บริการสร้างแบรนด์

โรงแรมที่พักที่ให้บริการที่ดี และน่าประทับใจกับลูกค้าย่อมทำให้กระบวน การสร้างแบรนด์น่าจดจำและมีความเข้มข้นมากขึ้นแน่นอน

brand_serviceเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำนำหน้าไปทุกๆวินาที หลายๆแบรนด์ต่างแข่งขันโดยหยิบยกประเด็นเรื่องความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่นำมาใช้กับสินค้าของตน บ้างก็นำเสนอการใช้เทคโนโลยีในการพัฒนากระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพและมีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น  แม้กระทั่งผู้ค้ารายย่อยที่ขายสินค้าผ่านทางระบบออนไลน์ในปัจจุบันก็ยังแข่งขันกันในเรื่องการพัฒนาหรือเลือกรูปแบบการขายสินค้าที่ง่ายและรวดเร็ว สะดวกต่อลูกค้า จนไปถึงกระบวนการขนส่งสินค้าให้ถึงมือผู้รับด้วยความรวดเร็ว  แต่ไม่ว่าเทคโนโลยีจะล้ำนำหน้าไปอย่างไร ลูกค้าในฐานะผู้ซื้อ ผู้บริโภคหรือผู้ใช้บริการก็ยังต้องการการให้บริการที่ประทับใจ สุภาพ ให้ข้อมูลที่รู้จริง เพื่อให้การตัดสินใจซื้อเกิดขึ้นได้

หลายสัปดาห์ที่ผ่านมาได้ลองไปสำรวจการให้บริการตามโชว์รูมรถยนต์หลายๆยี่ห้อ ทั้งญี่ปุ่นและยุโรป ซึ่งไม่ว่าจะเป็นรถยนต์มาจากประเทศไหน ตัวแทนจำหน่ายในประเทศซึ่งก็คือทีมงานคนไทยนี่แหละเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้ลูกค้าเชื่อมั่น และตัดสินใจซื้อ

โชว์รูมที่ 1 –  โชว์รูมโอ่อ่า สวยงาม สะอาดสะอ้าน แบ่งสัดส่วนการโชว์รถ ส่วนต้อนรับ ส่วนพักผ่อน ส่วนนั่งพูดคุยเป็นสัดส่วน พนักงานขายมีความกระตือรือร้นในการให้บริการ รู้จักใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่กับตัวคือโทรศัพท์มือถือในการนำเสนอสินค้า คำนวณโปรโมชั่นต่างๆด้วยความรวดเร็ว  และจะชักชวนให้ลูกค้าทดลองขับ เพื่อพิสูจน์สมรรถนะของรถ

โชว์รูมที่ 2 –  โชว์รูมโอ่อ่า สวยงาม สะอาดสะอ้าน แบ่งสัดส่วนการให้บริการที่ชัดเจนเช่นกัน แต่พนักงานขาดความพร้อมในการให้บริการ และไม่สามารถให้ข้อมูลหรือตอบข้อซักถามของลูกค้าได้ด้วยความมั่นใจในคำตอบของตัวเอง มุ่งเน้นแต่จะขอเบอร์โทร.ของลูกค้า  ไม่มีการชักชวนให้ลูกค้าทดลองขับแต่อย่างใด

โชว์รูมที่ 3 – โชว์รูมโอ่อ่า สวยงาม สะอาดสะอ้าน แบ่งสัดส่วนการให้บริการที่ชัดเจนเช่นกันตามมาตรฐานของแบรนด์นั้นๆ  แต่พนักงานเริ่มต้นทักทายลูกค้าที่เปิดประตูเข้าโชว์รูมมาด้วยคำว่า “พี่เข้ามาทางไหนอ่ะ”  จนลูกค้าเป็นงง และต้องสอบถามกลับไปว่า “แล้วทางโชว์รูมมีทางเข้าทางด้านอื่นอีกหรือคะ”

คำว่า “แบรนด์” คงไม่ใช่แค่ความสวยงามของโลโก้ หรือตราสัญญลักษณ์ ตัวหนังสือ โทนสีที่ใช้เท่านั้น แต่เครื่องมือที่จะสื่อสาร ส่งต่อหลักการและหัวใจที่เป็นแกนกลางสำคัญของความเป็นแบรนด์ที่แตกต่างจากสินค้าประเภทเดียวกันในตลาดต่างหากที่จะทำให้ลูกค้ามีความเข้าใจ ชื่นชอบ ประทับใจในสินค้าของคุณ

ความรู้สึกของลูกค้าที่ได้รับการให้บริการของคุณเป็นสิ่งสำคัญ

จากตัวอย่างข้างต้น โชว์รูมทุกแบรนด์ล้วนมีความโอ่อ่า สวยงามตามมาตรฐานของแบรนด์นั้นๆ เพราะเจ้าของผลิตภัณฑ์ต้องการวางมาตรฐานเบื้องต้นในส่วนของภาพลักษณ์ให้ลูกค้าได้จดจำ  ส่วนการให้บริการภายในเป็นเรื่องที่เจ้าของกิจการหรือผู้บริหารโชว์รูมเหล่านั้นต้องมาทำความเข้าใจและตีโจทย์ให้ออกว่า สินค้าของคุณมีตำแหน่งทางการตลาดอยู่ตรงไหน กลุ่มลูกค้าเป้าหมายเป็นใคร และลูกค้าเหล่านั้นมีรูปแบบการใช้ชีวิตอย่างไร ชอบและไม่ชอบอะไร ไปจนถึงความคาดหวังของลูกค้ามีอะไร

แต่ถ้าไม่สามารถตีโจทย์ตรงนี้ออก ขอให้เริ่มจาก “ความรู้ในสินค้าและบริการ” เป็นลำดับแรก  พนักงานทุกคนต้องมีความเข้าใจในสินค้าและบริการอย่างถ่องแท้ จุดเด่นของสินค้าคืออะไร แตกต่างจากรายอื่นอย่างไร  แล้วจึงตามมาด้วยทักษะการขาย การเจรจาต่อรอง และความรอบรู้ในเรื่องอื่นๆถ้าคุณสามารถอบรมและพัฒนาบุคคลากรของคุณให้มีคุณสมบัติที่ใกล้เคียงกับตัวแบรนด์ การสื่อสาร การส่งต่อข้อมูลและการให้บริการระหว่างทีมงานและลูกค้าก็จะมีความราบรื่น และลูกค้าก็มั่นใจว่าสินค้านี้เป็นสินค้าที่ต้องการจริงๆ  แต่ถ้าทีมงานคุณมีพนักงานแบบโชว์รูมที่ 3 ทั้งๆที่ลูกค้ามีความชื่นชอบในแบรนด์คุณอยู่แล้ว การเปลี่ยนใจก็อาจจะเกิดขึ้นได้เช่นกันความเป็นแบรนด์คงไม่ใช่แค่รูปลักษณ์ภายนอก  แต่คือสิ่งที่ลูกค้าจะพูดถึงคุณต่อไปในอนาคต

