ทัศนคติผู้บริหาร กับ เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย : ผลกระทบต่อทีมงาน

สำนวนอังกฤษที่ใช้เตือนใจสำหรับคนที่มักจะคิดเล็กคิดน้อยกับรายจ่ายจำนวนไม่มาก แต่กับรายจ่ายจำนวนมหาศาลกลับใช้จ่ายได้ เช่น มีเงินซื้อรถใหม่คนละหลายล้าน แต่กลับเรื่องซื้อรองเท้าใช้ทำงานใหม่สักคู่คิดแล้วคิดอีก

บางทีสำนวนนี้ก็ทำให้นึกถึงจิตวิทยาในการบริหารงานโรงแรมเรื่องหนึ่งเหมือนกัน เรื่องมีอยู่ว่า หัวหน้าแผนกบุคคลทำงบประมาณขอเพิ่มค่าอาหารกลางวันต่อหัวให้พนักงานอีก 5 บาท แต่เจ้าของโรงแรมบอกว่า “เอาไว้ก่อน ก็ยังกินกันได้ไม่ใช่เหรอ” แต่ต่อมาผ่านไป 7 วัน มีรถยุโรปเปิดประทุนคันใหม่มาจอดที่หน้าโรงแรม

เรื่องนี้ถึงแม้จะไม่เกี่ยวกัน เจ้าของกิจการจะใช้เงินอะไร ก็เป็นเรื่องส่วนตัวของเขา แต่เผอิญเป็นจังหวะที่พนักงานกำลังเดือดร้อนในเรื่องอาหารไม่พอและไม่มีคุณภาพ ซึ่งเป็นเรื่องที่อ่อนไหวมากต่อพลังบวกของทีมงาน จึงทำให้พนักงานรู้สึกไม่ดีกับเจ้าของกิจการ

สำนวนนี้คล้ายกับสำนวนไทยที่ว่า #เสียน้อยเสียยาก_เสียมากเสียง่าย ที่เรารู้จักกัน

โดยคล้ายกันในส่วนแรก คือ คิดมากคิดเล็กคิดน้อยกับการจะต้องจ่ายเงินจำนวนน้อย แต่ความหมายในส่วนหลังจะต่างกัน คือของไทยจะหมายถึง ในที่สุดก็ต้องเสียเงินในจำนวนที่มากกว่า เช่น ตอนสร้างโรงแรม ช่างออกแบบงานระบบคำนวณให้แล้วว่าควรใช้ปั๊มน้ำแบบไหน แรงดันเท่าไหร่ แต่ก็ยังไปซื้อปั๊มแบบที่ใช้ตามบ้านเดี่ยวมากระจายติดตามจุดต่างๆ พอโรงแรมเปิดใช้งานได้ไม่นาน ระบบจ่ายน้ำโรงแรมมีปัญหาและในที่สุดต้องรื้อระบบน้ำใหม่ทั้งหมด ต้องปิดโรงแรมชั่วคราวเพื่อให้ช่างทำงานได้ เสียทั้งเงิน เสียทั้งเวลา เสียทั้งโอกาสทางการขาย เป็นต้น

.

.

อย่าเป็นคนเสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย

.

.

จัดเรียงลำดับความสำคัญให้ถูก

#เตือนใจ #เรียนรู้จากสำนวน

ประทับใจหรือจำไว้เลย ! : เส้นบางๆในการออกแบบและการให้บริการ

เส้นบางๆของการออกแบบและการออกแบบการให้บริการที่จะสร้างความประทับใจหรือให้ลูกค้าจดไว้ว่า “จำไว้เลยนะ ไม่ต้องกลับมาอีก”

เชื่อว่าหลายๆคนคงได้อ่านบทความมากมายเกี่ยวกับ Customer Journey หรือการทำความเข้าใจถึงเส้นทางหรือรูปแบบการตัดสินใจของลูกค้าและเครื่องมือต่างๆที่ลูกค้าใช้เพื่อแสวงหาสินค้า เปรียบเทียบสินค้า ไปจนถึงตัดสินใจซื้อ แล้วเราก็ควรจะต้องมาจับคู่หรือสร้างบริการที่สร้างที่ส่งมอบตั้งแต่ความสะดวกสบาย ความรวดเร็ว ไปจนถึงความประทับใจเพื่อให้ลูกค้าบอกต่อไปยังเครือข่ายของลูกค้าในลำดับต่างๆ

วันนี้อยากยกตัวอย่างที่ใกล้ตัวเรามาก ๆ คือ ห้องน้ำ

เวลาที่เราเริ่มโครงการไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร หรือโรงแรมที่พัก มีใครกำหนดสเปคหรือคอนเซ็ปท์ รูปแบบการใช้งานของห้องน้ำบ้าง? ….หมายถึงทั้งห้องน้ำในส่วนห้องพัก และห้องน้ำส่วนกลางนะคะ

รูปที่ 1 – ห้องน้ำในโรงแรมที่มีห้องประชุมสำหรับ 500 คน

ส่วนใหญ่ หากเป็นเรื่องโรงแรม มักจะใส่ใจเรื่องห้องน้ำในส่วนห้องพัก มากกว่าห้องน้ำสำหรับให้บริการส่วนกลาง บางแห่งไม่ได้คำนึงถึงสัดส่วนปริมาณลูกค้าที่จะใช้บริการกับจำนวนห้องน้ำด้วยซ้ำไป และที่รุนแรงที่สุดคือ “ไม่คำนึงถึงจำนวนห้องน้ำพนักงานให้เพียงพอกับพนักงานที่เข้างานในแต่ละรอบ” !!! เรื่องนี้เรื่องใหญ่ทีเดียว

คราวนี้ลองมาดูว่าถ้าตอนออกแบบงานโครงสร้างสถาปัตยกรรมไม่ได้คำนึงถึงตรงนี้เท่าไหร่ หมายความว่าผู้ออกแบบก็ใช้เกณฑ์พื้นฐานทั่วไป มีจำนวนห้องน้ำเท่านั้นเท่านี้ห้อง ไม่เคยสอบถามว่าปกติจะมีผู้ใช้บริการในแต่ละช่วงเวลาเป็นอย่างไร กรณีเป็นห้องประชุมก็ไม่เคยถามเจ้าของว่าแต่ละห้องประชุมีจะมีลูกค้าประมาณไหน ตั้งเป้าจัดงานเดือนละกี่ครั้งจะมีโอกาสจัดงานชนกันเดือนละมากน้อยอย่างไร ข้อมูลเหล่านี้บางท่านมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว บางท่านอาจมองว่าก็จัดตามมาตรฐานทั่วไปไปก่อนนั่นแหละ ใช้ได้เหมือนกันหมด แต่จริงๆแล้วสิ่งเล็กน้อยเหล่านี้จะช่วยให้การใช้งานมีประสิทธิภาพและผู้ใช้ได้รับประสบการณ์ที่ดีขึ้นแน่นอน

แล้วถ้าทำไปแล้ว สร้างไปแล้ว แก้ไขอะไรไม่ได้ เพิ่มจำนวนห้องไม่ได้ล่ะ จะทำอย่างไร?

กรณีนี้ก็ต้องมาแก้ด้วยอุปกรณ์เสริมที่ใช้ติดตั้งในห้องน้ำสำหรับใช้งานส่วนกลางเพื่อสร้างประสบการณ์การใช้งานที่ดี และทีมให้บริการก็ทำงานสะดวกขึ้น เช่น ตำแหน่งการติดตั้งสบู่เหลวสำหรับล้างมือ ตำแหน่งติดตั้งกระดาษเช็ดมือ ตำแหน่งวางถังขยะ ประเภทกระดาษที่ใช้ ทั้งนี้ให้คำนึงถึงเส้นทางการใช้งานของลูกค้าเป็นสำคัญ

หากเลื่อนกลับขึ้นไปดูตัวอย่างจากรูปที่ 1 เป็นห้องน้ำในสถานที่จัดประชุมราคาประหยัด ให้สังเกตตำแหน่งที่ติดตั้งเครื่องจ่ายสบู่เหลวสำหรับเคาน์เตอร์อ่างล้างมือ 4 อ่าง และตำแหน่งการวางถังขยะ และจุดบริการกระดาษเช็ดมือ

หากลูกค้ายืนในตำแหน่งที่ 1 ติดกับจุดจ่ายสบู่เหลว เมื่อล้างมือเสร็จ ก็ต้องนำมือน้ำหยดเดินไปยังจุดบริการกระดาษเพื่อดึงกระดาษมาเช็ดมือ และทิ้งขยะ

ในขณะที่ลูกค้าที่ยืนที่จุดที่ 4 ติดกับจุดบริการกระดาษและถังขยะ เมื่อเดินออกจากห้องน้ำก็ต้องเดินไปกดสบู่เหลวตรงจุดที่ 1 ซึ่งหากมีผู้ใช้บริการอยู่ตั้งแต่อ่างล้างมือที่ 1 ถึง 3 ก็จะต้องประคองมือที่มีสบู่เหลวมาที่จุดที่ 4 เพื่อล้างมือต่อไป

รูปที่ 2 – ห้องน้ำสำหรับห้องรับรองผู้โดยสารชั้นธุรกิจ

ลองมาดูอีกตัวอย่างตามรูปที่ 2 ห้องน้ำในห้องรับรองผู้โดยสารชั้นธุรกิจ แน่นอนว่าการให้บริการต้องประทับจิตประทับใจไร้ที่ติให้มากที่สุด ให้ความสะดวกสบายมากที่สุด ถึงแม้ห้องน้ำจะมีให้บริการเพียง 2 ห้อง อ่างล้างมือ 2 จุด แต่ก็เพียงพอสำหรับจำนวนที่นั่งชั้นธุรกิจในแต่ละเที่ยวบิน ยกเว้นกรณีที่มีเที่ยวบินขึ้นติดๆกัน ปริมาณผู้ใช้บริการก็อาจตะต้องต่อคิวกันบ้าง

