ร้านอาหาร ขาดคน ขาดแรง

แรงงานภาคบริการ ขาดแคลน ขาดคน หรือขาดคุณภาพ

อ่านบทความสรุปสถานการ์ณการขาดแคลนแรงงานในอุตสาหกรรมด้านอาหาร โดยเฉพาะร้านอาหารไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารในโรงแรมหรือร้านอาหารทั่วไปในประเทศเยอรมัน ถึงขั้นอยู่ในหัวข้อการพูดคุยบนเวทีงานเจรจาด้านการค้าในธุรกิจท่องเที่ยวยักษ์ใหญ่ประจำปี ITB Berlin ที่จัดที่กรุงเบอร์ลินทุกต้นเดือนมีนาคมของทุกปี

ประธานสมาคมการโรงแรมและร้านอาหารของประเทศเยอรมัน Guido Zoellick พูดถึงจำนวนแรงงานในธุรกิจโรงแรมและร้านอาหารของเยอรมันในปัจจุบันมีมากถึง 2.2 ล้านคน เพิ่มขึ้นกว่า 300,000 คนในรอบ 10 ปี ทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนแรงงาน โดยเขามองว่า

  • ธุรกิจด้านอาหารและโรงแรมเป็นอุตสาหกรรมที่เรียกว่า Labor Intensive หรือ ใช้แรงงานมาก อันนี้ก็แน่นอนเพราะเราให้บริการแก่ลูกค้า
  • โครงสร้างประชากรของประเทศที่เปลี่ยนไป ประชากรสูงวัยมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น ประชากรในวัยทำงานลดน้อยลง ทำให้ขาดแคลนแรงงานป้อนเข้าสู่ตลาด
  • ระยะเวลาในการสรรหาบุคคลากรใช้เวลานานขึ้น

ดูเผินๆอาจดูเหมือนเป็นปัญหาเฉพาะพื้นที่ เป็นข้อมูลพื้นๆทั่วไป แต่จริงๆคงไม่ใช่ เพราะถ้าย้อนกลับมาดูที่บ้านเรา เราก็ได้ยินคนพูดว่าเราขาดแคลนแรงงานในอุตสาหกรรมการให้บริการมาหลายปีแล้ว จนปัจจุบันก็ยังพูดอยู่ และมีปัญหาเรื่องโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนมากขึ้น จนทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านเราในปัจจุบัน (หากตั้งข้อสังเกต) จะเห็นว่า

  • สถานศึกษาด้านการท่องเที่ยวและโรงแรมมีจำนวนมากขึ้น
  • หลักสูตรเน้นภาคปฏิบัติมากขึ้นตั้งแต่ปีแรกๆของการศึกษา
  • คุณภาพของแรงงานที่เข้าสู่ตลาด ?ข้อนี้มีหลายปัจจัย

ความจริง เด็กทุกคนมีศักยภาพ แต่ด้วยรูปแบบการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่แตกต่างออกไปมาก ความต้องการที่จะเป็นเจ้าของกิจการเป็นนายตัวเองมีสูง ทำให้ระยะเวลาในการทำงานของแต่ละแห่งเพื่อให้เกิดความชำนาญและมีประสบการ์ณจึงสั้น หรือเปลี่ยนงานบ่อย ถ้าใครอยู่ในขั้นตอนการสรรหาพนักงาน เราจะเห็นในใบประวัติการทำงานของคนรุ่นใหม่ว่าเปลี่ยนงานบ่อย ตำแหน่งก้าวกระโดดรวดเร็ว และเมื่อเข้ามาทำงานจริง เราก็จะเห็นว่าบางคนความสามารถและศักยภาพอาจจะลดขั้นจากตำแหน่งที่ทำอยู่ในปัจจุบันไป 1-2 ขั้นเลยทีเดียว เช่นสมัครตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปแต่ไม่สามารถทำงบประมาณประจำปีได้ อ่านและวิเคราะห์รายงานด้านการเงินไม่ได้

ประสบการณ์ส่วนตัวมีถึงขึ้น แอบอ้างชื่อไปเป็นบุคคลอ้างอิง (Reference) โดยไม่ได้รับอนุญาตและบริษัทสรรหาคน (Head Hunter)โทรมาสอบถามประวัติการทำงาน เราก็ต้องให้ข้อมูลไปตามข้อเท็จจริง เช่น บริษัทต้องการผู้จัดการทั่วไป แต่คนที่สมัครขาดความรู้ความสามารถในการใช้งานโปรแกรม Excel ในการคำนวณ เราก็ต้องให้ข้อมูลไปว่า ผู้สมัครดูแลลูกค้าดี แก้ไขปัญหาได้ แต่ถ้าต้องการจะใช้งานในเรื่องการเงิน การวางแผนที่ต้องมีการคิดคำนวณอาจจะด้อยลงไปและไม่เหมาะกับความต้องการ