ตอบรีวิว อย่าให้เสียแบรนด์

รีวิวสร้างความมั่นใจให้ลูกค้า และช่วยให้การตัดสินใจจองห้องพักรวดเร็วขึ้น แต่ถ้าคุณตอบรีวิวไม่ดี จะกระทบกับแบรนด์คุณอย่างไร

brand_review.PNGรีวิวมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของลูกค้าไม่ว่าจะเป็นที่พัก สถานที่ท่องเที่ยว ร้านอาหาร สายการบิน ยิ่งรีวิวที่มีอิทธิพลมาก มีเครือข่ายที่แข็งแกร่งอย่าง TripAdvisor โรงแรมที่พัก และสถานประกอบธุรกิจต่างๆก็ควรเพิ่มความระมัดระวังในการตอบข้อซักถามหรือการตอบรีวิว

ความจริง หากป้องกันได้ตั้งแต่ต้น ก็คือการเตรียมการให้บริการ และการให้บริการที่ดี เพื่อลดปัญหาให้ได้มากที่สุดจะเป็นการดีที่สุด แต่หากไม่สามารถป้องกันปัญหาได้จริงๆ ก็ควรจะแก้ไขปัญหาที่หน้างานให้จบอย่างรวดเร็วให้ได้ พบปะ พูดคุย สอบถามลูกค้าถึงความไม่พอใจ หรือข้อขัดข้องที่เป็นสาเหตุที่ทำให้ไม่พอใจ และหาทางแก้ไขให้ตรงประเด็น

เวลาลูกค้ามีปัญหาไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม ประเด็นแรกคือ การเป็นผู้ฟังที่ดี คือรับฟังอย่างตั้งใจ ไม่แสดงออกทางสีหน้า หรือใช้คำพูดไม่เหมาะสมตั้งแต่ลูกค้าเริ่มจะบอกเล่าความไม่พอใจ  เท่านี้ก็เป็นการเริ่มต้นแก้ไขปัญหาที่ดีในระดับหนึ่งแล้ว  ผู้บริหารโรงแรมควรฝึกทีมงานให้มีความอดทน อดกลั้น และรู้จักเป็นผู้ฟังที่ดี และอย่าลืมฝึกตัวเองด้วยเพื่อให้เป็นตัวอย่างที่ดีกับทีมงาน

เมื่อรับฟังแล้ว เบื้องต้นไม่ว่าเราจะสอบสวน สืบสวนข้อเท็จจริงแล้วหรือยังก็ตาม การขอโทษ หรือ “การขออภัยในความไม่สะดวก” ทั้งหลายที่เกิดขึ้น ก็เป็นขั้นตอนที่ควรทำต่อจากการ “รับฟังปัญหา”  และหากยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ในทันที หรือยังไม่สามารถหาคำตอบให้ลูกค้าได้ ก็ควรจะแจ้งลูกค้าว่าจะสามารถให้คำตอบ หรือจะใช้เวลาในการแก้ไขปัญหาเป็นระยะเวลาเท่าไหร่ หรืออย่างน้อยก็ควรแจ้งลูกค้าว่า “เราจะรีบดำเนินการให้ และจะแจ้งลูกค้าให้ทราบทันที”

การให้สิ่งของเพื่อชดเชยความผิดพลาด หรือการกระทำเพื่อแสดงออกว่าโรงแรมเสียใจต่อเหตุการ์ณที่เกิดขึ้นก็เป็นอีกทางเลือกที่สามารถทำได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการมอบมื้ออาหารมื้อใดมื้อหนึ่งให้เป็นพิเศษพร้อมเครื่องดื่ม หรือให้เครื่องดื่ม เช่น ไวน์  หรือการย้ายห้องพักลูกค้าไปยังห้องที่มีราคาสูงขึ้น เป็นต้น  แต่ในความเป็นจริงแล้ว สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถชดเชยกับสิ่งที่เสียไปได้ แต่อย่างน้อย คุณ ในฐานะโรงแรมก็ได้แสดงความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาให้ลูกค้าเห็นและรับทราบถึงความตั้งใจ

แต่ถ้าในที่สุดแล้ว ไม่สามารถต้านทานและแก้ไขปัญหาให้ลูกค้าได้จนเป็นที่พอใจ จนทำให้ลูกค้ากลับไปเขียนรีวิว สิ่งที่โรงแรมควรตอบกลับก็ควรอยู่ในหลักเกณฑ์และขั้นตอนที่กล่าวมาข้างต้นเช่นกัน ได้แก่

1) การแสดงความขอบคุณที่ลูกค้าสละเวลาในการเขียนรีวิวให้กับโรงแรม

2) การแสดงการรับทราบถึงส่ิงที่ลูกค้าไม่พอใจ

3) การแสดงเจตนาที่จะปรับปรุงแก้ไขเพื่อพัฒนาการให้บริการที่ดียิ่งๆขึ้นไป

4) การขอบคุณและยินดีต้อนรับลูกค้าให้กลับมาใช้บริการของโรงแรมในอนาคต

ความจริงการตอบรีวิวนั้น ไม่ว่าจะเป็นการรีวิวที่มีแต่คำชม หรือมีแต่คำติ โรงแรมก็ควรจะตอบกลับอย่างรวดเร็วโดยใช้หลักการตอบข้างต้นเช่นเดียวกัน

การตอบรีวิวที่หลายโรงแรมมักจะลงท้ายว่า “ตอบโดยทีมบริหาร” หรือ “ตอบโดยผู้จัดการทั่วไปหรือผู้จัดการโรงแรม”นั้น ผู้ตอบต้องให้มั่นใจ และตระหนักเสมอว่า คุณกำลังตอบในนามของโรงแรม เพราะฉนั้นต้องระมัดระวังในเรื่องภาพลักษณ์ของโรงแรม และภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้มากขึ้น ลักษณะการตอบ การใช้ถ้อยคำต้องระมัดระวังในการใช้อย่างมาก

