ลงทุนโรงแรม

รวมมิตรว่าด้วย “อยากทำโรงแรม”

อยากทำโรงแรม

รวมมิตรว่าด้วย “อยากทำโรงแรม”

อยากทำโรงแรม อยากลงทุนทำโรงแรม มีที่อยู่แล้ว มีตึกอยู่แล้ว มีบ้านอยู่แล้ว และกำลังคันไม้คันมืออยากลุกขึ้นมาทำโรงแรมเพื่อตอบโจทย์หนึ่งในเป้าหมายที่วางไว้ให้กับตนเอง ควรพิจารณาประเด็นอะไรบ้าง เรารวมคำถาม-คำตอบพร้อมคำแนะนำดี ๆ ไว้ให้แล้วที่นี่…ตามมาได้เลย

1.ทำโรงแรมต้องลงทุนเท่าไหร่

คำถามยอดฮิตตลอดกาลสำหรับคนที่สนใจอยากทำโรงแรม

.

ทำโรงแรม
อยากทำโรงแรม ใช้งบเท่าไหร่

สิ่งที่ #thethinkwise มักให้คำแนะนำและเตือนผู้สนใจลงทุนทำ #ธุรกิจโรงแรม และที่พักขนาดเล็กเสมอคือ “ลงทุนเท่าที่เราเต็มใจจ่ายและไม่ทำให้ตนเองและครอบครัวเดือดร้อน”

.

ความสามารถในการลงทุนของแต่ละคนแตกต่างกัน รูปแบบโรงแรมมีหลากหลายรูปแบบ แต่ต้องไม่ลงทุนจนเป็นการสร้างหนี้ให้กับตนเองและทำให้ครอบครัวต้องเดือดร้อน

.

โครงการลงทุนโฮสเทล กับบูติกโฮเต็ลย่อมแตกต่างกัน

โครงการลงทุนทำโรงแรมในเมืองหรือ City Hotel กับโรงแรมขนาดใหญ่ที่มีห้องประชุมสัมมนาก็แตกต่างกัน

.

ถึงแม้จะเป็นการดัดแปลงบ้านเก่า การปรับปรุงอาคารพาณิชย์เก่ามาเป็นที่พัก งบประมาณที่จะใช้ก็แตกต่างกัน

.

อยากยกตัวอย่างเปรียบเทียบให้เห็นข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงจากวารสารของสมาคมสถาปนิกฯ ซึ่งมีข้อมูลน่าสนใจมากมายที่อยากแนะนำให้แวะเข้าไปอ่าน

ข้อมูลย้อนหลังปี 2558/2015

⭕ค่าก่อสร้าง (Constructiion Cost) ในการปรับปรุงอาคารพาณิชย์ 2 คูหาเป็นทำเป็นโฮสเทลใช้เงิน 13.0 ล้านบาท

⭕ ค่าปรับปรุงบ้านเก่าและทำอาคารที่พักแบบบูติกโฮเต็ลขนาด 44 ห้อง ใช้เงินค่าก่อสร้างรวม 85.0 ล้านบาท

.

อ่านวารสารฉบับเต็มได้ที่ https://www.yumpu.com/…/read/63710868/asa-journal-04-58

2. เริ่มอยากทำโรงแรม ควรเริ่มจากตรงไหน

❓เริ่มอยากทำโรงแรม มีที่ทาง มีตึก มีบ้านของตนเอง จะเริ่มอย่างไร

.

คำถามที่ต่อเนื่องมาจาก #ทำโรงแรมต้องใช้งบเท่าไหร่ ที่ตอบคำถามไปแล้วเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา วันนี้ขอมาเล่าประสบการณ์ที่มักพบเจอเรียกว่า 80% ของคนทำโรงแรมที่มักจะเริ่มจาก #จำนวนห้องพัก ตามพื้นที่ที่มีเป็นตัวตั้งก่อนในการทำโครงการ เช่น มีตึกแถว 3 ห้อง โยนโจทย์ให้ผู้ออกแบบไปจัดพื้นที่มาว่าได้กี่ห้อง แล้วจึงนำจำนวนห้องนั้นมาสอบถามกับ #thethinkwise ว่าทำดีมั้ย ทำได้มั้ย ทำต่ออย่างไร

.

