โรงแรมกับการออกแบบการให้บริการ

#ออกแบบการให้บริการ

เริ่มต้นปีด้วยเรื่องที่ตอกย้ำกันมาตลอดตลอด…ว่าด้วยการออกแบบการให้บริการ ซึ่งมักจะเป็นปัญหาในระยะยาวหลังการถูกใช้งานมาสักพักและส่งประสบการณ์ที่ไม่ดี ไม่ราบรื่นให้ลูกค้า

ดังนั้น สำหรับใครที่กำลังเริ่มต้น กำลังพัฒนาแบบจึงควรวางแผน เจรจากับผู้ออกแบบให้ดีว่าคุณต้องการอะไร ผู้ออกแบบก็ควรช่วยใช้วิชาความรู้ที่มีมาปรับใช้เพื่อให้สิ่งที่คุณออกแบบไม่ใช่แค่สามารถใช้งานได้จริง แต่จะเป็นแรงส่งประสบการณ์ที่ดี ที่น่าประทับใจ ที่น่าจดจำในทางที่ดีต่อไป

คำแนะนำแบบง่ายที่สุดคือ สมมติตัวเองเป็นลูกค้าที่มาใช้พื้นที่ต่างๆว่าจะรู้สึกอย่างไร ไม่ใช่คิดว่าพื้นที่กว้างขวางเพียงพอหรือไม่ แต่ให้คิดถึงความรู้สึกที่จะได้รับหลังจากการประกอบร่างทั้งงานสถาปัตยกรรมและงานตกแต่งภายในเรียบร้อยแล้ว

ยกตัวอย่างห้องล๊อคเกอร์ตามฟิตเนสต่างๆ ยิ่งรองรับจำนวนลูกค้ามาก ก็จะยิ่งมีตู้เหล่านี้มากมายตั้งเรียงรายทั้งสองฝั่งของห้อง หรือตั้งเป็น สามแถวสี่แถวแบ่งพื้นที่ห้องตรงกลางก็มี ระยะการเปิดตู้ ความกว้างของบานเปิด กับช่องทางเดินที่อาจมีการใช้งานทั้งสองฝั่งที่จะเปิดมาชนกัน หรือในพื้นที่แต่งตัว ถ้าผู้ออกแบบยึดมั่นแต่ภาคทฤษฎี ไม่สนใจประสบการณ์การใช้งาน ก็อาจจะกำหนดตำแหน่งปลั๊กไฟ/เต้าเสียบตามตำแหน่งที่กำหนดตามมุมห้อง เสาต่างๆที่ระยะความสูงตามทฤษฎี ซึ่งแน่นอนว่าไม่เพียงพอต่อการใช้งานในช่วงเร่งด่วน หรือช่วงที่มีลูกค้าใช้งานมาก เช่น มีตู้ล๊อคเกอร์หลักมากกว่า 150 ตู้ แต่มีตำแหน่งให้เสียบปลั๊กให้บรรดาลูกค้าสุภาพสตรีใช้เสียบไดร์เป่าผมเพียง 6 จุด …อยากชวนให้นึกสภาพการใช้งานจริงว่าจะโกลาหลขนาดไหน

นี่คือตัวอย่างบางส่วนที่เราพบเห็นได้บ่อยๆ ซึ่งส่วนผู้ให้บริการจะมารับรู้ก็เมื่อลูกค้าบ่น ตำหนิ ต่อว่า หรือสมัยปัจจุบันก็คือเขียนรีวิว หรือระบายความในใจบนหน้าวอลล์เฟสบุ๊ก

โรงแรมที่พักก็เช่นกัน ไม่ว่าคุณจะเปิดให้บริการมานานแค่ไหน หรือเพิ่งเปิด การให้ทีมงานของคุณได้ลองใช้บริการจริงเช่นเดียวกับลูกค้าจะทำให้เขาเหล่านั้นเข้าใจความรู้สึกของการใช้งานของลูกค้า และจะได้นำสิ่งเหล่านั้นมาช่วยกันปรับปรุงและออกแบบการให้บริการที่ดีขึ้นเพื่อลูกค้าจะได้รับแต่ประสบการณ์ที่ดีต่อไป

#ทำใหม่ได้ทุกวัน

#แก้ด้วยฮาร์ดแวร์ไม่ได้ก็แก้ด้วยซอฟต์แวร์

#รู้ให้จริงทำให้เป็น #thethinkwise

โรงแรมเล็กจะรอดหรือไม่รอด จะหมูหรือไม่หมู ในปีหมู อยู่ที่ตัวคุณ

ทุกปีเมื่อถึงช่วงใกล้สิ้นปีจะมีพ่อหมอ แม่หมอออกมาให้คำทำนายมากมายหลายรายให้ทุกคนได้เลือกอ่าน มีทั้งใครจะดวงเฮง ใครจะเสมอตัว ใครที่ต้องทำงานหนัก ใครต้องระวังการเดินทาง และอื่นๆอีกมากมาย เชื่อว่าหลายท่านคงจะได้เห็นผ่านตา และแอบแวะเข้าไปอ่านกันบ้างไม่มากก็น้อย

แล้วโรงแรมที่พักจะเป็นอย่างไรในปีหมู จะง่ายแบบหมู ๆ หรือจะต้องฝ่าฟันกันขนาดไหนโดยเฉพาะโรงแรมที่พักขนาดเล็ก (ต่ำกว่า 79 ห้อง) เรามาดูเหตุปัจจัย ไม่ใช่การทำนายตามราศีของเจ้าของโรงแรมแต่อย่างใด

  • ภาพรวมเศรษฐกิจและเป้าหมายทางเศรษฐกิจของประเทศไทย คุณคิดว่าอย่างไร?

การคาดการ์ณการเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ที่ 3.5-4.0% แล้วการเติบโตนี้จะมาจากไหน เราก็ยังมองเห็นว่ายังคงมาจากการลงทุนภาครัฐ การใช้จ่ายภาครัฐกับโครงการสาธารณูปโภคและการพัฒนาต่างๆ รวมทั้งการท่องเที่ยว (แน่นอน) อย่าลืมว่าการท่องเที่ยวของบ้านเราคิดเป็นสัดส่วนถึง 20% ของรายได้ประชาชาติของประเทศทีเดียว ททท.ยังคงตั้งเป้าหมายในการสร้างรายได้ให้ประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง บนจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นเช่นเดิม พร้อมกับแคมเปญ Go Local ที่จะเน้นประสบการ์ณการท่องเที่ยวตามชุมชน หัวเมือง เมืองรอง เพราะฉนั้นมั่นใจได้ว่าในภาพรวมของประเทศอย่างไรภาครัฐก็ต้องผลักดันการท่องเที่ยวต่อเนื่องและเข้มข้นมากขึ้นเพราะเป็นรายได้หลักของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือการท่องเที่ยวภายในประเทศของเรากันเอง

  • ภาพจังหวัดของคุณเป็นอย่างไร ?

