืองมีถนนเส้นหลัก 2 เส้น คือ ถนนบน และถนนล่าง และแยกขึ้นไปตามเขาต่างๆ ที่เต็มไปด้วยอาคารที่พัก ร้านค้า และโรงแรม แต่ท่ามกลางความรีบเร่ง มุมที่น่ารักของวิถีชีวิตที่จะสัมผัสได้ก็คือเวลาที่เด็กเลิกเรียน เราก็จะได้เห็นเด็กๆเดินกลับบ้าน แวะเล่นกันระหว่างทางตามสนามเด็กเล่น เล่นชิงช้า ไม่กระดก หรือเล่นไล่จับกันพื้นที่โล่ง ความสนุกของเด็กวัยประถมที่ยังสัมผัสได้ เด็กบางคนก็มีผู้ปกครองขับรถมารับทำให้การจราจรติดขัดบริเวณหน้าโรงเรียน แต่ภาพที่น่ารัก ๆ ก็ยังเห็นได้ทั่วไป

บรรยากาศประทับใจอีกอย่าง คือ ความศรัทธาต่อสิ่งที่นับถือ ผู้คนยังไปวัด ถือลูกประคำ สวดมนต์และเดินวนตามเข็มนาฬิกาตามวัดและสถานที่สำคัญ เช่น Memorial Choten โดยกราบแบบอัษฎางคประดิษฐ์ ให้ร่างกายสัมผัสพื้น 8 จุด

สิ่งที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงและการเติบโตของเมืองค่อนข้างเด่นชัดในการเยี่ยมเยือนภูฏานครั้งนี้คือ การก่อสร้าง

ทุกถนนจะเต็มไปด้วยการก่อสร้าง มีรถบรรทุกวิ่งขนอุปกรณ์ก่อสร้าง อิฐ หิน ปูน ทราย เหล็กเส้นเต็มไปหมดด้วยความรีบเร่ง โดยแรงงานส่วนใหญ่ที่เห็นจะเป็นคนอินเดีย ไม่ใช่คนภูฏาน

ทางการของภูฏานมีการกำหนดอาชีพที่สงวนไว้ให้เฉพาะคนภูฏานทำเช่นกัน ปัจจุบันสงวนอาชีพไว้ 28 ประเภท (Closed Occupation List) เพื่อสร้างโอกาสในการทำงานให้กับคนในประเทศ และไม่พึ่งพาชาวต่างชาติมากจนเกินไป (ปัจจุบันมีแรงงานต่างชาติ 53,000 คน )

สำหรับเด็กที่เรียนจบในระดับวิชาชีพหรือปริญญาตรีที่ไม่มีงานทำมีอยู่มากพอสมควร จึงออกไปทำงานยังต่างประเทศกันส่วนหนึ่ง ส่วนคนที่อยู่ในประเทศนั้น อาชีพที่เด็กจบใหม่อยากจะทำคืออาชีพไกด์นำเที่ยว เพราะสามารถทำรายได้ที่ดีเพราะมีทิปจากนักท่องเที่ยวมาเสริมช่วยสร้างรายได้ให้ครอบครัวในระดับที่ดีทีเดียว

ตอนแรกขอเล่าในภาพรวมก่อน และตอนต่อไปจะมาเล่าเรื่องโรงแรมที่พักต่างๆให้ฟังค่ะ

ท่องเที่ยวชุมชน

ท่องเที่ยวชุมชน สร้างชุมชนให้เข้มแข็งอย่างยั่งยืนจะเกิดขึ้นไม่ได้หากขาดการร่วมมือร่วมใจของคนในชุมชน

ถ้าอยากรับประทานส้มรสเข้มกลมกล่อม แบบ “ส้มคือส้ม” ไม่ใช่ส้มที่มีวางขายอยู่ทั่วไปที่หารสชาตและความอร่อยแบบส้มจริงๆยากขึ้นทุกวันแล้วล่ะก็ ต้อง “ส้มบางมด” เท่านั้นค่ะ

ย่านบางมดเคยขึ้นชื่อในเรื่องสวนผลไม้โดยเฉพาะ “ส้มบางมด” ถ้าได้มาแถบนี้เมื่อ 15-20 ปีก่อนจะเห็นแต่สวนส้ม สวนมะพร้าว และผลไม้มากมาย แต่ปัจจุบันสวนทั้งหลายกลายเป็นหมู่บ้านจัดสรรไปจนแทบจะไม่เหลือสวนผลไม้ให้เราเห็นแล้ว หากใครนึกไม่ออกว่าบางมดที่ว่านั้นอยู่แถวไหน…เรากำลังพูดถึงแถวถนนพุทธบูชา 36 ค่ะ