และถึงแม้จำนวนผู้จบการศึกษามีปริมาณเพิ่มขึ้นต่อปี จากการเพิ่มขึ้นของสถาบันการศึกษา แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ ดังนั้น โรงแรมและร้านอาหารจึงประสบปัญหาในการหาทีมงานอย่างมากในปัจจุบัน ถึงแม้จะมีเทคโนโลยี แอพลิเคชั่นมากมายที่ให้ผู้ว่าจ้างและผู้หางานมาเจอกันช่วยอำนวยความสะดวก แต่อัตราการเปลี่ยนงานก็ยังสูง คือ เข้าและออกอย่างรวดเร็วโดยไม่บอกกล่าว หรือบอกกล่าวระยะสั้นมาก เช่น บอกเช้า ไปบ่าย หรือไปเลย กรณีแบบนี้ ถ้าเป็น 7-8 ปีที่แล้วเราจะไม่ได้เห็นมากนัก และไม่เห็นในตำแหน่งระดับผู้จัดการ แต่ปัจจุบันพนักงานในระดับผู้จัดการ ก็ทำให้เห็นในหลายแห่งเช่นกัน

แล้วเราจะทำอย่างไรกันดี?

  • ปรับขั้นตอนและรูปแบบการสัมภาษณ์ ไม่ใช่มีแต่การพูดคุยแต่ให้ทดลองทำ เช่น เสริฟ ต้องลองเสริฟ ลองจัดโต๊ะ ดูท่าทาง หรือ บาร์ ต้องให้ลองชงเครื่องดื่ม และไม่ใช่ดูแต่รสชาติและการนำเสนอ. ตาควรดูวิธีการใช้เครื่องมือ อุปกรณ์ต่างๆด้วย
  • ปรับระยะทดลองงานที่มีเงื่อนไขตัวชี้วัดที่ชัดเจน เช่น พ่อครัว ทำอาหารแล้ว ก็ต้องรู้ว่าการคำนวณต้นทุนอาหารคิดอย่างไร รักความสะอาดขนาดไหน
  • หลักเกณฑ์การให้รางวัลและลงโทษ การปรับเลื่อนขั้นมีความชัดเจน เพราะคนรุ่นใหม่ต้องการความชัดเจน
  • สำหรับบุคคลอ้างอิง หากมีการทำ Reference Check ก็ควรให้ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง เพราะการให้ข้อมูลที่ตรงไปตรงมา จะช่วยลดการไปสร้างภาระกับกิจการของคนอื่น
  • สถาบันการศึกษา ถึงแม้จะเน้นภาคปฎิบัติมากขึ้น แต่ก็อยากให้เสริมในเรื่องการเชิญพนักงานที่ทำงานในตำแหน่งต่างๆจริงๆ ไปบรรยายให้นักศึกษาได้ความรู้และเห็นภาพโลกแห่งความเป็นจริงมากขึ้น ไม่ใช่ให้นักพูดที่ไม่เคยทำงานจริงไปพูด เพียงเพราะพูดเก่ง
  • โรงแรมและร้านอาหารที่รับนักศึกษาฝึกงาน ต้องปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ในการฝึกงาน ไม่ใช่พอเป็นเด็กฝึกงานก็ใช้งานสารพัดจับฉ่าย แบบนี้เด็กจะไม่ได้ความรู้อะไร และเบื่อหน่ายกับการฝึกงาน

ถ้าทุกฝ่ายร่วมมือกันทำงานอย่างตรงไปตรงมา ปัญหาอาจจะทุเลาลงบ้าง เราก็จะมีแรงงานที่มีคุณภาพเข้าในตลาดมากขึ้น

อย่าลืมว่า เราเข้าสู่ระยะที่มีประชากรสูงวัยมากขึ้น วัยทำงานและวัยศึกษาลดลงเมื่อเทียบกับผู้สูงวัย ดังนั้น ถึงแม้สถาบันการศึกษาจะเพิ่มขึ้น แต่ปริมาณที่จะเข้าสู่ตลาด และออกมาอย่างมีคุณภาพก็ยังอยู่ในทิศทางที่ลดลง นั่นแปลว่า ระยะเวลาในการสรรหาพนักงานในบ้านเราก็จะยากลำบากและใช้เวลานานขึ้นอย่างแน่นอน