อยากทำโรงแรม

ถามว่า “ผิดหรือเปล่า”

คำตอบ คือ ไม่ผิด

.

แต่คุณสามารถเริ่มต้นโครงการอย่างรอบด้านและรอบคอบได้โดยเพิ่มคำถามต่อไปนี้ให้ตัวเองก่อนที่จะตั้งต้น ลงทุนทำโรงแรม จากจำนวนห้องพักที่จัดสรรได้บนที่ดิน หรืออาคารที่มีอยู่

1. จะทำมาขายใคร หรือ ใครเป็นลูกค้าของคุณ

2. ห้องพักและสถานที่ทั้งหมดตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าหรือเปล่า หรือ Product ของคุณตอบโจทย์ลูกค้าได้กี่เปอร์เซ็นต์ ตอบโจทย์ได้มากน้อยแค่ไหน

3. อะไรที่เป็น #ความแตกต่าง ที่จะทำให้โครงการของคุณต่างจากโรงแรมที่พักอื่นๆที่มีอยู่ในตลาด

และ

4. ภายใต้งบลงทุนที่มีเท่ากัน คุณสามารถนำเงินนั้นไปทำอย่างอื่นที่ได้ผลตอบแทนที่ดีกว่าหรือเปล่า

.

🔅การจัดสรรพื้นที่โครงการที่ว่าด้วย Space + Structure เป็นงานของผู้ออกแบบที่มีความเชี่ยวชาญในการออกแบบพื้นที่ให้มีความน่าสนใจและตอบโจทย์สิ่งที่ลูกค้าต้องการ แต่โรงแรมมี #ลูกค้าตัวจริง คือ แขกผู้เข้าพัก และพนักงานที่ทำงานในพื้นที่ ที่ผู้ออกแบบควรให้ความสำคัญมากๆเป็นลำดับต้นๆ เพราะถ้าออกแบบมาไม่ตอบโจทย์สิ่งที่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายต้องการ การสื่อสารการตลาดที่ทำออกไปก็ไม่รู้จะนำเสนออะไร ไม่รู้จะดึงจุดเด่นและความแตกต่างของที่พักมานำเสนอเพื่อสร้างจุดสนใจเรียกลูกค้าเข้ามาอย่างไร

.

การทำงานร่วมกันระหว่างภาคการพัฒนาธุรกิจเพื่อสร้างรายได้ให้โรงแรม กับ การออกแบบโรงแรม จึงควรทำงานร่วมกันให้มากที่สุดเพื่อให้สินค้า ซึ่งก็คือ โครงการโรงแรมที่พัก ที่ออกแบบนั้นสามารถใช้งานได้จริง และผู้ใช้งาน และผู้ใช้บริการมีความสุขกับการใช้พื้นที่ (Space) นั้นๆ

3. ควรเตรียมและจัดสรรงบประมาณ ลงทุนทำโรงแรม อย่างไร

⁉️เคยมั้ยเวลาไปติดต่อขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน/ธนาคารเพื่อมา ลงทุนทำโรงแรม คุณจะเจอศัพท์แสงแปลกๆจากเจ้าหน้าที่สินเชื่อซักถามตัวเลขมากมาย ซึ่งคุณก็ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกันว่าจะไปหาตัวเลขเหล่านั้นมาจากไหน
.
⁉️ยิ่งที่พักขนาดเล็กที่อยากทำเอง เก็บเงินจากการทำงานมาแล้วอยากลงทุนทำเอง ยิ่งไม่ต้องการความยุ่งยากอะไรมากมาย อาจต้องการเงินทุนสำรองเผื่อการก่อสร้างบานปลายเล็กน้อย (แต่โดยส่วนใหญ่มักจะบานปลายไปมากไม่ใช่เล็กน้อย) แต่เจอคำถามมากมายจนท้อ
.
ลองมาดูตัวเลข 2 ฝั่งง่าย ๆ ที่คุณควรมี ควรรวบรวม ควรประมาณการให้ได้ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุน

ลงทุนทำโรงแรม

👉▶ Hard Cost ได้แก่ เงินลงทุนโดยตรง (Direct Costs) หรือ การจ่ายเงินเพื่อให้ได้สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่มองเห็นจับต้องได้ (Tangible Costs) เช่น ใช้เงินไปซื้อที่ดินมาเพื่อทำโครงการ ค่าก่อ่สร้าง ค่าเฟอร์นิเจอร์ ค่าติดตั้งระบบต่าง ๆ เป็นต้น เรียกว่าเป็นค่าใช้จ่ายโดยตรงเพื่อการทำให้โครงการเกิดขึ้น หรือค่าใช้จ่ายในการรีโนเวตโรงแรม รีโนเวตบ้านเก่ามาทำเป็นโรงแรม
.
👉▶ Soft Cost ได้แก่ เงินลงทุนโดยอ้อม (Indirect Costs) หรือ เงินที่จ่ายไปกับสิ่งที่จับต้องไม่ได้ (Intangible Costs) ซึ่งค่าใช้จ่ายในส่วนนี้จะเกิดขึ้นในช่วงการวางแผน การพัฒนา และการเตรียมเปิด ซึ่งบางครั้งก็มีหลายตัวเลขที่มองไม่เห็น และไม่ได้จดบันทึก  
ยกตัวอย่าง Soft Cost เช่น ค่าออกแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะออกแบบโครงสร้างสถาปัตย์ ออกแบบตกแต่งภายใน ออกแบบปรับภูมิทัศน์ ออกแบบการวางงานระบบ(น้ำ ไฟฟ้า แอร์ บำบัดของเสีย) ค่าที่ปรึกษา ไปจนถึงค่าใช้จ่ายการตลาด การสร้างแบรนด์ การขายเพื่อเตรียมเปิดโรงแรม
.
📌และที่สำคัญ📌 หากโครงการไหนต้องใช้เงินกู้เพื่อสนับโครงการ เจ้าดอกเบี้ย (Interest Expense) ก็จะมาอยู่ในส่วนของ Soft Cost นี่แหละ
.
🧐👉เมื่อเห็นภาพตามนี้แล้ว ลองสรุปกันดูว่าคุณจะต้องใช้เงินลงทุนเบ็ดเสร็จทั้งหมดเท่าไหร่ในการทำโรงแรม ไม่ว่าจะ #ปรับปรุงอาคารพาณิชย์ มาทำ #ปรับปรุงบ้านเก่า หรือสร้างใหม่บนที่ดิน 
คิดให้รอบคอบให้ถี่ถ้วนยาว ๆ ไปถึงเงินหมุนเวียนในช่วงเริ่มเปิดโรงแรมใหม่ๆใน 12 เดือนแรกด้วยนะคะ

.

.

เห็นมั้ยคะ ยังไม่ไปถึงเรื่องการว่าจ้างผู้ออกแบบเลยนะคะ

มีขั้นตอนและประเด็นที่ผู้สนใจลงทุนทำโรงแรมควรพิจารณาให้รอบคอบก่อนจะผลีผลามทำโครงการและกลายเป็นการแบกภาระหนี้ระยะยาวโดยไม่จำเป็น

.

เพราะฉะนั้น ก่อนที่จะ อยากทำโรงแรม ลองนำ 3 ข้อข้างต้นไปพิจารณาเพิ่มเติมให้ดีนะคะ

.

ไม่พลาดคำแนะนำและข้อคิดในการทำโรงแรมแบบรู้ให้จริงทำให้เป็น กดติดตาม https://linktr.ee/thethinkwise

อ่านบทความการสร้างแบรนด์โรงแรม การตลาดและการขาย การทำธุรกิจโรงแรมให้รอด สามารถเข้าไปค้นหาบทความที่ต้องการได้ที่ https://thethinkwise.com

Similar Posts

  • คุณเป็น “ผู้นำ” แบบไหน ?