หากจังหวัดของคุณมีการเก็บสถิติที่ดี คุณก็จะมองเห็นภาพรวมของจังหวัดของคุณในเรื่องการท่องเที่ยว แต่ข้อมูลสถิติบ้านเรามักจะล่าช้าในรายละเอียดของแต่ละจังหวัดเสมอทำให้เราคาดเดาทิศทางค่อนข้างลำบาก แต่ในเบื้องต้นเราอาจเทียบเคียงสถิติที่ผ่านมาเป็นแนวทางได้ เช่น หากภาพรวมของประเทศไทยรายงานว่ามีนักท่องเที่ยวรวม 35.0 ล้านคน ในปีที่ผ่านมา ในจังหวัดของคุณมีนักท่องเที่ยวที่มาพักค้างเยี่ยมเยือนรวม 0.8 ล้านคน ก็เท่ากับสัดส่วนทางการตลาดของจังหวัดคุณในเรื่องการท่องเที่ยวมีอยู่ 2.3 % หากการท่องเที่ยวแจ้งว่ามีเป้าหมายที่จะเพิ่มนักท่องเที่ยวไปให้ถึง 40.0 ล้านคน ถ้าจังหวัดคุณยังคงสัดส่วนทางการตลาดเท่าเดิม จะต้องรองรับนักท่องเที่ยว 0.9 ล้านคน เป็นต้น

คราวนี้ก็มาพิจารณาความพร้อมของจังหวัดคุณ ร่วมกับแคมเปญส่งเสริมการท่องเที่ยวของททท.ว่าจะไปในทิศทางไหน เช่น จังหวัดคุณกำลังขยายถนน เพิ่มเส้นทางลัดเข้าจังหวัด มีเที่ยวบินเพิ่ม มีระบบการขนส่งให้บริการเพิ่มเติม มีงานกิจกรรมของจังหวัดเพิ่มเติม ก็พอจะมองเห็นภาพทิศทางในภาพรวม หรือภาพมหภาคชัดเจนมากขึ้นในส่วนของการเพิ่มความสามารถในการเข้าถึง (Accessibility) ที่ดีขึ้น

  • กิจการของคุณเป็นอย่างไร ?

เรื่องนี้ขอแยกเป็น 2 ส่วนสำหรับคนที่คิดจะเริ่มทำธุรกิจโรงแรมที่พัก กำลังพัฒนาโครงการ และ สำหรับผู้ที่ประกอบกิจการ ดำเนินธุรกิจอยู่แล้ว

สำหรับผู้ที่กำลังจะลงทุน เร่ิมลงทุน คิดจะลงทุน

  • พิจารณาเรื่องทำเลที่ตั้งให้ดี
  • พิจารณาเรื่องจังหวะการลงทุนให้ดี ทำความเข้าใจวงจรธุรกิจ ประมาณระยะเวลาการลงทุนและพัฒนาโครงการให้ดี
  • พิจารณาเรื่องแหล่งที่มาของเงินทุนที่จะใช้ในโครงการ และเงินหมุนเวียนที่จะใช้ในระหว่างพัฒนาโครงการว่าจะมาจากไหน หากต้องกู้ยืม กำลังในการผ่อนชำระเป็นอย่างไร —-อย่าทำอะไรเกินตัว คือข้อสำคัญ
  • วางคอนเซ็ปต์ให้ดี อย่ามองแต่เรื่องรูปแบบ แต่ให้คิดถึงรูปแบบการให้บริการด้วย

สำหรับผู้ที่ประกอบธุรกิจอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นโฮสเทล บูติกโฮเต็ล ซิตี้โฮเต็ล บ้านพัก

  • การจัดสรรกำลังคน ทีมงานในการให้บริการที่เหมาะสมกับปริมาณลูกค้าในแต่ละฤดูกาล แม้แต่ที่พักที่เป็นตลาดวีคเดย์วีคเอ็นด์ก็ควรมีการปรับให้เหมาะสมและเพียงพอต่อปริมาณธุรกิจ
  • จัดคนสื่อสาร ทีมงานสื่อสารที่พร้อมตลอดเวลาในทุกช่องทางที่คุณเลือกที่จะให้เป็นช่องทางการติดต่อสำหรับลูกค้า ใครที่ตอบข้อซักถามได้รวดเร็ว ฉับไว รู้เรื่อง และประทับใจ คนนั้นก็จะได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าไป ทั้งลูกค้าต่างชาติและลูกค้าคนไทย
  • สถิติ สถิติ สถิติ ทุกช่องทางที่ลูกค้าติดต่อ ในแต่ละช่วงเวลา ในความแตกต่างของความต้องการ รูปแบบคำถาม — ยิ่งใครเก็บสถิติได้ดี ได้ละเอียด ก็จะเข้าใจลูกค้าได้แบบเข้าถึงมากขึ้น และนำกลับมาพัฒนาการออกแพ็คเกจ ราคาและเงื่อนไขการจองที่ตรงกับความต้องการของลูกค้ามากขึ้น
  • อย่าเทคโนโลยีจ๋า ถ้าทีมงานไม่พร้อมและไม่มีคนดูแลอย่างจริงจัง –เห็นใครทำอะไรไม่ต้องทำตาม กลับมาดูที่ตัวเราว่าพร้อมหรือยัง กลุ่มลูกค้าเราเป็นแบบไหน จำเป็นต้องใช้หรือไม่ สรุป “อย่าทำตามเพื่อน”
  • การว่าจ้างที่ปรึกษา หรือทีมงานเฉพาะกิจโดยเฉพาะการขายและการตลาด ควรเริ่มจากการซักประวัติกันให้ดี ถามความต้องการของตัวคุณเองให้ชัดเจนว่าคุณต้องการคนมาช่วยทำอะไร ต้องการแค่มาเปิดปิดห้องพักบน OTA หรือต้องการคนมาวางกลยุทธ์ ทำแผนการตลาด เพราะลักษณะการทำงานแตกต่างกัน ควรกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน ไม่อยากให้ลงเอยด้วยการจ่ายเงินแพง และได้แค่คนมาเปิดปิดห้องพักบน OTA ซึ่งหลายๆแห่งประสบปัญหาอยู่กับคำว่า “ที่ปรึกษาการขาย”
  • สร้างจุดขายจากการให้บริการที่โดดเด่น มากกว่าให้ความสำคัญกับสิ่งปลูกสร้าง สถาปัตยกรรมและการตกแต่งภายใน เพราะนี่คือสิ่งที่จะสร้างการจดจำให้ลูกค้าไปตลอดอายุโครงการ
  • อย่าเชื่อข่าวลือ – หัดหาข้อมูล และมาวิเคราะห์ตัวเลขที่แท้จริง อย่าอ่านแต่ข่าวพาดหัว อย่าเชื่อสิ่งที่ข่าวเขียนทั้งหมด หัดประมวลข้อมูล คิด วิเคราะห์ด้วยเหตุและผล

