การตลาดโรงแรมเล็ก – เจาะเพื่อขาย

ทำการตลาดโรงแรมเล็กให้ขายได้ควรพิจารณาอะไรบ้าง

เดือนนี้ทั้งเดือนมีแต่คำถามเข้ามาในเรื่องการตลาดและการขายว่าจะทำอย่างไรดี บ้างก็เล่าให้ฟังถึงความกังวลว่าเราจ้างที่ปรึกษาการตลาดและการขายไว้ แต่ดูจากงานที่ออกมาแล้ว เริ่มไม่แน่ใจว่าเข้าใจกันถูกต้องหรือเปล่า เช่น มาถึงก็จับโรงแรมเข้าไปขายกับ OTA อย่างเดียวเลยและก็เล่นแต่เรื่องราคา ราคา และก็ราคา จนทำให้เจ้าของกิจการเกิดความกังวล

วันนี้จะแนะนำเช็คลิสท์ 4-5 ข้อไว้สำหรับโรงแรมที่พักขนาดเล็กที่คิดจะจ้างคนมาช่วยทำการตลาดและบริหารการขายว่าควรพิจารณาในประเด็นอะไรบ้าง

1. การทำให้โรงแรมเป็นที่รู้จัก

ถ้าคุณว่าจ้างที่ปรึกษาการตลาด เขาก็ควรจะเริ่มจากการทำโรงแรมให้เป็นที่รู้จัก นำเสนอสินค้าและบริการไปยังกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่เหมาะสมกับโรงแรม เพราะฉะนั้นเขาควรรู้ว่ากลุ่มลูกค้าคือใคร มีพฤติกรรมอย่างไร ชอบและไม่ชอบอะไร และออกแบบการสื่อสารให้เหมาะกับแต่ละกลุ่มได้เป็นอย่างดี

2. การพัฒนาและออกแบบการเข้าถึง

การทำให้ลูกค้าเข้าถึงโรงแรมทำได้หลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นการใช้สื่อทางออนไลน์ เช่น เว็บไซต์ สื่อโซเชี่ยลต่างๆ และสื่อสิ่งพิมพ์ผ่านทางบทความ การให้สัมภาษณ์ตามแม๊กกาซีนประเภทที่กลุ่มลูกค้าสนใจอ่าน การทำป้ายโฆษณา ป้ายบอกทาง การเข้าร่วมงานต่างๆ ไปจนถึงการเป็นสปอนเซอร์ในกิจกรรมในพื้นที่และนอกพื้นที่ ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการทำกิจกรรมแต่ละครั้ง

ดังนั้น การออกแบบการสื่อสาร ก็คือ ข้อความ และรูปแบบการนำเสนอผ่านสื่อต่างๆนั่นเองว่ามีการวางแผนการเขียนเรื่องราวอย่างไรในแต่ละช่องทาง หรือทุกช่องทางเขียนเหมือนกันหมด

ถ้ารู้จักลูกค้า ก็จะรู้ว่าแต่ละช่องทางต้องนำเสนออย่างไร

3. การวางโครงสร้างราคาขาย

เมื่อมีช่องทางการตลาดที่หลากหลาย การวางโครงสร้างราคาขายก็ควรแตกต่างกันในแต่ละตลาด พร้อมทั้งนำเสนอเงื่อนไขที่แตกต่างกันด้วย

การตั้งราคาขายต้องไม่ขัดแย้งกันเองระหว่างตลาด มีช่องว่างให้แต่ละตลาดได้ทำกิจกรรมทางการขายได้ และสามารถแข่งขันได้ด้วย เช่นถ้าคุณโฆษณาบนเว็บไซต์โรงแรมว่า Best Rate Guaranteed มันเป็นเช่นนั้นจริงหรือเปล่า และคุณแข่งขันกับ OTA อย่างไรหากคุณต้องการลดค่าใช้จ่ายประเภทคอมมิชชั่นที่ต้องจ่ายให้กับ OTA

4. การติดตามประเมินผล

ที่ปรึกษาการตลาดและการขายของคุณมีการทำรายงานประจำเดือน ประจำไตรมาส ประจำปีส่งให้คุณหรือเปล่า

เวลาพูดถึงรายงาน ไม่ใช่แค่การเขียนรายงานที่บอกว่าตัวเลขเพิ่มขึ้นหรือลดลงเมื่อเทียบกับตัวเลขเดือนที่ผ่านมาเท่านั้น หากแต่ต้องให้เหตุผลถึงการเปลี่ยนแปลงของตัวเลขนั้นได้ด้วย รวมถึงมาตรการในการแก้ไข ปรับปรุงตัวเลขให้ได้ผลดีขึ้นว่าจะทำอะไรบ้าง

5. การวางแผนกิจกรรมและค่าใช้จ่าย

ที่ปรึกษาที่ดีควรมีการทำงบประมาณควบคู่ไปกับแผนกิจกรรมด้านการตลาดและการขาย นำเสนอเจ้าของโรงแรมเพื่อพิจารณาอนุมัติก่อนที่จะเริ่มงาน

ทุกอย่างมีค่าใช้จ่ายนะคะ ข้อนี้ต้องไม่ลืม

เมื่อต้องการทำกิจกรรมทางการตลาดและการขาย แน่นอนว่าต้องมีค่าใช้จ่ายแน่นอน ดังนั้นการทำงบประมาณ ประมาณการค่าใช้จ่ายเบื้องต้นก็เพื่อให้เจ้าของโรงแรมเห็นภาพว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง

และเมื่อมีแผนแล้ว ก็ต้องย้อนไปข้อ 4 ในเรื่องการติดตามประเมินผลด้วย

.

.

.

หวังว่า 5 ข้อที่ควรพิจารณาข้างต้นจะช่วยในการคัดสรรคน ทีมงานได้บ้างนะคะ

สุดท้าย ถ้ามีใครมาบอกว่ารับทำการตลาดและการขาย แต่มาทำให้แต่เอาห้องพักขายผ่าน OTA แถมเอาแต่ลดราคาแล้วมาบอกว่า “มันต้องทำแบบนี้” แบบนี้ไม่ใช่แล้วค่ะ

ค่อยๆดู ดูให้ดี

อย่าเชื่อคนง่ายนะคะ

เสียเวลา เสียทั้งเงิน

ไม่สนุกแน่

ออกแบบให้ใช้ได้จริง

ออกแบบแล้วควรใช้ได้จริง รายละเอียดเล็กๆน้อยๆที่ไม่ควรมองข้าม แค่เรียนรู้ที่จะฟังมากขึ้น ก็ช่วยได้แล้ว

วันนี้มี 2 ตัวอย่างมาเล่าให้ฟังเป็นตัวอย่างของโครงการกำลังก่อสร้างทั้งคู่ ตามมาดูกัน

โครงการแรกวางแนวคิดย้อนอดีตกลับไปสมัยที่บ้านไม้ยังพบเห็นอยู่ได้ทั่วไป งานที่ออกมาจึงใช้ไม้เป็นหลัก ระหว่างการก่อสร้าง เจ้าของไม่ค่อยเข้ามาดูเพราะเห็นว่ามีหัวหน้าช่างที่ว่าจ้างไว้ให้คอยคุมงานอยู่แล้ว แต่วันหนึ่งเมื่อได้เดินเข้าไปตรวจงานก็เห็นว่าบ้านหลังหนึ่งที่กำลังจะปิดผนังไม้บนโครงที่ติดตั้งงานระบบเดินท่อน้ำ สายไฟ และสายต่างๆ ก็เห็นการต่อสายไฟที่ไม่เรียบร้อย มีการตัดต่อใช้เทปพันสายไฟทำแบบง่ายๆเหมือนต่อไฟชั่วคราวในแคมป์คนงาน จึงเรียกช่างมาถามว่าทำไมเป็นแบบนี้ ช่างก็ตอบไม่ได้อึกอักเพราะเห็นอยู่ว่าทำงานไม่ดี ไม่ปลอดภัย หัวหน้าช่างที่จ้างไว้ก็ไม่ได้เข้าหน้างานทุกวัน หรือเข้ามาก็เลยขั้นตอนที่จะได้เห็นถึงความบกพร่องนี้ไปแล้วเพราะผนังปิดไปเรียบร้อย