บางโรงแรมมีการกำหนดข้อความไว้ให้พนักงานต้อนรับส่วนหน้าเป็นผู้ตอบให้ เมื่อมีลูกค้ารีวิวหลายคน แต่การตอบกลับใช้ข้อความเดิมเหมือนกันหมด อันนี้….สะท้อนหลายสิ่ง  อย่างแรกคือ ผู้บริหารไม่ได้อ่านรีวิวอย่างจริงจัง แต่กลับปล่อยให้พนักงานทำกันเอง  จริงๆแล้วเวลาลูกค้าเขียนรีวิว และผู้บริหารโรงแรมเป็นคนตอบเอง เป็นการให้เกียรติลูกค้า และแสดงความจริงใจ และจริงจังในการรับฟังและแก้ไขปัญหา ดังนั้น หากโรงแรมจะกำหนดข้อความ ประโยคให้ลูกค้าตอบกลับ อย่าให้เกิดการใช้ซ้ำจะดูแล้วทำลายภาพลักษณ์ของแบรนด์  ควรจะมีรูปแบบของประโยคที่มีให้พนักงานเลือกได้ว่าจะใช้ประโยคไหน อย่าให้ใช้ซ้ำๆกัน หากพนักงานของคุณยังขาดคุณสมบัติในการใช้ภาษาอังกฤษที่เหมาะสม

เล่าตัวอย่างให้ฟังโรงแรมที่เกาะแห่งหนึ่ง …..ลูกค้าเข้าพักและไม่พอใจที่ไม่ว่าจะเป็นห้องอาหารหน้าบาร์หน้าฟร้อนท์ทางเดินพนักงานโรงแรมนี้คุยกันเสียงดังมากบางคนตะโกนเรียกกันบางคนหยิบมือถือมาโชว์กันบางคนจะแลกเวรกัน   ลูกค้าก็เลยกลับไปเขียนรีวิวบอกให้โรงแรมช่วยปรับปรุงในจุดนี้หน่อยให้พนักงานรู้จักเกรงใจลูกค้าบ้างไม่ควรรบกวนความเป็นส่วนตัวของลูกค้า

สิ่งที่โรงแรมตอบกลับมาคือโรงแรมรับทราบและขอบคุณที่ลูกค้าเขียนรีวิวแต่ขออนุญาตชี้แจงว่าพนักงานเหล่านี้เรารับมาจากคนในพื้นที่เป็นส่วนใหญ่เพราะเรามีนโยบายในการช่วยเหลือชุมชน….

ถามว่า “คุณรู้สึกอย่างไร? ”  และคำตอบนี้สะท้อนอะไร?

1) การที่โรงแรมรับทราบถึงปัญหา แต่กลับเลือกที่จะชี้แจงว่า พนักงานของตนมาจากคนในพื้นที่ จะให้เข้าใจว่าอย่างไร…..คนในพื้นที่ไม่มีคุณภาพ เลยไม่รู้จักกาละเทศะว่าจะปฎิบัติตัวอย่างไร หรือ คนในพื้นที่เป็นคนไม่มีมารยาท

2) ภาวะความเป็นผู้นำ   กรณีนี้สะท้อนชัดเจนว่าภาวะความเป็นผู้นำของผู้ตอบรีวิวในนามของโรงแรมเป็นอย่างไร การที่ลูกค้าไม่พอใจ คือไม่พอใจโรงแรม ไม่ว่าจะเป็นพนักงานระดับไหน แผนกใด ก็ถือเป็นตัวแทนของโรงแรมทั้งหมด ยิ่งถ้าหากผู้ตอบเป็นระดับหัวหน้า ยิ่งต้องกล้าที่จะแสดงความรับผิดชอบ ไม่ใช่ปัดความรับผิดโดยเบี่ยงประเด็นไปเป็นเรื่องพนักงานในพื้นที่

ลูกค้าคือลูกค้า ไม่ใช่ ลูกค้าทำอะไรจะต้องถูกหมด แต่เมื่อเราทำงานในด้านบริการ มารยาทในการให้บริการ และกาละเทศะเป็นเรื่องที่ควรปลูกฝังทีมงานให้ละเอียดแบบเข้มข้น

สิ่งที่ผู้บริหารโรงแรม หรือเจ้าของโรงแรมควรทำ คือ การทบทวนคอนเซ็ปต์ของโรงแรม และทำความเข้าใจในเรื่องนี้กับพนักงาน พร้อมยกตัวอย่างเปรียบเทียบ มีกรณีศึกษา ยกตัวอย่างเปรียบเทียบให้เห็นว่า การทำ และการไม่ทำ แบบไหนดี แบบไหนไม่ดี โดยเน้นประเด็น “ใจเขาใจเรา”

ทุกการกระทำของทุกคนในนามโรงแรม สะท้อนภาพลักษณ์และวิธีคิดของโรงแรมในภาพรวมทั้งสิ้น เพราะฉนั้นควรเพิ่มความระมัดระวัง

โรงแรมเล็กกับการสร้างแบรนด์

สร้างแบรนด์ให้โรงแรมเล็ก ใครว่าไม่สำคัญ ไม่จำเป็น หากคุณต้องการให้ลูกค้าจดจำโรงแรมคุณได้ชัดเจนมากขึ้น คงไม่ใช่แค่สถาปัตยกรรมหรือการตกแต่งภายใน

branding_for_smallhotelsหลายปีที่ผ่านมามีแต่การยุยงให้คนนำที่ดินว่างเปล่า หรือบ้านเก่าที่มีอยู่มาทำเป็นที่พัก โรงแรมขนาดเล็ก โฮมสเตย์ และอื่นๆอีกมากมาย และมักจะเป็นมุมมองเพียงด้านใดด้านหนึ่ง  และอาศัยตัวอย่างจากความสำเร็จจากโครงการอื่นๆมาเป็นตัวกระตุ้น โดยมักจะขาดประเด็นเรื่อง “ความอยู่รอดของธุรกิจ” แต่จะเน้นเพียง “การสร้างให้แล้วเสร็จ” เพราะเป็นสิ่งที่สามารถจับต้องได้ มองเห็นจากภายนอกได้ชัดเจน และนำสิ่งก่อสร้างที่แล้วเสร็จมานั่งเชยชม แล้วค่อยคิดอ่านกันแบบระยะยาวต่อไปว่าจะทำอย่างไรให้ธุรกิจอยู่รอด

