สร้างแบรนด์โรงแรม

สร้างแบรนด์โรงแรมต้องเริ่มเมื่อไหร่

สร้างแบรนด์โรงแรม ต้องเริ่มเมื่อไหร่

สร้างแบรนด์โรงแรมต้องเริ่มเมื่อไหร่ ?

ต้องถามกลับไปก่อนว่าคุณต้องการสร้างแบรนด์แบบไหน และความต้องการ ความเข้าใจของคุณเกี่ยวกับคำว่า “การสร้างแบรนด์” นั้นกินขอบเขตถึงตรงไหน

ก่อนอื่นควรมาสร้างจุดเริ่มต้นให้ตรงกันก่อนว่าเราจะคุยกันในเรื่อง “การสร้างแบรนด์” ที่ไม่ใช่หมายความแค่เพียงโลโก้ ตัวอักษร รูปแบบการวางสื่อโฆษณา ซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งในการแสดงออกของแบรนด์ของโรงแรมคุณที่เป็นจุดแรกๆที่ลูกค้าได้รู้จักกับโรงแรมคุณ

มาเริ่มกันได้เลยค่ะ

ถ้าคำว่า “แบรนด์” หมายถึงสิ่งที่ลูกค้าพูดถึงคุณ ก็อาจจะสรุปสั้น ๆ ได้ว่า Your Brand is Your Story – Your Story is Your Brand

แต่…แต่…แต่…อย่าเพิ่งไปด่วนสรุปหรือตีความไปแค่เรื่องการเล่าเรื่อง หรือ Story Telling ที่เป็นคำยอดฮิตในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และก็ยังคงใช้กันอยู่อย่างแพร่หลายจนหลายโรงแรมอาจไปเข้าไป และไปสรุปว่า “หาเรื่องมาเล่ากัน สร้างเรื่องมาเล่ากัน” จนลืมวางกรอบเวลาในการทำงาน ลืมตั้งเป้าหมาย วัตถุประสงค์ และรูปแบบในการสื่อสาร ไปเน้นแต่เรื่องปริมาณและความถี่บนโลกโซเชี่ยล จนในที่สุดธรรมชาติของแบรนด์ก็หายไป เพราะขาดในเรื่องความสม่ำเสมอและความจริงใจที่แสดงออก

ลองมาดูกันว่าถ้าจะสร้างแบรนด์ให้โรงแรมควรจะเริ่มตอนไหนดี

ถ้าแบรนด์คือตัวตนของคุณที่เต็มไปด้วยความตั้งใจและแพชชั่นในการทำโรงแรม ทุกการกระทำของคุณและทีมงานของคุณตั้งแต่เริ่มการออกแบบ การวางคอนเซ็ปท์ในการให้บริการ การติดต่อกับผู้ให้บริการร้านค้าต่าง ๆ ไปจนถึงช่วงการเตรียมการเปิดโรงแรม การฝึกทีมงาน การสื่อสารทางการตลาด……ทุกสิ่งอย่างนั่นคือตัวที่สะท้อนความเป็นตัวตนของโรงแรมของคุณ

ก็ยังไม่ตอบคำถามอีกว่า แล้วควรจะเริ่มสร้างตอนไหนดี ?

เริ่มได้เลยค่ะ….

สำหรับโรงแรมที่กำลังเริ่มพัฒนาการออกแบบ ใกล้จะเริ่มก่อสร้าง หรืออยู่ระหว่างการก่อสร้าง สิ่งที่ควรพิจารณาและข้อควรระวังมีดังนี้

* แยกแยะให้ดีระหว่าง Personal Brand และ Hotel Brand หรือ Product/Service Brand

โดยเฉพาะที่พักขนาดเล็กที่เจ้าของโรงแรมทำเองทุกอย่างเรียกได้ว่าเป็น CEO – Chief Everything Officer นั้นบางครั้งการใส่ความเป็นตัวตนเข้าไปในตัวธุรกิจมากจนเกินไปก็อาจส่งผลกระทบในเรื่องขนาดของตลาด ขนาดของกลุ่มลูกค้าได้เช่นกัน ยกเว้นว่าคุณยอมรับได้กับความมีเอกลักษณ์อย่างสุดโต่งและตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มเฉพาะทางเพียงกลุ่มเดียว