เมื่อวานมีโอกาสแวะไปเที่ยวชุมชนมุสลิมในย่านบางมดที่มีการรวมตัวกันในหมู่บ้านอย่างเข้มแข็งในการจัด “ตลาดมดตะนอย” ตลาดที่ร่วมแรงร่วมใจของคนในชุมชนที่ต้องการที่จะช่วยเหลือชุมชนด้วยกันและนำเสนอสิ่งดีๆ ผลผลิตในชุมชนที่น่าสนใจให้เราได้รู้จักกัน

สิ่งที่สัมผัสได้อย่างชัดเจนคือ “ความตั้งใจ” ของคนในชุมชนที่สะท้อนผ่านให้เห็นจากสิ่งต่างๆ ตั้งแต่การต้อนรับ การทำของที่ระลึกแจกนักท่องเที่ยว เช่นถุงผ้าสกรีนเอง การวาดแผนที่เส้นทางท่องเที่ยว แนะนำอาหารที่แต่ละบ้านสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันทำในแต่ละครั้ง และสิ่งที่สำคัญคือ การทำกิจกรรมให้เหมาะกับจังหวะความพร้อมของคนในชุมชนและผลผลิต คือจัดแค่เดือนละครั้ง

สำหรับคนที่สนใจจะนั่งเรือล่องไปตามคลองบางมด แนะนำให้ลงชื่อจองล่วงหน้าเพราะเรือในชุมชนมีจำกัดค่ะ

ความคิดสร้างสรรค์ที่น่าสนใจคือค่าใช้จ่ายที่นักท่องเที่ยวชำระล่วงหน้าคนละ 259 บาทนั้น เปลี่ยนเป็นสิ่งที่ตั้งใจทำคือถุงผ้า และคูปองแลกอาหาร เครื่องดื่ม และการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆเช่น ทำลูกชุบ เพ้นท์ผ้าเป็นต้น หรือแม้การแวะเยี่ยมสวนส้มบางมดของลุงแดงก็ได้รับแจกส้มคนละ 2 ลูกจากคูปอง หรือเมื่อแวะสวนมะพร้าว ก็ใช้คูปองแลกมะพร้าวน้ำหอมชื่นใจคนละลูกให้คลายร้อนยามบ่าย นั่งกินมะพร้าวรับลมเย็นๆริมท้องร่องสวนกันไป สนุกและชื่นใจไปอีกแบบ

เล่ามายืดยาว ทำให้นึกถึงสถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ว่าไปจังหวัดไหนก็ต้องเห็น “ถนนคนเดิน” มีทุกที่จริงๆ แรกๆก็อาจจะชัดเจนในการรวบรวมของดีที่น่าสนใจในพื้นที่ แต่พอผ่านไปสักพักก็กลายเป็นที่รวมของการขายอาหารที่เดินสายขายไปทุกที่ หรือเสื้อผ้าของประดับเล็กๆน้อยๆเต็มไปหมดจนของที่เป็นของท้องถิ่นจริงๆไม่ว่าจะเป็นอาหารหรืองานฝีมือหรือผลผลิตในท้องถิ่นค่อยๆหายไปจนแทบไม่เหลืออะไร

ท่องเที่ยวชุมชนนั้นจะเกิดขึ้นและยืนได้อย่างเข้มแข็งนั้น อย่าไปเร่งกระบวนการ และยังคงมีส่วนประกอบอีกหลายอย่าง ได้แก่

  • ความภูมิใจของคนในชุมชน ภูมิใจว่าเรามีสิ่งที่มีคุณค่าที่อยากนำเสนอ เล่าเรื่องและส่งต่อใหคนรุ่นต่อไปได้รู้จักและเห็นคุณค่า
  • การร่วมมือร่วมใจของคนในชุมชน ไม่ใช่แค่เป็นคนในพื้นที่ แต่ทุกคนรู้สึกว่ามีส่วนได้ส่วนเสียในการช่วยกันทำให้ชุมชนมีชีวิตชีวาอย่างเต็มที่
  • การเสียสละของกลุ่มคนในชุมชนที่จะมาช่วยกันสร้างสรรค์และขับเคลื่อนกิจกรรมต่างๆให้เกิดขึ้น