การสร้างตัวตนหรืออัตลักษณ์ ซึ่งหมายถึงลักษณะเฉพาะของสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ทำให้สิ่งนั้นเป็นที่รู้จักหรือจำได้ เป็นปัจจัยที่อยากชวนให้มานั่งขบคิดกันให้ตกผลึกเพื่อทำให้การสร้างตัวตนของสินค้าและบริการของคุณในธุรกิจสามารถเป็นที่จดจำและเป็นที่รู้จัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ธุรกิจโรงแรมที่พัก ซึ่งเกิดขึ้นราวกับดอกเห็ด ถ้าขาดเอกลักษณ์ในความเป็นตัวตนที่ชัดเจน ก็ยากที่จะอยู่รอดปลอดภัยในระยะยาว

ลองกลับมานั่งเปรียบเทียบดูว่า เวลาเราคบเพื่อน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนที่โรงเรียน มหาวิทยาลัย ที่ทำงาน หรือสมาคมต่างๆ เราเลือกคบอย่างไร เราก็มักจะดูจากนิสัยใจคอและก็ใช้เวลาดูกันไปเรื่อยๆว่าคนๆนั้นทำตัวอย่างไร มีนิสัยอย่างไร พูดจาเป็นอย่างไร เวลาโกรธกับไม่โกรธต่างกันขนาดไหน   มารยาทเป็นแบบไหน ส่วนภายนอกที่เห็นชัด ก็จะเป็นการแต่งตัว สะอาดหรือไม่สะอาด ทรงผมเป็นอย่างไร   โดยทั่วไป ลักษณะจากภายในจะเป็นตัวตอบโจทย์ว่าความสัมพันธ์จะยืดยาวหรือแค่คบกันผิวเผิน ส่วนลักษณะภายนอกนั้น พอคบกันไปนานๆ เราก็จะสามารถเตือนหรือแนะนำเพื่อนได้ เช่น เวลาไปออกงานแต่งตัวให้สะอาดหน่อยนะ รองเท้าขัดบ้างนะ ทาลิปมันซักนิดก็ยังดี เป็นต้น

ตัวตนหรืออัตลักษณ์ของโรงแรมที่พักก็เช่นกัน ลูกค้าจะชอบ จะประทับใจ จะจดจำได้มากน้อยแค่ไหน อาจจะมองในทางกลับกัน คือจะมองจากภายนอก หรือภาพลักษณ์ที่เห็นด้วยสายตาก่อน ไม่ว่าจะเป็นโลโก้ สีที่ใช้ รูปแบบตัวหนังสือ สไตล์การเขียนคำโฆษณาประชาสัมพันธ์โดนใจขนาดไหน ….จนได้เข้ามาใช้บริการ จึงค่อยๆซึมซับความเป็นตัวตนของโรงแรมที่พักของคุณมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นตั้งแต่

– คำพูดของพนักงานเวลารับโทรศัพท์

– ตัวหนังสือ และประโยคที่ใช้โต้ตอบข้อความผ่านทางช่องทางต่างๆ เช่น ไลน์ อินบ๊อกซ์ อีเมล์

– บุคคลิกลักษณะของพนักงานที่ให้การต้อนรับ การพูดจา การใช้คำพูดในโอกาสต่างๆ สีหน้า ท่าทาง

– การแต่งตัว

– รูปแบบการให้บริการ

– วิธีแก้ไขปัญหา และให้ความช่วยเหลือเมื่อลูกค้าต้องการ

– การจัดวางเฟอร์นิเจอร์เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า

– ขั้นตอนการให้บริการ

และอื่นๆอีกมากมาย

สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่แสดงและสะท้อนตัวตนหรืออัตลักษณ์ของโรงแรมคุณทั้งสิ้น

เพราะฉนั้นจึงไม่ควรมองหรือให้ความสำคัญแต่สิ่งภายนอก  หากแต่ควรย้อนกลับไปเปรียบเทียบถึงการเลือกคบเพื่อนของคุณว่า “เพื่อนแบบไหนที่คุณจะไม่คบ” และนำสิ่งต่างๆเหล่านั้นกลับมาคิด พิจารณา และออกแบบการให้บริการ และสร้างทีมงานของคุณ ให้มีลักษณะที่สอดคล้องกับภาพลักษณ์ภายนอกที่ได้ใช้โฆษณาประชาสัมพันธ์ออกไป

หลายโครงการ มักจะมาตายตอนจบ กับการเลือกคนที่มานั่งบริหารโรงแรม เพราะด้วยนิสัยและบุคคลิกลักษณะแล้ว ไม่ใช่คนที่รักในการให้บริการ ดังนั้น ไม่ว่าจะคำพูดคำจา กริยามารยาท จึงไม่คำนึงถึงคนรอบข้าง ยังไม่ต้องพูดไปถึงกริยามารยาทที่แสดงต่อลูกค้า ขอให้เริ่มจาก กริยามารยาทที่ปฎิบัติต่อเพื่อนร่วมงานในทีมเดียวกันก่อน  เพราะถ้าปฎิบัติต่อคนรอบข้างดี เป็นที่รักใคร่ของทุกคนแล้ว การพัฒนาตัวตนเพื่อให้เข้ากับแนวคิดหลักของโรงแรมมีโอกาสที่จะพัฒนาไปได้  แต่ถ้าเริ่มจากการเอาตนเองเป็นที่ตั้ง เอาตัวเองรอดเป็นหลัก คนอื่นๆเป็นอย่างไรไม่สนใจ คุณสมบัติแบบนี้ไม่ควรมาทำงานบริการสร้างแบรนด์สร้างตัวตนไม่ยากแค่ย้อนกลับไปพิจารณาว่านิสัยแบบไหนที่เราไม่ชอบหรือเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจและไม่นำสิ่งนั้นมารวมอยู่ในคุณลักษณะของสินค้าและบริการของคุณ

แบรนด์กับการแสดงออก

ถ้าการสร้างแบรนด์คือการทำให้ลูกค้ารู้จักสินค้าและบริการของคุณให้ดีขึ้น คุณจะเลือกการแสดงออกอย่างไร

brand1แบรนด์สินค้าและบริการ ไม่ต่างอะไรจาก คนหนึ่งคน ถ้าแบรนด์ของสินค้าและบริการนั้นๆสามารถทำให้เรารู้สึกและรับรู้กับตัวสินค้าและบริการนั้นได้ ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกภูมิใจที่ได้ใส่เสื้อผ้ายี่ห้อนี้  ความรู้สึกเท่เมื่อใส่นาฬิกายี่ห้อนี้  หรือความรู้สึกอิ่มเอมใจเมื่อเห็นสินค้าที่เราใช้ทำกิจกรรมจิตอาสาส่งต่อความดีต่างๆ

แล้วสินค้าและบริการจะแสดงออกอย่างไร ?