หลายโครงการมักสื่อสารออกมาในแนวนี้ว่า “ไม่เป็นไร ขอให้ตัวตนชัดเจน” แต่เมื่อเวลาผ่านไป ภาระที่ต้องดูแลทีมงาน ค่าใช้จ่ายต่างๆที่มากขึ้น สะสมขึ้นเป็นทวีคูณก็ค่อย ๆ เริ่มกลับมาทบทวนว่าจะลดทอนความแข็งกระด้าง หรือปรับการสื่อสารอย่างไรเพื่อให้สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้กว้างขวางขึ้น เพื่อให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้

การที่เจ้าของมีตัวตนที่ชัดเจน มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น ไม่ใช่เรื่องผิดพลาด หรือเป็นปัจจัยลบ หากแต่ว่า “คุณควรรู้จักการสื่อสารให้เป็น” ต่างหากที่จะทำให้คนสามารถเข้าถึงคุณได้

วางคอนเซ็ปท์หลักให้ดี

เมื่อจะสร้างแบรนด์ให้กับอะไรก็ตาม การวางแนวคิดหลักหรือคอนเซ็ปท์หลักของโรงแรมคุณเป็นสิ่งสำคัญ หากระดาษ ดินสอ หรือจะเขียนบันทึกรวบรวมความคิดของคุณบนไอแพด ก็แล้วแต่ถนัด แต่ให้รวบรวมความคิดไอเดียต่าง ๆ แล้วจัดให้เป็นหมวดหมู่ให้ดีในแต่ละประเด็น เริ่มตั้งแต่ หลักการ เป้าหมาย สิ่งที่คุณจะส่งมอบให้กับลูกค้ามีอะไรบ้าง ภาพลักษณ์ เอกลักษณ์ จุดเด่น ฯลฯ ในประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ให้รวบรวมหัวข้อทั้งในส่วนที่ “จับต้องได้” และในส่วนที่ “ส่งมอบหรือส่งต่อทางด้านความรู้สึกและการรับรู้”ของลูกค้า

ส่วนใหญ่เวลาคนจะทำโรงแรมมักไปตั้งหลักจากรูปแบบทางสถาปัตยกรรม การตกแต่งภายในก่อน แล้วมาบอกว่า “เรียบง่าย สบายๆ” โดยใช้ความชอบส่วนตัวเป็นหลักในการเริ่มต้นนำเสนอ แต่มักจะลืมไปว่าบนคำว่า “เรียบง่าย สบายๆ” นั้นสามารถสะท้อนออกมาผ่านทางสถาปัตยกรรม การตกแต่งภายในได้หลากหลายมากมายเหลือเกิน ….. (ไม่เชื่อลองไปเปิดหาข้อมูลบนเว็บไซต์ดู แทบจะทุกการออกแบบจะใช้การอธิบายว่าการออกแบบของตนเรียบง่าย สบายๆ)

ตั้งเป้าหมายการสื่อสารให้ชัดเจน

ไม่ว่าคุณจะตั้งใจสร้าง Personal Brand มานำแล้วค่อยมาต่อยอดกับ Product/Service Brand หรือจะให้ความสำคัญกับประเด็นไหนก่อนและหลัง ข้อสำคัญคือการวางแผนการสื่อสารอย่างชัดเจนและต่อเนื่องเพื่อทำให้ในสายตาของลูกค้าที่มองเข้ามาเห็นภาพชัดเจน

การทำตารางการสื่อสารผ่านสื่อช่องทางต่าง ๆ ประเภทต่าง ๆ ควรระบุวัตถุประสงค์ในการสื่อสารให้ชัดเจน และความถี่ (Frequency) รวมถึงงบประมาณ (Budget) ระยะเวลาในการลงสื่อเพื่อประชาสัมพันธ์กี่วัน

เริ่มเมื่อไหร่ ?

ก่อนอื่นควรไล่เรียงลำดับงานที่ต้องทำก่อนว่ามีอะไรบ้าง ต้องติดต่อใครบ้าง มีขั้นตอนไหนที่ติดต่อกันภายในองค์กร และขั้นตอนไหนที่เริ่มจะต้องมีการติดต่อบุคคลภายนอก

เมื่อไหร่ที่ต้องเริ่มมีการติดต่อบุคคลภายนอก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร และติดต่อผ่านทางช่องทางไหน นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่คุณควรคำนึงถึงการแสดงออกบนแนวคิดหลักของแบรนด์คอนเซ็ปท์ที่คุณวางเอาไว้