สิ่งที่อยากให้สังเกตคือ ตำแหน่งที่ติดตั้งจุดจ่ายสบู่เหลวและจุดบริการกระดาษรวมทั้งถังขยะ จัดให้ทั้ง 2 อ่างคนละชุด ไม่ต้องเอื้อมมือมาอีกฝั่งหรือเดินน้ำหยดจากมือเพื่อไปดึงกระดาษ นอกจากนี้เพื่อเพิ่มระดับการให้บริการ ในจุดจ่ายสบู่เหลวนั้นมีช่องที่กดครีมทามือเพิ่มขึ้นด้วย เพราะเมื่อล้างมือเช็ดมือแล้ว มือจะแห้ง จึงมีครีมให้กดทาเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับมือนั่นเอง นอกจากนี้ การที่แยกจุดสบู่เหลว กระดาษเช็ดมือ ยังช่วยให้ทีมทำความสะอาดห้องน้ำทำงานง่าย ห้องน้ำมีน้ำหยดที่พื้นลดลง โอกาสลื่นหกล้มก็ลดลง

สิ่งเล็กๆน้อยๆเหล่านี้ล้วนเสริมประสบการณ์การใช้บริการของลูกค้าให้ดีขึ้น สร้างความประทับใจเพิ่มหากกลิ่นในห้องน้ำของคุณสะอาดสดชื่น ลูกค้าจะจดจำได้เสมอว่าร้านคุณ โรงแรมคุณมีห้องน้ำสะอาดมากๆ หากไม่เชื่อ หรือไม่แน่ใจ อยากแนะนำให้ดูว่าห้องน้ำในห้างสรรพสินค้าชั้นนำในปัจจุบันมีการแข่งขันกันในเรื่องการให้บริการ ความสะอาด และความสะดวกสบายอย่างไร บางห้างที่หันมาปรับปรุงกลายเป็นดึงจุดนี้เป็นจุดขายที่โดดเด่น ชูธงเลยว่าเป็นห้างที่มีห้องน้ำที่สะอาดมากชนิดได้รางวัลจากทางราชการหน่วยงานต่างๆเลยทีเดียว

สุดท้าย ใครมีโอกาสเริ่ม ให้เริ่ม ใครเพิ่งเริ่มออกแบบ ให้คิดให้ละเอียดขึ้น เน้นถึงการใช้งานในระดับการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า ส่วนใครที่สร้างเสร็จแล้ว เปิดให้บริการแล้ว หันกลับไปดูอีกครั้งว่าเราละเลยประสบการณ์ลูกค้าในส่วนนี้ไปหรือเปล่า ปรับแต่งปรับแก้ด้วยอุปกรณ์เสริมที่ติดตั้งอย่างเหมาะสม ปรับปรุงกลิ่น ปรับปรุงระบบระบายอากาศให้ดี

ไม่มีอะไรที่สายเกินไป คิดใหม่ เริ่มใหม่ได้ทุกวันค่ะ

ข้อมูล ข้อมูล ข้อมูล ล้นหลาม แต่…

บิ๊กดาต้ากับโรงแรม เราจะปรับตัวอย่างไรไม่ให้ไหลไปกับข้อมูลโดยไม่รู้ตัว

หนึ่งเดือนกว่า ๆ ที่ผ่านมาในเพจแบ่งปันแนวคิด ข้อคิด และข่าวสารที่เกี่ยวกับธุรกิจท่องเที่ยวของเรา #thethinkwise ทดลองป้อนแต่ข้อมูลจากหลากหลายช่องทางทั้งที่เกี่ยวกับโรงแรมและไม่เกี่ยวกับโรงแรมมาโดยตลอด บางวันแชร์หลายครั้ง บางวันแชร์ครั้งเดียว บางวันหายไป บางหลายวันโผล่กลับมาใหม่ โดยไม่มีการเขียนบทความใด ๆ เลย

ไม่แน่ใจว่ามีใครบ้างเคย “หยุด” และลองย้อนกลับมาดูหรือเปล่าว่า ใน 1 สัปดาห์ หรือใน 1 เดือนที่ผ่านมา ข่าวสารข้อมูลต่าง ๆ ที่เราผ่านตาจากช่องทางต่างๆที่เราคุ้นเคยไม่ว่าจะเป็น Facebook, Instagram, Line, ข้อความที่เพื่อนส่งต่อ ๆ กันมานั้น เราบริโภคสิ่งเหล่านั้นในปริมาณมากน้อยอย่างไร

.

.

.

เชื่อว่าใน 1 วันแต่ละคนรับข้อมูลมหาศาลเพราะส่วนใหญ่มือถือจะถูกหยิบขึ้นมาเช็คตลาดเวลาว่ามีใครส่งข้อความถึงบ้าง มีใครมากดไลก์บ้าง มีใครมาคอมเมนท์บ้าง ทั้งในหน้าส่วนตัวและในเพจธุรกิจของคุณ

แต่บนข้อมูล บทความต่างๆที่ระดมส่งต่อกันนั้น เป็นเรื่องที่มีประโยชน์กี่เปอร์เซ็นต์ และเรื่องที่ไม่มีประโยชน์กี่เปอร์เซ็นต์ และมีกี่บทความที่เราได้อ่านอย่างจริงๆจังๆ และมีกี่บทความที่เราได้อ่านจริงจังและนำกลับไปวิเคราะห์เพื่อนำกลับไปใช้ (ในกรณีที่บทความนั้นมีประโยชน์ ไม่ใช่ข่าวดารารักร้าว)

ลองวกกลับมาดูที่ธุรกิจโรงแรมที่พักของคุณว่าเรื่องต่างๆเหล่านี้เกี่ยวข้องกับคุณอย่างไร

  • ข้อมูลสถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติ
  • ข้อมูลรายได้การท่องเที่ยวรายจังหวัด
  • พฤติกรรมนักท่องเที่ยวต่างชาติ
  • พฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่อยู่ใน Generation Z
  • ภาชนะทำจากกาบหมาก กาบกล้วย
  • รณรงค์เลิกใช้หลอดพลาสติก และลดการใช้ถุงพลาสติก
  • การออกแบบของจิ๋วด้วยไอเดียสุดเจ๋ง
  • งานสัมมนาเรื่อง Digital Marketing สำหรับโรงแรม
  • งานสัมมนาชี้ทางรอดธุรกิจโรงแรม
  • ไอเดียดีๆในเรื่องต่างๆ

เมื่อหาความเกี่ยวข้องหรือเห็นทางทางที่จะนำข้อมูลหรือไอเดียต่างๆไปใช้ให้เกิดประโยชน์แล้วคุณวางแผนที่จะดำเนินการอะไรต่อไปบ้าง

วางแผนแล้วจัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนอย่างไร หรือบางอย่างไม่ต้องใช้งบประมาณก็สามารถลงมือทำเลยได้

.

.

.

แล้วลงมือทำเลยหรือยัง

.

.

.

อย่าปล่อยให้ข้อมูลต่าง ๆ ไหลผ่านไปโดยไม่ได้ทำอะไร และอย่าบริโภคข้อมูลมากเกินความจำเป็น

.

.

.

และที่สำคัญ

.

.

.

อย่าลืมกลับมาดูที่ธุรกิจของคุณก่อนว่า เราจำเป็นต้องทำหรือไม่ อย่างไร

สัญญาณอันตรายสำหรับโรงแรมเล็ก

นั่งอ่านข่าวในรอบเดือนที่ผ่านมาเห็นประกาศปรับลดตัวเลขเป้าหมายรายได้และจำนวนนักท่องเที่ยวของประเทศไทยประจำปี 2562 แล้วไล่กลับมาดูภาพเศรษฐกิจรวมของบ้านเราและทั้งโลก ถ้านึกเร็วๆว่ารายได้ของประเทศไทยในปัจจุบันมาจากอะไรบ้าง สมการที่หลายคนยังพอจำได้อาจจะเป็น c + i + g = Y = s + t + ( x – m) หรือเปล่า ?