กระแสรักธรรมชาติ การกลับสู่ธรรมชาติ ส่งเสริมวิถีเกษตร การทำเกษตรอินทรีย์เป็นกระแสกิจกรรมดี แต่คงต้องรู้จักทำในแบบยั่งยืน ไม่ใช่วิ่งตามกระแสและทุกอย่างก็จะผ่านไปตามเวลา

อยากให้ทุกพื้นที่ที่ยังมีทรัพยากรที่มีคุณค่าช่วยกันทำให้ถิ่นที่อยู่ของตนเองกลับมามีชีวิตชีวาในแบบยั่งยืนกันมากขึ้น

GDPR กับโรงแรม – ต้องทำอะไรบ้าง

กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของพลเมืองยุโรปที่จะมีผลใช้บังคับในไม่กี่วันนี้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจโรงแรมและธุรกิจท่องเที่ยวอย่างไรบ้าง

Screen Shot 2561-05-08 at 7.42.11 AM

GDRP ย่อมาจาก General Data Protection Regulation เป็นกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่สหภาพยุโรปได้ผ่านกฎหมายไปตั้งแต่ปี 2559/2016  นับเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในกลุ่มสหภาพยุโรปนับตั้งแต่ปี 2538/1995 เป็นต้นมา ทั้งนี้หลังจากที่ได้ผ่านกฎหมายฉบับนี้แล้ว ที่ประชุมกำหนดให้ผู้ประกอบการธุรกิจต่างเป็นเวลา 2 ปีในการปรับตัวและจะมีผลบังคับใช้จริงในวันที่ 25 พฤษภาคม 2561/2018 นี้

แล้วกฎหมายนี้เกี่ยวอะไรกับธุรกิจโรงแรม ?

หลักการในการให้ความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ก็เพื่อไม่ให้มีการนำข้อมูลส่วนตัวของแต่ละคนไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต  โดยขยายความคุ้มครองให้ชัดเจนเป็นมาตรฐานเดียวกันกับพลเมืองยุโรป ไม่ว่าข้อมูลนั้นจะถูกเก็บอยู่ ณ ที่ใด ถ้าเป็นข้อมูลของพลเมืองในยุโรปก็อยู่ภายใต้กฎหมายฉบับนี้

สรุปแบบนี้ แน่นอนว่าส่งผลกระทบกับโรงแรมและธุรกิจท่องเที่ยวอย่างแน่นอน โดยเฉพาะโรงแรมที่มีกลุ่มลูกค้าที่เป็นพลเมืองในยุโรป หรือทำธุรกิจกับตัวแทนท่องเที่ยวในยุโรป เพราะข้อมูลของลูกค้าไม่ว่าจะเป็นชื่อ นามสกุล ที่อยู่ เบอร์โทร อีเมล์ พาสปอร์ต บัตรเครดิตการ์ด ข้อมูลเหล่านี้ล้วนเป็นข้อมูลที่ตัวแทนท่องเที่ยว และโรงแรมจะต้องขอจากลูกค้าในการทำธุรกรรม

ย้ำ ไม่เกี่ยวว่า โรงแรมตั้งอยู่ในประเทศไหนนะคะ ถ้าใช้ข้อมูลของพลเมืองในยุโรป ต้องตกอยู่ภายใต้กฎหมายฉบับนี้ทั้งสิ้น

ขอให้ลองนึกย้อนกลับไปเวลาที่เราเข้าไปตามเว็บไซต์ต่างๆของโรงแรม หรือเว็บไซต์อะไรก็ตามบางครั้งการที่เราไม่ได้อ่านอะไรให้ละเอียดและกด “OK” ผ่านๆไป กลับทำให้รายชื่อเรา ข้อมูลของเราที่อยู่ในคอมพิวเตอร์ถูกเก็บเข้าไปในระบบการส่งอีเมล์ หรือจดหมาย (Newsletter) ต่างๆไปโดยไม่รู้ตัว เรามารู้อีกทีก็เห็นอีเมล์ต่างๆเหล่านี้เข้ามาในกล่องรับข้อความไปเสียแล้ว  และเรายังไม่รู้อีกว่า ธุรกิจเหล่านั้นจะนำข้อมูลเราไปทำอะไรต่อไปอีก

