สัญญาบริหารโรงแรม เลือกใช้บริการอย่างไร

สัญญาบริหารโรงแรม เลือกใช้บริการอย่างไร
สัญญาบริหารโรงแรม เป็นประเด็นที่โรงแรมที่พักขนาดเล็กถึงขนาดกลาง บูติกโฮเต็ล มักให้ความสนใจว่าควรเลือกใช้บริการอย่างไร บางครั้งอาจรวมไปถึงวิธีการเลือกใช้โฮเต็ลเชนให้ตอบโจทย์ความต้องการของเจ้าของโรงแรม
เมื่อตัดสินใจลงทุนทำโรงแรม เมื่อผ่านขั้นตอนการออกแบบ การก่อสร้างแล้วเสร็จ จนสามารถเตรียมเปิดให้บริการได้ตามกำหนดแล้ว อาจมีเวลาช่วงหนึ่งที่เจ้าของโรงแรมยังรู้สึกดีกับการลงมือทำด้วยตนเองทุกอย่าง กำกับควบคุมทุกสิ่งอย่างที่เกิดขึ้นให้เป็นไปในแบบที่ต้องการ แต่เมื่อเวลาผ่านไปสักพัก เมื่อพบกับความท้าทายในการจัดการและการตัดสินใจแบบวันต่อวันตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น (Daily Operation) ด้วยความถี่ที่มากขึ้น จนบางครั้งเวลาที่ตั้งใจจะวางทางในเรื่องการสร้างแบรนด์ การตลาด การบริหารรายได้ และการจัดการระบบบัญชีการเงิน ถูกละเลยไปทีละส่วน จนในที่สุดความคิดในเรื่องการหาคนมาบริหารก็เข้ามาให้ “คิด” ว่าจะไปทางไหนดี
วันนี้จึงนำข้อสรุปง่ายๆในเรื่องประเภทสัญญารับจ้างบริหารโรงแรมมาพูดคุยเพื่อให้โรงแรมขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ได้เห็นมุมมองอีกด้าน
.
สัญญารับจ้างบริหารโรงแรม (Hotel Management Agreement – HMA) มีหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับ ขนาดโรงแรม (จำนวนห้องพัก) และ ศักยภาพรายได้ต่อปี (Gross Revenue) โดยทั่วไปแบ่งได้เป็น 3 ประเภทหลัก ๆ ดังนี้
ประเภทของสัญญาบริหารโรงแรม
- สัญญาบริหารเต็มรูปแบบ (Full Management Contract)
- เหมาะสำหรับโรงแรมขนาดกลางถึงใหญ่
- ผู้บริหาร (Operator) มีอำนาจในการบริหารทุกด้าน ทั้งพนักงาน การตลาด การเงิน
- สัญญาแฟรนไชส์ (Franchise Agreement)
- เหมาะกับเจ้าของที่มีทีมงานบริหารเอง แต่ต้องการใช้ แบรนด์และระบบ ของเชนโรงแรม
- ผู้ประกอบการได้ประโยชน์จากชื่อเสียงและระบบการขายของแบรนด์
- สัญญาที่ปรึกษา/รับจ้างบางส่วน (Advisory/Partial Management Agreement)
- มักใช้กับโรงแรมขนาดเล็กหรือครอบครัวดูแลเอง
- ผู้เชี่ยวชาญมาช่วยเฉพาะด้าน เช่น Sales & Marketing, Revenue Management, Pre-opening



ลองยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นโดยนำจำนวนห้องพัก และประมาณการรายได้ต่อปีที่คาดว่าจะสามารถทำได้ตามขนาดของธุรกิจมาเป็นตัวแปรในการพิจารณาตามตารางด้านล่าง จะเห็นว่าการเลือกสัญญาที่เหมาะสม และเหตุผลในการเลือกที่มาสนับสนุนนั้น ในที่สุดจะกลับมาที่ “จุดประสงค์ของเจ้าของโรงแรม” ว่าต้องการแบบไหน ให้น้ำหนักในเรื่องอะไร ภายใต้ศักยภาพในการสร้างรายได้ เพราะสัญญาบริหารโรงแรมแต่ละแบบก็มีค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกันตามขอบเขตบริการ และเงื่อนไขของแต่ละผู้ให้บริการ

สำหรับหัวข้อหลัก ๆ ที่ควรมีในสัญญาบริหารโรงแรม ได้แก่
1. คู่สัญญา (Parties)
เจ้าของโรงแรม (Owner)
ผู้รับจ้างบริหาร (Operator / Brand)
2.ระยะเวลาของสัญญา (Term & Renewal)
ระบุระยะเวลาเริ่มต้น และเงื่อนไขการต่ออายุ
3. บริการที่ผู้บริหารต้องรับผิดชอบ (Scope of Services)
Operation & Staffing
Sales, Marketing & Distribution (OTA, GDS, Loyalty Program)
Financial Reporting & Budgeting
Maintenance & Standards
4. ค่าธรรมเนียมการบริหาร (Management Fees)
Base Fee
Incentive Fee
ค่าใช้จ่ายด้านระบบ (System Fee, Marketing Fee, Reservation Fee)
5. สิทธิและหน้าที่ของเจ้าของ (Owner’s Rights & Obligations)
สิทธิในการตรวจสอบรายงานทางการเงิน
รับผิดชอบต้นทุนการก่อสร้าง/ซ่อมแซม
อนุมัติงบลงทุน (CapEx)
6. มาตรฐานและแบรนด์ (Brand Standards)
กำหนดให้โรงแรมต้องปฏิบัติตามมาตรฐานของแบรนด์
7. การยกเลิกสัญญา (Termination)
โดยความยินยอมร่วมกัน
กรณีผิดสัญญา (Default)
ไม่บรรลุ Minimum Performance Test (เช่น GOP ต่ำกว่า Budget ต่อเนื่อง 2 ปี)
8. ข้อพิพาทและกฎหมาย (Dispute Resolution & Governing Law)
กำหนดกฎหมายที่ใช้บังคับ
วิธีการระงับข้อพิพาท (Arbitration / Court)
ตัวอย่างค่าธรรมเนียมในสัญญาบริหารโรงแรม

จะเห็นได้ว่าสำหรับโรงแรมที่พักขนาดเล็กถึงขนาดกลางนั้น ก็มักจะใช้ Advisory Contract แบบรายปี หรือ Franchise แบบ Soft Brand เพราะสัญญา Full Management อาจไม่คุ้มค่า
สัญญาบริหารโรงแรม เลือกใช้ให้ตรงกับความต้องการและศักยภาพในการสร้างรายได้
.
สำหรับ thethinkwise | Hotel Consulting เราเป็นผู้ให้บริการในแบบ Advisory/Partial Management ตามความต้องการของลูกค้า โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านโรงแรมขนาดเล็กถึงขนาดกลางเป็นผู้ให้คำปรึกษาภายใต้แนวคิด “รู้ให้จริง ทำให้เป็น เรื่องโรงแรม”

ไม่พลาดคำแนะนำดีๆที่จะช่วยโรงแรมขนาดเล็กถึงขนาดกลาง บูติกโฮเต็ล เลือกติดตามได้ตามช่องทางต่างๆ ที่ https://linktr.ee/thethinkwise
อ่านข้อคิดเตือนใจในการเลือกใช้ สัญญาบริหารโรงแรม ได้ที่ https://thethinkwise.com/2019/11/24/hoteltrustwho/