ไม่ควรนึกแต่ภาพที่จะใช้สื่อสารหลังจากที่คุณมีโลโก้ มีภาพถ่ายสวย ๆ มีเลย์เอ้าท์สื่อเท่ๆ แล้วค่อยมาคำนึงถึงเรื่องแบรนด์ เรื่องการแสดงออกของแบรนด์

ถ้าคุณวางคอนเซ็ปท์ของแบรนด์แน่นไปจนถึงแคแรคเตอร์ของแบรนด์คุณเป็นอย่างไร ทุกการแสดงออกของคุณไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารผ่านตัวหนังสือ การพูดจา การให้สัมภาษณ์ การโทรศัพท์ติดต่อ ฯลฯ จะไม่หลุดแบรนด์ และคนภายนอกก็จะรับทราบ รับรู้ และจดจำแบรนด์โรงแรมคุณได้ตั้งแต่จุดนั้นเป็นต้นไป เพราะการแสดงออกของแบรนด์นั้นจะต้องใช้การสะสม ต่อเนื่อง สม่ำเสมอ จนคนจดจำได้ และสามารถอธิบายและบอกต่อได้ว่า แบรนด์โรงแรมคุณเป็นอย่างไร

ดังนั้นเมื่อคุณวางแนวคิดหลักและรวบรวมประเด็นต่าง ๆ ตามที่อธิบายข้างต้นแล้ว สิ่งที่คุณควรลงมือทำต่อคือ การประเมินทีมงาน

ทำไมต้องประเมินทีมงาน

ถ้าคุณในฐานะเจ้าของโรงแรมลงมือทำทุกอย่างเอง กรณีนี้คุณย่อมทราบศักยภาพของคุณเองว่ามีความสามารถ ความถนัด ความไม่ถนัดในเรื่องอะไร แต่ถ้าเมื่อไหร่คุณมีทีมงานเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะกี่คนก็ตาม สิ่งแรกที่คุณควรทำคือการประเมินศักยภาพทีมงาน และการบรีฟแบรนด์คอนเซ็ปท์ให้ทีมงานฟัง ก่อนที่จะปล่อยเขาออกไปสื่อสารกับคนภายนอก

ถ้าประเมินแล้วทีมงานมีศักยภาพ แต่ยังต้องอาศัยเวลาในการพัฒนา เรียนรู้ ทำความเข้าใจในคาแร็คเตอร์ของแบรนด์อีกระยะเพราะด้วยไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกัน นั่นก็เป็นเหตุให้คุณควรหยิบยกตัวอย่างที่ชัดเจนมากขึ้นเพื่อให้ทีมงานเข้าใจว่าการแสดงออกที่ผิดเพี้ยนไปส่งผลกระทบกับแบรนด์อย่างไร

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้น

ในช่วงขั้นตอนการออกแบบ จะมีการร่วมงานกับผู้ออกแบบมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสถาปนิก อินทีเรีย(ตกแต่งภายใน) ภูมิทัศน์ (จัดสวน) หากมีร้านอาหารก็จะมีผู้ออกแบบครัว (Kitchen Design) ไปจนถึงการออกแบบไฟส่องสว่างภายในพื้นที่โรงแรม (Lighting Design) การที่เราจะเร่งให้ผู้ออกแบบสามารถทำงานได้เร็วมากขึ้นนั้น ส่วนหนึ่งคือการบรีฟงานให้ผู้ออกแบบฟัง นั่นก็คือการอธิบายแนวคิด รูปแบบ และภาพลักษณ์ที่ต้องการให้ออกมาให้เห็นภาพเดียวกันก่อน

คราวนี้การที่จะให้บรีฟ รวมไปถึงการอธิบายความต้องการของเจ้าของโครงการนั้น หลายคนไม่สามารถอธิบายให้เห็นภาพได้ คืออยู่ในโหมด “เข้าใจอยู่คนเดียว” หรือ “เห็นภาพอยู่คนเดียว” ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นตัวเจ้าของโรงแรม หรือทีมงาน ก็ควรฝึกการสื่อสารกับผู้อื่นเหมือนกัน เพื่อให้แน่ใจว่าทุกการสื่อสารของคุณที่ออกไป ผู้ได้รับสารนั้นจะเข้าใจเหมือนกัน