เชื่อว่าถ้านำหลักคิดและแนวทางการทำงาน 6-7 ข้อข้างต้นไปปรับใช้ ปีหมู ของคุณจะราบรื่น ไม่สะดุดกับอุปสรรคต่างๆอย่างแน่นอน

 

โชคดี และสวัสดีปีใหม่ทุกท่านค่ะ

2019 : โรงแรมเล็ก จะไปต่อ หรือต้องหยุดรอ

จะไปต่อหรือต้องหยุดรอสำหรับโรงแรมที่พักขนาดเล็ก ขึ้นอยู่กับอะไร และควรปรับตัวอย่างไร

อีกไม่กี่สัปดาห์ก็จะผ่านไปอีกปี เราจะไม่พูดถึงการวางแผนการทำงาน การลงทุนในธุรกิจท่องเที่ยวโดยเฉพาะโรงแรมที่พักขนาดเล็กก็คงจะไม่ดี วันนี้เรามาคุยเรื่องสิ่งที่เกิดขึ้นในรอบปีที่ผ่านมา และสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไป ในขณะเดียวกันก็อยากให้ผู้อ่านได้กลับไปพิจารณาเปรียบเทียบกับธุรกิจของตนเอง หรือเทียบกับแผนงานที่ตนเองกำลังวางแผน หรือสนใจที่จะลงทุนในโรงแรมที่พักขนาดเล็ก เพื่อหามุมมอง และทางเลือกให้กับตัวเอง และที่สำคัญคือ การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการ์ณต่างๆ

พาดหัวเรื่องว่า “จะไปต่อ หรือจะต้องหยุดรอ”

สิ่งที่เกิดขึ้นสำหรับโรงแรมที่พักขนาดเล็กที่เราเห็นกันไม่ว่าจะเป็นเมืองท่องเที่ยวหลัก หรือเมืองท่องเที่ยวรองตามนโยบายของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เห็นจะไม่หนี 3-4 ประเด็นนี้

  1. จำนวนผู้ให้บริการที่เพิ่มมากขึ้นในแต่ละพื้นที่ หมายถึงจำนวนที่พักขนาดเล็กไม่ว่าจะเป็นแบบโฮสเทล บ้านพัก โรงแรมขนาดต่ำกว่า 79 ห้องตามหัวเมืองต่างๆ ทั้งที่บริหารเอง หรือว่าจ้างบริษัท เชนทั้งในและต่างประเทศมาบริหาร  สิ่งเหล่านี้เราจะพบเห็นได้ค่อนข้างชัดเจนเวลาเดินทางไปตามจังหวัดต่างๆ ยิ่งถ้าขับรถท่องเที่ยว ยิ่งชัดเจนถึงการเกิดขึ้นของจำนวนที่พักที่ให้บริการ

  2. บทบาทของโทรศัพท์มือถือ  ไม่ใช่แต่เพียงธุรกิจโรงแรมที่พัก แต่รวมไปถึงทุกธุรกิจที่ต้องปรับตัวอย่างเร่งรีบเพื่อตอบสนองต่อพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป เมื่อมือถือ หรือ Smart Phone กลายเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย และการใช้ชีวิตประจำวันไปเสียแล้ว ดังนั้นการติดต่อสื่อสารระหว่างโรงแรมที่พักกับลูกค้า จึงต้องพัฒนาการสื่อสารผ่านทางมือถือให้ได้และมีรูปแบบที่น่าสนใจ 

  3. การจองห้องพัก ที่มีความสะดวกรวดเร็วมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นการจองห้องพักผ่านทางออนไลน์ทราเวิลเอเย่นต์ หรือที่เรารู้จักกันดีในนาม OTA หลายหลายผู้ให้บริการ หรือการจองตรงกับโรงแรม ผ่านทางเว็บไซต์ ทาง Line@ หรือทาง Facebook Fan Page ไปจนถึงช่องทางพื้นฐานอย่างโทรศัพท์  ซึ่งทุกช่องทางนั้น ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมพยายามเน้นการให้บริการที่มีความรวดเร็ว เงื่อนไขการจองมีความผ่อนปรนมากขึ้นเพื่อให้ลูกค้าสามารถตัดสินใจได้รวดเร็ว เกิดการซื้อที่เร็วขึ้น เช่น ไม่มีค่าใช้จ่ายเมื่อยกเลิกการจอง เมื่อเปลี่ยนแปลงการจอง ยกเว้นค่าธรรมเนียมการจอง เป็นต้น
  4. บทบาทของผู้มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของลูกค้า หรือ Influencer  ในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะคนเขียนบล๊อกเล่าเรื่องราวการท่องเที่ยว (Travel Blogger) ที่กลายเป็นเครื่องมือในการสื่อสารทางการตลาดไปยังกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเพื่อแสดงออกถึงสไตล์ของที่พัก สร้างการยืนยันตัวตน ความมีเอกลักษณ์ จุดขายและจุดให้บริการที่โดดเด่นของโรงแรม โดยเชื่อว่ากลุ่มผู้ติดตามบล๊อกเกอร์เหล่านั้นเป็นกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของโรงแรม ซึ่งค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ก็จะมีอัตราที่เพิ่มสูงขึ้นตามจำนวนผู้ติดตามของบล๊อกเกอร์นั้นๆ

ถ้าเราพิจารณากันแค่ 4 ประเด็นข้างต้น คุณคิดว่าโรงแรมที่พักของคุณมีการปรับตัวในส่วนต่างๆบ้างหรือไม่อย่างไร ลองตรวจสอบกันดูว่าเราได้มีการพัฒนาและปรับปรุงในส่วนต่างๆเหล่านี้หรือไม่ เพราะนั่นจะเป็นตัวบ่งบอกว่าคุณจะได้ไปต่อ หรือต้องหยุดรอ

  • ที่พักมีเอกลักษณ์หรือจุดขายที่ชัดเจนและโดดเด่น แตกต่างจากที่พักที่มีอยู่ในท้องตลาดหรือไม่