ไม่เป็นไรค่ะ แค่ลองชวนมาคิดว่ารายได้ของประเทศไทยปัจจุบันยังเป็น การส่งออก และการท่องเที่ยวอยู่แน่นอน ถึงแม้จะมีสัดส่วนลดลง ส่วนที่มาทำให้รายได้ของประเทศเพิ่มขึ้นในปัจจุบันคือการลงทุนภาครัฐผ่านทางโครงการขนาดใหญ่ตามภูมิภาคต่างๆและโครงการคมนาคมในเมืองหลวง

ที่โยงไปไกลเพื่อจะให้เห็นว่าเราควรเข้าใจแหล่งที่มาของรายได้และแหล่งที่ใช้ไปของรายได้ที่เราหามาได้

…โรงแรมก็เช่นกัน

ถ้าแหล่งที่มาของรายได้ของโรงแรมคือรายได้จากห้องพัก รายได้จากร้านอาหาร รายได้จากสปา เราก็ต้องสังเกตอย่างใกล้ชิดว่าในแต่ละเดือน แต่ละสัปดาห์มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร เปรียบเทียบกับที่ผ่านมา

ส่วนทางขาจ่าย การใช้เงินของโรงแรมก็ต้องไปไล่มาว่ามีอะไรบ้าง หลักๆคือเงินเดือนค่าจ้างพนักงานและค่าไฟฟ้า ตามมาด้วยค่ากับข้าว ของสด วัตถุดิบต่างๆที่จะมาทำเป็นอาหารออกจำหน่าย ซึ่งรายการทั้งหมดก็ควรมีการเปรียบเทียบเพื่อให้เห็นการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน

ภายใต้สภาวะที่มีการแข่งขันสูงอันเนื่องมาจากความตึงเครียดทางเศรษฐกิจในหลายประเทศ ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น จำนวนโรงแรมและที่พักในรูปแบบต่างๆมีให้เลือกมากขึ้นทำให้เจ้าของโรงแรมประสบกับปัญหาในการดำเนินธุรกิจมากขึ้น ดังนั้นเรามาลองดูว่าสัญญาณอันตรายที่คุณควรให้ความสำคัญและสังเกตล่วงหน้ามีอะไรบ้าง

1) รายได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง หรือรายได้ลดลงทั้งที่เป็นช่วงไฮซีซั่น ตลาดที่เคยได้กลับไม่ได้ หรือหายไปเลย

2) ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานสูงและแสดงตัวเลขแบบค่อนข้างจะคงที่ตลอด แม้ว่าอัตราการเข้าพักจะเปลี่ยนแปลงลดลง แต่ค่าไฟฟ้ากลับคงที่

3) ขาดเงินทุนหมุนเวียน สะท้อนจากการที่ฝ่ายบัญชีเริ่มมีการชำระหนี้กับซัพพลายเออร์ล่าช้า หรือเริ่มต้องผ่อนผันการชำระหนี้

4) การเรียกเก็บหนี้ล่าช้า ทำให้ขาดเงินขาเข้าที่จะมาใช้จ่ายตามรอบที่ควรจะเป็น

5) พนักงานทยอยกันลาออก หรือมีการเข้าออกของพนักงานบ่อยครั้งระหว่างเดือน

สิ่งที่ควรปรับปรุงแก้ไข

1) บริหารพอร์ต กระจายความเสี่ยง อย่ากระจุกตัวอยู่กับรายใดรายหนึ่งมากจนเกินไป

2) หาตลาดใหม่ๆที่เหมาะกับแต่ละฤดูกาลและสร้างรายได้ให้ได้ตลอดทั้งปี

3) สำรวจการใช้พลังงานบริเวณต่างๆในโรงแรม ประเมินการใช้ระหว่างส่วนพนักงาน ส่วนการให้บริการลูกค้า และพื้นที่ส่วนกลางให้ดี หากมีบริเวณใดที่มีตัวเลขสูงผิดปกติ ทบทวนและหาทางเลือกในการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์หรือระบบใหม่ โดยคำนวณค่าใช้จ่ายในการทำระบบใหม่เทียบเป็นการลงทุนเพื่อการประหยัดค่าใช้จ่ายในอนาคต

4) ปรับกระบวนการทำงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานทั้งส่วนให้บริการลูกค้าและส่วนสนับสนุน

5) บริหารจัดการสต๊อกต่างๆให้ดี โดยเฉพาะส่วนครัวและห้องอาหาร ทบทวนการสั่งซื้อวัตถุดิบในแต่ละครั้ง การใช้วัตถุดิบอย่างคุ้มค่า ไปจนถึงขั้นตอนการเก็บวัตถุดิบที่ดี จะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้

หวังว่าข้อสังเกตต่างๆจะเป็นประโยชน์เพื่อช่วยให้เห็นสัญญาณอันตรายต่างๆ จะได้รีบหาทางแก้ไขได้ทันท่วงที

ลองนำไปปรับใช้นะคะ

โรงแรมใหม่ – ด่านสองแม่บ้าน กว่าจะผ่านไปได้

จะโฮสเทล จะบูติกโฮเต็ล จะเกสท์เฮ้าส์ จะโรงแรม จะที่พักแบบไหน สิ่งที่ลูกค้าต้องการคือ “ความสะอาด” 

แล้วที่พักของคุณส่งมอบความสะอาดในระดับไหน

กลุ่มแรกอาจตอบด้วยคำตอบในแนวนี้

  • “ก็ส่งให้ตามราคาที่จ่ายนั่นแหละ”
  • “ทำได้เท่านี้แหละ เพราะคนหายาก เข้าๆออกๆ มาฝึกได้สักพักก็ออกไป จะให้ทำไงล่ะ”
  • “โอ๊ย……พูดจนปากเปียกปากแฉะ ให้ทำแบบนี้ ทำแบบนี้ ไม่เคยรู้เรื่อง จนปัญญา”
  • “โถ..โถ..มานอนแค่คืนเดียว จะเอาอะไรก็นักกันหนา”

กลุ่มที่สองอาจตอบด้วยคำตอบในแนวนี้

  • “ทำอย่างเต็มที่ค่ะ ตรวจแล้วตรวจอีกกว่าจะส่งมอบห้องให้กับหน้าฟร้อนท์ว่าห้องพร้อมแล้ว”
  • “ไม่ได้เลยค่ะ ลูกค้าตั้งใจมาพักกับเรา ต้องไม่ทำให้เค้าผิดหวังค่ะ”
  • “กว่าจะเดินทางมาถึงโรงแรมเรา ไม่ใช่ง่ายๆนะคะ เราต้องทำทุกอย่างให้เนี้ยบที่สุด ประทับใจที่สุดค่ะ”
  • “เราคำนึงถึงต้นทุนการทำงานค่ะ เรามีการกำกับควบคุมทุกๆแผนก ถ้าบอกว่าค่าใช้จ่ายในห้องพักต้องไม่เกิน 150 บาท ก็ต้องตามนั้นค่ะ ถ้าเกิน หัวหน้าทีมแม่บ้านต้องอธิบายได้ค่ะ”
  • “เรานับจำนวนอเมนิตี้ทุกสิ้นเดือนนะคะ ใครจะหยิบกลับบ้านไม่ได้ค่ะ”

 

การทำงานของทีมแม่บ้านเป็นการให้บริการที่สำคัญอีกส่วนที่จะช่วยสร้างความประทับใจและทำให้ประสบการ์ณการเข้าพักของลูกค้าราบรื่นไปได้เกิดครึ่งเลยทีเดียว ให้ลองนึกว่าเวลาคุณเดินทางไปพักผ่อน หรือไปทำงาน ส่วนที่คุณใช้บริการมากที่สุด ก็คือ ส่วนห้องพัก ดังนั้นแน่นอนว่า “ทีมแม่บ้าน” ย่อมเป็นส่วนสำคัญหรือหัวใจอีกส่วนต่อจากส่วนหน้าฟร้อนท์ที่กล่าวไปในตอนที่แล้วเลยทีเดียว

แล้วทีมแม่บ้านจะช่วยทำให้การเข้าพักของลูกค้าเป็นไปอย่างราบรื่นได้อย่างไร?

  1. ความสะอาด  ****ต้องใส่หลาย ๆ ดาว ****

สิ่งสำคัญอันดับแรกคือเรื่อง ความสะอาด หมายถึงสะอาดตั้งแต่ประตูทางเข้าห้องพัก ทางเดิน ชั้นวางของ ตู้เสื้อผ้า ห้องน้ำ ที่นั่ง ระเบียง หัวเตียง ที่นอน ผ้าปูที่นอน หมอน มุ้ง แก้วน้ำ กาน้ำร้อน ตู้เย็น ขวดน้ำ โคมไฟ สวิทช์ไฟ……….คือทุกสิ่งอันภายในห้องพัก ต้องสะอาด พร้อมใช้ ไม่ว่าคุณจะเป็นที่พักแบบไหน ระดับไหน ความสะอาดต้องมี 

ถ้าคุณไม่สามารถนอนได้ ใช้งานได้ เพราะมีสิ่งสกปรก หรือห้องมีกลิ่น  กาน้ำร้อนมีกลิ่น ตู้เย็นมีกลิ่น มีหยากไย่อยู่ในตู้เสื้อผ้า ไปจนถึงโรงแรมที่มักมีไดเร็คทอรี่ หรือเมนูรูมเซอร์วิสในห้องพัก แต่อยู่ในสภาพเน่าเปื่อย มีรอยกาแฟหรืออาหารเปรอะเปื้อนบนเมนูหลายหน้า บางเล่มมีเด็กวาดการ์ตูน หรือบางหน้าถูกฉีกออกโดยลูกค้ามือบอน

สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่รวมอยู่ในหมวดหมู่ความสะอาดทั้งหมด

 

     2. ตรวจสอบการใช้งาน

เมื่อแม่บ้านเข้าทำความสะอาดห้องพัก สิ่งที่ควรทำควบคู่กันไปด้วยคือการทดสอบการใช้งานของอุปกรณ์ต่างๆ หากไม่สามารถใช้งานได้ให้เรียก “ทีมช่าง” มาจัดการทันที หรืออาจกำหนดให้ทีมช่างเข้างานพร้อมแม่บ้านเวลาทำความสะอาดห้องพักโดยจัดตารางการเข้าตรวจสอบการใช้งานกันก็ย่อมได้ เรียกว่าเป็นการบำรุงรักษาแบบป้องกัน (Preventive Maintenance)

น้ำไม่ไหล ไม่ระบายตามท่อ น้ำท่วมหลังเท้าเวลาอาบน้ำ แอร์ไม่เย็น แอร์มีน้ำหยด ชักโครกแล้วมีกลิ่นย้อนกลับ โคมไฟไม่ติด หรือหลอดไฟบางหลอดไม่ติด ไม่ทำงาน  ไดร์เป่าผมใช้งานไม่ได้ หรือใช้งานแล้วมีกลิ่น เป็นต้น สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ควรมีการตรวจทุกครั้งที่มีการทำความสะอาดห้องพัก