คงต้องกลับมาตั้งต้นไปตั้งแต่จุดเริ่มต้น คือการก่อตั้งสร้างแบรนด์ ว่าเรามีวัตถุประสงค์อย่างไร กำหนดรูปแบบหน้าตา และองค์ประกอบต่างๆในความเป็นแบรนด์นั้นอย่างไร ไม่ใช่แต่เฉพาะในส่วนของตราสัญญลักษณ์หรือโลโก้ และสีสันของตัวอักษรที่ใช้แต่เพียงอย่างเดียว  หากแต่เราวางลักษณะหรือบุคคลิกลักษณะ (Personality / Character) ของแบรนด์เป็นอย่างไร ซึ่งก็หมายรวมไปถึงว่า เราอยากให้ลูกค้ารู้สึกอย่างไรต่อภาพลักษณ์ของเรา หรือเมื่อลูกค้าใช้สินค้าและบริการของเรา เช่น อยากให้รู้สึกดี รู้สึกสบาย รู้สึกผ่อนคลาย รู้สึกภูมิใจ เป็นต้น

การที่เราจะให้ลูกค้ามีความรู้สึกต่างๆที่เราอยากให้ลูกค้ารู้สึกนั้น เราก็ต้องกลับมาที่ตัวสินค้าและบริการของเราว่าควรจะมีคุณลักษณะอย่างไร ถึงจะทำให้ลูกค้ารู้สึกอย่างนั้น  เช่น การเลือกใช้สีสันสดใสในตัวผลิตภัณฑ์ เพื่อต้องการให้ลูกค้าสดชื่น สดใสเมื่อใช้งาน   สีก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดความรู้สึกสดชื่น สดใสได้ เป็นต้น   หรือการเลือกใช้ตัวอักษรที่ดูทึบ หนา สีเข้ม  อาจต้องการให้ลูกค้ามั่นใจในสินค้าว่ามีความแข็งแรง ทนทาน เป็นต้น  หรือสินค้าที่มีการใช้งานง่าย สะดวก ไม่สลับซับซ้อน ลูกค้าก็จะรู้สึกว่าเป็นสินค้าที่เข้าถึงได้ง่าย ไม่ต้องมีข้อกำหนดหรือพื้นฐานในการใช้งานก็สะดวกสบาย

การกำหนดรูปแบบ ภาพลักษณ์ และคุณลักษณะต่างๆของแบรนด์สินค้าเหล่านี้ ควรจะถูกส่งผ่านไปยังส่วนงานที่รับผิดชอบในการผลิตสินค้า หรือออกแบบการให้บริการ กรณีเป็นธุรกิจการให้บริการเพื่อให้ออกแบบให้เหมาะสมและตรงกับเป้าหมายที่เราต้องการ  และเมื่อผลิตออกมาแล้วก็ต้องมีการทำความเข้าใจกับทีมขาย การตลาดและทีมปฏิบัติการต่างๆให้เข้าใจว่าเราจะนำเสนอ และส่งต่อภาพลักษณ์ของสินค้าและบริการนั้นอย่างไร เพื่อให้ลูกค้าได้รู้สึกอย่างที่เราต้องการ

ดังนั้น การคัดเลือกทีมงาน จึงมีส่วนสำคัญมาก เพราะทำหน้าที่เป็น “ผู้ส่งต่อ” หรือเป็น “ผู้ถ่ายทอด” ความเป็นแบรนด์ไปสู่ลูกค้าเพื่อให้ลูกค้าได้รับความรู้สึกตามเป้าหมาย ซึ่งคงไม่ใช่การทำงานเพียงครั้งเดียว แต่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ ต่อเนื่อง และใช้ระยะเวลา

ในกรณีที่สินค้าออกสู่ตลาดเรียบร้อย และมีเหตุการ์ณต่างๆที่เป็นปัจจัยภายนอกไม่ว่าจะเป็นทางเศรษฐกิจ สังคม หรือการเมือง และแบรนด์นั้นๆต้องการจะแสดงออกเพื่อให้สังคมรับรู้ในวงกว้าง ก็สามารถทำได้เช่นกันในหลายรูปแบบ แต่ก็ต้องอยู่บนความเหมาะสม และควรสอดคล้องกับอัตตลักษณ์ของแบรนด์นั้นๆ

ยกตัวอย่างสิ่งที่ได้พบเห็นมาที่เป็นการแสดงออกของแบรนด์กรณีหนึ่ง ได้แก่ ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่ง ปกติการทำงานของปั๊มนี้จะมีรูปแบบการให้บริการที่ต่างจากปั๊มอื่นๆ คือเน้นความทันสมัย สะอาด รวดเร็ว  โดยจะใช้แท๊บเล็ตมาเปิดให้ลูกค้าดูที่รถในขณะที่กำลังเติมน้ำมัน เพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้าไม่ต้องคอยเหลียวหลังไปดูหน้าจอที่หัวจ่ายน้ำมัน  และเมื่อเติมน้ำมันเสร็จเรียบร้อย ก็จะนำเครื่องรูดบัตรมาให้รูดบัตรเครดิตให้ลูกค้าถึงที่รถ  ในส่วนเครื่องแบบของพนักงานก็เน้นความสะอาด ใส่เสื้อคลุมมีแถบสะท้อนแสงสีเหลืองชัดเจนเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ    ต่อมาเมื่อมีเหตุการ์ณเสด็จสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 9 ทางปั๊มแห่งนี้ นอกจากจะตกแต่งสถานที่ด้วยผ้าสีดำขาวที่ตัวอาคาร ติดภาพพระบรมฉายาลักษณ์ พร้อมข้อความไว้อาลัย  พนักงานเติมน้ำมันติดแถบผ้าสีดำที่แขนเสื้อ  และเปลี่ยนเสื้อคลุมสะท้อนแสงเป็นสีขาวนวลสะท้อนแสงแทน นับว่าปั๊มน้ำมันแห่งนี้แสดงออกชัดเจนในช่วงเวลาปัจจุบันในขณะที่สินค้าบางแบรนด์กลับใช้ช่วงเวลาที่ทุกคนโศกเศร้า ทำการตลาดออนไลน์ เช่น ให้ลงชื่อ เบอร์โทรศัพท์ พร้อมอีเมลล์ หากต้องการเสื้อดำแจกฟรี  แต่กลับนำรายชื่อเหล่านั้นไปใช้ประโยชน์ของตนเองหรือการจัดกิจกรรมเพื่อประชาสัมพันธ์องค์กรในเชิงจิตอาสา หรือเน้นการช่วยเหลือสังคมและชุมชน แต่มีประโยชน์อื่นๆแอบแฝงการแสดงออกของแบรนด์ ถ้าไม่มีความเป็นธรรมชาติ หมายถึง ถ้าไม่ได้แสดงออกมาจากใจด้วยความจริงใจ ลูกค้าก็จะสามารถรับรู้ได้ และจดจำในสิ่งที่แบรนด์นั้นๆแสดงออก เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งที่ลูกค้ารับรู้และจดจำในแบรนด์สินค้าและบริการนั้นๆ ก็จะเป็นไปตามสิ่งที่แบรนด์แสดงออก  ซึ่งอาจจะไม่ใช่สิ่งที่แบรนด์นั้นต้องการตั้งแต่ก่อตั้งแบรนด์นั้นก็ได้