    อยากนำทีมให้ไปรอด แต่ไม่มีภาวะความเป็น “ผู้นำ” – คิดเอาเอง หรือไม่เข้าใจ เรื่องนี้มีคำตอบ

  • โรงแรมกับการออกแบบการให้บริการ

    #ออกแบบการให้บริการ เริ่มต้นปีด้วยเรื่องที่ตอกย้ำกันมาตลอดตลอด…ว่าด้วยการออกแบบการให้บริการ ซึ่งมักจะเป็นปัญหาในระยะยาวหลังการถูกใช้งานมาสักพักและส่งประสบการณ์ที่ไม่ดี ไม่ราบรื่นให้ลูกค้า ดังนั้น สำหรับใครที่กำลังเริ่มต้น กำลังพัฒนาแบบจึงควรวางแผน เจรจากับผู้ออกแบบให้ดีว่าคุณต้องการอะไร ผู้ออกแบบก็ควรช่วยใช้วิชาความรู้ที่มีมาปรับใช้เพื่อให้สิ่งที่คุณออกแบบไม่ใช่แค่สามารถใช้งานได้จริง แต่จะเป็นแรงส่งประสบการณ์ที่ดี ที่น่าประทับใจ ที่น่าจดจำในทางที่ดีต่อไป คำแนะนำแบบง่ายที่สุดคือ สมมติตัวเองเป็นลูกค้าที่มาใช้พื้นที่ต่างๆว่าจะรู้สึกอย่างไร ไม่ใช่คิดว่าพื้นที่กว้างขวางเพียงพอหรือไม่ แต่ให้คิดถึงความรู้สึกที่จะได้รับหลังจากการประกอบร่างทั้งงานสถาปัตยกรรมและงานตกแต่งภายในเรียบร้อยแล้ว ยกตัวอย่างห้องล๊อคเกอร์ตามฟิตเนสต่างๆ ยิ่งรองรับจำนวนลูกค้ามาก ก็จะยิ่งมีตู้เหล่านี้มากมายตั้งเรียงรายทั้งสองฝั่งของห้อง หรือตั้งเป็น สามแถวสี่แถวแบ่งพื้นที่ห้องตรงกลางก็มี ระยะการเปิดตู้ ความกว้างของบานเปิด กับช่องทางเดินที่อาจมีการใช้งานทั้งสองฝั่งที่จะเปิดมาชนกัน หรือในพื้นที่แต่งตัว ถ้าผู้ออกแบบยึดมั่นแต่ภาคทฤษฎี ไม่สนใจประสบการณ์การใช้งาน ก็อาจจะกำหนดตำแหน่งปลั๊กไฟ/เต้าเสียบตามตำแหน่งที่กำหนดตามมุมห้อง เสาต่างๆที่ระยะความสูงตามทฤษฎี ซึ่งแน่นอนว่าไม่เพียงพอต่อการใช้งานในช่วงเร่งด่วน หรือช่วงที่มีลูกค้าใช้งานมาก เช่น มีตู้ล๊อคเกอร์หลักมากกว่า 150 ตู้ แต่มีตำแหน่งให้เสียบปลั๊กให้บรรดาลูกค้าสุภาพสตรีใช้เสียบไดร์เป่าผมเพียง 6 จุด …อยากชวนให้นึกสภาพการใช้งานจริงว่าจะโกลาหลขนาดไหน นี่คือตัวอย่างบางส่วนที่เราพบเห็นได้บ่อยๆ ซึ่งส่วนผู้ให้บริการจะมารับรู้ก็เมื่อลูกค้าบ่น ตำหนิ ต่อว่า หรือสมัยปัจจุบันก็คือเขียนรีวิว หรือระบายความในใจบนหน้าวอลล์เฟสบุ๊ก โรงแรมที่พักก็เช่นกัน ไม่ว่าคุณจะเปิดให้บริการมานานแค่ไหน หรือเพิ่งเปิด การให้ทีมงานของคุณได้ลองใช้บริการจริงเช่นเดียวกับลูกค้าจะทำให้เขาเหล่านั้นเข้าใจความรู้สึกของการใช้งานของลูกค้า และจะได้นำสิ่งเหล่านั้นมาช่วยกันปรับปรุงและออกแบบการให้บริการที่ดีขึ้นเพื่อลูกค้าจะได้รับแต่ประสบการณ์ที่ดีต่อไป #ทำใหม่ได้ทุกวัน #แก้ด้วยฮาร์ดแวร์ไม่ได้ก็แก้ด้วยซอฟต์แวร์ #รู้ให้จริงทำให้เป็น #thethinkwise

  • สร้างคาแรคเตอร์ให้โรงแรม

    สร้างแบรนด์ สร้างคาแรคเตอร์ให้โรงแรม เขาทำอย่างไรกัน แล้วโรงแรมคุณวางคาแรคเตอร์แล้วหรือยัง

  • | |

    เมื่อ GMหาย จะทำอย่างไรดี?