แต่….แต่…ถ้าคุณประเมินศักยภาพทีมงานแล้ว เห็นว่าทีมงานคุณไม่สามารถสื่อสารได้โดยเฉพาะเรื่องการเขียน ไม่ว่าจะเป็นภาษาไทย หรือภาษาอังกฤษ สิ่งที่คุณในฐานะเป็นเจ้าของโปรเจ็ค/เจ้าของโครงการควรทำ หากคุณเป็นคนใส่ใจในรายละเอียดอย่างแท้จริง คือการสร้างเทมแพลต หรือแบบร่างข้อความที่ควรใช้สื่อสารให้กับทีมงานเก็บไว้ใช้สื่อสาร อันนี้ในกรณีที่ทีมงานของคุณขาดศักยภาพอย่างยิ่ง แม้แต่การเรียงประโยค การเขียนคำว่า “คะ” หรือ “ค่ะ” ยังใช้ไม่ถูก การเรียงลำดับข้อความ การอธิบายความให้ชัดเจน ไม่สามารถทำได้เลย (จริง ๆ ควรพิจารณาโยกย้ายหรือปรับขอบเขตงานให้ทีมงานใหม่ หรือกลับไปแก้ตัวใหม่ตั้งแต่การระบุคุณสมบัติของทีมงานที่ต้องการ)

แต่ถ้าในกรณีที่ทีมงานที่มีสามารถสื่อสารได้ในระดับหนึ่ง อาจให้เขาร่างหนังสือ จดหมาย ข้อความทางอีเมล์มาให้ตรวจก่อน เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีอะไรผิดพลาด

ยิ่งคุณต้องการทำโรงแรมที่พักในระดับตลาดบน คุณควรใส่ใจในประเด็นนี้มากขึ้นนะคะ

ตัวอย่างเพิ่มเติม

คุณตั้งใจทำโรงแรมในระดับตลาดหรู – ตลาดพรีเมี่ยม มุ่งเป้าหมายตลาดต่างประเทศ การติดต่อสื่อสารกับบุคคลภายนอกก็ควรจะใช้ภาษาอังกฤษ และภาษาไทยในระดับการเจรจาสื่อสารทางธุรกิจให้เหมาะสมเพิ่มมากขึ้น ไม่ใช่จะทำโรงแรมระดับหรู แต่ทีมงานสื่อสารในระดับบ้านพักทั่วไป ….แบบนี้ก็สะท้อนตัวตนของคุณ สะท้อนความน่าเชื่อถือของคุณอย่างชัดเจน

สร้างแบรนด์โรงแรม เหมือนจะทำง่ายเวลาที่คุณไปเข้าเวิร์คชอปต่าง ๆ แต่เมื่อกลับมาใช้กับโครงการของคุณจริง ๆแล้ว ถ้าคุณตอบคำถามไม่ได้ชัดเจนตั้งแต่แนวคิด คอนเซ็ปท์ คาแร็คเตอร์ของโครงการคุณ การแสดงออกของแบรนด์เพื่อให้คนจดจำก็จะเพี้ยนไปมาตามคุณสมบัติและศักยภาพของทีมงานนั้น ๆ

ใส่ใจในรายละเอียดมากขึ้นนะคะ

อ่านบทความย้อนหลังเกี่ยวกับแบรนด์

  1. สร้างแบรนด์ด้วยนิวนอร์มอล
  2. ทำโรงแรมเล็กไม่ใช่เรื่องเล็ก
  3. ไหนว่าอยากสร้างแบรนด์