คำว่าโดดเด่น ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงรูปลักษณ์ภายนอกจากสถาปัตยกรรม หรือการตกแต่งภายใน แต่รวมไปถึง และเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญคือ “เอกลักษณ์และความโดดเด่นในการให้บริการ” คุณสร้างคาแรคเตอร์ พัฒนาแบรนด์ในการให้บริการของคุณให้ลูกค้าจดจำอย่างไร จดจำแบบประทับใจ หรือ จดจำแบบมาพักครั้งเดียวก็เกินพอ

  • หน้าตาของช่องทางสื่อสารของคุณโดยเฉพาะบนเว็บไซต์ของโรงแรมที่พักของคุณสามารถรองรับบนหน้าจอมือถือ หรือสมาร์ทโฟนได้หรือไม่ ภาพและเนื้อหาถูกตัดทอนหรือไม่ได้สัดส่วนเมื่อมองผ่านเครื่องมือสื่อสารแต่ละประเภทหรือเปล่า เช่น ภาพบนมือถือถูกตัด ไม่ได้สัดส่วน เมื่อมองผ่านแท็บเล็ตก็เห็นเป็นอีกขนาด ไม่ได้สัดส่วน ข้อความถูกตัด เว้นบรรทัดแบบตลกๆ หรือแสดงข้อมูลได้เพียงครึ่งหน้าของเว็บไซต์จริง ถ้ายังเป็นเช่นนี้ กรุณาติดต่อผู้ให้บริการออกแบบเว็บไซต์และแจ้งว่าต้องการเปลี่ยนเว็บไซต์ของคุณเป็นแบบ Responsive หมายถึงสามารถรองรับได้ทุกเครื่องมือสื่อสาร เห็นภาพและข้อความเหมือนกัน

  • ระบบการจองห้องพัก หรือ Booking Engine ที่ใช้งานอยู่บนเว็บไซต์ของโรงแรมเอื้ออำนวยความสะดวกและรวดเร็วรวมทั้งการใช้งานมีความง่ายมากน้อยเพียงใด ลูกค้าเข้ามาบนเว็บไซต์คุณแล้วสามารถตัดสินใจได้รวดเร็ว เห็นความแตกต่างของแต่ละระดับราคาในแต่ละห้องพักชัดเจนมากน้อยเพียงใด รูปภาพที่ใช้ คำบรรยายที่ใช้ อ่านแล้วรู้เรื่องหรือไม่ ให้ลองเปรียบเทียบการจองห้องพักของโรงแรมคุณ กับ OTA ต่างๆ แล้วคุณจะเห็นว่าทำไมลูกค้าจึงนิยมทำการจองผ่าน OTA ในสัดส่วนที่สูงกว่าการจองตรงบนเว็บไซต์ของโรงแรม

  • การเลือกใช้ Influencer หรือ Travel Blogger ตรงกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายจริงหรือเปล่า แนะนำให้ศึกษารูปแบบการนำเสนองานของแต่ละบล๊อกเกอร์ให้ดี เพื่อให้แน่ใจว่าใช่กับสิ่งที่ต้องการ อย่าเพิ่งไปเน้นจำนวนผู้ติดตามมาเป็นลำดับแรก ดูกลุ่มเป้าหมายก่อน ดูโพรไฟล์ของผู้เขียนก่อน การถ่ายภาพ การใช้คำบรรยาย ใช่สิ่งที่เราต้องการหรือเปล่า สอบถามกันให้มั่นใจก่อนใช้บริการ เพราะปัจจุบันมีกลุ่มคนประเภทอยากเป็นบล๊อกเกอร์” (Blogger-liked group) ติดต่อตามโรงแรมต่างๆ เสนอเงื่อนไขต่างๆ เน้น พักฟรี กินฟรี แต่ตามใจฉันนะ ก็มีให้เห็นพอสมควร เพราะฉะนั้นควรดูให้ดี อย่าตามกระแสมากจนเกินไป

ประเด็นสุดท้ายที่จะทำให้คุณได้ “ไปต่อ” และไม่ต้องหยุดรอคือ “ใบประกอบธุรกิจโรงแรม” อย่างถูกกฎหมาย ไม่ว่าคุณจะประกอบธุรกิจโรงแรมที่พักประเภทอะไร ถ้าเกิน 4 ห้อง หรือมีผู้เข้าพักรวมเกินกว่า 20 คน และมีค่าตอบแทนต่ำกว่ารายเดือน นั่นแปลว่าธุรกิจของคุณเข้าข่ายตามคำจำกัดความของคำว่า “โรงแรม” ตามพรบ.โรงแรม พ.ศ. 2547  เพราะฉะนั้นไม่ขึ้นอยู่กับชื่อที่พักว่าคุณจะเรียกว่าอะไร แต่หากเข้าองค์ประกอบข้างต้นจัดเป็นโรงแรมทั้งหมด และเมื่อเป็นโรงแรม ซึ่งเป็นธุรกิจที่ต้องมีการควบคุม จึงต้องมี “ใบอนุญาต” —หลักการมีอยู่แค่นี้ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นโฮสเทล บ้านพัก ซิตี้โฮเต็ล เกสท์เฮ้าส์ อพาร์ทเม้นท์ที่มีการปล่อยรายวัน ถ้าเกินกว่า 4 ห้อง มีผู้เข้าพักเกิน 20 คนต้องขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมทั้งสิ้น

ใครที่ยังไม่ได้ดำเนินการ และกรณีเป็นการนำอาคารพาณิชย์เก่ามาดัดแปลงเพื่อประกอบธุรกิจโรงแรม ตอนนี้ยังมีกฏกระทรวงกำหนดลักษณะอาคารประเภทอื่นเพื่อประกอบธุรกิจโรงแรมปี 2559 (ฉบับที่ 2) ที่ประกาศออกมาเมื่อ 25 ตุลาคม 2561 ที่ผ่านมา (ดาวน์โหลดกฎกระทรวง) ให้เร่งศึกษาและไปติดต่อตามพื้นที่ที่โรงแรมที่พักของท่านตั้งอยู่เพื่อดำเนินการให้ถูกต้อง ง่ายๆ คือต่างจังหวัด เร่งไปสอบถามข้อมูลจากเทศบาลในพื้นที่ ส่วนกรุงเทพ เร่งติดต่อกรมโยธาธิการและผังเมืองเพื่อตรวจสอบว่าการก่อสร้างถูกต้องตามกฎกระทรวงหรือไม่อย่างไร หากถูกต้องก็ยื่นเอกสารตามที่ทางการต้องการ และเมื่อได้รับการตรวจสอบแล้ว จึงนำใบที่ได้ (อ.5 หรือ อ.6) ไปยื่นต่อกรมการปกครองเพื่อขอใบอนุญาตโรงแรมในขั้นตอนต่อไป