โรงแรมก็เช่นกัน โดยเฉพาะโรงแรมขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ไปจนถึงเครือโรงแรมขนาดใหญ่ที่ทำการตลาดในแบบ email marketing ส่งจดหมายต่างๆถึงลูกค้า

กฎหมายนี้เปลี่ยนทุกอย่างใหม่อย่างสิ้นเชิง คือ กำหนดให้ธุรกิจต้องเปิดเผยข้อมูลและอธิบายให้ลูกค้าเข้าใจว่าข้อมูลที่คุณเก็บไปจะนำไปใช้ทำอะไร เก็บข้อมูลประเภทไหน ใครเป็นคนควบคุมดูแลข้อมูลต่างๆที่เก็บไป ใครที่เป็นคนที่ต้องการเก็บข้อมูลเหล่านี้ และใครบ้างที่สามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆที่เก็บไปได้บ้าง

ในทางปฏิบัติที่ผ่านมา ผู้ประกอบการก็ใช้วิธีทำแบบฟอร์มยินยอม (Consent Form) ให้ลูกค้ากรอกข้อมูลแบบง่ายๆว่ายินยอมให้ใช้ข้อมูลเหล่านั้นเหล่านี้ เช่น การเข้ามาที่เว็บไซต์นี้ ลูกค้ายินยอมให้เว็บสามารถเข้าถึงข้อมูลของคุณได้ เป็นต้น ซึ่งเราก็มักจะกด “OK” ผ่านไปอีกเช่นกัน

แต่เมื่อกฎหมายฉบับนี้ใช้บังคับในทางปฎิบัติที่ถูกต้องแล้ว โรงแรมจะไม่สามารถนำข้อมูลเหล่านั้นไปใช้ประโยชน์ได้ตลอดไปหลังจากที่ลูกค้าตกลงยินยอม เพราะจะต้องชี้แจงและเปิดเผยวัตถุประสงค์ในการเก็บข้อมูลในแต่ละครั้งให้ชัดเจน เช่น จะทำแคมเปญผ่านทางอีเมล์แต่ละแคมเปญก็ต้องให้ลูกค้ายินยอมทุกครั้งไป

นอกจากนี้โรงแรมที่มีการใช้ระบบ CMS ที่ใช้เก็บและวิเคราะห์ข้อมูลที่สามารถแยกที่มาที่ไปของลูกค้าที่เข้ามาที่เว็บไซต์ของโรงแรม ถ้าเป็นข้อมูลที่มาจากยุโรป ก็ต้องได้รับความยินยอมจากลูกค้าพร้อมแจกแจงวัตถุประสงค์ รายละเอียดอื่นๆด้วยเช่นกัน

จะเห็นว่ามีผลกระทบกับทุกธุรกรรมของโรงแรมและธุรกิจท่องเที่ยวจริงๆ โดยเฉพาะในโลกแห่งดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งในปัจจุบัน เพราะจะทำให้ประสบการ์ณของลูกค้าในการเข้าเว็บไซต์ของแต่ละโรงแรม แต่ละตัวแทนท่องเที่ยวเปลี่ยนไป

แล้ววิธีปฎิบัติในบ้านเรามีข้อสรุปอะไรบ้างแล้วหรือยัง?

อย่างที่สรุปข้างต้นว่ากฎหมายนี้ให้ความคุ้มครองแก่พลเมืองยุโรป ไม่สนใจว่าข้อมูลเก็บอยู่ที่ใด หรือโรงแรมตั้งอยู่ใน หรือนอกพื้นที่ยุโรป ดังนั้น ประเทศไทย ก็ต้องปฎิบัติตามหากเราใช้ข้อมูลของพลเมืองในยุโรป

ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่บังคับใช้แบบเป็นการทั่วไป มีแต่เพียงกฎหมายเฉพาะของบางหน่วย เช่น คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ใช้ในหน่วยงานราชการ หรือข้อมูลสุขภาพ หรือข้อมูลบัตรเครดิต

สำหรับร่างกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลแบบทั่วไปยังอยู่ระหว่างการพิจารณา

เพราะฉะนั้น เรายังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในส่วนของวิธีปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม

แต่ในเบื้องต้นสามารถ

  • ออกแบบยินยอม (Consent Form) ส่งให้ลูกค้าได้ก่อน หรือ
  • อาจจะแยกข้อมูลลูกค้า (Guest database) ออกมาให้ชัดเจนก่อนว่ามีลูกค้าที่เป็นพลเมืองยุโรปกี่ข้อมูล แบ่งข้อมูลลูกค้าให้ชัดเจนเพื่อที่จะส่งแบบฟอร์มยินยอมให้
  • สร้างหน้าต่างเพิ่มขึ้นบนเว็บไซต์ อาจเป็น pop-up window เพื่อชี้แจงหรือให้ข้อมูลในเรื่องนี้ พร้อมมีแบบฟอร์มให้กรอกง่ายๆเบื้องต้น

 

ขอบคุณข้อมูลจาก ehotelier.com และภาพประกอบจาก valuebound.com

 

 

เกาะกระแส วัดการตลาด กับ #ออเจ้า

เกาะกระแสออเจ้ากับการแสดงออกของแบรนด์บนโลกออนไลน์

trend-howto

ปรากฎการ์ณกระแสจากละคร บุพเพสันนิวาส มาแรงและเร็วและกินพื้นที่ในทุกวงการทีเดียวในช่วงนี้ จากการออกอากาศมาเพียง 5 ตอนมีผลตอบรับที่ดีมากๆ เรียกได้ว่า ใครไม่พูดถึงละครเรื่องนี้ ถือว่าตกเทรนด์ทีเดียว

อันที่จริงการแสดงออกของผู้ชมมีมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ละครเรื่องนี้ออกอากาศ และระหว่างที่ละครออนแอร์ทุกตอนเราก็จะได้เห็นปฎิกิริยาของโลโซเชียลทั้งในด้านผู้ชมที่มีความรู้สึกร่วม และในด้านแบรนด์ที่จับโอกาสในช่วงนี้ในการสื่อสารกับลูกค้าเช่นเดียวกัน

เช้านี้ตื่นมาลองเข้าไปเช็คในโลก Twitter พบว่ามีการใช้แฮชแทค #บุพเพสันนิวาส มากถึง 1.5 ล้านทวีตทีเดียว ติดอันดับ 1 ในหัวข้อ Trend for you

ส่วนใน Facebook แน่นอนว่าบ้านเรามีผู้ใช้งานมากถึง 46 ล้านคน ปฏิกิริยาย่อมรุนแรงและกินวงกว้างมากๆ เรียกได้ว่าแทบจะทุกวงการที่มีสินค้าและบริการที่จะสามารถโยงกับเนื้อหาในละครได้ ไม่มีใครพลาดที่จะนำเสนอ ตั้งแต่ มะม่วงน้ำปลาหวาน กุ้งแม่น้ำย่าง หมูกะทะ และจะมีสินค้าอื่นๆต่อเนื่องมาอีกแน่นอน

ตัวอย่างที่เกิดขึ้น เช่น

+ เพจที่เกี่ยวกับเรื่องกิน เช่น maeban (แม่บ้าน) ซึ่งเป็นสื่อที่รวมความรู้ในเรื่องการทำกับข้าวและเคล็ดลับต่างๆ นำเสนอสูตรน้ำปลาหวาน  ต่อมาก็เป็น wongnai – cooking ที่แตกออกมาจาก wongnai ก็นำเสนอสูตรการทำน้ำปลาหวานเช่นเดียวกัน

+ เพจร้านสะดวกซื้อ Seven-Eleven นำเสนอชุดมะม่วงน้ำปลาหวานที่มีจำหน่ายในร้าน

+ เพจให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัย Street Hero Project นำวิธีการช่วยเหลือชีวิตด้วยวิธี CPR มาทำในเวอร์ชั่น แม่หญิงการะเกด และพี่หมื่น

+ เพจสาระความรู้ สำนักพิมพ์ และห้องสมุดตามสถาบันต่างๆ นำเสนอหนังสือที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา บางเพจมีรายการหนังสือ สรุปเนื้อหาย่อ พร้อมลิงก์เชื่อมโยง เรียกได้ว่าครบถ้วนทีเดียว

+ ร้านอาหาร เช่น บาร์บีคิวพลาซ่า ย่อมไม่พลาดโอกาสนี้แน่นอน กับการนำเสนอสินค้าเด่นของร้านคือหมูกะทะ

+ ร้านค้า เช่น Foodland Supermarket ยังเกาะกระแสนำเสนอว่าที่ฟู้ดแลนด์ก็มีน้ำปลาหวานขายนะ ในราคาพิเศษด้วยเช่นกัน

 