โครงการที่สอง ก่อสร้างใกล้จะเสร็จคือเป็นรูปห้องพัก ฉาบปูนผนังเรียบร้อย กำลังทาสีผนังเตรียมติดตั้งสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น ทีวี ตู้เย็น ชั้นวางของต่างๆ โครงการนี้คอนเซ็ปต์และรายละเอียดค่อนข้างแน่น ทุกอย่างในเรื่องการออกแบบเป๊ะ ผนังห้องตรงไหนต้องเรียบก็เรียบ ยาแนวเรียบร้อย ตรงไหนต้องการเป็นคลื่นเหมือนรีสอร์ทริมทะเลในต่างประเทศ ช่างก็สามารถทำได้ตามแบบไม่มีปัญหา สีที่ใช้ถูกต้องตามที่กำหนด แต่…ตอนจะติดตั้งทีวีแขวนผนังเพื่อประหยัดพื้นที่ทางเดินภายในห้องพัก ช่างสามารถติดตั้งได้งานเรียบร้อย มีการวางตำแหน่งที่เสียบปลั๊ก สายเข้า สายออกเพื่อรองรับเรียบร้อย แต่(ที่สอง)…ปัญหาคือ ทางโรงแรมจะต้องติดตั้งกลัองรับสัญญาณดาวเทียม/เคเบิ้ลทีวีเพื่อให้บริการลูกค้าที่เข้าพัก กลับไม่มีที่วางกล่องรับสัญญาณ และคอนเซ็ปต์ก็ไม่ต้องการให้ผนังมีการเจาะหรือแขวนอะไรรุงรัง สายไฟต้องเก็บเรียบร้อย ในที่สุด ช่างแก้ไขปัญหาด้วยการนำกล่องรับสัญญาณซุกไว้หลังทีวี

.

.

.

จะเห็นว่าทั้งสองโครงการให้ความสำคัญเรื่องการออกแบบ แนวคิดการออกแบบที่ดี แต่บางจุดอาจต้องคำนึงถึงการใช้งาน และหาทางปรับให้การออกแบบสามารถใช้งานและอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานโดยยังคงเอกลักษณ์ในการออกแบบที่ดีตามคอนเซ็ปต์ที่วางไว้

ทุกอย่างเกิดจากการทำงานร่วมกันทั้งสิ้น ช่วยกันเก็บตกในรายละเอียด และแบ่งปันประสบการณ์ที่พบเจอร่วมกันเพื่อให้งานออกมาตอบโจทย์ให้ได้มากที่สุด

งานบางอย่างแก้ไขได้ด้วยการปรับแบบหากยังมีเวลา แต่งานบางอย่างเมื่อผ่านช่วงก่อสร้างไปแล้ว ย่อมไม่มีใครอยากที่จะทุบ รื้อ แก้ไขใหม่ เพราะทั้งเสียเวลาและเสียงบประมาณ ดังนั้น “การออกแบบการให้บริการ” จึงอาจต้องเข้ามาแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นหน้างานเนื่องจากไม่สามารถแก้ไขด้านงานก่อสร้างหรือตกแต่งภายในได้ เพื่อให้การใช้งาน และการให้บริการเกิดขึ้นได้จริง และเหมาะสมกับความต้องการของลูกค้า คอนเซ็ปต์ของโครงการ และอัตรากำลังของทีมงานที่มี

ท้ายสุด อยากฝากว่า งานที่ออกแบบมาแล้วก็ควรจะใช้งานได้จริง ตามวัตถุประสงค์การใช้งาน การจัดวางตำแหน่งที่ติดตั้ง บางครั้งเราก็ควรเริ่มต้นกระบวนการรีวิวแบบให้ละเอียดก่อนที่จะเริ่มลงมือก่อสร้างไม่ใช่แค่รีวิวในมุมมองของการก่อสร้างหรือวิธีการก่อสร้าง แต่ควรรีวิวไปถึงการใช้งาน วิธีการใช้งาน เส้นทางการเดินทั้งลูกค้าและทีมงานและระหว่างทางก็ต้องกำกับควบคุมงานให้ละเอียดเพื่อความปลอดภัย และใช้งานได้จริงด้วย

การทำสิ่งปลูกสร้างให้ใช้ได้จริงนั้น จะเกิดขึ้นได้ เพียงแค่ทุกฝ่ายเรียนรู้ที่จะ “ฟัง” มากขึ้น แค่นั้นเอง

สร้างคาแรคเตอร์ให้โรงแรม

สร้างแบรนด์ สร้างคาแรคเตอร์ให้โรงแรม เขาทำอย่างไรกัน แล้วโรงแรมคุณวางคาแรคเตอร์แล้วหรือยัง

เวลามีคนพูดถึงการสร้างแบรนด์มากขึ้น บ่อยครั้งขึ้น เราก็ควรย้อนกลับมาคิดกันว่าโรงแรมของเราผ่านกระบวนการสร้างแบรนด์มาบ้างหรือเปล่า?

ถ้าสมมติว่าการสร้างแบรนด์คือนำตัวตนของสินค้าออกมาแสดงออกให้คนรู้จัก เพื่อให้เกิดความสนใจ และอยากรู้จักเพิ่มเติม เพราะฉะนั้นการที่เราจะทำสินค้าให้เป็นที่รู้จักก็ควรจะประกอบไปด้วย

  • รูปร่างหน้าตาที่น่าสนใจหรือดีไซน์ที่ชัดเจน
  • มีความแตกต่างจากสินค้าที่มีอยู่ในท้องตลาด
  • สรรพคุณน่าสนใจ
  • รูปแบบการนำเสนอถูกกับไลฟสไตล์ของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย

แล้วถ้าเรากลับมาดูที่โรงแรม รีสอร์ต บูติกโฮเต็ล โฮสเทล และที่พักอื่นๆเวลานำเสนอมีอะไรบ้าง

  • แนวคิดในการออกแบบ ใช้แนวคิดอะไร สไตล์ไหน ทำไมถึงออกแบบสไตล์นี้
  • บรรยากาศภายในส่วนต่างๆของโรงแรม ได้แก่ ห้องพัก ร้านอาหาร สิ่งอำนวยความสะดวกในพื้นที่ต่างๆ
  • ประเภทของอาหารที่ให้บริการ ที่มาที่ไปจองอาหารแต่ละจาน

คำถามคือ การนำเสนอสิ่งเหล่านี้เพียงพอแล้วหรือยัง?

ในทางปฏิบัติแล้วไม่ว่าสินค้าจะเป็นประเภทอะไร ชนิดใดก็ตาม สิ่งที่เจ้าของสินค้าพยายามที่จะทำคือการเขื่อมโยงตัวสินค้าผ่านการสื่อสารและการแสดงออกในแบบต่างๆ เราจึงเห็นการออกแบบโลโก้ การเลือกใช้สี การเลือกตัวแบบหนังสือที่ใช้ แบบกราฟิกที่ใช้ประชาสัมพันธ์ ยูนิฟอร์มพนักงาน รูปแบบการจัดโต๊ะอาหาร เป็นต้น

การสร้างคาแรคเตอร์ให้โรงแรม ก็เป็นอีกกระบวนการของการสร้างแบรนด์เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงและเข้าใจในตัวสินค้าและบริการ

ถ้าคาแรคเตอร์ (Character) หมายถึงบุคลิกลักษณะ นิสัยใจคอของแต่ละคน

แล้วโรงแรมคุณมีบุคลิกอย่างไรมีนิสัยใจคออย่างไร?

คุณเคยวางแนวคิดในเรื่องนี้บ้างหรือเปล่า?

หลายโครงการยังยึดมั่นอยู่กับดีไซน์การออกแบบทั้งสถาปัตยกรรมและการตกแต่งภายในว่านั่นแหละคือแบรนด์ของฉัน หรือ โลโก้ไง นั่นแหละคือแบรนด์ของฉัน

นั่นก็เป็นสัญลักษณ์ส่วนหนึ่ง แต่คาแรคเตอร์ของโรงแรมคุณล่ะ

ถ้าลองสมมติว่าโรงแรมคุณเป็น “คน” เขาจะเป็นคนที่มีนิสัยอย่างไร ขี้โมโห ขี้หงุดหงิด ขี้จุกจิก(ตามเจ้าของ) หรือเป็นคนอารมณ์ดีใจเย็น อยู่บ้านชอบนุ่งผ้าขาวม้า หรือชอบไปจ่ายตลาด ทำกับข้าว

คุณว่านิสัยแบบไหนที่คนจะชอบ จะสนใจ?