บิ๊กดาต้า โพสต์เชิญชวน ยังไง อะไร

โลกที่คนเป็นสินค้าเสียเองโดยไม่รู้ตัว จากข้อมูลหรือดาต้าที่เราป้อนใส่ในโลกออนไลน์ทุกวัน เรามาทำความเข้าใจกระบวนการที่เชื้อเชิญ และเชิญชวนให้ลูกค้าเข้ามาสนใจ ว่าควรจะต้องทำอะไรบ้างกัน

PersuativeArchitect

จะทำอย่างไรให้ลูกค้าสนใจโพสต์ของโรงแรมที่พักเราบนสื่อออนไลน์ เมื่อเราไม่เข้าใจ และไม่อาจจะเข้าใจกลไกในการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ในระบบของเฟสบุ๊ก หรือที่เรามักจะเห็นบทความหลายๆบทความพูดถึงคำว่า “อัลกอริธึ่ม” (Algorithm)

เรารู้แค่เพียงว่าเมื่อเฟสบุ๊กมีการปรับเจ้าอัลกอริธึ่มทีไร ผลที่เราได้รับจะเกิดขึ้นอย่างฉับพลันทันใดเสมอ โดยเราจะสังเกตได้จากจำนวนรีช (Reach) ที่ลดลงอย่างแสนสาหัส การเข้าถึงของลูกค้าเป็นไปได้ยากมากขึ้น ถึงแม้จะเลือก “See First” หรือเห็นโพสต์ของแบรนด์หรือสินค้าที่ลูกค้าชอบ ซึ่งก็มีข้อจำกัดให้แต่ละคนเลือกได้ไม่เกิน 30 เพจ

เมื่อลูกค้าเข้าถึงยาก เราเข้าถึงลูกค้ายากขึ้น ก็หมายความว่าโอกาสที่จะสร้าง Engagement ซึ่งได้แก่ การกดปุ่มไลก์ การคอมเม้นท์ การแชร์ ก็จะลดลงไปด้วย ถึงขนาดบางบล๊อกเกอร์ชื่อดังที่มีคนติดตามหลักหลายแสน รีวิวการท่องเที่ยวถึงขั้นออกปากว่าอยากจะปิดเพจกันเลยทีเดียว

แล้วเพจโรงแรมที่พักเล็กๆอย่างเราจะทำอะไรได้บ้าง?

ลองมาตั้งข้อสังเกตและเปรียบเทียบสิ่งที่มองเห็นและจับต้องได้ กับโลกออนไลน์ที่ว่าด้วยข้อมูลมหาศาล (Big Data) กันดูเป็นข้อ ๆ แล้วค่อยกลับมาที่ตัวเราว่าเราจะทำอะไรได้บ้าง

  • เวลาที่เราไปเดินซื้อของที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตจะเห็นที่เคาน์เตอร์ชำระเงินจะมีขนมขบเคี้ยว ลูกอม อมยิ้ม ช็อคโกแลตวางอยู่ตรงสายพานที่วางของที่จะคิดเงิน สินค้าเหล่านี้เลือกที่จะวางให้อยู่ในระดับสายตาของเด็กๆที่มีความสูงประมาณเคาน์เตอร์ เพื่อให้เด็กๆสนใจ และร้องให้พ่อแม่ซื้อให้ ณ จุดที่ลูกค้ามีสิทธิ์เลือกสินค้าสุดท้ายก่อนเข้ากระบวนการชำระเงิน

นี่คือความตั้งใจที่เป็นการเชื้อเชิญและเชิญชวนที่เราเห็นและจับต้องได้ในชีวิตประจำวันที่ใกล้ตัวที่สุด และวิธีแบบนี้ก็ใช้ได้ผลดีในระดับหนึ่งทีเดียว…..เชื่อว่าถึงไม่ใช่เด็ก ก็มีหยิบลูกอม หมากฝรั่งติดไม้ติดมือกันบ้าง

  • ในโลกออนไลน์ เมื่อเราใช้ google ค้นหาสินค้าหรือบริการ สิ่งที่เราเห็นตามมาคือ สินค้าประเภทนั้นจะตามเราไปถูกที่ในรูปแบบของการโฆษณาเป็นป้ายแปะอยู่บนหน้าจอตามมุมต่างๆ หรือเงื่อนไขโปรโมชั่นตามเราไปทุกที่ ยิ่งเราใช้ข้อมูล ใส่ข้อมูลที่เราต้องการมากเท่าไหร่ ข้อมูลเหล่านี้จะถูกเก็บไว้ และนำไปประมวลผลว่า เราชอบอะไร ไม่ชอบอะไร มีความโน้มเอียงที่น่าจะสนใจในเรื่องอะไร เช่น ถ้าเราค้นหาโรงแรมตามสถานที่ท่องเที่ยวตามจังหวัดต่างๆ พวก agoda หรือ booking ก็จะแสดงโรงแรมที่พักต่างๆในเมืองท่องเที่ยวนั้น ตามเราไปทุกที่ทันที เป็นต้น

สิ่งเหล่านี้ก็เป็นรูปแบบของความตั้งใจโดยใช้ข้อมูลของเราที่ป้อนเข้าไปในโลกออนไลน์ ยิ่งใส่ข้อมูลมากเท่าไหร่ ระบบก็จะใช้ข้อมูลของเราไปหาผลประโยชน์มากขึ้นเท่านั้น