      3. การจัดเตรียมห้องพักหลังทำความสะอาด

การจัดเตรียมห้องพักเริ่มทำได้จากการตรวจสอบรายชื่อลูกค้าที่จะเข้าเช็คอินล่วงหน้าในแต่ละวันว่ามีลูกค้าเช็คอินกี่ห้อง จำนวนลูกค้าแต่ละห้องมีกี่คน ผู้ใหญ่ หรือเด็ก ถ้ามีเด็กอายุเท่าไหร่ ต้องการเตียงเสริมหรือไม่ อย่างไร มีผู้สูงอายุหรือไม่ สิ่งเหล่านี้จะสัมพันธ์กับการจัดสรรห้องพักให้กับลูกค้าให้เหมาะกับความต้องการ หรือคำร้องขอของลูกค้า

เมื่อทราบว่าลูกค้าแต่ละห้องมีความต้องการอย่างไร มีกี่คน ทีมแม่บ้านก็ควรจัดของใช้ภายในห้องให้เหมาะสมกับจำนวนลูกค้า เช่น ห้องพักสำหรับ 2 ท่าน สามารถเสริมเตียงเสริมได้ 1 เตียง มีลูกค้าเข้าพัก 3 คนเป็นผู้ใหญ่ทั้งหมด ของใช้ในห้องพักก็ควรจัดสำหรับ 3 คน ตั้งแต่ผ้าเช็ดตัว ผ้าเช็ดหน้า เสื้อคลุม(หากมี) อเมนิตี้ต่างๆ ได้แก่ แชมพู สบู่ ครีมทาตัว ค๊อตตอนบัด  รวมไปถึง แก้วน้ำ แก้วกาแฟ ช้อนกาแฟ น้ำดื่ม รองเท้าใส่ในห้องพัก ใส่เดินเล่น (หากมี)

สิ่งเหล่านี้ดูเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ ที่หลายโรงแรมมักละเลย ไม่ใช่แต่เฉพาะโรงแรมใหม่ โรงแรมที่เปิดให้บริการมานานแล้วก็พบบ่อยเช่นกัน ทำให้ลูกค้าต้องโทรติดต่อหน้าฟร้อนท์เพื่อขอเพิ่มของใช้ในห้องพัก แต่ถ้าคุณเตรียมให้ครบกับจำนวนลูกค้า คุณก็ได้สร้างความประทับใจให้ลูกค้าแล้วโดยการแสดงออกถึงความใส่ใจในรายละเอียด

เรื่องการเตรียมของใช้ต่างๆนี้ ขอพูดเลยไปถึงบางโรงแรมที่แจกคูปองอาหารเช้าให้ลูกค้า ก็ควรแจกให้ตามจำนวนลูกค้าที่พักแต่ละห้องเช่นกัน ไม่ใช่ลูกค้ามาคนเดียว แจกคูปองสำหรับ 2 ท่าน พอลูกค้าไปถึงร้านอาหารยื่นคูปองให้ พนักงานถามว่า “ทำไมมี 2 คูปอง” เรื่องนี้ลูกค้าคงตอบคำถามของคุณไม่ได้ คงต้องไปถามทีมงานหน้าฟร้อนท์ของคุณดูกันเองว่าทำไมถึงแจก 2 คูปอง

…………………………………………………….

แค่ 3 เรื่องแค่นี้เองที่คุณสร้างความประทับใจเบื้องต้นให้ลูกค้าได้แล้วค่ะ ส่วนถ้าใครต้องการเพิ่มเติมระดับความประทับใจมากขึ้นกว่านี้ แปลว่าคุณต้องใส่ใจในรายละเอียดมากขึ้น เช่น ลูกค้ามาพักเนื่องในโอกาสพิเศษอะไรหรือเปล่า หรือจากการพูดคุยผ่านทางข้อความต่างๆ พอจะทราบได้ว่าลูกค้าชอบอะไร ไม่ชอบอะไร เราจะทำอะไรเพิ่มเติมให้ลูกค้าดี อันนี้ก็แล้วแต่ระดับความใส่ใจของแต่ละโรงแรม

ส่วนถ้าเป็นโรงแรมตามเมืองต่างๆ ที่อาจไม่ได้เน้นเรื่องการพักผ่อนมากนัก การเข้าพักของลูกค้าคือการได้พักผ่อน นอนหลับอย่างสบาย น้ำไหล ไฟสว่าง ชักโครกไม่อุดตัน สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งพื้นฐานที่โรงแรมตามหัวเมือง หรือในตัวเมืองตามจังหวัดต่างๆ ควรส่งมอบได้อย่างเต็มที่ ขอแค่ใส่ใจและสร้างมาตรฐานในการปฏิบัติงานร่วมกัน ลงมือทำร่วมกัน เพื่อความประทับใจของลูกค้า อย่าไปคิดว่า “โรงแรมอย่างเรา ในจังหวัดอย่างเรา เขามาพักกันครั้งเดียวแหละ ไม่จำเป็นต้องทำอะไร” ควรคิดว่าเขาจะไปช่วยแนะนำ บอกต่อให้กับเพื่อนฝูงและครอบครัวของเขาอย่างไร

 

ทำดี ทำได้ทุกวัน ขอให้ผ่านด่านที่สองไปอย่างราบรื่นค่ะ

 

โรงแรมใหม่ – ด่านแรกหน้าฟร้อนท์ ก็จอดสนิท

โรงแรมที่พักเปิดให้บริการใหม่ๆ ควรปรับการให้บริการอย่างไรเพื่อให้ลูกค้าประทับใจ

ณ เคาน์เตอร์เช็คอินที่โรงแรมเปิดใหม่แห่งหนึ่งที่มีราคาห้องพักตั้งแต่ 3,000 บาทขึ้นไป …ลูกค้าเปิดประตูเดินเข้ามาเพื่อเช็คอิน

พนักงานต้อนรับ : สวัสดีค่ะ ลูกค้าจะเช็คอินเหรอคะ ชื่ออะไรคะ

ลูกค้ายื่นหน้าจอบนมือถือที่มีใบยืนยันการจองห้องพักจากออนไลน์เอเย่นต์ชื่อดังที่ถูกบันทึกไว้บนแอพพลิเคชั่นวอลเล็ตบนไอโฟนให้พนักงานหน้าฟร้อนท์

ลูกค้า : นี่ค่ะ จองห้องพักไว้ในนามชื่อและเลขที่บุ๊กกิ้งนี้ค่ะ

พนักงานต้อนรับ : (ทำหน้างง ๆ หลังเห็นหน้าจอบนไอโฟน และเริ่มมีพนักงานอีก 1-2 คนเข้ามารุมดูหน้าจอ เทียบกับเอกสารที่มีอยู่ตรงหน้า) รายการจองที่มีกับเราไม่ใช่ตามที่ลูกค้าแจ้งมานะคะ

ลูกค้า : ลองตรวจเอกสารดูอีกครั้งมั้ยคะ เพราะถ้าไม่ใช่ ลูกค้าจะไม่มีทางได้ใบยืนยันการจองห้องพักมาแน่นอนค่ะ

พนักงานต้อนรับ : (ก้มลงมองเอกสารฉบับเดิมซึ่งเป็นของคนละเอเย่นต์) แต่ที่เรามีไม่ใช่ค่ะ และเราไม่สามารถตัดบัตรเครดิตลูกค้าได้นะคะ แน่ใจหรือคะว่าจองมา

ลูกค้า : (ยื่นโทรศัพท์และค้นอีเมล์ให้ดูอีกครั้ง) ลองดูตามอีเมล์นี้นะคะจะเห็นว่าจองมากับเอเย่นต์นี้ค่ะ และมีอีเมล์ยืนยันการจอง ส่วนที่ไม่สามารถชาร์จบัตรเครดิตได้ลองดูอีกครั้งนะคะ แต่คิดว่าระบบน่าจะตัดบัตรไปแล้วนะคะ

พนักงานต้อนรับอีกคน : (เลื่อนหน้าจอบนมือถือเพื่ออ่านอีเมล์) นี่ค่ะ เอกสารแจ้งว่าโรงแรมยังไม่ได้ชาร์จบัตรนะคะ ให้ลูกค้ามาชำระโดยตรงที่โรงแรมค่ะ

ลูกค้า : ถ้าอย่างนั้นต้องทำความเข้าใจกันก่อนนะคะว่าเอกสารที่คุณมี คนละเอเย่นต์กับที่ลูกค้าจอง ส่วนเอกสารยืนยันการจองทางอีเมล์ที่ให้ลูกค้าชำระโดยตรงกับโรงแรม สามารถนำบัตรเครดิตไปรูดเพื่อชำระค่าห้องพักได้ค่ะ (พร้อมยื่นบัตรเครดิตให้)

พนักงานต้อนรับ : เรียบร้อยค่ะ ขอบคุณนะคะ (พร้อมยิ้มแย้มเมื่อตัดบัตรได้) ขออนุญาตพาเดินไปส่งที่ห้องพักนะคะ (แล้วออกเดินนำลูกค้าไปส่งที่ห้องพัก)

…………………….