แน่นอนก็ต้องเป็นคนนิสัยดี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ยิ้มแย้มแจ่มใส ใจเย็น ชอบช่วยเหลือ มีจิตใจดี มีจิตอาสาในใจ เป็นต้น

แล้วคุณจะนำนิสัยใจคอเหล่านี้มาถ่ายทอดให้โรงแรมคุณได้อย่างไร?

เนื่องจากเราเป็นธุรกิจบริการที่อาศัยปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ให้บริการและผู้รับบริการ ดังนั้น “การออกแบบการให้บริการ” นี่แหละจะเป็นตัวเชื่อมโยงและแสดงถึงคาแรคเตอร์ของโรงแรมคุณ

เพราะฉะนั้นสำหรับโรงแรมใหม่เตรียมเปิดให้บริการ ควรวางคอนเซ็ปต์ในส่วนนี้ให้ชัดเจน อย่าไปกังวลว่างานจะไปก้าวก่ายงานด้านการออกแบบของสถาปนิกหรืออินทีเรีย คือ มันคนละส่วนกัน แต่ต้องทำงานร่วมกันเพื่อหาจุดร่วมในการสร้างตัวตนที่ชัดเจนมากขึ้น ไม่กระจุกตัวอยู่แต่งานออกแบบ

ส่วนโรงแรมที่เพิ่งเปิดให้บริการ ก็ควรมารีวิววิธีและขั้นตอนการให้บริการให้ชัดเจนแสดงนิสัยใจคอมากขึ้น

ส่วนโรงแรมที่เปิดมานานแล้วขายแต่สิ่งอำนวยความสะดวกมาตลอด ก็ควรหันมามองในมุมนี้บ้าง บางครั้งไม่ใช่แค่การทาสีใหม่ เปลี่ยนไม้ใหม่ แต่การเพิ่มการให้บริการที่แสดงคาแรคเตอร์ที่แตกต่างก็ช่วยให้โรงแรมมีชีวิตชีวามากขึ้นได้เช่นกัน

ลองทำดู

เตรียมเปิดโรงแรมให้ทัน

ปัญหาที่พบบ่อยอีกประการของโรงแรมที่พักขนาดเล็กคือ แบ่งงบประมาณไม่เพียงพอในการเตรียมเปิด เพราะทุ่มงบไปกับการออกแบบ การก่อสร้าง มาเตรียมตัวและวางแผนการใช้จ่ายอย่างเป็นระบบและมีทิศทางกันดีกว่า

บทความนี้หยิบขึ้นมาโพสต์อีกครั้งเพราะมีหลายโครงการที่กำลังเร่งที่จะเปิดให้ทันในไตรมาสที่ 4 เรามาทบทวนกันอีกครั้งว่ามีอะไรที่ต้องทำบ้าง

โรงแรมที่พักขนาดเล็ก รวมทั้งโฮสเทลในบ้านเรามีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตามเมืองท่องเที่ยวต่างๆ ในด้านหนึ่งก็เป็นการเพิ่มตัวเลือกให้กับลูกค้ามากขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่งก็เป็นการเพิ่มการแข่งขันระหว่างกันเองในธุรกิจเช่นเดียวกัน เพราะฉนั้นคุณภาพของสินค้าและบริการจึงต้องให้ความสนใจให้มากขึ้น เพื่อที่คุณจะไม่ต้องออกจากธุรกิจด้วยความรวดเร็วจนเกินไปนัก

โรงแรมที่พักขนาดเล็กที่เปิดใหม่ไม่ว่าจะเป็นโครงการที่สร้างใหม่ หรือเป็นโครงการที่นำอาคารเก่ามาปรับปรุงใหม่ ที่ใช้เวลาตั้งแต่ 4-8 เดือนในการก่อสร้างและปรับปรุงอาคาร จริง ๆ แล้วเป็นเวลาที่สั้นมาก ๆ ในการเตรียมงานก่อนเปิดในด้านต่างๆ เพราะฉนั้นควรจะวางแผนการทำงานให้ดี ๆ เรียงลำดับความจำเป็นของงาน และความเร่งด่วนของงาน

หลักๆ คือแบ่งงานออกเป็น 4 เรื่องใหญ่ๆ ได้แก่

1) งานด้านเตรียมการเปิด

งานด้านนี้ ได้แก่ การเตรียมข้าวของเครื่องใช้ อุปกรณ์ต่างๆที่ต้องใช้ในโครงการทั้งหมด ทั้งในส่วนที่ทีมงานต้องใช้ในการทำงาน และในส่วนที่ให้บริการลูกค้า ลองไล่เรียงไปแต่ละแผนกว่ามีเครื่องมือเครื่องใช้อะไรบ้างที่จำเป็นต้องใช้ คุณจะเห็นรายการต่างๆมากมาย และนี่ก็คือค่าใช้จ่ายที่จำเป็นที่จะทำให้คุณพร้อมเปิดให้บริการ และเมื่อเห็นรายการสิ่งของแล้ว คุณจะรู้ทันทีว่าแบบที่คุณให้ผู้ออกแบบดำเนินการนั้นได้คำนึงถึงที่เก็บของบ้างหรือเปล่า และข้าวของเหล่านี้จะนำไปเก็บไว้ที่ไหน อย่างไร

2) งานด้านการตลาดและการขาย

นับว่าเป็นเรื่องหลักที่จะทำให้โครงการเราเป็นที่รู้จัก และสามารถสร้างรายได้ได้ตรงตามเวลาที่ต้องการ ตั้งแต่กำหนดการทำห้องตัวอย่างเพื่อใช้ถ่ายรูป ทำคลิปวิดีโอ เพื่อใช้ในการประชาสัมพันธ์ และทำการขาย การออกแบบเว็บไซต์ การทำระบบการจองห้องพัก การเลือกรูปที่จะใช้ลงกับออนไลน์เอเย่นต์ หรือ OTA การวางรูปแบบสื่อประเภทต่างๆทั้งออนไลน์และสื่อสิ่งพิมพ์ การสรุปราคา รูปแบบห้องพัก ราคาห้องพักแต่ละประเภท ราคาที่จะขายให้กับตลาดต่างๆ โปรโมชั่น การเขียนสคริปต์ที่จะใช้กับสื่อต่างๆ และอื่นๆอีกมากมาย

3) การสร้างทีมงาน

ตั้งแต่การรับสมัครทีมงาน จำนวนพนักงาน การแบ่งรอบเวลาในการเข้างาน เครื่องแบบ และกฎกติกามารยาทต่างๆ  และที่สำคัญคือการเผื่อเวลาในการอบรมพนักงาน และทดลองซ้อมลงมือปฎิบัติงานจริงเพื่อสร้างความคุ้นเคย ความชำนาญ ก่อนการเปิดโรงแรม

4) เอกสารสำคัญทางราชการ

ได้แก่ ใบอนุญาตก่อสร้าง ใบอนุญาตเปลี่ยนแปลงการใช้อาคาร ใบอนุญาตประกอบโรงแรม (หากมีห้องพักมากกว่า 4 ห้อง) ใบอนุญาตขายเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และใบอนุญาตอื่นๆที่เกี่ยวข้อง การขอมิเตอร์ไฟฟ้า มิเตอร์ประปา  ซึ่งในเรื่องนี้ควรเผื่อเวลาไว้มากพอสมควรในการเดินเรื่องต่างๆ

แล้วเราจะเรียงลำดับงานอย่างไร

1. ให้นับถอยหลังจากวันที่ต้องการเปิดโรงแรม โดยพิจารณาประกอบกับแผนงานการก่อสร้างและบวกลบเวลาอีกนิดหน่อยตามสภาพแวดล้อมและการประเมินในเรื่องอุปสรรครวมไปถึงสภาพอากาศต่างๆ