ถ้าเราลองคิดโดยเริ่มจากตัวเราว่า “แล้วอะไรที่ทำให้เราสนใจพวกป้ายโฆษณา คำเชิญชวนเหล่านี้” เราจะเห็นว่าสิ่งที่เราสนใจจะว่าด้วยการสื่อถึงอารมณ์ในเรื่องต่างๆ หรือเรื่องราวที่ว่าด้วยความรู้สึกดีๆ น่าประทับใจ หรือเรื่องราวที่ร่วมสมัยนิยม เพราะทำให้เรารู้สึกว่าเราไม่ตกเทรนด์ มีส่วนร่วมกับยุคสมัยในเรื่องต่างๆ

  • ภาพสวย
  • กราฟิกดี
  • สีสันสวยงาม
  • คำโดนใจ
  • คลิกเข้าไปแล้วมีเรื่องน่าติดตาม หรือมีเงื่อนไขดีๆ ไม่ซับซ้อน ไม่ยุ่งยาก
  • อยากรู้ว่าคืออะไร ก็คลิกไปเรื่อย

คราวนี้กลับมาที่โรงแรมที่พักของเรากันบ้าง เรามีคุณสมบัติตามรายการข้างต้นหรือไม่ ? หรือคุณเป็นแบบนี้

  • รูปก็ไม่สวย ถ่ายเอง ถ่ายไปเรื่อง ไม่มีหลักเกณฑ์ อ้าว…ก็โรงแรมเล็กๆ จะให้จ้างช่างถ่ายภาพเลยเชียวหรือ ? คงไม่ต้องหรอกมั้ง
  • กราฟิกไม่มีหรอก ทำกันเอง อย่างมากก็ใช้พาว์เวอร์พอยท์ หรือแอพง่ายๆในโทรศัพท์ทำกันเอง
  • สีสัน ….โอ๊ย….ไม่มีหลักเกณฑ์อะไร วันนี้อยากใช้สีอะไรก็ใช้ตามใจชอบ
  • คำโดนใจ  ….ก็ใช้ตามกระแสนิยมไปเรื่อยๆแหละ จะให้คิดอะไรล่ะ
  • ทำรูปเดียว คลิกไปก็ไม่มีอะไร จะให้คลิกไปเจออะไรล่ะ

แล้วจะให้ทำอย่างไร?

  1. อย่าเพิ่งกังวลกับจำนวนรีช จำนวนไลก์ จำนวนแชร์ ประเด็นนี้ถือเป็นปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้ หากเราจะบริหารจัดการเองโดยไม่ได้จ้างผู้ช่วยชาญด้านการตลาดดิจิทัลมาช่วยทำงานให้เรา
  2. กลับมาถามตัวเองว่าอยากให้ลูกค้ารู้จักอะไรเกี่ยวกับโรงแรมที่พักของเรา
  3. รวบรวมรายการต่างๆที่เราอยากให้ลูกค้ารู้จักเรา
    • ประวัติความเป็นมา ทำไมถึงสร้างโรงแรมนี้
    • บรรยากาศรอบ ๆ โรงแรมมีอะไรที่น่าสนใจบ้าง
    • ในโรงแรมที่พักของคุณมีอะไรที่น่าสนใจ ที่สำคัญอย่ามองข้ามเรื่องเล็กๆน้อยๆที่น่าประทับใจในโรงแรมที่พักของคุณ นอกเหนือจากความสะดวกสบายที่เรามีให้ลูกค้า
    • คน หรือทีมงานของเรา
    • ลูกค้าที่มีความประทับใจในบริการของเรา
  4. เงื่อนไข ข้อเสนอ โปรโมชั่นต่างๆ หรือสิ่งที่เรามีให้กับลูกค้า
  5. เส้นทางและกระบวนการจองห้องพัก สะดวกเพียงพอกับลูกค้าหรือไม่อย่างไร เคยทดลองทำบุ๊กกิ้งบนเว็บไซต์ของคุณเองหรือเปล่า  หรือเคยคุยไลน์กับทีมงานที่รับจองห้องพักของเราบ้างหรือเเปล่า ว่าพูดรู้เรื่อง เขียนรู้เรื่อง มีมารยาท โต้ตอบแบบมีกึ๋น นำเสนอทางเลือกให้ลูกค้าตลอดเวลาหรือเปล่า

เริ่มจาก 4-5 ข้อนี้ก่อน และนำมาจัดเรียง รวบรวมให้เป็นหมวดหมู่ เรียงลำดับการนำเสนอให้มีความต่อเนื่อง และลองถ่ายรูปประกอบในประเด็นต่างๆ นำมาเรียงร้อยกันว่าใช้ได้หรือไม่ น่าสนใจเพียงพอหรือไม่อย่างไร อาจให้หลายๆคนในทีมงานลองถ่ายรูป แล้วนำมาเปรียบเทียบกันว่ารูปไหนจะเข้ากับเรื่องราวของเรามากที่สุด

การเขียนที่เป็นธรรมชาติ ออกมาจากความรู้สึกร่วมที่เรามีต่อสถานที่แบบจริงๆ และถ่ายทอดออกมาเป็นตัวหนังสือ ลูกค้าสามารถสัมผัสและรับรู้ได้ถึงความจริงใจ ความเป็นธรรมชาติ และความน่ารักของโรงแรมที่พักของคุณ 

และสุดท้าย เวลาที่คุณรู้สึกว่ารีชของคุณ “น้อย” จัง คุณเคยถามตัวเองหรือเปล่าว่า ธุรกิจที่พักขนาดเล็กของคุณต้องการจำนวนรีชเท่าไหร่ บางครั้งเราก็ลืมนึกถึงจุดนี้ไปบ่อยครั้งเหมือนกัน เช่น มีห้องพักแค่ 4 ห้อง ต้องการเข้าถึงคนหลักหมื่น เพื่ออะไร?  เราเลือกที่จะเข้าถึงกลุ่มที่เป็นลูกค้าเป้าหมายเราจริงๆ ชื่นชอบโรงแรมในบรรยากาศแบบที่เราเป็นจริงๆ  จำนวนไม่ต้องมาก แต่เป็นกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริง ไม่ดีกว่าหรือ

 

 

 

 

 

โรงแรมเล็กเมื่อไหร่จะเห็น “กำไร”

โรงแรมเล็ก เมื่อไหร่จะกำไร จะเริ่มดูจากอะไรก่อนดี

เป็นคำถามที่น่าสนใจมาก

ส่วนหนึ่งเพราะมุ่งไปแต่เรื่อง “ขนาด” ว่าทำโรงแรมขนาดเล็กจะทำรายได้ได้ซักเท่าไหร่ต่อวัน ต่อเดือน แล้วเมื่อไหร่จะคืนทุน ยิ่งเป็นโฮสเทล ราคาต่อเตียงก็ต่ำ จะอยู่รอดเหรอ???