สุดท้าย “จะไปต่อ” หรือ “จะต้องหยุดรอ” ล้วนขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของตัวท่านเองเป็นหลักสำคัญ

เตรียมจัดงาน

ใกล้เทศกาลปลายปีที่หลายโรงแรมจะมีการจัดงานคริสต์มาสและขึ้นปีใหม่ บางแห่งคิดราคารวมกับห้องพักเลยสำหรับคนที่จองห้องพักในช่วงขึ้นปีใหม่ หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ Compulsory Dinner หรือพวกโรงแรมขนาดใหญ่ๆ ก็มักจะชอบเติมคำว่า “Gala” เข้าไปด้วย ซึ่งราคาก็จะค่อนข้างสูงพอสมควร ถ้าคิดในแง่ค่าครองชีพคนไทยระดับตลาดกลางไ แต่ถ้าคิดเทียบเป็นเงินตราต่างประเทศก็อาจจะพอยอมรับได้ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นกับธีมของงานว่าจะมีอะไรบ้าง ประเภทของอาหารประมาณไหน มีการแสดง หรือดนตรีเล่นสดหรือเปล่า มีแตกของขวัญ รวมแชมเปญตอนเคาน์ดาวน์ด้วยหรือไม่

บางครั้งโรงแรมที่พักขนาดเล็กเห็นโรงแรมขนาดใหญ่มีชื่อเสียงจัดงาน ก็เข้าใจว่าต้องทำแบบนั้นบ้าง มิฉะนั้นจะไม่ใช่วิถีโรงแรมช่วงปลายปี

อันที่จริงแต่ละโรงแรมควรกลับมานั่งคิดก่อนว่า ด้วยรูปแบบโรงแรมของเราจำเป็นต้องจัดงานหรือไม่ และถ้าจัดควรจะจัดแบบไหน

เหตุผลเบื้องหลังของเทศกาลทั้งหลาย ก็คือ เป็นช่วงเวลาวันหยุดที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกได้หยุดพัก(ยกเว้นคนโรงแรม) ดังนั้นเมื่อมีความต้องการในตลาดมาก โอกาสที่โรงแรมจะขายห้องพักและบริการอื่นๆเพื่อร่วมฉลองเทศกาลจึงเกิดขึ้น

คราวนี้จะทำอย่างไรให้เหมาะสมก็ขึ้นอยู่กับกับการคิด ออกแบบ วางแผนและลงมือทำให้เหมาะสม และไม่ตั้งราคาสูงจนเป็นการเอาเปรียบลูกค้ามากจนเกินไป

สำหรับโรงแรมที่มีแผนจัดงานก็ควรทำแผนงานให้ละเอียด ไล่เรียงขั้นตอนต่างๆตามเวลาแต่ละช่วง พร้อมทั้งมอบหมายผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบในแต่ละส่วน

บทบาทที่สำคัญของงานเทศกาลอีกส่วนคือ เมนูอาหาร ทีมครัวต้องแสดงฝีมือเต็มที่ ถ้าจะจัดคริสมาสต์จะต้องมีอาหารอะไรที่เป็นสัญลักษณ์ของเทศกาล ถ้างานปีใหม่จะเป็นอาหารแบบไหน ลักษณะการจัดจาน หรือไลน์บุฟเฟต์จะเป็นธีมอะไร

สุดท้ายที่สำคัญคือ การตั้งงบประมาณ

เมื่อได้งบประมาณแล้วจึงมาตั้งราคามาทำประมาณการว่าขายราคาเท่าไหร่ และต้องขายให้ได้กี่หัวจึงจะคุ้มทุน หรือ กี่หัวขึ้นไปจึงจะมีกำไร

ถ้าตอนนี้ ใครยังไม่ได้เริ่มวางแผน ให้รีบเร่งมือโดยด่วน

เป้าหมายพร้อม แผนพร้อม ทีม…?

ใกล้สิ้นปีเข้าไปทุกทีชนิดที่ว่าแทบจะหายใจรดต้นคอเข้ามาทุกวัน เดือนตุลาคมที่กำลังจะมาถึงตัวเลขทุกตัวที่จะใช้สรุปทำงบประมาณในปีต่อไปควรจะพร้อมได้แล้ว แต่ในความจริง…..ตัวเลขที่รวบรวมได้กลับเป็นตัวเลขที่ไม่อยากจะนำมาใช้เลยทีเดียว ทั้งต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ ทั้งไม่รู้จะใช้หลักเกณฑ์อะไรมาตั้งเป้า…น่าปวดหัวจริงๆ

ในอีกมุมหนึ่ง ก็มีเสียงพึมพำอยู่ในหัวว่า “ทำไปทำไม ของเราเล็กนิดเดียว ขายๆไปเถอะ ทำยังไงก็ได้ให้มีลูกค้ามาพัก ไม่เห็นต้องยุ่งยาก”

ในขณะที่อีกโรงแรม มีแผนงานพร้อมเป้าหมายและงบประมาณประจำปีเป็นเล่ม แต่ 9 เดือนที่ผ่านมา ไม่มีใครลงมือทำตามแผนที่วางไว้เลย เพราะคนที่เขียนแผนก็ไม่อยู่กับโรงแรมแล้ว ส่วนคนที่มาทำหน้าที่ต่อ ก็บอกว่าแผนที่เขียนไว้ไม่ดี เดี๋ยวจัดการใหม่ แต่ไม่เคยมีการเขียนแผนที่จะทำใหม่ ใช้แต่วิธีนั่งเปิด-ปิดห้องพักบนโลกออนไลน์กับ OTA

แล้วคุณคิดว่าอย่างไร?

เรื่องนี้มีหลายประเด็น หลายสาเหตุ ลองมาดูกันว่าคุณตกอยู่ในสถานการณ์แบบไหน

1) เจ้าของกิจการไม่เห็นความสำคัญกับการทำแผนงานและวางเป้าหมาย

2) เจ้าของกิจการเห็นความสำคัญและต้องการจะทำ แต่ทีมงานที่รับผิดชอบและมีหน้าที่ ไม่สามารถทำได้ เหมือนตอนที่สัมภาษณ์รับเข้าทำงานแล้วบอกว่าทำได้ทุกอย่างที่เกี่ยวกับการขายและการตลาด

3) ทีมงานที่รับผิดชอบทำแผนงานและเป้าหมายเสนอไปให้เจ้าของกิจการพิจารณาแต่ไม่เคยพิจารณาอนุมัติลงมาเป็นเรื่องเป็นราว ไม่เคยให้เวลาในการนำเสนอในรายละเอียด