2. ให้เริ่มจากการกำหนดวันแล้วเสร็จของห้องตัวอย่าง

3. กำหนดระยะเวลา 2-3 เดือนก่อนวันเปิด สำหรับ

– การสั่งซื้อข้าวของเครื่องใช้ เนื่องจากของใช้บางอย่างต้องใช้เวลาในการสั่งทำ

– การวางแผนการรับสมัครงาน ซึ่งโดยเฉลี่ยจะใช้เวลาประมาณ 30-45 วันเนื่องจากผู้สมัครงานอาจต้องใช้เวลาในการบอกกล่าวที่ทำงานเดิมอย่างถูกต้อง และให้มีเวลาอบรมกันอย่างน้อยอีก 1 เดือนก่อนเปิด

– การถ่ายภาพ พัฒนารูปแบบการนำเสนองานออกสื่อต่างๆ กว่าจะแก้ไข กว่าจะลงตัว กว่าจะสรุปเรื่องสี วัสดุ คุณภาพงานประเภทต่างๆ

4. ทดลองก่อนเปิดเพื่อหาข้อบกพร่องจากการใช้งาน และเผื่อเวลาในการแก้ไข 30-45 วัน เนื่องจากงานระบบบางอย่างต้องใช้เวลาในการปรับและแก้ไขเพื่อให้ลงตัวและเหมาะสมกับการใช้งาน  อย่าลืมทดลองการใช้งานแบบเต็มที่ หมายถึงเปิดใช้น้ำ ใช้ไฟทั้งโครงการเพื่อดูว่ากระแสไฟฟ้าภายในโครงการมีปัญหาติดขัดอะไรหรือไม่  การใช้น้ำมีการระบายน้ำทันหรือไม่เมื่อมีลูกค้าใช้งานพร้อมกัน น้ำไหลแรงหรือเปล่า

ส่วนงานเอกสารทางราชการ ขอให้เดินเรื่องและติดตามเรื่องอย่างสม่ำเสมอตลอดระยะเวลาการก่อสร้าง

ลองนำคำแนะนำนี้ไปวางแผนการทำงานให้เห็นภาพกว้างๆก่อน เราจะได้มีกรอบระยะเวลาในการทำงานแต่ละด้าน  อย่าลืมว่างานแต่ละด้านยังมีรายละเอียดอีกมากที่ต้องลง และสรุปค่าใช้จ่ายเพื่อเตรียมเรื่องงบประมาณ และบริหารกระแสเงินสดระหว่างทางให้ดีเพื่อไม่ให้ติดขัด

อย่าบอกว่า “งบเหลือไม่เท่าไหร่แล้วครับ” เพราะนั่นแปลว่าคุณใช้งบประมาณไปกระจุกตัวอยู่ที่การก่อสร้างและการตกแต่งเสียจนเกือบจะหมด ทบทวนตัวเลขใหม่ดีกว่า เพราะสิ่งที่จะทำให้โรงแรมของคุณมีชีวิตและสร้างรายได้ก็คือส่วนการเตรียมการเปิดให้บริการนี่แหละ

ปรับแบรนด์หลังปรับปรุงโรงแรม

ปรับปรุงห้องพักโรงแรมใหม่แล้ว ควรทำอะไรบ้างเพื่อสื่อสารกับทีมงานและลูกค้าให้ถูกต้อง

โรงแรมที่มีการปรับปรุงรูปโฉมใหม่ เช่นอาจจะเปลี่ยนการตกแต่งภายในใหม่ทำให้ดูสดใสมากขึ้นหลังจากเปิดให้บริการมานานหลายปี หรือมีการเพิ่มห้องพักใหม่ มีสิ่งอำนวยความสะดวกเพิ่มขึ้น สิ่งเหล่านี้ส่งผลต่อการรับรู้ของลูกค้าทั้งสิ้น ดังนั้นจึงควรมีการสื่อสารทางการตลาดกับลูกค้า

Brand Refreshing หรือการปรับแบรนด์ให้มีชีวิตชีวาขึ้น ซึ่งอาจรวมไปถึงการปรับสีของโลโก้ใหม่ ปรับตัวอักษรใหม่ ปรับการจัดวางใหม่ แต่ในเรื่องโรงแรมที่พักแล้วนั้นคงไม่ใช่แค่เรื่องรูปลักษณ์ภายนอกแต่ควรรวมในเรื่องการให้บริการ วิธีการให้บริการ บรรยากาศและสิ่งที่ต้องการส่งต่อให้ลูกค้าด้วย

การปรับแบรนด์ในกรณีนี้ ไม่ได้หมายถึงการ Rebranding แต่อย่างใด เพราะการ Rebranding จะหมายถึงการเปลี่ยนภาพลักษณ์ใหม่ทั้งหมด เปลี่ยนแนวทางในการดำเนินธุรกิจใหม่ เปลี่ยน Brand character ใหม่ เปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายทางการตลาด หรือการเตรียมตัวตกแต่งทางธุรกิจเพื่อรองรับการควบรวมกิจการ

แต่สำหรับโรงแรมที่พักขนาดเล็กถึงขนาดกลางที่มีการปรับปรุงโรงมใหม่หรือที่เรียกว่า Renovation เพื่อให้ดูสดใส ใหม่ สะอาด โดยที่ไม่ได้มีการเปลี่ยนเจ้าของหรือเปลีายนเชนในการบริหาร คงอยู่ในระดับแค่ Brand Refreshing ซึ่งมีข้อควรระวังและสิ่งที่ควรปฏิบัติหลายข้อทีเดียว

สิ่งที่ทีมการตลาดควรลงมือทำในระหว่างที่มีการก่อสร้างเพื่อให้ทันกับการเปิดให้บริการอีกครั้ง ได้แก่

  • เตรียมเนื้อหาที่จะใช้สื่อสารกับลูกค้าว่าโรงแรมมีการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง อะไรเป็นจุดเด่นของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ทำไมถึงเปลี่ยนแปลง และลูกค้าจะได้รับความสะดวกสบายอะไรเพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงนี้
  • เตรียม Press Release แบบฉบับย่อเพื่อใช้ส่งให้สื่อและเผยแพร่ตามช่องทางต่างๆ เวลาใครติดต่อมาเพื่อขอถ่ายทำก็สามารถแจกเอกสารนี้ให้ได้ หรือเวลาเชิญ Blogger มาเข้าพักก็สามารถแจกให้ได้เช่นกัน เขาจะได้มีข้อมูลไว้เขียนแทรกในบทความได้
  • ตามลบภาพเก่าๆที่ยังอยู่ในโลกออนไลน์ ยิ่งถ้าเป็นภาพเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมายิ่งควรลบเป็นอย่างยิ่ง อย่าให้ภาพเก่ามากๆปรากฎอยู่ตามสื่อต่างๆ หากยังมีอยู่ตามสื่อท่องเที่ยวหลัก ก็ควรใช้วิธีส่ง Press Release พร้อมภาพชุดใหม่ไปให้เป็นข้อมูล
  • ปรับปรุงข้อมูลและรูปภาพบนเว็บไซต์และที่แสดงอยู่ตาม OTA ทุกราย
  • อบรมทีมงานทั้งหมด อธิบายให้ทีมเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร เวลามีลูกค้ามาถามก็จะได้ตอบได้ อย่าลืมว่าพนักงานทุกคน (ย้ำ “ทุกคน”) เป็นตัวแทนของโรงแรมทั้งสิ้น ยิ่งทีมงานต้อนรับส่วนหน้า ยิ่งต้องรู้เรื่องและเข้าใจในรายละเอียด ยิ่งถ้าผู้ออกแบบมีการตั้งชื่อเรียกสไตล์ที่ออกเสียงยาก ควรออกเสียงที่ถูกต้องให้พนักงานฟัง และฝึกออกเสียงกันด้วย

ส่วนทีมให้บริการเช่น แม่บ้าน ช่าง สวน ส่วนต้อนรับ และทีมรับจองห้องพักนั้น สิ่งที่ควรปฏิบัติ ได้แก่