สิ่งที่อยากชวนให้ตั้งข้อสังเกตจากการแสดงออกของแต่ละแบรนด์ที่เกิดขึ้นบนโลกโซเชียล คือ

  • ความรวดเร็ว – ความรวดเร็ว สะท้อนการมอบหมายงาน การให้อำนาจในการบริหารจัดการสื่อโซเชี่ยล และไหวพริบในการทำงานของแอดมินเพจว่าสามารถใช้และสร้างโอกาสในการสื่อสารเพื่อสร้างการมีส่วนร่วม (Engagement) กับลูกค้าภายใต้เวลาที่จำกัดอย่างรวดเร็ว

  • ข้อความที่ใช้สื่อสาร – ข้อความที่ใช้สื่อสาร สะท้อนการทำงานภายใต้กรอบแนวคิดหลัก หรือคอนเซ็ปต์ของสินค้าและบริการเจ้าของแบรนด์นั้นๆ รวมทั้งกลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลักที่แบรนด์ต้องการสื่อสาร เพราะภาษาที่ใช้ การเรียบเรียงข้อความ หรือสไตล์การเขียน

  • รูปภาพหรือกราฟิกที่ใช้ในการนำเสนอ-รูปภาพและกราฟิกต่างๆ สะท้อนความคล่องตัวของแอดมินและการทำงานร่วมกันระหว่างแอดมินและทีมกราฟิก ว่าสามารถสื่อสารกัน และผลิตงานออกมาได้อย่างรวดเร็วขนาดไหน หรือแอดมินเดี่ยวมีความสามารถในการใช้แอพลิเคชั่นต่างๆด้านกราฟิกมากน้อยอย่างไร

  • การเชื่อมโยง-การเชื่อมโยง บางแบรนด์รู้จักเชื่อมโยง หรือเรียกว่า การอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าเข้าถึงสินค้าและบริการของตนได้อย่างรวดเร็ว

 

แบรนด์ เลือกที่จะแสดงออกได้เสมอ แล้วแบรนด์ของคุณแสดงออกอย่างไร?

จะแสดงออกหรือไม่แสดงออก หรือจะเกาะกระแส ใช้จังหวะและโอกาสทางการตลาดในการเชื่อมโยงให้มีความน่าสนใจอย่างไร อันนี้แล้วแต่ความเหมาะสมของแต่ละแบรนด์จะต้องพิจารณา

สิ่งที่ไม่ควรลืมคือ แบรนด์ คือ ตัวตนของสินค้าและบริการ ส่วน แอดมิน คือ ผู้ที่ได้รับมอบหมายให้จัดการสื่อสารบนโลกออนไลน์และสื่อโซเชี่ยล  เพราะฉนั้นตัวตนของแอดมิน ควรสอดคล้องกับคอนเซ็ปต์ของแบรนด์

 

ย้อนเวลาท่องเที่ยว – การตลาดแนวใหม่

ย้อนเวลาหาความสุขใจจากการท่องเที่ยว กับเทคนิคการนำเสนอในสิ่งที่ลูกค้ามองหา

วันก่อนได้อ่านบทความของ Lauren Miskin ที่เขียนเรื่อง Nostalgia Marketing in the Hospitality Industry เห็นว่ามีประเด็นที่น่าสนใจ เลยอยากมาแบ่งปันให้ผู้อ่านได้รับรู้ค่ะ

ถ้าจะไล่เรียงจากความหมายของคำก่อน Nostalgia ก็คือความรู้สึกดีๆที่เกิดขึ้นเมื่อเรานึกย้อนเวลาไปในเหตุการ์ณ หรือสถานที่ที่เราเคยไปและมีความสุข

เรามักพบเห็นคำนี้บ่อยๆในบทความและข้อเขียนประเภทต่างๆอยู่พอสมควร

แล้วมาเกี่ยวกับการท่องเที่ยวอย่างไร?