    GMหาย โรงแรมจะทำอย่างไรดี เรียนรู้การแก้ไขปัญหาอย่างเป็นขั้นเป็นตอนเพื่อความอยู่รอดของโรงแรม

  • เลือกแบรนด์ ให้ตรงเป้าหมายและตอบโจทย์

    เลือกแบรนด์ ให้ตรงเป้าหมายและตอบโจทย์ การลงทุนทำธุรกิจโรงแรมมีประเด็นที่สำคัญที่ควรพิจารณาให้ชัดเจนก่อนที่จะไปถึงเรื่องการออกแบบและการก่อสร้างโรงแรมให้ออกมาตามแบบ คือ การออกแบบโครงสร้างการบริหารและการทำงานให้เหมาะสมกับเวลาและทรัพยากรที่จะสามารถจัดสรรได้ในอนาคต เมื่อวางโครงสร้างที่เจ้าของโครงการสามารถจัดการ กำกับดูแลได้แล้ว จึงค่อยมาตัดสินใจในแต่ละส่วนว่าส่วนไหนจะทำเอง ส่วนไหนจะหาคนมาช่วย ส่วนไหนจะหาคนมาทำในแบบต้อง เลือกแบรนด์ ที่จะใช้งานให้ตอบโจทย์ทั้งกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย และด้านการจัดสรรเงินลงทุน . ถ้าแบ่งการบริหารจัดการโรงแรมตามผู้มีส่วนเกี่ยวข้องออกเป็น 3 ส่วน การวางขอบเขตการทำงานระหว่างกันเพื่อขับเคลื่อนงานไปข้างหน้าตามเป้าหมายและกรอบเวลาตามที่ตกลงกันเป็นเรื่องที่สำคัญ และควรพิจารณาย้อนกลับไปตั้งแต่ประสบการณ์ ผลงานที่ผ่านมา และความรู้ความเข้าใจในการทำธุรกิจโรงแรมในประเทศไทย … เรื่องนี้สำคัญที่ต้องเน้นว่า “ทำธุรกิจในประเทศไทย” เพราะอะไร เราจะว่ากันในส่วนต่อไป กลับมาที่ชื่อเรื่องที่ว่าด้วย เลือกแบรนด์ การเลือกแบรนด์ทีมที่จะมา บริหารโรงแรม นั้น ขึ้นอยู่กับความต้องการและเป้าหมายของแต่ละโครงการ และงบประมาณ ถ้าเราจะพูดถึงทีมบริหารจัดการ หรือ Hotel Operator นั้น การกำหนดขอบเขตการทำงานร่วมกัน และการศึกษารูปแบบการทำงานของแต่ละผู้ให้บริการเป็นสิ่งจำเป็น ยกตัวอย่างเช่น คุณอยากได้ทีมมาจัดการให้ทุกอย่าง ไม่ต้องการยุ่งเรื่องอะไรเลย ไม่ว่าจะเป็นนโยบายหรือแก้ไขปัญหาการให้บริการรายวัน ต้องการนั่งดูแต่รายงานบรรทัดสุดท้ายว่าเป็นบวกหรือเปล่า — กรณีเช่นนี้ก็ควรค้นหาผู้ให้บริการที่มีขอบเขตการทำงานในลักษณะนี้ซึ่งในปัจจุบันมีหลายผู้ให้บริการให้เลือก ทั้งแบบมีการการันตีผลงานด้วยตัวเลขอัตราการเข้าพัก ราคาห้องพักเฉลี่ย แลกเปลี่ยนกับค่าบริการรายเดือน รายปี (Management Fee) และค่าบริการที่ขึ้นกับผลงานที่ทำได้ (Incentive…

  • ประสบการณ์ ฟีลหรู ดูแพง กับราคาที่เอื้อมถึง

    สร้างประสบการณ์พิเศษในราคาเอื้อมถึง หรือ Luxury for Less …แล้วโรงแรมที่พักขนาดเล็กจะทำได้อย่างไร

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.