Similar Posts

  • จัดการให้จบ ปัญหาไม่เกิด

    สิ่งที่ทุกโรงแรมที่พักมักจะเจอไม่ช้าก็เร็ว ก็คือ คำติชม คำต่อว่า คำตำหนิจากลูกค้า ขึ้นอยู่กับดีกรีความรุนแรงที่แตกต่างกัน ซึ่งแน่นอนว่าดีกรีความแรงขึ้นอยู่กับเหตุที่มาที่ไปของเรื่องนั่นเอง ไหนใครเคยเจอระดับความรุนแรง เทียบเท่าระดับ 6 ของแผ่นดินไหวบ้าง เรียกได้ว่า ไม่มีการฟังเหตุผลอะไรทั้งสิ้นแน่นอน แต่ถ้าเราย้อนกลับไปทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ที่มาที่ไป อะไรที่เป็นตัวกระตุ้นให้ระดับความโกรธเพิ่มขึ้น เราก็อาจจะพอเข้าใจได้บ้างในบางกรณี ส่วนที่เข้าใจไม่ได้ เข้าใจลำบากก็ขอให้ผ่านไป และหันมาทบทวน ตั้งข้อสังเกต และฝึกทีมให้แข็งแกร่ง ลองมาดูตัวอย่างเหตุการณ์ ณ ร้านอาหารในโรงแรมระดับ 5 ดาวแห่งหนึ่งที่ราคาอาหารประเภทกับข้าวต่อจาน 450-650 บาท++ ขึ้นอยู่กับวัตถุดิบที่ใช้ ลูกค้าสั่งแกงเขียวหวานอโวคาโด มะเขือ และผัก เป็นเมนูจานมังสวิรัติ พออาหารมาเสริฟ ลูกค้าตักราดข้าวชิมรสชาติ พบว่ามีรสหวานมาก จึงเรียกพนักงานเสริฟคนที่ 1 มาแจ้งว่า แกงนี้รสหวานมากนะคะ ขอน้ำปลาพริกซักถ้วยค่ะ พนักงานเสริฟคนที่ 1 รับฟังและไปนำน้ำปลาพริกมาเสริฟ หลังจากได้น้ำปลาพริกมา ลูกค้า ก็พยายามรับประทานอีกแต่ก็รู้สึกว่าไม่ไหว เมื่อพนักงานเสริฟคนที่ 2 ซึ่งดูอาวุโสกว่า มีประสบการณ์มากกว่าเดินผ่านมา จึงแจังปัญหาอีกครั้ง และฝากให้แจ้งทางครัว หรือจะนำชามแกงนี้ไปให้ทีมครัวและทีมเสริฟชิมว่ารสชาติหวานเกินไปจริงๆ…

  • |

    หรือการเดินทางท่องเที่ยวจะเปลี่ยนไป

    เมื่อวิกฤติโควิด19 ผ่านไป พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวจะเปลี่ยนไป แล้วโรงแรมคุณเตรียมพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงนี้หรือยัง

  • ออกแบบบริการโรงแรมให้ตอบโจทย์

    ออกแบบบริการ ให้ตอบโจทย์ลูกค้าโรงแรมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรให้รอบด้าน ทำความเข้าใจ Service Model Canvas กัน

  • เป้าหมายพร้อม แผนพร้อม ทีม…?

    ใกล้สิ้นปีเข้าไปทุกทีชนิดที่ว่าแทบจะหายใจรดต้นคอเข้ามาทุกวัน เดือนตุลาคมที่กำลังจะมาถึงตัวเลขทุกตัวที่จะใช้สรุปทำงบประมาณในปีต่อไปควรจะพร้อมได้แล้ว แต่ในความจริง…..ตัวเลขที่รวบรวมได้กลับเป็นตัวเลขที่ไม่อยากจะนำมาใช้เลยทีเดียว ทั้งต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ ทั้งไม่รู้จะใช้หลักเกณฑ์อะไรมาตั้งเป้า…น่าปวดหัวจริงๆ ในอีกมุมหนึ่ง ก็มีเสียงพึมพำอยู่ในหัวว่า “ทำไปทำไม ของเราเล็กนิดเดียว ขายๆไปเถอะ ทำยังไงก็ได้ให้มีลูกค้ามาพัก ไม่เห็นต้องยุ่งยาก” ในขณะที่อีกโรงแรม มีแผนงานพร้อมเป้าหมายและงบประมาณประจำปีเป็นเล่ม แต่ 9 เดือนที่ผ่านมา ไม่มีใครลงมือทำตามแผนที่วางไว้เลย เพราะคนที่เขียนแผนก็ไม่อยู่กับโรงแรมแล้ว ส่วนคนที่มาทำหน้าที่ต่อ ก็บอกว่าแผนที่เขียนไว้ไม่ดี เดี๋ยวจัดการใหม่ แต่ไม่เคยมีการเขียนแผนที่จะทำใหม่ ใช้แต่วิธีนั่งเปิด-ปิดห้องพักบนโลกออนไลน์กับ OTA แล้วคุณคิดว่าอย่างไร? เรื่องนี้มีหลายประเด็น หลายสาเหตุ ลองมาดูกันว่าคุณตกอยู่ในสถานการณ์แบบไหน 1) เจ้าของกิจการไม่เห็นความสำคัญกับการทำแผนงานและวางเป้าหมาย 2) เจ้าของกิจการเห็นความสำคัญและต้องการจะทำ แต่ทีมงานที่รับผิดชอบและมีหน้าที่ ไม่สามารถทำได้ เหมือนตอนที่สัมภาษณ์รับเข้าทำงานแล้วบอกว่าทำได้ทุกอย่างที่เกี่ยวกับการขายและการตลาด 3) ทีมงานที่รับผิดชอบทำแผนงานและเป้าหมายเสนอไปให้เจ้าของกิจการพิจารณาแต่ไม่เคยพิจารณาอนุมัติลงมาเป็นเรื่องเป็นราว ไม่เคยให้เวลาในการนำเสนอในรายละเอียด ไม่ว่าจะเป็นกรณีไหน แต่ผลที่จะได้รับคือ ธุรกิจไม่มีทิศทางที่ชัดเจน ไม่มีแนวทางในการทำกลยุทธการตลาดหรือการขาย ไม่มีการจัดสรรงบประมาณในการทำกิจกรรมการตลาดหรือการขาย เพราะฉะนั้นการทำงานของทีมก็เป็นไปแบบไม่มีแผน วิ่งขายแบบไร้ทิศทาง เพราะอยู่บนแนวทางที่ว่า “ทำยังไงก็ได้ ให้มีลูกค้าเข้าพัก” การปล่อยให้ธุรกิจเดินหน้าแบบไร้ทิศทางที่เป็นรูปธรรมมีแต่จะทำให้ประสิทธิภาพของผลดำเนินงานค่อยๆลดน้องถอยลง ไม่ว่าจะสะท้อนออกมาให้เห็นจากอัตราค่าห้องพักเฉลี่ยที่ลดลง หรือค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นแบบที่ไม่สมเหตุสมผลกับผลการดำเนินงาน ดังนั้น ในปีต่อไปเรามาลองเริ่มทำแผนงานการตลาดและการขายแบบที่มีงบประมาณรองรับกิจกรรมการตลาดและการขายกันดีกว่า หากใครยังไม่เคยทำ…