เวลาเราพูดถึงคำว่า “กำไร” คือไม่ใช่แค่ไม่ต้องควักเนื้อ หากแต่ยังมีเงินเหลือแต่ละเดือนให้ชื่นใจ

มีเจ้าของโรงแรมหนึ่ง ไม่เคยทำธุรกิจโรงแรมเลย โรงแรมเปิดให้บริการได้ 3 เดือน ตั้งคำถามว่า “เมื่อไหร่จะมีกำไร?”

ถามว่า เป็นคำถามที่ควรจะตอบอย่างไร?? (แบบไม่ดราม่านะ) บางครั้งก็ต้องตั้งหลักอธิบายกันหลายเรื่องที่ไม่ใช่การอธิบายแต่ทางฝั่งรายได้อย่างเดียว

ลองมาดูประเด็นอื่นๆ และทางฝั่งรายจ่ายบ้างว่าเราควรพิจารณาปัจจัยอะไรบ้าง สำหรับโรงแรมที่พักที่เปิดใหม่ หรือเปิดให้บริการมาได้สักพักแล้วและอยากจะได้คำตอบในเรื่องนี้

1) คุณเริ่มทำการตลาดเมื่อไหร่ ยิ่งเริ่มช้า ก็ยิ่งเห็นผลช้า

2) มีการปรับเปลี่ยนราคาขายบ่อยเกินไปหรือไม่ อย่างไร ? บางโรงเปิดแค่ 3 เดือนเปลี่ยนประภทห้องพักใหม่หมด ทำราคาใหม่หมด ย้ำ..เปิดแค่ 3 เดือนนะ

3) มีการเปลี่ยนทีมบริหารบ่อยแค่ไหน อย่างไร เหตุผลที่เปลี่ยนคืออะไร

4) การบันทึกรายจ่ายครบถ้วนหรือไม่ ขาดตกบกพร่องตรงไหน โดยเฉพาะโรงแรมที่มีร้านอาหาร การบันทึกรายการจัดซื้อ การคำนวณต้นทุน การตั้งราคาขาย การบันทึกรายการของเน่าเสีย/โอน เลี้ยงรับรองลูกค้า ทดสอบอาหาร/เครื่องดื่มครบถ้วนหรือไม่

5) ขั้นตอนการทำงานมากเกินไปหรือเปล่า ลดขั้นตอนได้หรือไม่

6) การบริหารจัดการเรื่องทีมงาน ให้เหมาะสมกับคอนเซ็ปต์ในการให้บริการหรือไม่ การจัดรอบการเข้างาน การวางกำลังคนในแต่ละช่วงเวลา

7) เจ้าของโรงแรมมีความเข้าใจในธุรกิจโรงแรมมากน้อยแค่ไหน ไม่รู้ ไม่มีปัญหา แต่ควรขวนขวายทำความเข้าใจว่าธุรกิจภาคบริการ แตกต่างจากธุรกิจภาคสินค้าซื้อมาขายไปอย่างไร

ส่วนฝั่งรายได้ ให้พิจารณา

1) มารยาทของผู้บริหารและทีมงานในการให้บริการลูกค้าเป็นอย่างไร

2) ขั้นตอนและวิธีการจองห้องพักซับซ้อนมากเกินไปหรือเปล่า

3) วิธีการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเหมาะสมหรือไม่ ใช้คำพูดคำจาดีหรือเปล่า

4) ภาพลักษณ์โรงแรมที่นำเสนอตรงกับคอนเซ็ปต์ที่วางไว้หรือไม่ อย่าลืมว่าเรื่องภาพลักษณ์ต้องใช้เวลาและต้องสม่ำเสมอ หากเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ย่อมเสียเวลา เสียโอกาสแน่นอน

5) การมองหาพันธมิตรทางธุรกิจ เคยทำบ้างหรือไม่ การตลาดปัจจุบันนี้เปลี่ยนไปมากแล้ว ถ้ายังทำการตลาดแบบเดิมๆก็คงลำบาก

มีโครงการหนึ่ง เจ้าของโครงการตั้งคำถามหลังจากเปิดมา 1 เดือนว่า “ทำไมไม่แจก ไม่แถมล่ะ ลูกผมขายเสื้อยืด ซื้อ 2 แถม 1 เห็นมันขายดีมากเลยนะ ทำไมไม่ทำบ้างล่ะ”

ก็เป็นไอเดียที่สร้างสรรค์นะ แต่ว่า…มันใช่หรือเปล่า? จังหวะเวลา ประเภทโรงแรมของคุณ ตำแหน่งทางการตลาดที่วางไว้ มันจะดีหรือที่จะทำ คงต้องประเมินหลายๆปัจจัยก่อนนะ

เพราะฉะนั้น เวลาโรงแรมยังประสบภาวะขาดทุน ยังไม่เห็นกำไรเสียที ควรเริ่มพิจารณาจากแนวคิดในการทำงานของเจ้าของโครงการก่อนเป็นลำดับแรก แล้วจึงค่อยไล่เรียงมาทางฝั่งรายได้ และฝั่งรายจ่าย

โครงการบางแห่ง คำตอบว่าทำไมถึงไม่เห็นกำไรเสียที คือ การขาดเรื่องการมีมารยาทที่ดี เป็นตั้งแต่เจ้าของโรงแรมลงไปยังทีมงาน ในที่สุดลูกค้าก็บอกต่อๆกันไป จนในที่สุดก็ไม่มีคนไปใช้บริการ

ขอสรุปสุดท้ายอีกครั้งว่า เวลามีปัญหาหรืออุปสรรค ไม่ต้องโทษใคร ให้เริ่มจากพิจารณาตัวเองก่อนทุกครั้ง….และไล่เรียงตอบคำถามแต่ละข้อตามรายการข้างบน อีกไม่นานคุณก็จะเห็นกำไรทีละเล็ก ทีละน้อยแน่นอน