เราต้องช่วยกันอย่างจริงจังมากขึ้นจริงๆค่ะ

ส่งมอบ ส่งต่อ เปลี่ยนผ่านงานโรงแรมให้ราบรื่น

ส่งมอบ ส่งต่องานโรงแรมจากรุ่นสู่รุ่น จากทีมสู่ทีม ทำอย่างไรให้ราบรื่น

handover

ถ้าเขียนติดกันแบบนี้ “handover” จะหมายถึงการยื่นส่งของสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้  เช่น ยื่นกุญแจให้อีกคนหนึ่งแต่ถ้าเขียนแยกกันแบบนี้ “hand over” จะหมายถึงการส่งมอบความรับผิดชอบให้บุคคลอีกคนหนึ่ง  คราวนี้มันก็ขึ้นอยู่กับว่า “การส่งมอบ” ของคุณเป็นแบบไหน และต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้างที่ต้องนำมาพิจารณา

การส่งมอบงาน ส่งต่องานให้บุคคลอื่นที่จะมารับผิดชอบงานต่อ หากจะยกตัวอย่างอาจแยกออกเป็น 3 ระดับเพื่อให้เห็นภาพชัดเจน กล่าวคือ

  1. ส่งมอบในระดับนโยบาย
  2. ส่งมอบในระดับกำกับควบคุมงาน
  3. ส่งมอบในระดับปฏิบัติงาน

สิ่งที่เรามักจะเห็นกันชัดเจน ได้แก่ การส่งมอบงานก่อสร้างโครงการ เมื่อมีการก่อสร้างแล้วเสร็จ ซึ่งมีการเดินตรวจงานร่วมกันระหว่างผู้รับเหมาและเจ้าของโครงการหรือตัวแทนที่ได้รับมอบหมายเพื่อดูว่างานออกมาตามสัญญาหรือไม่อย่างไร รวมไปถึงการทดสอบการใช้งานต่างๆในห้องพัก ห้องน้ำ และบริเวณต่างๆ เช่น ไฟส่องสว่างเปิดปิดได้หรือไม่ วาล์วน้ำแต่ละจุดสามารถใช้งานได้จริงหรือไม่ การติดตั้งพัดลมดูดอากาศ ระบบการระบายอากาศ ระยะทางลาดเอียงได้องศาหรือไม่ วงกบประตูหน้าต่างเรียบร้อยติดสนิทไม่มีช่องว่าง ระบบบำบัดน้ำเสีย ปั๊มน้ำ ระบบสำรองไฟฟ้า เป็นต้น หากงานไม่เรียบร้อย โดยปกติตามสัญญาก็จะมีระยะรับประกันผลงานที่ผู้รับเหมาจะต้องมาจัดการแก้ไขงานให้เรียบร้อยตามกำหนด ก่อนที่จะได้รับเงินประกันตามสัญญากลับคืน

คราวนี้มาดูในส่วนของการส่งมอบงานบริหารจัดการของโรงแรม ในกรณีที่มีการว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษา หรือผู้บริหารมาบริหารงานโรงแรมบ้าง ว่าควรจะส่งมอบงานกันอย่างไร

โดยหลักแล้ว การส่งมอบงานระหว่างผู้บริหาร ต่อผู้บริหาร มักจะเป็นการส่งมอบในเรื่องของนโยบาย ทิศทางและแผนธุรกิจที่ได้วางไว้ เพื่อให้เห็นภาพว่าธุรกิจจะเดินหน้าต่อไปอย่างไรตามแผนงานที่ได้วางไว้ ส่วนเมื่อเจ้าของโครงการรับไปแล้วจะไปดำเนินการตามแผนต่อหรือไม่ อย่างไร อันนั้นขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของเจ้าของแต่ละคน

ในระดับกำกับควบคุมงาน เช่น ระดับผู้จัดการต่อผู้จัดการ ก็จะมีการส่งมอบแผนปฏิบัติการ รายงานต่างๆ ตัวเลขในรายงาน สิ่งที่ได้ดำเนินการไปแล้ว สิ่งที่ดำเนินการอยู่แต่ยังปฏิบัติไม่แล้วเสร็จ และแผนงานที่วางไว้ว่าจะดำเนินงาน พร้อมรายการติดต่อและโต้ตอบทางธุรกิจ