ไม่ว่าจะเป็นกรณีไหน แต่ผลที่จะได้รับคือ ธุรกิจไม่มีทิศทางที่ชัดเจน ไม่มีแนวทางในการทำกลยุทธการตลาดหรือการขาย ไม่มีการจัดสรรงบประมาณในการทำกิจกรรมการตลาดหรือการขาย เพราะฉะนั้นการทำงานของทีมก็เป็นไปแบบไม่มีแผน วิ่งขายแบบไร้ทิศทาง เพราะอยู่บนแนวทางที่ว่า “ทำยังไงก็ได้ ให้มีลูกค้าเข้าพัก”

การปล่อยให้ธุรกิจเดินหน้าแบบไร้ทิศทางที่เป็นรูปธรรมมีแต่จะทำให้ประสิทธิภาพของผลดำเนินงานค่อยๆลดน้องถอยลง ไม่ว่าจะสะท้อนออกมาให้เห็นจากอัตราค่าห้องพักเฉลี่ยที่ลดลง หรือค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นแบบที่ไม่สมเหตุสมผลกับผลการดำเนินงาน

ดังนั้น ในปีต่อไปเรามาลองเริ่มทำแผนงานการตลาดและการขายแบบที่มีงบประมาณรองรับกิจกรรมการตลาดและการขายกันดีกว่า หากใครยังไม่เคยทำ สามารถเริ่มได้ตามขั้นตอนดังนี้

1) เตรียมตัวเลขสถิติที่เกิดขึ้นผ่านมารวม 9 เดือนในด้านต่างๆทั้งรายรับและรายจ่าย รวมทั้งตัวเลขการขายในแต่ละช่องทางการขาย

2) เปรียบเทียบทิศทางการทำการตลาดและการขายที่โรงแรมอื่นๆใช้ โดยเน้นเฉพาะโรงแรมที่มีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายใกล้เคียงกัน

3) จัดประชุมเพื่อหาแนวทาง และวางทิศทางที่จะเดินหน้าในปีต่อไปว่าจะให้ความสำคัญกับเรื่องอะไร ใช้กลยุทธและวิธีการอย่างไร รวมทั้งจะต้องใช้งบประมาณเท่าไหร่ในการดำเนินการ

4) ตั้งเป้าหมายในด้านต่างๆ ทั้งอัตราการเข้าพัก (Occupancy Rate) ราคาห้องพักเฉลี่ย (Average Room Rate) รายได้จากห้องพัก เป้าการขายในแต่ละช่องทางการขาย เป็นต้น

5) สรุปทั้ง 4 ข้อให้ออกมาเป็นเอกสารแบบง่ายๆ เพื่อให้ทุกคนเข้าใจ

สรุปสุดท้าย ไม่เคยทำ ไม่เป็นไรและลงมือทำเท่านั้น คือการฝึกฝน

เริ่มได้เลยค่ะ

บริหารการขายห้องพัก – ข้อควรระวัง

เราจะตามหาตัวจริงของทีมรับจ้างบริหารการขายและการตลาดสำหรับโรงแรมได้อย่างไร ลองอ่านข้อคิดและข้อสังเกตจากบทความนี้กันได้เลยค่ะ

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมามีคำถามเกี่ยวกับเรื่องการขายห้องพักเข้ามาบ่อยครั้ง และทุกครั้งจะได้ยินคำตอบในแบบเดียวกัน และในทำนองเดียวกันกับบทสนทนานี้

คำถาม : ปัจจุบัน ทำการขายเอง หรือบริหารการขายเองหรือเปล่าคะ

คำตอบ : จ้างคนทำค่ะ เป็นทีมรับบริหารการขายค่ะ

คำถาม : แล้วมีปัญหาอะไรบ้างคะ

คำตอบ : คือเค้าจะขายห้องพักแต่กับ OTA ค่ะ แล้วก็จะเอาแต่ลดราคาอย่างเดียว

คำถาม : แล้วคุณกำหนดขอบเขตการทำงานกันอย่างไร มีการตั้งเป้า หรือมีตัวชี้วัดอะไรกำกับบ้างหรือเปล่าคะ

คำตอบ : ไม่มีค่ะ ก็ให้เป็นเหมือนค่าคอมมิชชั่นจากยอดขายค่ะ

.

.

.

ปัญหาการว่าจ้างทีมการขายและการตลาดดูเหมือนจะเป็นปัญหายอดฮิตในปัจจุบันเนื่องจากมีการแข่งขันกันสูง จากจำนวนห้องพักที่เพิ่มขึ้นในแทบจะทุกเมืองท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นเมืองหลักหรือเมืองรอง

แล้วเราจะแก้ไขปัญหาอย่างไร ?

  1. การกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนว่าเราต้องการอะไร
  2. การกำหนดกรอบระยะเวลาที่ต้องการเห็นผลลัพธ์
  3. การกำหนดงบประมาณด้านการตลาดและการขาย เพื่อสนับสนุนกิจกรรมด้านการขายและการตลาด

อย่ากำหนดแต่เป้าหมาย โดยไม่มีงบประมาณสนับสนุนกิจกรรมด้านการขายให้กับทีมงาน เพราะยากที่จะเห็นผลเป็นรูปธรรมได้ และทีมทำงานก็คงจะขับเคลื่อนลำบาก

ส่วนการพิจารณาเลือกทีมบริหารด้านการขาย หรือทีมการตลาดมาเป็นทีมที่ปรึกษาและจัดการทุกอย่างให้นั้น ขอให้นำข้อสังเกตเหล่านี้ไปเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาคัดเลือก

  1. ถ้าบอกว่าเป็นทีมรับจ้างทำการตลาดและการขาย สิ่งที่ควรจะนำเสนอให้เจ้าของโรงแรมพิจารณาได้แก่
    • แผนการตลาด
    • กลยุทธ์การตลาด
    • แผนการขายในแต่ละช่องทางการขาย
    • กลยุทธ์ที่จะใช้ในการขาย
    • แผนกิจกรรมด้านการตลาดและการขาย พร้อมทั้งประมาณการค่าใช้จ่าย
    • ประมาณการตัวเลขที่เป็นตัวชี้วัดที่สำคัญได้แก่ อัตราการเข้าพัก (Occupancy Rate) และ ราคาเฉลี่ย (Average Room Rate) ในแต่ละเดือนที่รับปฎิบัติงาน
  2. ถ้าบอกว่ารับจ้างขายทางช่องทางออนไลน์ หรือรับบริหารจัดการ OTA  สิ่งที่ควรพิจารณา คือ ในความเป็นจริงแล้วช่องทางออนไลน์นั้นครอบคลุมหลายช่องทางการขาย ไม่ใช่เฉพาะแต่ OTA แต่ควรหมายรวมไปถึงการบริหารจัดการเว็บไซต์ของโรงแรม และสามารถรวมไปถึงการบริหารจัดการโซเชี่ยลมีเดียด้วยก็ได้ กรณีนี้ก็แล้วแต่จะตกลงกันว่าจะให้คำจำกัดความของคำว่า “การตลาดออนไลน์” ครอบคลุมไปถึงตลาดใดบ้าง  แต่อย่างไรก็ดีในส่วนของการทำ “ดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง” นั้น คงต้องใช้ทีมพิเศษที่มีความเชี่ยวชาญเพิ่มเติมเพื่อมาสนับสนุนการทำการตลาดออนไลน์ให้เข้มข้นขึ้น