ถ้าเราสังเกตรูปแบบการท่องเที่ยวหลายปีที่ผ่านมาจะเห็นว่านักท่องเที่ยวนิยมที่จะไปเที่ยวตามสถานที่ที่มีการตกแต่งในแนวย้อนยุค หรือเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆที่นำเสนอในแนวย้อนอดีตกันมากขึ้น

จริงๆแล้ว การตลาดในแนวย้อนยุค คือนำเสนอและส่งต่อประสบการ์ณที่สุขใจ อิ่มใจ ที่สะท้อนออกมาในแบบย้อนอดีต ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบสถาปัตยกรรม การตกแต่งสถานที่ การแต่งกาย การให้บริการ หรืออาหารจานโบราณที่หารับประทานได้ยากในยุคปัจจุบัน

ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนคือ Disney World ที่สามารถจับตลาดได้ตั้งแต่กลุ่ม Millennials จนถึง Baby Boomer เพราะสามารถพาเราย้อนอดีตไปในวัยเด็กที่มีแต่ความสนุก จนแต่งงานมีครอบครัว มีลูก ก็ยังสามารถพาครอบครัวกลับมาเที่ยวได้อย่างมีความสุขทุกครั้ง และอิ่มใจมากขึ้นเมื่อนึกย้อนกลับไปเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก

อีกตัวอย่างที่ผู้เขียนหยิบยกมาให้เห็นเป็นตัวอย่าง คือ บริษัทนำเที่ยวในคิวบา ที่มีบริการนั่งในสไตล์ย้อนยุคเหมือนในอดีตพาเที่ยวชมเมืองฮาวานา (Havana) ผ่านย่านต่างๆที่มีทั้งงานศิลปะบนผนังและกำแพง เหมือนเราได้หลุดเข้าไปในฉากหนังสมัยก่อน

การนำ Nostalgia มาใส่ในการตลาดการท่องเที่ยวและโรงแรมที่พัก มีสิ่งที่ควรนำเสนอและเชื่อมโยงเข้าไป ได้แก่

  • การนำเสนองานศิลปะ งานฝีมือในชุมชนและท้องถิ่น
  • เพิ่มกลิ่นอายหรือเกร็ดความรู้ในอดีต และประวัติศาสตร์ที่ทรงคุณค่า
  • ใช้เทคโนโลยีในปัจจุบันนำเสนอภาพเคลื่อนไหวที่จะช่วยให้ผู้รับสื่อมีความรู้สึกร่วม

ยิ่งยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไปมากเท่าไหร่ มีความวุ่นวายมากขึ้นเท่าไหร่ การมองหาสถานที่พักผ่อนที่จะทำให้เราได้รู้สึกถึงการพักผ่อนที่แท้จริง และอิ่มใจ สุขใจก็จะยิ่งมีความต้องการมากขึ้นเท่านั้น

เสียดายที่โรงแรมที่พักหลายแห่งมองแค่เพียงภาพภายนอกจากรูปแบบสถาปัตยกรรม และการตกแต่งภายใน แต่ไม่สามารถนำเสนอการให้บริการที่จะทำให้ลูกค้าพอใจ สุขใจ และอิ่มใจได้

ขอบคุณบทความของ Lauren Miskin ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ 4hotelier

Disrupt ? ใครทำอะไรใครกับธุรกิจโรงแรม

Disruption vs Transformation คำสุดฮิตในปี 2018 กับธุรกิจโรงแรมจะต้องทำอย่างไร

disrupt

ตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมาช่วงเทศกาลแถลงเป้าหมายและทิศทางในการทำธุรกิจในปีต่อไป เราจะได้ยินคำว่า “Disrupt” และ “Transform” กันค่อนข้างบ่อยในหลายๆธุรกิจเลยทีเดียว แล้วทำไมปีนี้คำสองคำนี้ถึงมีบทบาทกับภาคธุรกิจมากมายในปีนี้

มาเริ่มดูความหมายของคำว่า Disrupt กันก่อน เป็นคำกริยาที่มีการแปลความหมายในโลกออนไลน์พวกดิกชันนารีออนไลน์ว่า การทำลาย แต่ในอีกความหมายหนึ่งหากดูความหมายในภาษาอังกฤษจะแปลว่า การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีผลกระทบต่อโครงสร้างของสิ่งใดสิ่งหนึ่งเลยทีเดียว

และอะไรล่ะที่มีความสามารถในการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและส่งผลกระทบอย่างรุนแรงถึงกับเปลี่ยนแปลงรูปแบบ หรือสิ่งที่เคยทำกันได้เลยทีเดียวในธุรกิจโรงแรม…….คงไม่ใช่แค่ Online Travel Agent (OTA) อีกต่อไปแน่นอน

อันที่จริง การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตลอดเวลาอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับว่าเรานำไปเปรียบเทียบระหว่างอะไรกับอะไร และฐานที่ใช้เปรียบเทียบคืออะไร โดยเฉพาะ “คน” มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา นั่นคือธรรมชาติของมนุษย์