นี่ค่ะ ห้องลูกค้า กุญแจและคูปองอาหารเช้าอยู่ในซองนี้ค่ะ


เหตุการ์ณดูเหมือนจะจบเพียงแค่นั้น

แต่……………………………..ไม่จบ

ลองมาติดตามกันต่อไปว่าเกิดอะไรขึ้นอีก


เมื่อลูกค้าเช็คอินเข้าห้องพักไปซัก 15-20 นาที ก็มีเสียงโทรศัพท์เข้ามายังมือถือของลูกค้าเป็นสายจากต่างประเทศ เพราะขึ้นต้นด้วย +852….. และปลายสายก็แจ้งว่าโทรมาจากเอเย่นต์ออนไลน์ชื่อดังเป็นฝ่ายบริการลูกค้า (Customer Service) โดยสนทนากันเป็นภาษาอังกฤษ (แน่นอนว่าต้องสนทนาเป็นภาษาอังกฤษ…ไม่เห็นต้องบอก แต่จะเล่าเป็นภาษาไทยเพื่อความสะดวกนะคะ)

สายจากฮ่องกง : สวัสดีค่ะ โทรมาจาก……ฮ่องกงนะคะ เราได้รับแจ้งว่าคุณปฏิเสธการจ่ายค่าห้องพัก

ลูกค้า : เอ่อ….สวัสดีค่ะ แต่คิดว่าคุณคงเข้าใจอะไรผิดแล้วค่ะ ไหนลองเล่าให้ฟังหน่อยค่ะว่าเป็นยังไงมายังไง

สายจากฮ่องกง : ก็ทางเราได้รับแจ้งจากทางโรงแรมที่คุณเข้าพักว่าคุณปฏิเสธการจ่ายค่าห้องพักค่ะ

ลูกค้า : โอเค…คุณมีเวลามั้ยคะ จะเล่าให้ฟังว่าเกิดอะไรขึ้น

สายจากฮ่องกง : อ้าว…ไม่ใช่ตามที่โรงแรมแจ้งหรือคะ

ลูกค้า : ค่ะ…ถ้าลูกค้าปฏิเสธการจ่ายเงิน ทำไมลูกค้าถึงให้บัตรเครดิตแก่พนักงานหน้าฟร้อนท์ และทำไมโรงแรมถึงได้ชาร์จบัตรเครดิตลูกค้าได้ล่ะคะ เรื่องมันเป็นแบบนี้นะคะ ……..ทางโรงแรมสับสนกับเอกสารเนื่องจากมีบุ๊กกิ้งเข้ามาจาก 2 เอเย่นต์ ส่วนเอเย่นต์ที่ตัวดิฉันจองมาก็คือจากคุณที่โทรมา เพียงแต่ว่าตอนแรกเข้าใจว่าได้ชาร์จบัตรเครดิตไปแล้ว แต่เมื่ออ่านอีเมล์ยืนยันการจองมีข้อความว่าทางคุณยังไม่ได้ชาร์จ และให้ชำระโดยตรงกับโรงแรม จึงให้บัตรเครดิตไปชาร์จเรียบร้อย และก็เข้าเช็คอินค่ะ สงสัยมากว่าทำไมโรงแรมถึงแจ้งคุณแบบนั้น แต่เข้าใจว่าความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษอาจจะสับสนในการอธิบาย การแจ้งว่า “ลูกค้าไม่ยอมจ่าย” จึงอาจจะง่ายว่าที่จะอธิบายว่า “เอกสารมีข้อผิดพลาด หรือรายละเอียดของบัตรเครดิตไม่ครบถ้วนจึงไม่สามารถชาร์จเงินจากบัตรได้”

สายจากฮ่องกง : อ้อ…เป็นอย่างนี้เองเหรอคะ เพราะเขาแจ้งว่าลูกค้าปฏิเสธอย่างเดียวเลยค่ะ

ลูกค้า : ใช่ค่ะ แล้วในฐานะที่คุณเป็น Customer Service หรือฝ่ายที่ให้บริการลูกค้า จึงขอแนะนำว่าการที่คุณจะโทร.มาหาลูกค้าแล้วใช้คำพูดตั้งแต่ประโยคแรกหลังจากคำทักทายว่า “ทำไมคุณไม่ยอมจ่ายค่าที่พัก” ทั้งที่คุณยังไม่ทราบเรื่องราวตั้งแต่แรก ยังไม่ได้รับฟังเรื่องจากฝั่งลูกค้าเลย แล้วมาใช้คำพูดแบบนี้ ถือว่าบริการแย่มากค่ะ

สายจากฮ่องกง : (ได้แต่เงียบและฟัง) และรีบตัดบทขอวางสายไป พร้อมกล่าวคำขอโทษแบบเสียไม่ได้


จากเหตุการ์ณข้างต้น มีข้อสังเกตและสิ่งที่สามารถปรับปรุงอะไรบ้าง ?

สำหรับโรงแรมที่พักที่เพิ่งเปิดให้บริการใหม่ สิ่งที่พนักงานหน้าฟร้อนท์ หรือทีมต้อนรับส่วนหน้าควรจะเตรียมงานทุกวันได้แก่

  • อ่านรายละเอียดบุ๊กกิ้งที่จองเข้ามาในแต่ละวันล่วงหน้าอย่างน้อย 3-5 วัน หรือมากกว่านั้นโดยอ่านเอารายละเอียดว่าแต่ละบุ๊กกิ้งมีที่มาที่ไปอย่างไร ลูกค้ามีความต้องการพิเศษ หรือต้องการความช่วยเหลือพิเศษอะไรหรือไม่ หากมี ทางโรงแรมให้ความช่วยเหลือ หรือจัดบริการให้ได้ตามที่ลูกค้าร้องขอหรือไม่ หากทำไม่ได้ หรือไม่สะดวก ให้รีบติดต่อลูกค้าล่วงหน้า เพื่อที่จะได้ปรับเปลี่ยนการบริการให้ลูกค้าได้ทันเวลา
  • อ่านเงื่อนไขการชำระเงินของแต่ละบุ๊กกิ้งให้ดีว่ามีเงื่อนไขการชำระเงินอย่างไร เพื่อที่จะได้ไม่ผิดพลาดในขั้นตอนการเช็คอิน
  • ตรวจดูว่าบุ๊กกิ้งมีการจองเข้ามาซ้ำซ้อนกันหรือไม่อย่างไร
  • การติดต่อลูกค้าล่วงหน้าเพื่อยืนยันการเข้าพักนั้น สามารถทำได้ทุกกรณี ไม่ว่าจะเป็นการจองโดยตรงกับโรงแรม หรือการจองผ่านออนไลน์เอเย่นต์ หรือ OTA (Online Travel Agent) ที่จะมีทางเลือกให้สามารถสื่อสารกับลูกค้าได้ หรือโรงแรมสามารถสร้างข้อความตอบกลับอัตโนมัติได้ว่า “ทางโรงแรมได้รับบุ๊กกิ้งของลูกค้าแล้ว จะเข้าพักวันที่….ถึงวันที่….รวม….คืน แล้วพบกันนะคะ/นะครับ” ข้อความกำหนดได้ตามใจชอบ  นี่เป็นการเพิ่มความประทับใจให้กับลูกค้าอีกแบบหนึ่ง
  • การจัดห้องพักให้แต่ละบุ๊กกิ้งล่วงหน้า หรือที่เรียกว่าการ assign ห้องพักนั้น ควรทำล่วงหน้า เพื่อที่โรงแรมจะได้ทราบว่าเรามีห้องพักไหนเหลือขายบ้าง ห้องที่เหลือสภาพเป็นอย่างไร อยู่ในสภาพพร้อมขายหรือไม่ หรือหากกรณีลูกค้ามีคำร้องขอห้องพิเศษมา ทางทีมรับจองห้องพักจะได้ทราบว่ายังมีห้องตามที่ลูกค้าต้องการหรือไม่อย่างไร  หากไม่มีการ assign ห้องพักล่วงหน้า เท่ากับว่าการเตรียมการต้อนรับ การเตรียมการแก้ไขปัญหาจะไม่มีการเตรียมงานแต่อย่างใด เรียกได้ว่า ต้องมาแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้ากันเอง หากเกิดข้อผิดพลาดขึ้น
  • หากกรณีที่ลูกค้ามีการร้องขอห้องพิเศษแต่ไม่สามารถทำได้ ก็ต้องรีบแจ้งลูกค้า
  • ณ วันที่มีการเช็คอิน หากห้องพักไม่เต็ม และเกิดมีปัญหาของลูกค้าท่านใดท่านหนึ่ง สามารถแก้ไขปัญหาด้วยการโยกห้อง หรือย้ายห้องพักให้ลูกค้าได้
  • การจัดกลุ่มลูกค้าในการ assign ห้องพัก หากมีลูกค้าที่เป็นครอบครัวมีเด็กเล็กหลายบุ๊กกิ้ง สามารถจัดให้อยู่ในโซนที่พักเดียวกัน หากลูกค้าจองห้องพักประเภทเดียวกัน เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนลูกค้าที่ต้องการความสงบเพื่อการพักผ่อน ไม่ใช่ห้องพักยังมีว่าง แต่ assign ห้องพักให้ครอบครัวที่มีเด็กเล็กกระจายตามส่วนต่างๆทั่วพื้นที่โรงแรม กรณีนี้อาจสร้างความรำคาญให้กับลูกค้าที่ต้องการการพักผ่อน และอาจเกิดการต่อว่ากับโรงแรมได้

สุดท้าย…..