แต่ถ้าบอกว่า มีทีมขายออนไลน์ แล้วมาเล่นแต่ตลาด OTA อย่างเดียว กรณีนี้ก็ควรมานั่งคุยกันให้ดีว่าโครงสร้างราคาขายของคุณเป็นอย่างไรในตลาด เพื่อจะได้กำหนดราคาขาย ราคาโปรโมชั่นที่เหมาะสมในแต่ละตลาด และไม่ทำให้เกิดปัญหากับช่องทางการตลาดอื่นๆ

นอกจากนี้ ไม่ว่าจะเป็นแบบข้อ 1 หรือข้อ 2 ทุกสิ้นเดือน จะต้องมีรายงานสรุปการขายโดยรายนั้นควรจะประกอบไปด้วยส่วนต่างๆ ดังต่อไปนี้

1) การวิเคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้นว่าทำไมตัวเลขจึงออกมาเป็นเช่นนั้น มีปัจจัยอะไร เปรียบเทียบกับเดือนที่ผ่านมา และช่วงเวลาเดียวกันในปีที่ผ่านมา (สำหรับโรงแรมที่เปิดดำเนินการมาแล้วเกิน 1 ปี) นอกจากนี้ต้องเปรียบเทียบกับตัวเลขเป้าหมายที่ตั้งไว้ในแต่ละช่วงเวลาด้วยค่ะ ได้แก่ เป้าประจำเดือน ประจำไตรมาส ประจำปี

2) ลูกค้าเป็นใครมาจากตลาดไหน และแต่ละตลาดให้ผลตอบแทนเป็นอย่างไร เมื่อเปรียบเทียบกับต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายที่ลงทุนไป

3) สรุปการใช้งบประมาณประจำเดือน พร้อมทั้งเปรียบเทียบเรื่องการใช้งบประมาณในแต่ละเดือนที่เกิดขึ้นด้วย

4) แผนที่จะดำเนินการต่อไปในเดือนถัดไป จะทำอะไรบ้าง จะมีโปรโมชั่นอะไร หวังผลเท่าไหร่ กี่เปอร์เซ็นต์ของเป้าหมายที่ตั้งไว้ และคาดว่าตลาดไหนจะเป็นแหล่งที่มาของรายได้ในเดือนถัดไป

เห็นหรือยังว่า ……ถ้าเป็นทีมงานบริหารการขายและการตลาด “ตัวจริง” นี่คือสิ่งที่เขาควรจะทำให้คุณ “เป็นอย่างน้อย” ขอย้ำว่า “เป็นอย่างน้อย” นะคะ สิ่งต่างๆที่ยกมากล่าวข้างต้นเป็นหน้าที่พื้นฐานของทีมการขายและการตลาด ไม่ใช่สิ่งแปลกปลอมหรือสิ่งใหม่อะไรเลย

แต่ถ้าทีมที่คุณว่าจ้างมา มีแต่การนั่งเปิด/ปิดห้องพักบนช่องทาง OTA แต่เพียงอย่างเดียว โดยไม่มีแผนหรือกลยุทธ์ แถมไม่สนใจว่าจะกระทบกับราคาห้องพักโดยรวมอย่างไร ราคาเฉลี่ยห้องพักจะเสียหายขนาดไหน แล้วบอกคุณว่าเขาเป็น “ที่ปรึกษาการขายของโรงแรม” แบบนี้ถือว่า “ไม่ใช่ตัวจริง” แล้วแน่ๆค่ะ

ลองนำข้อคิด และข้อสังเกตนี้ไปปรับใช้นะคะ หากคุณมีแผนที่จะว่าจ้างทีมที่ปรึกษาการขายหรือการตลาดมาช่วยคุณบริหารโรงแรมที่พักของคุณ

โรงแรมกับโซเชียลมีเดีย ตอน เมื่อเจ้าของเป็นซะเอง

สิ่งที่เกิดขึ้นบนโลกออนไลน์นั้น เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ยากที่จะลบไปได้ เท่ากับว่าคุณเลือกที่จะให้ลูกค้าจดจำคุณในแบบไหน คุณก็เลือกที่จะแสดงออกในแบบที่ต้องการได้

การใช้สื่อโซเชียลในปัจจุบันกลายเป็นเครื่องมือในการสื่อสารกับลูกค้าสำหรับทุกธุรกิจ และมีการใช้กันอย่างเข้มข้นตั้งแต่ลงรูปแสดงมุมต่างๆของโรงแรม บรรยายมุมต่างๆ ภาพอาหาร ไปจนถึงเชิญชวนให้ลูกค้าร่วมเล่นเกมส์เพื่อหวังให้เกิดยอด Engagement จากการ Like, Share และ Comment แต่บางครั้งก็เกิดข้อความที่ไม่เหมาะสมจากการโต้ตอบระหว่างลูกค้าและตัวแทนของโรงแรม หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ “แอดมินเพจ”

“แอดมินเพจ” แต่ละสินค้าและบริการเป็นเหมือนตัวแทน หรือ Brand Ambassador ของผลิตภัณฑ์หรือธุรกิจนั้นๆ และแอดมินเพจนี่แหละเป็นตัวที่จะวัดกึ๋นของธุรกิจว่าจะมีความสุขุม รอบคอบ หลักแหลม รอบรู้ในการโต้ตอบกับลูกค้ามากน้อยแค่ไหน  บางครั้งเราจึงได้เห็นการขึ้นข้อความที่อาจเรียกได้ว่า “หลุด” คือ หลุดคาแรคเตอร์ของโรงแรม กลายเป็นปล่อยตัวตนของตัวเองออกมาในโลกออนไลน์ เพียงเพราะควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ จะด้วยเหตุผลจากการโดนกระตุ้นจากสิ่งยั่วยุอะไรก็ตามทำให้เกิดอารมณ์เสีย