  • การทดสอบการใช้งานห้องพัก เพื่อให้แน่ใจว่าทุกอย่างใช้งานได้ แอร์เย็น น้ำไหล ไม่มีสี กลิ่น หรือน้ำหยดตามพื้นห้องน้ำ พัดลมระบายอากาศทำงานได้ดี สวิตช์ไฟใช้งานได้ ปลั๊กไฟมีไฟฟ้าเข้าทุกปลั๊ก
  • แม่บ้าน ช่าง หน้าฟร้อนท์ สำรวจห้องพักร่วมกันเพื่อให้เข้าใจรูปแบบของห้องพักที่ปรับปรุงใหม่และการทำงานของสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆใหม่ เช่น หากมีการเปลี่ยนระบบไฟฟ้าใหม่ ทำให้ระยะเวลาดีเลย์ของเครื่องปรับอากาศช้าลง/เร็วขึ้นหากไฟฟ้าดับ หรือปั๊มน้ำที่เปิดทำงานหลังไฟฟ้าดับจะไปดูดเอาเศษผงที่อยู่ก้นแท้งค์เก็บน้ำขึ้นมา ทำให้น้ำจะขุ่นข้นและมีเศษตะกอนชั่วคราว เป็นต้น

Brand Refreshing อาจต้องใช้เวลากว่าการให้บริการจะเข้าที่เข้าทาง ดังนั้นควรหาจุดสมดุลย์ในการสื่อสารกับลูกค้าถึงการเปลี่ยนแปลงทั้งในแง่สิ่งปลูกสร้าง การตกแต่ง และการให้บริการ

อย่ามัวนั่งโวยวายว่าลูกค้าไม่เข้าใจ ลูกค้าไม่เข้าใจ เอาเวลาไปทำการสื่อสารที่ถูกต้องดีกว่านะคะ

โรงแรมอยากจะทำคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้ง

โรงแรมกับการทำคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้งท่ามกลางคอร์สอบรมออนไลน์ที่มีให้เลือกมากมาย จะทำอย่างไรกันดี

คอร์สอบรมออนไลน์และออฟไลน์เกี่ยวกับการทำการตลาดมีมากมายจริงๆ และแน่นอนว่าธรรมชาติของผู้ประกอบการก็ย่อมต้องการที่จะก้าวให้ทันกับเทคโนโลยีและกระแสของโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้นหลักสูตรอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับการตลาดจึงเป็นที่ต้องการในตลาด

แล้วโรงแรมที่พักล่ะ ก็แน่นอนว่าต้องปรับตัวเช่นกัน แต่เราต้องกลับมาตั้งหลักกันก่อน ไม่ใช่วิ่งไล่ตามคอร์สต่างๆ มีที่ไหน ไปที่นั่น อบรมเยอะไปหมด ใครถามถึงหลักสูตรอะไร ไปเข้ามาแล้วทั้งนั้น หรือไม่ก็ลงเรียนแบบออนไลน์ ไม่ต้องถามว่าจ่ายไปเท่าไหร่ในแต่ละคอร์ส

….แต่พอถามว่า แล้วนำมาใช้กับโรงแรมของคุณได้อย่างไรบ้าง ไม่ว่าจะบูติกโฮเต็ล โฮสเทล บัดเจ็ทโฮเต็ล บางคนเลือกที่จะตอบว่า “อืมม….เค้าก็พูดกว้างๆค่ะ” หรือบางรายก็ตอบว่า “ไม่มีอะไรครับ มาเข้าอบรมเพราะกลัวตกกระแส”

การขวนขวายหาความรู้เป็นเรื่องที่ดี แต่ก็ต้องกลับมาคิดบ้างว่าเวลาที่เสียไป เราได้อะไร ไม่ได้อะไร นำอะไรมาปรับใช้กับตัวเราและกิจการของเราได้บ้าง

ลองกลับมาตั้งหลักใหม่ เริ่มจากความหมายของคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้งตามภาพข้างบนที่มาจากการค้นจากกูเกิ้ล

คอนเทนต์ มาร์เก็ตติ้ง เป็นกิจกรรมทางการตลาดประเภทหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการสร้างและแบ่งปันเนื้อหาที่ใช้ในโลกออนไลน์ไม่ว่าจะเป็นวิดีโอ บล๊อก หรือข้อความบนโซเชียลมีเดียที่ไม่ได้เป็นการโฆษณาหรือโปรโมทแบรนด์อย่างโจ่งแจ้งชัดเจน แต่เพื่อต้องการที่จะสร้างความสนใจ กระตุ้นความสนใจให้เกิดขึ้นกับสินค้าหรือบริการของตน

อ้าว….แล้วที่ผ่านเราทำอะไรลงไป มีทั้งลากลูกค้าให้ไปแท็กเพื่อน ให้แชร์โพสเพื่อแลกกับสิทธิที่จะร่วมชิงรางวัล ให้นำโพสต์ไปแปะต่ออีกกี่คนเพื่อชิงโชค …..สิ่งเหล่านี้ในความเป็นจริงแล้วถือว่าผิดข้อกำหนดของเฟสบุ๊กทั้งสิ้น

แล้วคอนเทนต์ของโรงแรมมีอะไรบ้างล่ะ?

ถามกลับว่า “แล้วโรงแรมที่พักของคุณมีอะไรที่จะมาเรียกความสนใจและกระตุ้นให้ลูกค้าสนใจได้บ้างล่ะ?”

คราวนี้ มีนิ่งเงียบกันทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของโรงแรม ทีมงานระดับจูเนียร์หรือซีเนียร์ หรือผู้ที่กำลังสนใจจะทำโครงการ และจบด้วยเรื่องสิ่งปลูกสร้างและการออกแบบ

การออกแบบก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่เราจะสร้างคอนเทนต์จากการออกแบบให้น่าสนใจด้วยเรื่องราวและนำเสนอเรื่องราวนั้นอย่างสม่ำเสมอเป็นระยะเวลาต่อเนื่องได้อย่างไร

เพราะฉะนั้นจึงควรหยิบยกประเด็นอื่นมาประกอบการสร้างคอนเทนต์ด้วย เช่น

  • ที่มาที่ไป
  • ธรรมชาติของพื้นที่โดยรอบ
  • วิถีชีวิต
  • อาหารจานเด็ด ผลไม้ ร้านเด็ดในพื้นที่ เมนูโบราณ
  • ผลผลิตในท้องถิ่น
  • กิจกรรมที่น่าสนใจในพื้นที่
  • ประเพณี งานประจำปี
  • สถานที่ท่องเที่ยวของจังหวัด
  • การเดินทาง เส้นทางที่น่าสนใจในการเดินทางมาที่โรงแรม
  • อื่นๆอีกมากมาย

สำหรับกิจการขนาดเล็กที่เจ้าของทำการตลาดเอง โพสต์ออนไลน์เอง ก็คงต้องฝึกเขียน ฝึกถ่ายภาพ ฝึกเล่าเรื่อง โดยเริ่มจากการสะกดให้ถูกก่อน คะ/ค่ะ และไม่มี “นะค่ะ” ในโลกการเขียนภาษาไทย ย้ำ…ย้ำ

ส่วนกิจการที่มีงบประมาณในการว่าจ้างฟรีแลนซ์หรือบริษัทในการทำการตลาดให้ ก็ต้องสรุปเนื้อหา ข้อแตกต่างของสินค้าและบริการของคุณให้ผู้รับจ้างเหล่านั้นฟังให้เข้าใจ จัดทำข้อมูลเป็นเอกสารสรุปเนื้อหาสาระที่สำคัญให้ คีย์เวิร์ดที่เป็นเอกลักษณ์ของโรงแรมคุณคืออะไร รวบรวมมา

ท้ายสุด อย่าไปวิ่งตามจนลืมกลับมาตั้งหลักให้ดี หยุดซักนิด ตื่นมาในแต่ละวัน ขอให้ให้เวลากับตัวเองสัก 5-10 นาทีนั่งทบทวน จดบันทึกสิ่งที่ต้องทำ ยังไม่ได้ทำ ไม่ควรทำในเรื่องต่างๆ ทุกอย่างต้องฝึกฝน และใช้เวลา