  • การฝึกฝนเรื่องภาษาอังกฤษให้สามารถอยู่ในระดับที่สามารถสื่อสารได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม เพื่อให้สามารถสื่อสารกับลูกค้าได้อย่างเข้าใจ หลายโรงแรมไม่ว่าจะเป็นโรงแรมที่เจ้าของบริหารเอง หรือโรงแรมที่จ้างโฮเต็ลเชนมาบริหาร เมื่อมีลูกค้าต่างชาติต่อว่าหรือมีปัญหา สิ่งหนึ่งที่พบเห็นบ่อยครั้ง คือไม่สามารถอธิบาย ไม่สามารถสื่อสาร ไม่สามารถทำความเข้าใจกับลูกค้าได้ จึงทำให้ลูกค้ายิ่งทวีความไม่พอใจจนถึงขึ้นโมโหได้ และหลายๆครั้ง ปัญหาไม่ได้ใหญ่โตอะไร แต่มักเกิดจากการการที่ไม่สามารถสื่อสารให้ลูกค้าเข้าใจได้ หรือขาดการเตรียมงาน ขาดการอ่านรายละเอียดของบุ๊กกิ้งที่ชัดเจน

 

ให้ลองคิดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติต้องนั่งเครื่องบินเดินทางมากกว่า 10 ชั่วโมงกว่าจะมาถึงประเทศไทย การวางแผนเพื่อมาท่องเที่ยวประเทศไทยก็ใช้เวลาในการวางแผนล่วงหน้าหลายเดือน แต่เมื่อมาถึงวันเข้าพัก ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นมาจากการไม่เตรียมงาน ไม่อ่านรายละเอียด และยังสื่อสารไม่รู้เรื่อง ถ้าเป็นตัวเราเอง เราจะรู้สึกอย่างไร

 

งานบริการเป็นงานที่ต้องใส่ใจในรายละเอียด

หัวหน้างาน หรือเจ้าของ ต้องใส่ใจในรายละเอียดและแนะนำการทำงานแบบ “เตรียมงานเพื่อพร้อมให้บริการ” ให้กับทีมงานเข้าใจว่าต้องทำอย่างไร หากทำได้ จะช่วยให้ทีมบริการของคุณแข็งแกร่งและเก่งได้อย่างแน่นอน

 

 

โรงแรมกับการออกแบบการให้บริการ

#ออกแบบการให้บริการ

เริ่มต้นปีด้วยเรื่องที่ตอกย้ำกันมาตลอดตลอด…ว่าด้วยการออกแบบการให้บริการ ซึ่งมักจะเป็นปัญหาในระยะยาวหลังการถูกใช้งานมาสักพักและส่งประสบการณ์ที่ไม่ดี ไม่ราบรื่นให้ลูกค้า

ดังนั้น สำหรับใครที่กำลังเริ่มต้น กำลังพัฒนาแบบจึงควรวางแผน เจรจากับผู้ออกแบบให้ดีว่าคุณต้องการอะไร ผู้ออกแบบก็ควรช่วยใช้วิชาความรู้ที่มีมาปรับใช้เพื่อให้สิ่งที่คุณออกแบบไม่ใช่แค่สามารถใช้งานได้จริง แต่จะเป็นแรงส่งประสบการณ์ที่ดี ที่น่าประทับใจ ที่น่าจดจำในทางที่ดีต่อไป

คำแนะนำแบบง่ายที่สุดคือ สมมติตัวเองเป็นลูกค้าที่มาใช้พื้นที่ต่างๆว่าจะรู้สึกอย่างไร ไม่ใช่คิดว่าพื้นที่กว้างขวางเพียงพอหรือไม่ แต่ให้คิดถึงความรู้สึกที่จะได้รับหลังจากการประกอบร่างทั้งงานสถาปัตยกรรมและงานตกแต่งภายในเรียบร้อยแล้ว

ยกตัวอย่างห้องล๊อคเกอร์ตามฟิตเนสต่างๆ ยิ่งรองรับจำนวนลูกค้ามาก ก็จะยิ่งมีตู้เหล่านี้มากมายตั้งเรียงรายทั้งสองฝั่งของห้อง หรือตั้งเป็น สามแถวสี่แถวแบ่งพื้นที่ห้องตรงกลางก็มี ระยะการเปิดตู้ ความกว้างของบานเปิด กับช่องทางเดินที่อาจมีการใช้งานทั้งสองฝั่งที่จะเปิดมาชนกัน หรือในพื้นที่แต่งตัว ถ้าผู้ออกแบบยึดมั่นแต่ภาคทฤษฎี ไม่สนใจประสบการณ์การใช้งาน ก็อาจจะกำหนดตำแหน่งปลั๊กไฟ/เต้าเสียบตามตำแหน่งที่กำหนดตามมุมห้อง เสาต่างๆที่ระยะความสูงตามทฤษฎี ซึ่งแน่นอนว่าไม่เพียงพอต่อการใช้งานในช่วงเร่งด่วน หรือช่วงที่มีลูกค้าใช้งานมาก เช่น มีตู้ล๊อคเกอร์หลักมากกว่า 150 ตู้ แต่มีตำแหน่งให้เสียบปลั๊กให้บรรดาลูกค้าสุภาพสตรีใช้เสียบไดร์เป่าผมเพียง 6 จุด …อยากชวนให้นึกสภาพการใช้งานจริงว่าจะโกลาหลขนาดไหน

นี่คือตัวอย่างบางส่วนที่เราพบเห็นได้บ่อยๆ ซึ่งส่วนผู้ให้บริการจะมารับรู้ก็เมื่อลูกค้าบ่น ตำหนิ ต่อว่า หรือสมัยปัจจุบันก็คือเขียนรีวิว หรือระบายความในใจบนหน้าวอลล์เฟสบุ๊ก

โรงแรมที่พักก็เช่นกัน ไม่ว่าคุณจะเปิดให้บริการมานานแค่ไหน หรือเพิ่งเปิด การให้ทีมงานของคุณได้ลองใช้บริการจริงเช่นเดียวกับลูกค้าจะทำให้เขาเหล่านั้นเข้าใจความรู้สึกของการใช้งานของลูกค้า และจะได้นำสิ่งเหล่านั้นมาช่วยกันปรับปรุงและออกแบบการให้บริการที่ดีขึ้นเพื่อลูกค้าจะได้รับแต่ประสบการณ์ที่ดีต่อไป

#ทำใหม่ได้ทุกวัน

#แก้ด้วยฮาร์ดแวร์ไม่ได้ก็แก้ด้วยซอฟต์แวร์

#รู้ให้จริงทำให้เป็น #thethinkwise

ชีวิตชุมชนกับการท่องเที่ยว

ต้นแบบท่องเที่ยวชุมชนที่มีแนวทางและขั้นตอนที่ชัดเจน อีกทั้งยังทำให้เห็นเป็นรูปธรรม

ท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

ท่องเที่ยวชุมชน

ทำชุมชนให้กลับมาชีวิตชีวา

อนุรักษ์สิ่งดีงามเพื่อส่งผ่านไปอีกรุ่น

.

.

.

ล้วนเป็นคำที่ทุกท่านคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ชุมชนริมน้ำจันทบูรเป็นทั้งผู้นำ เป็นทั้งตัวอย่าง เป็นทั้งกรณีศึกษาที่มีการทำงานกันอย่างเป็นระบบตั้งแต่ปี 2552 จากข้อมูลในหนังสือ “ชุมชนริมน้ำจันทบูร – จุดเริ่มต้นของการฟื้นฟูชุมชนเก่า และตัวอย่างกระบวนการปรับปรุงอาคารเก่า” ที่ได้รับการสนับสนุนการจัดพิมพ์จาก The Rockyfeller Foundation ในปี 2556

หนังสือเล่มนี้ถ่ายทอดเรื่องราวเป็นขั้นเป็นตอนตั้งแต่เมื่อเริ่มทำโครงการ การลงพื้นที่เก็บข้อมูล การทำกิจกรรมในชุมชนเพื่อสร้างความตระหนักรู้และเห็นคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่ในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นอาคารบ้านเรือนที่สะท้อนสถาปัตยกรรมในแต่ละยุคแต่ละสมัยย้อนกลับไปตั้งแต่กรุงศรีอยุธยาจนถึงรัตนโกสินทร์ ทั้งภูมิปัญญาในเรื่องต่างๆ วิถีชีวิตความเป็นอยู่ การหลอมรวมของชนชาติต่างๆ การค้าขาย และยังสะท้อนปัญหา อุปสรรคในการทำงานจนทำให้เกิดเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ ริมน้ำจันทบูร

การดำเนินงานอะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับชุมชน และอยู่ในชุมชนที่ยังมีชีวิต ไม่ใช่เรื่องง่าย มีอุปสรรคมากมายแต่ทีมงานก็ค่อยๆผ่านมาได้ และทำให้เห็นเป็นรูปธรรม ทั้งในส่วนที่พัก ศูนย์เรียนรู้ การร่วมมือร่วมใจของคนในชุมชนที่ยังอนุรักษ์อาหารการกินในท้องถิ่นไว้และถ่ายทอดให้ผู้ที่ไปเยี่ยมเยือนได้สัมผัส เรียนรู้และชิมของอร่อย

ในส่วนที่พัก “บ้านหลวงราชไมตรี” เป็นที่พักต้นแบบที่รักษาเรื่องราวไว้ได้ครบถ้วนทั้งสถาปัตยกรรมและเรื่องราวของบ้านที่ต้องขอชื่นชมทายาทของท่านหลวงราชไมตรีที่เห็นความสำคัญและเสียสละในการทำให้บ้านหลังนี้เป็นอีกแหล่งเรียนรู้

บ้านหลวงราชไมตรี ให้บริการในแบบ Museum Inn มีห้องพักและอาหารเช้า ใช้โมเดลของที่พักที่มีการจำหน่ายหุ้นให้กับชุมชน และกำไรจากการดำเนินกิจการแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ

(1) ส่วนผู้ถือหุ้น และ

(2) เป็นทุนสะสม (Revolving Fund) เพื่อให้ชุมชนใช้ทำกิจกรรมทางวัฒนธรรมและพัฒนาย่านเก่าอื่นๆ

สำหรับส่วนให้บริการ

  • ชั้นล่างส่วนต้อนรับ พร้อมส่วนแสดงประวัติความเป็นมา ของเก่า เช่น หนังสือ บันทึกการค้าขาย ถ้วยชาม เครื่องมือต่างๆ และมีส่วนจำหน่ายของที่ระลึก เช่น โปสการ์ด เสื้อยืด หนังสือ เป็นต้น

  • นอกชานริมน้ำ นั่งพักผ่อนและใช้พื้นที่สำหรับตั้งอาหารเครื่องดื่มสำหรับมื้อเช้า และมีสวนขนาดเล็กข้างบ้านนั่งเล่นได้ มีห้องพักริมน้ำ 2 ห้องด้านซ้ายและขวา

  • ชั้นบนเป็นส่วนห้องพักเพิ่มเติมอีกทั้งฝั่งมองเห็นแม่น้ำและติดถนนซอย

บ้านพักมีทีมงานกระทัดรัดแต่ให้บริการเต็มเปี่ยมด้วยใจ และความเข้าใจในคุณค่าของชุมชน

เรายังรอภาคต่อไปของหนังสือที่จะเล่าเรื่องราวเมื่ออยู่ในภาวะการแข่งขันของธุรกิจการท่องเที่ยว และความตั้งใจในการรักษาและอนุรักษ์คุณค่าของชุมชน การบริหารบ้านหลวงราชไมตรีวางแนวทางอย่างไรจึงจะสามารถทำโมเดลธุรกิจให้ออกมาตามระยะเวลาที่วางไว้

แต่จากที่ได้ไปเยี่ยมชม มีลูกค้าชาวต่างชาติเข้าพักในวันธรรมดาพอสมควรผสมกับลูกค้าคนไทย ดังนั้นหากวันธรรมดาสามารถทำอัตราการเข้าพักได้ 50% และวันหยุดประจำสัปดาห์หรือหยุดต่อเนื่องเต็ม 100% เป้าหมายคงไม่ไกลเกินเอื้อมแน่นอน

ขอส่งใจช่วยอีกแรง และขอให้คงรูปแบบที่มีคุณค่าแบบนี้ไปเรื่อยๆ แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงในชุมชนตามกาลเวลา แต่เชื่อว่าหากแนวคิดหลักยังเข้มแข็ง มีกิจกรรมต่อเนื่อง มีสื่อให้พื้นที่สม่ำเสมอ เขื่อว่าการท่องเที่ยวชุมชนที่เป็นต้นแบบนี้ยั่งยืนและอยู่รอดแน่นอน

การตลาดโรงแรมเล็ก – เจาะเพื่อขาย

ทำการตลาดโรงแรมเล็กให้ขายได้ควรพิจารณาอะไรบ้าง

เดือนนี้ทั้งเดือนมีแต่คำถามเข้ามาในเรื่องการตลาดและการขายว่าจะทำอย่างไรดี บ้างก็เล่าให้ฟังถึงความกังวลว่าเราจ้างที่ปรึกษาการตลาดและการขายไว้ แต่ดูจากงานที่ออกมาแล้ว เริ่มไม่แน่ใจว่าเข้าใจกันถูกต้องหรือเปล่า เช่น มาถึงก็จับโรงแรมเข้าไปขายกับ OTA อย่างเดียวเลยและก็เล่นแต่เรื่องราคา ราคา และก็ราคา จนทำให้เจ้าของกิจการเกิดความกังวล

วันนี้จะแนะนำเช็คลิสท์ 4-5 ข้อไว้สำหรับโรงแรมที่พักขนาดเล็กที่คิดจะจ้างคนมาช่วยทำการตลาดและบริหารการขายว่าควรพิจารณาในประเด็นอะไรบ้าง

1. การทำให้โรงแรมเป็นที่รู้จัก

ถ้าคุณว่าจ้างที่ปรึกษาการตลาด เขาก็ควรจะเริ่มจากการทำโรงแรมให้เป็นที่รู้จัก นำเสนอสินค้าและบริการไปยังกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่เหมาะสมกับโรงแรม เพราะฉะนั้นเขาควรรู้ว่ากลุ่มลูกค้าคือใคร มีพฤติกรรมอย่างไร ชอบและไม่ชอบอะไร และออกแบบการสื่อสารให้เหมาะกับแต่ละกลุ่มได้เป็นอย่างดี

2. การพัฒนาและออกแบบการเข้าถึง

การทำให้ลูกค้าเข้าถึงโรงแรมทำได้หลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นการใช้สื่อทางออนไลน์ เช่น เว็บไซต์ สื่อโซเชี่ยลต่างๆ และสื่อสิ่งพิมพ์ผ่านทางบทความ การให้สัมภาษณ์ตามแม๊กกาซีนประเภทที่กลุ่มลูกค้าสนใจอ่าน การทำป้ายโฆษณา ป้ายบอกทาง การเข้าร่วมงานต่างๆ ไปจนถึงการเป็นสปอนเซอร์ในกิจกรรมในพื้นที่และนอกพื้นที่ ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการทำกิจกรรมแต่ละครั้ง

ดังนั้น การออกแบบการสื่อสาร ก็คือ ข้อความ และรูปแบบการนำเสนอผ่านสื่อต่างๆนั่นเองว่ามีการวางแผนการเขียนเรื่องราวอย่างไรในแต่ละช่องทาง หรือทุกช่องทางเขียนเหมือนกันหมด

ถ้ารู้จักลูกค้า ก็จะรู้ว่าแต่ละช่องทางต้องนำเสนออย่างไร

3. การวางโครงสร้างราคาขาย

เมื่อมีช่องทางการตลาดที่หลากหลาย การวางโครงสร้างราคาขายก็ควรแตกต่างกันในแต่ละตลาด พร้อมทั้งนำเสนอเงื่อนไขที่แตกต่างกันด้วย

การตั้งราคาขายต้องไม่ขัดแย้งกันเองระหว่างตลาด มีช่องว่างให้แต่ละตลาดได้ทำกิจกรรมทางการขายได้ และสามารถแข่งขันได้ด้วย เช่นถ้าคุณโฆษณาบนเว็บไซต์โรงแรมว่า Best Rate Guaranteed มันเป็นเช่นนั้นจริงหรือเปล่า และคุณแข่งขันกับ OTA อย่างไรหากคุณต้องการลดค่าใช้จ่ายประเภทคอมมิชชั่นที่ต้องจ่ายให้กับ OTA

4. การติดตามประเมินผล

ที่ปรึกษาการตลาดและการขายของคุณมีการทำรายงานประจำเดือน ประจำไตรมาส ประจำปีส่งให้คุณหรือเปล่า

เวลาพูดถึงรายงาน ไม่ใช่แค่การเขียนรายงานที่บอกว่าตัวเลขเพิ่มขึ้นหรือลดลงเมื่อเทียบกับตัวเลขเดือนที่ผ่านมาเท่านั้น หากแต่ต้องให้เหตุผลถึงการเปลี่ยนแปลงของตัวเลขนั้นได้ด้วย รวมถึงมาตรการในการแก้ไข ปรับปรุงตัวเลขให้ได้ผลดีขึ้นว่าจะทำอะไรบ้าง

5. การวางแผนกิจกรรมและค่าใช้จ่าย

ที่ปรึกษาที่ดีควรมีการทำงบประมาณควบคู่ไปกับแผนกิจกรรมด้านการตลาดและการขาย นำเสนอเจ้าของโรงแรมเพื่อพิจารณาอนุมัติก่อนที่จะเริ่มงาน

ทุกอย่างมีค่าใช้จ่ายนะคะ ข้อนี้ต้องไม่ลืม

เมื่อต้องการทำกิจกรรมทางการตลาดและการขาย แน่นอนว่าต้องมีค่าใช้จ่ายแน่นอน ดังนั้นการทำงบประมาณ ประมาณการค่าใช้จ่ายเบื้องต้นก็เพื่อให้เจ้าของโรงแรมเห็นภาพว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง

และเมื่อมีแผนแล้ว ก็ต้องย้อนไปข้อ 4 ในเรื่องการติดตามประเมินผลด้วย

.

.

.

หวังว่า 5 ข้อที่ควรพิจารณาข้างต้นจะช่วยในการคัดสรรคน ทีมงานได้บ้างนะคะ

สุดท้าย ถ้ามีใครมาบอกว่ารับทำการตลาดและการขาย แต่มาทำให้แต่เอาห้องพักขายผ่าน OTA แถมเอาแต่ลดราคาแล้วมาบอกว่า “มันต้องทำแบบนี้” แบบนี้ไม่ใช่แล้วค่ะ

ค่อยๆดู ดูให้ดี

อย่าเชื่อคนง่ายนะคะ

เสียเวลา เสียทั้งเงิน

ไม่สนุกแน่

ระบบบริหารจัดการต่างๆของโรงแรม

โรงแรมที่พักที่กำลังอยู่ในขั้นตอนพิจารณาระบบที่จะมาใช้ในโรงแรม แนะนำให้อ่านข้อคิดตามบทความนี้ก่อนตัดสินใจ

 

 

เคยตั้งคำถามบ้างหรือเปล่าว่า เมื่อทุกอย่างอยู่ในอากาศ อยู่บนท้องฟ้า ที่เราไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหน ส่วนไหน แต่ทำไมเราถึงเชื่อมั่นว่าทุกอย่างจะทำงานของมันได้อย่างราบรื่น?