สำหรับธุรกิจโรงแรมที่พักนั้น ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงในการดำเนินธุรกิจและการให้บริการ ได้แก่

1) โครงสร้างของประชากรที่เปลี่ยนไป ทำให้เรามองเห็นบทบาทและความแตกต่างอย่างชัดเจนของกลุ่มคนในช่วงวัยต่างๆมากขึ้นจากการแสดงออก

2) เทคโนโลยี แน่นอนว่ามีความก้าวล้ำนำสมัยมากขึ้น ซึ่งสะท้อนวิธีคิดและวิธีมองสิ่งต่างๆของมนุษย์ แล้วจึงนำมาคิดค้นระบบต่างๆเพื่อให้ใช้งานได้สะดวกและง่ายขึ้น

3) พฤติกรรมของลูกค้าที่ผูกติดกับสังคมออนไลน์แทบจะทุกอิริยาบทและทุกกิจกรรม ใส่ใจและแคร์สังคมในโลกออนไลน์อย่างมากจนทำให้การตัดสินใจในเรื่องต่างๆถูกอิทธพลจากโลกออนไลน์เข้ามากำกับไปจนแทบจะเปฮนส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การเลือกร้านรับประทานอาหาร เลือกผลิตภัณฑ์ เลือกที่พัก เลือกสถานที่ท่องเที่ยว เป็นต้น

4) สังคมแห่งการแบ่งปัน หรือ Sharing Community ในหลายๆ เรื่อง แต่ที่กระทบกับโรงแรมที่พักมากคือ รูปแบบการให้บริการที่พักของ Airbnb ที่นับวันจะแตกไลน์การให้บริการที่เรียกว่าเทียบเท่ากับโรงแรมที่พักทั่วไปเลยทีเดียว

ความคิดเห็นจากคนทำธุรกิจโรงแรมหลายๆกลุ่มหันมาศึกษารูปแบบการนำเสนอ การเข้าถึง การสื่อสารกับลูกค้าของ Airbnb ที่ดูเหมือนจะเข้าใจความต้องการของลูกค้าได้ดีและเฉพาะเจาะจงมากกว่า จึงส่งผลให้ Airbnb ได้รับความนิยมและเติบโตอย่างรวดเร็วในหลายประเทศ

ถ้าจะถามว่าอะไรจะ disrupt ธุรกิจโรงแรมในอีก 1-2 ปีก็คงเป็น Airbnb นี่แหละ คล้ายๆกับเหตุการ์ณเมื่อ 5-8 ปีที่ผ่านมาที่ independent hotels โดยเฉพาะ Boutique Hotels ที่สั่นคลอนวงการโรงแรมมาแล้ว และตัวเลขอัตราการเติบโตของ Independent Hotels ในช่วง3ปีที่ผ่านมาก็ยังยืนยันว่าเติบโตเร็วกว่า Chain Hotels ถึง 5-6%[STR]

แล้วโรงแรมควรจะ Transform ตัวเองอย่างไร?

  1. สร้างจุดแตกต่างที่ชัดเจนในการให้บริการ ยุคนี้คงไม่ใช่แค่การออกมาบอกว่าโรงแรมเรามีสระว่ายน้ำแบบน้ำเกลือ หรือห้องพักมีอ่างอาบน้ำพร้อมวิว แต่ควรจะมีอะไรที่มากกว่านั้น
  2. บริหารช่องทางการขายให้เหมาะสมกับต้นทุนการขาย
  3. ให้ความสนใจกับลูกค้าเก่า หรือลูกค้าที่มาเข้าพักซ้ำ
  4. เลือกใช้ OTA ให้เหมาะกับกลุ่มตลาดเป้าหมาย
  5. บริหารสื่อโซเชียลอย่างมีระบบ และสร้างคอนเทนต์ที่เข้มแข็งพร้อมกราฟิกที่น่าสนใจ ดึงดูดความสนใจ
  6. ให้ความสำคัญกับต้นทุนในการดำเนินการในทุกส่วนตั้งแต่ส่วนหน้าจนถึงหลังบ้าน และ
  7. บริหารจัดการระบบเรียกเก็บเงินให้มีประสิทธิภาพ

ทุกอย่างต้องใช้เวลา แต่ถ้ายิ่งช้า จะยิ่งเสียเวลา