ในระดับปฎิบัติงาน ก็จะเป็นระดับปฎิบัติงานจริงๆ กล่าวคือ วิธีปฏิบัติงานตามมาตรฐานการทำงาน (SOP : Standard Operating Procedure) เครื่องมือ เครื่องใช้ อุปกรณ์ต่างๆ สต๊อกสินค้า วัตถุดิบที่ใช้งาน วิธีการทำงานร่วมกับแผนกอื่นๆ เช่น การจัดซื้อ การรับของ การเก็บของ การโอนของ

ถ้าเราสามารถแยกการส่งมอบงานได้เป็น 3 ระดับดังกล่าวข้างต้น การส่งมอบ ส่งต่องานก็จะครบถ้วน แต่ปัญหาที่มักเกิดขึ้นเมื่อมีการส่งมอบงานก็คือ เจ้าของโครงการที่ไม่เคยมีประสบการ์ณในการทำงานในธุรกิจโรงแรม และต้องเข้ามานั่งบริหารงานเลยโดยที่ไม่ทราบวิธีปฏิบัติหรือขั้นตอนการทำงานขององค์กร และไม่เคยเข้ามานั่งสังเกตุการ์ณวิธีการทำงานของทีมงานเพื่อให้เห็นภาพในแต่ละส่วน หรือเพิ่งจบการเรียนภาคทฤษฎีมาหมาดๆ กำลังไฟแรง ตามตำราต้องทำแบบนี้แบบนั้น ยังประยุกต์ไม่เป็น เมื่อต้องเข้ามาปฏิบัติงานจริง จึงมักจะเกิดปัญหา และยิ่งเป็นกรณีธุรกิจของครอบครัว และมีสมาชิกในครอบครัวร่วมบริหารงาน ปัญหาก็จะมีให้เห็นมากขึ้น เช่น

  • การสั่งงานซ้ำซ้อน เจ้านายคนหนึ่งต้องการแบบหนึ่ง พอเจ้านายอีกคนหนึ่งก็ต้องการอีกแบบหนึ่ง พนักงานไม่รู้ว่าจะต้องทำตามคำสั่งใคร ใครสั่งอะไรก็ต้องทำตามหมด ปฏิเสธไม่ได้ เพราะเป็นเจ้าของ เป็นลูกเจ้าของ เป็นญาติเจ้าของ เป็นหลานเจ้าของ  และในสมาชิกครอบครัวทั้งหมดก็อาจจะไม่ได้หารือกันมาก่อนว่าจะทำอย่างไรในทิศทางใด จึงทำให้เมื่อแต่ละคนเข้ามาที่โครงการ จึงสั่งงานกันไปคนละทิศ คนละทาง
  • สไตล์การทำงานที่ไม่สอดคล้องกับประเภทของธุรกิจและตำแหน่งทางการตลาด อันที่จริง สไตล์การทำงานไม่ได้เป็นประเด็นอะไร เพราะต่างคนต่างสไตล์การทำงาน ขอเพียงแต่เดินทางไปสู่เป้าหมายเดียวกัน ก็พอ  แต่ในทางปฎิบัติมักไม่เป็นเช่นนั้น เพราะการเรียงลำดับความสำคัญของงานของแต่ละคน แตกต่างกัน ถึงจะเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน แต่บางคนก็มองว่างานนี้เร่งด่วนกว่างานนั้น เพราะตนเองไม่รู้ว่าจริงๆแล้วกว่าจะได้งานนี้ จะต้องทำงานโน้นให้แล้วเสร็จก่อน เป็นต้น
  • ไม่รู้และไม่ถาม ด้วยความถือทิฐิว่า “ฉันเป็นเจ้าของ ฉันจะเอาแบบนี้แหละ” เมื่อไม่ถาม ก็มีปัญหาแน่นอน เพราะอาจไปทำลายระบบงานบริการที่ควรจะเป็น ที่เป็นแนวทางปฏิบัติงานของทีมให้บริการ เพื่อให้สามารถตรวจสอบกันได้ระหว่างแผนก  ปัญหานี้พบเห็นบ่อยทีเดียว
  • มารยาทในการสื่อสารกับพนักงาน คือ การที่คุณเป็นเจ้าของ หรือผู้บริหาร ไม่ได้ให้สิทธิ์คุณในการที่จะปฏิบัติไม่ดีกับพนักงานที่คุณเป็นคนจ่ายเงินเดือน แต่บางครั้งรูปแบบการทำงานในระบบครอบครัว มักมองข้ามจุดนี้ไป เพราะถูกหล่อหลอมวิธีคิด วิธีปฏิบัติมาแบบนี้ จึงทำให้มาแสดงออกกับพนักงานในแบบที่ไม่สมควร หรืออาจถึงขั้นไม่มีมารยาท กรณีนี้ก็มีให้เห็นเช่นกัน ผลลัพธ์ที่ได้ ก็แน่นอน พนักงานก็ลาออกไปทำงานที่อื่น เพราะทุกคนมีสิทธิ์เลือก