เมื่อโรงแรมสภาพไม่ค่อยจะคล่อง ตอนที่ 1

บริหารสภาพคล่องของโรงแรม ไม่ต้องมองอื่นไกล ให้กลับมาค้นลิ้นชักเก็บเงินของคุณให้ดีก่อน

สถานการณ์ปัจจุบันถึงแม้ตัวเลขในไตรมาสที่ 1 ที่ผ่านมาจะออกมาสวยงามขยายตัวถึง 15% แต่โรงแรมที่พักขนาดเล็กถึงขนาดกลางหลายแห่งยังประสบปัญหาเรื่องสภาพคล่อง และบางแห่งถึงขั้นฝืดเคืองเลยทีเดียว

เมื่อมีสัญญาณการขาดสภาพคล่องเราก็ควรจะรีบกลับไปดูฝั่งรายได้ และประมาณการรายได้ในอนาคต แล้วก็ควรที่จะเร่งทบทวนแผนการตลาดและการขายโดยเคร่งครัดในเรื่องจังหวะเวลาในการลงมือทำกิจกรรมให้มากขึ้น เพราะทุกกิจกรรมใช้เวลากว่าจะส่งผล ในขณะเดียวกันก็ต้องรู้จักการประเมินผลแบบมีตัวชี้วัดที่ชัดเจนด้วย

คราวนี้เรากลับมาดูเรื่องสภาพคล่องของโรงแรมกันว่า ปัญหานี้มีสาเหตุมาจากอะไรได้บ้าง

  • รายได้ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
  • รายจ่ายเพิ่มสูงขึ้นแบบไม่มีจังหวะ ไม่มีรอบ
  • เกิดค่าใช้จ่ายฉุกเฉินที่จำเป็นแบบที่ไม่ได้คาดหมายหรือตั้งงบประมาณไว้ล่วงหน้า
  • ไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้ตามกำหนด

การที่คุณเป็นผู้บริหารหรือเจ้าของโรงแรมเท่ากับว่าการเซ็นต์อนุมัติค่าใช้จ่ายต้องผ่านหูผ่านตาคุณอย่างแน่นอน อย่าเซ็นต์ผ่านไปโดยมองแค่เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นธรรมดา ควรจะสุ่มอ่านรายละเอียดการเบิกจ่ายบ้าง ยิ่งเป็นรายการซื้อกับข้าว จ่ายของสำหรับร้านอาหาร กรุณาใส่ใจเป็นพิเศษ และเปรียบเทียบกับตัวเลขรายได้ของร้านอาหารด้วย

กรณีตัวอย่างที่เคยได้มีโอกาสได้เข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาที่อยากแบ่งปันให้ฟังกัน ตามมาทางนี้ได้เลยค่ะ

เรื่องมีอยู่ว่า กิจการเป็นโรงแรมที่พักริมทะเล เพิ่งถอนตัวออกมาจากระบบกลุ่มโรงแรมขนาดใหญ่ ต้องการที่จะกลับมาบริหารเอง มีปัญหาเรื่องสภาพคล่องอย่างรุนแรง เรียกได้ว่าหมุนกันตัวเป็นเกลียวหัวเป็นน๊อตทั้งค่าใช้จ่ายที่ครบกำหนดต้องจ่าย ค่าใช้จ่ายที่กำลังจะครบกำหนด และการชำระคืนเงินกู้

สิ่งที่ต้องเร่งเข้าไปดำเนินการคือ “การหาเงิน” และ “การลดค่าใช้จ่าย”

การหาเงิน มี 2 วิธีคือ

1) ปรับโครงสร้างวิธีทำการตลาดใหม่ ซึ่งรวมไปถึงการสร้างภาพลักษณ์ที่ถูกต้องใหม่ให้ชัดเจนว่าโรงแรมไม่ได้อยู่ภายใต้กลุ่มโรงแรมนั้นแล้ว เรากลับมาเป็นตัวของเราเองอีกครั้ง

2) การตามหาเงิน คือไปตามหาเงินที่โรงแรมควรจะต้องเรียกเก็บ ควรจะได้รับมาเป็นรายได้ของโรงแรมให้เจอ

เนื่องจากโรงแรมมีลูกค้าส่วนหนึ่งที่เป็นทราเวิลเอเย่นต์ในต่างประเทศ ดังนั้นสิ่งที่ต้องตรวจสอบคือเรียกรายงานยอดหนี้คงค้างเรียกเก็บประเภทต่างๆ ที่แบ่งตามระยะเวลาที่ค้างเก็บ (Aging Report ) และก็พบว่ามีหนี้ก้อนใหญ่ที่ยังไม่ได้เรียกเก็บมาหลายปี เป็นยอดหนี้ที่ทราเวิลเอเย่นต์ส่งลูกค้ามาเข้าพักที่โรงแรม และโรงแรมไม่มีการเก็บเงิน

คราวนี้ทำอย่างไรต่อ….

ก็ต้องไปรวบรวมเอกสารรายละเอียดการเข้าพักให้ครบถ้วน ไล่ค้นหาการโต้ตอบทางอีเมล์ การแจ้งข่าวของเอเย่นต์ทางอีเมล์ว่ามีการเปลี่ยนแปลงวิธีการส่งเอกสารเรียกเก็บเงินหรือไม่ อย่างไร

สิ่งที่ค้นพบ คือ

1)เอเย่นต์มีแจ้งเปลี่ยนแปลงวิธีการเรียกเก็บเงิน

2) โรงแรมมีการเปลี่ยนผู้จัดการฝ่ายบัญชี/สมุหบัญชีบ่อยครั้ง

3) ไม่มีคนที่สนใจอ่าน Aging Report หรืออ่านแต่ก็ไม่ได้ลงมือดำเนินการอะไร อาจติดขัดเรื่องบุคคลากร

ในที่สุดก็ได้มีการรวบรวมเอกสาร ประสานงานกับเอเย่นต์ใหม่ และก็ได้รับเงินก้อนใหญ่ก้อนนั้นกลับมาช่วยให้โรงแรมสามารถผ่านไปได้อีกระยะหนึ่ง

โปรดติดตามอ่านตอนต่อไปที่จะว่าด้วยการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายเพื่อช่วยปรับสภาพคล่องของโรงแรมว่าจะจัดระบบอย่างไร…

ภาพที่ 2 กับ Facebook Ads

ทางเลือกบน Facebook Ads ช่วยจริงหรือเปล่า

การเพิ่มจำนวนการเข้าถึง หรือรีช(Reach) มีความท้าทายมากขึ้นทุกวัน ทางเฟสบุ๊กก็มีทางเลือกให้เราปรับ ที่ดูเหมือนจะช่วย แต่จริงๆแล้วช่วยใครบ้าง มาดูกันไปแต่ละขั้นแต่ละตอนค่ะ

เริ่มจากลองมาสังเกตการลงโฆษณาบนแอพลิเคชั่น Facebook Ads กันว่าในแต่ละขั้นตอนมีอะไรให้เราเลือกบ้าง

1. เลือกเป้าหมายการลงโฆษณา ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มรีชการเพิ่มการเข้าชมเว็บไซต์ การเพิ่มยอดการเปิดดูวิดีโอ โปรโมทเพจ โปรโมทงาน

2. การเลือกรูปภาพที่จะใช้ในการลงโฆษณา แต่ก่อนให้ใส่ภาพได้ภาพเดียว แต่ปัจจุบันให้ใส่ภาพได้มากกว่า 1 ภาพ โดยใช้ข้อความว่า ระบบจะช่วยเปรียบเทียบว่าภาพไหนเข้าถึงลูกค้าได้มากกว่ากัน (Test 2 Ad Images)

เหมือนจะดูดี คนใช้งานดีใจรีบใส่รูปเพิ่มเติม พลางนึกในใจ “…ดีจัง ช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องการเลือกรูป ดีกว่ามาบอกว่า รูปคุณมีข้อความเกิน 20% ของภาพ”

ไปดูกันต่อดีกว่าว่าพอเลือกรูปเพิ่มจะเป็นอย่างไรต่อไป….