  • ตอบรีวิว อย่าให้เสียแบรนด์

    รีวิวสร้างความมั่นใจให้ลูกค้า และช่วยให้การตัดสินใจจองห้องพักรวดเร็วขึ้น แต่ถ้าคุณตอบรีวิวไม่ดี จะกระทบกับแบรนด์คุณอย่างไร

  • แล้วโรงแรมควรสื่อสารอะไรในช่วงวิกฤติ

    ก่อนจะตอบว่าโรงแรมควรสื่อสารอะไรในช่วงวิกฤติ ควรตอบคำถามก่อนว่า (1) “คุณจะสื่อสารกับใคร” – ข้อนี้เป็นคำถามสำคัญเพราะคือลูกค้าของคุณ และคุณแบ่งลูกค้าคุณอย่างไร แบบในประเทศกับต่างประเทศ หรือแบ่งตามความลักษณะและพฤติกรรมของลูกค้า (2) ถ้าตอบคำถามข้อที่ 1 ได้เรียบร้อย ควรหาข้อมูลให้ลึกต่อไปว่า “แล้วแต่ละกลุ่ม เขามีความต้องการอย่างไร” เราจะได้ทราบว่าควรใช้เครื่องมือแบบไหนในการสื่อสารถึงเขาได้อย่างมีประสิทธิภาพ (3) รูปแบบในการสื่อสาร ในข้อนี้เมื่อตอบข้อ 1 และ ข้อ 2 ได้เรียบร้อย เราก็จะสามารถออกแบบการสื่อสารของเราได้อย่างเหมาะสมแบบรู้กาละเทศะ . . . แต่ถ้าโรงแรมไหน ไม่ได้ตั้งหลักจากข้อ 1-3 เขาก็จะสื่อสารแบบรวม ๆ แบบกว้าง ๆ ใครจะได้รับหรือไม่ได้รับ ไม่แน่ใจเหมือนกัน แค่อยากจะสื่อสารออกไป ก็อ่านบทความมาเยอะแล้วเขาบอกว่าช่วงวิกฤติต้องสื่อสารกับลูกค้าเพื่อให้ลูกค้ายังจดจำแบรนด์ของคุณได้ คุณเป็นแบบนี้หรือเปล่า ? เวลาเราพูดถึงคำว่า “วิกฤติ” ความหมายคือ อยู่ในขั้นอันตราย ร้ายแรง น่าเป็นห่วง เพราะฉะนั้นโรงแรมควรทำความเข้าใจก่อนว่าวิกฤติไวรัสโควิด19 ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะประเทศไทยประเทศเดียว และมาตรการที่เราบังคับใช้ปัจจบันไม่ว่าจะเป็น Work from Home หรือ…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.