เทคโนโลยีช่วยทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น รวดเร็วขึ้น แต่ก็ขึ้นอยู่กับระบบการใช้งานของแต่ละประเทศด้วยเช่นกัน เหมือนกับถนนไฮเวย์ในต่างประเทศ กับไฮเวย์ในแบบบ้านเรา มันก็แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เมื่อมีรถยนต์มาวิ่งบนถนนมากขึ้นๆ พื้นที่ถนนลดลงๆเพราะต้องถูกตัด ถูกซ่อมแซม ถูกลดจำนวนเลนเพื่อใช้ในการก่อสร้างสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ของประเทศ ก็ยิ่งทำให้การจราจรติดขัดมากขึ้นเป็นธรรมดา

บนโลกอินเตอร์เน็ทก็เช่นกัน เมื่อจำนวนพื้นที่ถนนให้ข้อมูลต่างๆลงมาวิ่งเล่นมีจำนวนเท่าเดิม แค่มีจำนวนผู้ให้บริการเข้ามาในตลาดมากขึ้นแต่ยังวิ่งบนถนนเส้นเดิม แต่ละผู้ให้บริการก็ต้องแข่งขันกันด้วยความเร็ว ประสิทธิภาพในการรับส่งข้อมูล ภาพและเสียง และถ่ายทอดออกมาในรูปโปรโมชั่นแพ็คเกจต่างๆ

แต่ก่อนเรายังไม่มีทางเลือกกับระบบคลาวด์ (Cloud System) ที่เก็บทุกอย่างอยู่ในอากาศ ช่วยลดเรื่องค่าใช้จ่ายด้านเครื่องมืออุปกรณ์ (Hardware) เราก็ต้องอิงกับระบบที่ต้องใช้เครื่องมืออุปกรณ์จำนวนมาก แต่ในปัจจุบันเราสามารถเลือกได้ว่าจะใช้แบบไหน และด้วยค่าใช้จ่ายที่ถูกลง ระบบการใช้งานที่เป็น Cloud Base จึงได้รับความนิยมมากขึ้น แต่อย่างไรก็ดี ก็ยังขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของสัญญาณอินเตอร์เน็ทของบ้านเราด้วยเช่นกัน

วันนี้จะมาแนะนำว่าระบบบริหารจัดการโรงแรมที่พักหลักๆแล้วมีอะไรบ้าง ส่วนใครจะเลือกใช้ หรือไม่เลือกใช้ระบบไหนอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับขนาดของธุรกิจ ประเภทของธุรกิจ และงบประมาณ ซึ่งแต่ละระบบก็มีผู้ให้บริการให้เลือกมากมาย

  1. Property Management System (PMS)

ระบบที่ช่วยในการจัดการแทบจะทุกเรื่องภายในโรงแรม ไม่ว่าจะเป็นส่วนห้องพัก ส่วนร้านอาหาร หรือส่วนหลังบ้าน บัญชีการเงิน สต๊อกต่างๆ แต่ละผู้ให้บริการจะแบ่งการให้บริการออกเป็น Module ให้เราเลือกว่าเราจะใช้อะไรหรือไม่ใช้อะไร เช่น

+ Front Office Module  เป็นระบบจัดการส่วนหน้า ได้แก่ ห้องพัก ราคาขาย จำนวนห้องพักที่ว่าง ที่ใช้งานได้ในแต่ละวัน การทำจองห้องพัก การโยกห้องพักในแต่ละวัน การสร้างรายงานประจำวันประเภทต่างๆ การทำงานร่วมกับแผนกแม่บ้านเพื่อแจ้งว่าห้องทำความสะอาดเสร็จเรียบร้อยหรือไม่ เพื่อที่หน้าฟร้อนท์จะได้ทราบว่าห้องไหนสามารถให้ลูกค้าเข้าพักได้ เป็นต้น

+ Point of Sales (POS) เป็นระบบจัดการเรื่องการขายแต่ละจุดตามต้องการ มักใช้กับร้านอาหาร หรือร้านจำหน่ายของที่ระลึก หรือสปา ระบบจะดูแลในเรื่องการบันทึกและประมวลผลจำนวนลูกค้า ยอดค่าใช้จ่าย การสั่งอาหารและเครื่องดื่ม การจัดทำรายงาน สามารถซื้ออุปกรณ์ต่อพ่วงในส่วนของเครื่องพิมพ์ให้พิมพ์ออเดอร์อาหารเข้าไปในครัวเมื่อพนักงานเสริฟกดสั่งอาหาร สามารถใช้งานร่วมกับแท็ปเล็ตให้พนักงานเสริฟรับออเดอร์ได้ เป็นต้น

+ Accounting Module  เป็นระบบจัดการในส่วนของบัญชีทั้งหมด ทั้งขารับเข้า ขาจ่ายออก ไปจนถึงเรื่องการสั่งซื้อ การจัดซื้อ การลงบันทึกสต๊อกคงค้าง ณ จุดต่างๆ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าโรงแรมจะสั่งซื้อในส่วนใดบ้าง

สมัยก่อนผู้ให้บริการบางรายให้บริการเฉพาะบาง Module ดังนั้นหากโรงแรมต้องการจะเชื่อมข้อมูลของแต่ละระบบก็ต้องไปเช็คว่าสามารถทำงานร่วมกันได้หรือเปล่า บางยี่ห้อก็ไม่สามารถทำงานร่วมกับบางยี่ห้อได้ แต่ปัจจุบันมีผู้ให้บริการหลายรายที่ให้บริการแบบครบวงจรไม่ต้องเที่ยววิ่งหาแต่ละระบบและมาเชื่อมกัน

สำหรับโรงแรมที่พักขนาดเล็ก ก็มักจะใช้เฉพาะ Front Office Module เป็นหลักในการจัดการเรื่องจองห้องพัก การจัดสรรห้องพักในแต่ละวัน การสร้างรายงานสรุปตัวเลขรายได้ในแต่ละวัน ซึ่งในกรณีระบบนี้เพียงอย่างเดียว ปัจจุบันมีให้เลือกมากมายตามงบประมาณที่สะดวกของแต่ละโรงแรม

       2.  Booking Engine

ระบบจัดการห้องพัก รับจองห้องพักสำหรับโรงแรมที่ต้องการให้ลูกค้าสามารถเช็คและจองห้องพักที่ว่างในวันและเวลาที่ลูกค้าต้องการแบบได้คำตอบทันที เพราะระบบจะจัดสรรจำนวน ประเภทห้องพักและราคาขายตามที่เรากำหนดในแต่ละช่วงเวลา ลูกค้าไม่ต้องรอ สามารถตัดสินใจทำรายการได้ทันที

ระบบนี้จะแปะไว้ที่ website ของโรงแรม มีให้เลือกหลายรูปแบบตามความชอบ และงบประมาณ แต่สิ่งที่ควรให้ความสำคัญคือ ขั้นตอนการจองห้องพัก ไม่ควรยุ่งยาก วุ่นวาย หลายขั้นตอน เพราะจะทำให้ลูกค้ารู้สึกลำบากในการทำรายการแต่ละครั้ง

 

       3. Channel Manager

ระบบบริหารจัดการห้องพักและจัดสรรจำนวนห้องพักที่จะเปิดขายในแต่ละช่องทางการขาย ระบบนี้ได้รับความนิยมมากขึ้นเพราะการเติบโตของตลาดออนไลน์เอเย่นต์ หรือ OTA (Online Travel Agent) นั่นเอง ยิ่งโรงแรมมีความต้องการขายห้องพักผ่าน OTA หลายราย ระบบ Channel Manager ก็จะมีประโยชน์ในการช่วยจัดสรรเรื่องจำนวนห้องที่จะขายและราคาที่จะขายในแต่ละช่องทาง ช่วยประหยัดเวลา ไม่ต้องเข้าไปทำทีละราย ทีละราย ซึ่งจะเสียเวลามากๆในแต่ละวัน ยิ่งถ้าสัญญาณอินเตอร์เน็ทไม่ดี เวลาในหนึ่งวันจะหมดไปอย่างรวดเร็วในการจัดการในเรื่องนี้

 

นี่คือระบบหลักๆที่ใช้งานกันอยู่ในปัจจุบัน ส่วนใครจะมีระบบอะไรเพิ่มเติมเข้ามาเสริมในเรื่องอื่นๆ ก็ยังมีอีกมากให้เลือกใช้ ขึ้นอยู่กับความจำเป็นและงบประมาณ และที่สำคัญที่สุดคือ “คน” ที่จะทำหน้าที่ใส่ข้อมูลและบริหารข้อมูลในระบบให้เกิดการใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ

หลายโรงแรมลงทุนในระบบ แต่ไม่ใช้งานให้คุ้มกับเงินที่ลงทุนไป ต่อให้ระบบดีแค่ไหน ก็ไม่สามารถช่วยคุณได้ และคุณก็เสียโอกาสในด้านการขายและการตลาดไปด้วยเช่นกัน ถ้าไม่รู้จักนำรายงานที่ระบบช่วยคิดคำนวณให้มาแปลผล และวิเคราะห์ให้เกิดประโยชน์

เลือกระบบอย่างมีสติ

พิจารณาขนาดของธุรกิจ และความจำเป็น

พิจารณากำลังคน ทีมงาน

พิจารณางบประมาณที่จะต้องใช้ (Hardware, Software, Service Maintenance)

พิจารณาบริการหลังการขายและหน่วยสนับสนุนช่วยแก้ไขปัญหาทางเทคนิค (Support team)