3. เราก็เลือกรูปอีกรูปใส่เข้าไป หน้าจอก็จะบอกว่า เราจะแบ่งงบโฆษณาที่คุณลงออกเป็น 2 ส่วนนะ สำหรับรูปภาพทั้ง 2 ที่คุณเลือกมา (ตามรูป)

4. หน้าตัวเลขงบประมาณ จะมีให้เลือก งบประมาณต่อวัน (Daily budget) หรือ งบตลอดระยะเวลาที่ลงโฆษณา (Lifetime budget) เลือกเลยค่ะว่าจะใช้แบบไหน และปรับเพิ่ม/ลดตัวเลขตามที่คุณต้องการ และคุณจะเห็นว่าตัวเลขงบประมาณที่ใส่ไปจะถูกแบ่งระหว่างภาพที่ 1 และภาพที่ 2

ประเด็นคือ สมมติแต่ก่อนคุณจะลงโฆษณา 7 วัน เลือกใช้ภาพ 1 ภาพคุณใส่งบ 7 เหรียญได้คือระบบกำหนดขั้นต่ำวันละ 1 เหรียญ แต่พอคุณใช้ภาพ 2 ภาพคุณใส่งบเท่าเดิมคือ 7 เหรียญไม่ได้นะคะ เพราะเฉลี่ยงบแต่ละภาพต่อวันห้ามต่ำกว่า 1 เหรียญ เท่ากับว่าคุณต้องเพิ่มงบประมาณเข้าไปให้ตัวเลขเฉลี่ยต่อวันสำหรับ 2 ภาพไม่ต่ำกว่าวันละ 1 เหรียญ เพราะฉะนั้นตัวเลขต่ำสุดที่คุณจะใส่ได้คือ 14 เหรียญ ( 2 ภาพ x 7 วัน)

นั่น!!! ต้องเพิ่มงบ !!

ถ้าไม่ต้องการเพิ่มงบ กดลูกศรย้อนกลับไปเอาภาพที่เลือกเพิ่มออกได้ค่ะ ไม่ต้องตกใจ

เพราะฉะนั้นดูดีๆ ค่อยๆ อ่านและทำไปทีละขั้นตอน แต่ถ้าคุณต้องการเพิ่มสีสันกลัวลูกค้าเบื่อหากเห็นภาพโฆษณาภาพเดียว อันนี้ก็ถือเป็นทางเลือกที่ดี

สุดท้าย จัดสรรงบประมาณสำหรับสื่อโซเชี่ยลให้ดีนะคะ และที่สำคัญคือวิเคราะห์สัดส่วนของลูกค้าแต่ละตลาดก่อนเพื่อที่จะได้จัดงบประมาณให้เหมาะสมสำหรับแต่ละตลาดค่ะ

อย่าปล่อยให้ทีมโพสโซเชียล !!!

⛔️โรงแรมคุณมีนโยบายกำกับการใช้งานโซเชียลของพนักงานหรือเปล่า?

⛔️คุณเคยสังเกตการโพสข้อความของโรงแรมแต่ละแบบหรือไม่ ว่าเขาโพสข้อความอย่างไร แบบเชนโรงแรมใหญ่ แบบระดับหรู แบบบูติกโฮเต็ลมีระดับ แบบบูติกโฮเต็ลขนาดเล็ก โฮสเทล?

⛔️คุณรู้สึกอย่างไรเวลาพนักงานมาทำงาน และเช็คอินที่โรงแรม หรือโพสลงโซเชียลว่าวันนี้งานหนัก สันนี้เจอหัวหน้าจัด วันนี้เจอลูกค้าวีน พร้อมกับเช็คอินสถานที่ที่โรงแรมและเปิดเป็นสถานะข้อความเป็นสาธารณะ

⛔️คุณรู้สึกอย่างไรเวลาทีมที่ดูแลเรื่องโซเชียลขึ้นข้อความแต่สะกดผิด เขียนภาษาอังกฤษแบบไม่ถูกต้อง หรือถึงขั้นสะกดผิดจนผิดความหมาย ทำให้การสื่อสารจากบวกเป็นลบ หรือใช้รูปภาพที่ไม่เหมาะสม?

สิ่งเหล่านี้คือความจำเป็นที่ทุกโรงแรมควรมีนโยบายการใช้สื่อโซเชียลทั้งในส่วนการขายและการตลาด และในส่วนของการใช้งานของพนักงาน เพื่อไม่ให้กระทบกับภาพลักษณ์ของโรงแรม ไม่ว่าจะเป็นโรงแรมที่พักในแบบไหน

คำแนะนำ

  • การกำหนดนโยบายให้ทำเช่นเดียวกับการเขียนมาตรฐานฐานการทำงาน หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ SOP (Standard Operating Procedure)
  • กำหนดผู้มีหน้าที่ใช้งาน และขอบเขตการใช้งานให้ชัดเจน
  • เขียนวิธีหรือข้อกำหนดให้ชัดเจน รวมทั้งยกตัวอย่างให้เห็น หรือกำหนดคำที่ห้ามใช้ ก็สามารถทำได้เช่นกัน
  • สำหรับการใช้งานของพนักงาน ไม่ควรให้มีการเข็คอินในสถานที่ทำงาน หรือถ่ายเซลฟี่ตามห้องพัก หรือสถานที่ต่างๆในโรงแรม
  • กำหนดบทลงโทษที่ชัดเจน

บางโรงแรม ไม่มีการกำหนดสิ่งเหล่านี้ ดังนั้นเราจึงเห็นภาพและข้อความที่ไม่เหมาะสมของบางโรงแรม มีตั้งแต่ถ่ายรูปติดถังบำบัดมาโชว์ แต่ใช้ข้อความประกอบว่า “ยินดีต้อนรับผู้รักธรรมชาติ” หรือใช้รูปคนนั่งพักผ่อน แต่มีข้อความ Let’s take a raise แทนที่จะเป็น Let’s take a rest หรือ Let’s take some rest เป็นต้น อันนี้ยังไม่รวมถึงการใช้คำ “คะ” หรือ “ค่ะ” อย่างไม่ถูกต้องอย่างแรงที่เราพบเห็นโดยทั่วไปแบบไม่น่าให้อภัยนะคะ

สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับทีมการตลาดหรือผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบเรื่องการสื่อสารการตลาดและสื่อโซเชี่ยลคือ การทำความเข้าใจคอนเซ็ปต์ของโรงแรม และการตระหนักในหน้าที่ว่า เรากำลังขึ้นข้อความ “ในนามของโรงแรม” ไม่ใช่ เล่นส่วนตัว ดังนั้นความรอบคอบจึงต้องเพิ่มมากขึ้น และคำว่า “รู้เท่าไม่ถึงการ์ณ” ไม่ควรนำมาใช้ อย่าลืมว่า ทุกโพส สามารถทำเป็นร่าง (draft) ก่อนได้ ตรวจทานให้ดีก่อนขึ้นข้อความ ยิ่งทำล่วงหน้ามากเท่าไหร่ ก็มีเวลาตรวจทานมากขึ้น

อย่าปล่อยให้พนักงานโพสโดยไม่มีการกำกับ เพราะความรวดเร็วของสื่อโซเชียลในบางครั้งอาจแก้ไขไม่ทันและสร้างความเสียหายให้คุณ

ร้านอาหาร ขาดคน ขาดแรง

แรงงานภาคบริการ ขาดแคลน ขาดคน หรือขาดคุณภาพ

อ่านบทความสรุปสถานการ์ณการขาดแคลนแรงงานในอุตสาหกรรมด้านอาหาร โดยเฉพาะร้านอาหารไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารในโรงแรมหรือร้านอาหารทั่วไปในประเทศเยอรมัน ถึงขั้นอยู่ในหัวข้อการพูดคุยบนเวทีงานเจรจาด้านการค้าในธุรกิจท่องเที่ยวยักษ์ใหญ่ประจำปี ITB Berlin ที่จัดที่กรุงเบอร์ลินทุกต้นเดือนมีนาคมของทุกปี

ประธานสมาคมการโรงแรมและร้านอาหารของประเทศเยอรมัน Guido Zoellick พูดถึงจำนวนแรงงานในธุรกิจโรงแรมและร้านอาหารของเยอรมันในปัจจุบันมีมากถึง 2.2 ล้านคน เพิ่มขึ้นกว่า 300,000 คนในรอบ 10 ปี ทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนแรงงาน โดยเขามองว่า