 

ปัญหาการส่งมอบ การส่งต่อ และการเปลี่ยนผ่านที่คลาสิคที่สุดคือ การส่งต่องานจากรุ่นหนึ่ง ไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง บางโครงการมีการเปลี่ยนผ่านที่ราบรื่น บางโครงการมีการเปลี่ยนผ่านที่สะดุดติดขัด กระทบกับการดำเนินงาน ไปจนถึงสั่นคลอนความมั่นใจของพนักงานและทีมงานในโรงแรม จนถึงขั้นต้องขอลาออก ถ้าหากมีคนเก็บสถิติการลาออกในช่วงการเปลี่ยนผ่านธุรกิจ น่าจะเห็นตัวเลขชัดเจนบ้างไม่มากก็น้อย

ความจริงแล้ว การส่งต่องานจากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง มีอยู่ 2 ปัจจัยที่กระทบต่อการทำงานคือ “ความไม่มั่นใจ”  กับ “ความเป็นห่วง”  มีแค่ 2 ข้อนี้จริงๆ

ฝั่งที่แสดงออกถึงความไม่มั่นใจ ก็จะไม่ยอมปล่อย เพราะไม่คิดว่ารุ่นลูกตัวเองจะทำได้ หรือบ้างก็ยังยึดติดว่า “สมัยก่อนชั้นทำแบบนี้ ชั้นก็อยู่รอดมาได้ ทำไมจะต้องมาลงทุนทำอะไรโน่นนี่ให้มากมาย” อันนี้ก็ต้องขอบอกเลยว่า ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว และเปลี่ยนไปมากจริงๆ หากยังทำธุรกิจในแบบเดิมๆ บนเวทีแข่งขันที่มีความเข้มข้นขึ้น การที่คุณจะได้ลูกค้าก็จะยากมากขึ้น

ส่วนฝั่งที่แสดงออกถึงความเป็นห่วง อันนี้ก็คงต้องขอให้แปลงความเป็นห่วงเป็นการทำหน้าที่เป็น “ที่ปรึกษา” ให้ลูกๆหลานๆ เมื่อยามที่เขาต้องการคำปรึกษา หรือต้องการมุมมองจากรุ่นพ่อแม่  การทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาที่ดี แปลว่า ลูกๆหลานๆ สามารถเข้ามาขอคำแนะนำได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องกลัวว่าจะโดนว่า โดนตำหนิ

ถ้าทั้งสองฝั่ง สองรุ่น สองเจนเนอเรชั่น ทำงานร่วมกันได้ มีการวางกรอบกันไว้กว้างๆ ทิศทางธุรกิจชัดเจน งบประมาณชัดเจน ตัวชี้วัดผลชัดเจน ก็ต้องปล่อยให้รุ่นที่มารับมอบงานได้ทดลองทำงานกันไป และดูอยู่ห่างๆ ผ่านทางรายงานประจำเดือน ประจำไตรมาส หรือหากยังต้องเซ็นต์เช็คอนุมัติการสั่งจ่ายอยู่ในบางรายการ คุณก็จะได้เห็นความเคลื่อนไหวของธุรกิจอยู่แล้ว จึงไม่ควรจะต้องกังวลใจ

ส่วนฝั่งที่ได้รับมอบหมายความรับผิดชอบใหม่ ก็อย่าเพิ่งผลีผลามทำอะไรด้วยความรวดเร็วจนเกินไป หรือรวดเร็วจนไม่ได้มองปัจจัยรอบๆอื่นๆ หรือไม่ได้คำนึงถึงผลที่จะตามมา  ต้องอย่าลืมว่า “ทุกการกระทำ มีผลของการกระทำนั้นเสมอ” เพราะฉนั้น เมื่อเกิดอะไรขึ้น อย่าไปโทษใคร ให้ย้อนกลับมาที่ตัวเราเสมอว่า เพราะว่าเราทำอะไรลงไป เราถึงได้รับผลเช่นนั้น

ความจริง คือ ความจริง เสมอ

ลองปรับจูนกันใหม่ เชื่อว่าทุกโครงการมีทางออกเสมอ

โชคดีค่ะ