บางครั้งเราก็ได้เห็นตัวอย่างแบบที่ไม่ควรจะนำมาเป็นเยี่ยงอย่าง โดยเฉพาะเมื่อผู้ขึ้นข้อความเป็นเจ้าของโรงแรม หรือผู้บริหารโรงแรมที่อาจไม่พอใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น หรือไม่พอใจต่อพนักงานและนำมาโพสข้อความบนหน้าเฟสบุ๊กส่วนตัวโดยตั้งค่าเป็นสถานะเป็นสาธารณะ หรือ Public นั่นแปลว่าทุกคนสามารถเห็นข้อความนี้ได้ เช่น ขึ้นข้อความว่าวันนี้ห้องพักเกือบเต็ม แต่ต่อท้ายด้วยว่า “ดีกว่าจ้างทีมเซลล์มานั่งส่งคอนแทร็คให้เอเย่นต์” คล้ายกับต้องการบอกว่า พนักงานที่เคยจ้างมาทำงานด้านการขายการตลาดไม่ได้เรื่อง ทำเองมีลูกค้ามากกว่าต้องเยอะ……คืออะไรที่เราไม่พอใจ ก็ว่ากันไปตามกฎกติการของโรงแรม ถ้าผลงานไม่ได้ตามที่ตกลงกัน หรือทำได้ไม่ถึงตัวชี้วัด เป้าหมายที่กำหนด ก็ว่ากันไป แต่ไม่ควรถือว่า “ฉันเป็นเจ้าของ ฉันจะโพสอะไรก็ได้”

ข้อผิดพลาดที่มักเกิดขึ้นบ่อยๆในโลกออนไลน์นั้นมักมาจาก

(1) ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้

(2) ไม่สามารถแยกแยะบทบาทของตนเองได้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของ หรือพนักงาน หากทำหน้าที่บนเพจของโรงแรม นั่นหมายถึงคุณกำลังเป็นตัวแทนของธุรกิจ ตัวแทนของกิจการคุณ

(3) ขาดความรู้ความเข้าใจในการใช้งานสื่อโซเชียล เช่น ไม่ทราบว่าการตั้งสถานะสามารถกำหนดกลุ่มได้ว่าต้องการแสดงผลให้ใครเห็น เช่น เป็นสาธารณะ แปลว่าทุกคนเห็น หรือ Restricted Audience กำหนดการเห็นสถานะหรือข้อความเฉพาะกลุ่ม หรือ News Feed Targeting คือกำหนดกลุ่มผู้เห็นข้อความตามกลุ่มเป้าหมายโดยเลือกจากความสนใจ (Interest) เฉพาะกลุ่ม เช่น เฉพาะกลุ่มที่ชอบการท่องเที่ยว ชอบการถ่ายภาพ ชอบการออกแบบ เป็นต้น

Screen Shot 2561-08-13 at 7.14.04 PM
การกำหนดผู้อ่านบนแฟนเพจ (Page Manager)

(4) ไม่สนใจว่าใครจะว่าอย่างไร เพราะถือว่านี่เป็นเพจของฉัน ฉันจะทำอย่างไรก็ได้

คงต้องตอกย้ำว่า สิ่งที่เกิดขึ้นบนโลกออนไลน์นั้น เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ยากที่จะลบไปได้ เท่ากับว่าคุณเลือกที่จะให้ลูกค้าจดจำคุณในแบบไหน คุณก็เลือกที่จะแสดงออกในแบบที่ต้องการได้ หรือ ตามที่ได้มีการกำหนดคาแรคเตอร์ของแบรนด์คุณ  แต่ถ้าหากคุณเลือกที่จะแสดงออกตามอารมณ์ของคุณในแต่ละวัน ก็จะมีเหตุเกิดเสมอ และมักจะมีคนเก็บไว้ทันเสมอเมื่อมีเหตุ “ดราม่า” เกิดขึ้นระหว่างโรงแรม หรือผลิตภัณฑ์อะไรก็ตามกับลูกค้า

ดังนั้น การกำหนดนโยบายการใช้สื่อโซเชียลในที่ทำงานจึงเป็นสิ่งจำเป็นโดยให้กำหนดนโยบายแยกออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่

(1) นโยบายหรือข้อปฎิบัติสำหรับทีมการตลาดและการขาย

(2) นโยบายหรือข้อปฎิบัติสำหรับผู้ที่ทำหน้าที่ “แอดมินเพจ”

(3) นโยบายหรือข้อปฎิบัติสำหรับพนักงานทั่วไป

ทั้ง 3 ส่วนมีความสำคัญทั้งหมดโดยข้อ 1) และ 2) ควรอยู่ภายใต้กรอบการดำเนินธุรกิจ และภายใต้ข้อกำหนดของแบรนด์ในเรื่องต่างๆ ส่วนข้อ 3) สำหรับพนักงานโดยทั่วไปนั้น ควรเน้นขอความร่วมมือในการโพสข้อความ รูปภาพที่โรงแรมว่าสิ่งใดควร สิ่งใดไม่ควร หรือหากไม่สามารถควบคุมได้ ก็คงต้องยกตัวอย่างให้เห็นชัดเจนว่าการโพสข้อความแบบไหนที่ไม่ควรกระทำ เช่น การเช็คอินเมื่อมาถึงที่ทำงาน และขึ้นข้อความว่า “วันนี้ลูกค้าเยอะอีกแล้ว ไม่รู้จะได้กินข้าวกี่โมง”  หรือ ถ่ายภาพกองผ้าปูที่นอน ผ้าเช็ดตัวที่รอส่งซัก แล้วระบายว่า “ไม่รู้จะเยอะอะไรกันนักกันหนา”  หรือถ่ายเซลฟี่ตนเองที่ทำงานในห้องครัว พร้อมแอ๊คท่านั่งบนโต๊ะทำกับข้าว เป็นต้น ……. จริงๆ ตัวอย่างมีมากมายเหลือเกิน ที่เห็นแล้วแทบจะเอามือก่ายหน้าผาก

บางครั้งอาจต้องใช้เวลาในการอธิบายและทำความเข้าใจกับพนักงาน แต่ก็เป็นสิ่งที่ชี้แจงได้ อธิบายได้ถึงผลดี ผลเสีย และผลที่โรงแรมจะได้รับหากมีการกระทำที่ไม่เหมาะสม

ใครยังไม่มีสิ่งเหล่านี้ รีบเร่งออกกฎกติกามารยาทกันก่อนที่ภาพลักษณ์โรงแรมจะเสียหาย

สุดท้าย เจ้าของโครงการ ผู้บริหาร ก็ต้องอยู่ภายใต้กฎกติกามารยาทที่เหมาะสมด้วย ไม่ว่าจะบนแฟนเพจหรือบนเฟสบุ๊กส่วนตัว ไม่ใช่อยู่เหนือกฎกติกา และเป็นคนที่สร้างความเสียหายให้ธุรกิจเสียเอง