  • ธุรกิจด้านอาหารและโรงแรมเป็นอุตสาหกรรมที่เรียกว่า Labor Intensive หรือ ใช้แรงงานมาก อันนี้ก็แน่นอนเพราะเราให้บริการแก่ลูกค้า
  • โครงสร้างประชากรของประเทศที่เปลี่ยนไป ประชากรสูงวัยมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น ประชากรในวัยทำงานลดน้อยลง ทำให้ขาดแคลนแรงงานป้อนเข้าสู่ตลาด
  • ระยะเวลาในการสรรหาบุคคลากรใช้เวลานานขึ้น

ดูเผินๆอาจดูเหมือนเป็นปัญหาเฉพาะพื้นที่ เป็นข้อมูลพื้นๆทั่วไป แต่จริงๆคงไม่ใช่ เพราะถ้าย้อนกลับมาดูที่บ้านเรา เราก็ได้ยินคนพูดว่าเราขาดแคลนแรงงานในอุตสาหกรรมการให้บริการมาหลายปีแล้ว จนปัจจุบันก็ยังพูดอยู่ และมีปัญหาเรื่องโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนมากขึ้น จนทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านเราในปัจจุบัน (หากตั้งข้อสังเกต) จะเห็นว่า

  • สถานศึกษาด้านการท่องเที่ยวและโรงแรมมีจำนวนมากขึ้น
  • หลักสูตรเน้นภาคปฏิบัติมากขึ้นตั้งแต่ปีแรกๆของการศึกษา
  • คุณภาพของแรงงานที่เข้าสู่ตลาด ?ข้อนี้มีหลายปัจจัย

ความจริง เด็กทุกคนมีศักยภาพ แต่ด้วยรูปแบบการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่แตกต่างออกไปมาก ความต้องการที่จะเป็นเจ้าของกิจการเป็นนายตัวเองมีสูง ทำให้ระยะเวลาในการทำงานของแต่ละแห่งเพื่อให้เกิดความชำนาญและมีประสบการ์ณจึงสั้น หรือเปลี่ยนงานบ่อย ถ้าใครอยู่ในขั้นตอนการสรรหาพนักงาน เราจะเห็นในใบประวัติการทำงานของคนรุ่นใหม่ว่าเปลี่ยนงานบ่อย ตำแหน่งก้าวกระโดดรวดเร็ว และเมื่อเข้ามาทำงานจริง เราก็จะเห็นว่าบางคนความสามารถและศักยภาพอาจจะลดขั้นจากตำแหน่งที่ทำอยู่ในปัจจุบันไป 1-2 ขั้นเลยทีเดียว เช่นสมัครตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปแต่ไม่สามารถทำงบประมาณประจำปีได้ อ่านและวิเคราะห์รายงานด้านการเงินไม่ได้

ประสบการณ์ส่วนตัวมีถึงขึ้น แอบอ้างชื่อไปเป็นบุคคลอ้างอิง (Reference) โดยไม่ได้รับอนุญาตและบริษัทสรรหาคน (Head Hunter)โทรมาสอบถามประวัติการทำงาน เราก็ต้องให้ข้อมูลไปตามข้อเท็จจริง เช่น บริษัทต้องการผู้จัดการทั่วไป แต่คนที่สมัครขาดความรู้ความสามารถในการใช้งานโปรแกรม Excel ในการคำนวณ เราก็ต้องให้ข้อมูลไปว่า ผู้สมัครดูแลลูกค้าดี แก้ไขปัญหาได้ แต่ถ้าต้องการจะใช้งานในเรื่องการเงิน การวางแผนที่ต้องมีการคิดคำนวณอาจจะด้อยลงไปและไม่เหมาะกับความต้องการ

และถึงแม้จำนวนผู้จบการศึกษามีปริมาณเพิ่มขึ้นต่อปี จากการเพิ่มขึ้นของสถาบันการศึกษา แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ ดังนั้น โรงแรมและร้านอาหารจึงประสบปัญหาในการหาทีมงานอย่างมากในปัจจุบัน ถึงแม้จะมีเทคโนโลยี แอพลิเคชั่นมากมายที่ให้ผู้ว่าจ้างและผู้หางานมาเจอกันช่วยอำนวยความสะดวก แต่อัตราการเปลี่ยนงานก็ยังสูง คือ เข้าและออกอย่างรวดเร็วโดยไม่บอกกล่าว หรือบอกกล่าวระยะสั้นมาก เช่น บอกเช้า ไปบ่าย หรือไปเลย กรณีแบบนี้ ถ้าเป็น 7-8 ปีที่แล้วเราจะไม่ได้เห็นมากนัก และไม่เห็นในตำแหน่งระดับผู้จัดการ แต่ปัจจุบันพนักงานในระดับผู้จัดการ ก็ทำให้เห็นในหลายแห่งเช่นกัน

แล้วเราจะทำอย่างไรกันดี?

  • ปรับขั้นตอนและรูปแบบการสัมภาษณ์ ไม่ใช่มีแต่การพูดคุยแต่ให้ทดลองทำ เช่น เสริฟ ต้องลองเสริฟ ลองจัดโต๊ะ ดูท่าทาง หรือ บาร์ ต้องให้ลองชงเครื่องดื่ม และไม่ใช่ดูแต่รสชาติและการนำเสนอ. ตาควรดูวิธีการใช้เครื่องมือ อุปกรณ์ต่างๆด้วย
  • ปรับระยะทดลองงานที่มีเงื่อนไขตัวชี้วัดที่ชัดเจน เช่น พ่อครัว ทำอาหารแล้ว ก็ต้องรู้ว่าการคำนวณต้นทุนอาหารคิดอย่างไร รักความสะอาดขนาดไหน
  • หลักเกณฑ์การให้รางวัลและลงโทษ การปรับเลื่อนขั้นมีความชัดเจน เพราะคนรุ่นใหม่ต้องการความชัดเจน
  • สำหรับบุคคลอ้างอิง หากมีการทำ Reference Check ก็ควรให้ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง เพราะการให้ข้อมูลที่ตรงไปตรงมา จะช่วยลดการไปสร้างภาระกับกิจการของคนอื่น
  • สถาบันการศึกษา ถึงแม้จะเน้นภาคปฎิบัติมากขึ้น แต่ก็อยากให้เสริมในเรื่องการเชิญพนักงานที่ทำงานในตำแหน่งต่างๆจริงๆ ไปบรรยายให้นักศึกษาได้ความรู้และเห็นภาพโลกแห่งความเป็นจริงมากขึ้น ไม่ใช่ให้นักพูดที่ไม่เคยทำงานจริงไปพูด เพียงเพราะพูดเก่ง
  • โรงแรมและร้านอาหารที่รับนักศึกษาฝึกงาน ต้องปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ในการฝึกงาน ไม่ใช่พอเป็นเด็กฝึกงานก็ใช้งานสารพัดจับฉ่าย แบบนี้เด็กจะไม่ได้ความรู้อะไร และเบื่อหน่ายกับการฝึกงาน

ถ้าทุกฝ่ายร่วมมือกันทำงานอย่างตรงไปตรงมา ปัญหาอาจจะทุเลาลงบ้าง เราก็จะมีแรงงานที่มีคุณภาพเข้าในตลาดมากขึ้น

อย่าลืมว่า เราเข้าสู่ระยะที่มีประชากรสูงวัยมากขึ้น วัยทำงานและวัยศึกษาลดลงเมื่อเทียบกับผู้สูงวัย ดังนั้น ถึงแม้สถาบันการศึกษาจะเพิ่มขึ้น แต่ปริมาณที่จะเข้าสู่ตลาด และออกมาอย่างมีคุณภาพก็ยังอยู่ในทิศทางที่ลดลง นั่นแปลว่า ระยะเวลาในการสรรหาพนักงานในบ้านเราก็จะยากลำบากและใช้เวลานานขึ้นอย่างแน่นอน

เราต้องช่วยกันอย่างจริงจังมากขึ้นจริงๆค่ะ