|

รอบสอง โรงแรมต้องตั้งหลักให้ดี

รอบสอง….โรงแรมต้องตั้งหลักให้ดี

สถานการ์ณบนความไม่แน่นอนยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ยิ่งการสื่อสารมีความรวดเร็วมากขึ้นเท่าไหร่ ความผิดพลาดในการสื่อสารที่ทำให้เกิดการเข้าใจผิดก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น

จากข่าวคราวความเคลื่อนไหวเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีหลายเรื่องที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจท่องเที่ยวในบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง

  • มาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ทั้งที่เป็นการยืดอายุแคมเปญ “เราเที่ยวด้วยกัน” การออกแคมเปญใหม่ “คนละครึ่ง”
  • มาตรการลดหย่อนภาษีที่รวมเรื่องการท่องเที่ยวเข้าไปด้วยในงบคนละ 30,000 บาท
  • การเตรียมเปิดให้นักท่องเที่ยวกลุ่มแรกจากเมืองจีนเข้ามาในบ้านเรา และในที่สุดก็เลื่อนเป็นหลังจบเทศกาลกินเจ
  • การให้สัมภาษณ์ของกลุ่มไมเนอร์ในส่วนของธุรกิจโรงแรมที่ออกมาส่งสัญญาณว่าจะมีโรงแรมที่ต้องปิดตัว การลดจำนวนพนักงาน การปลดพนักงานในธุรกิจโรงแรมเพิ่มอีก รวมทั้งให้ความเห็นเรื่องการเปิดประเทศเพื่อให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาได้
  • การให้สัมภาษณ์ของประธานบริหารอะโกด้า ถึงบทเรียนที่ได้รับจากโควิด และสิ่งที่ต้องปรับตัวต่อไป บนสถานการณ์ความไม่แน่นอนที่ยังคงมีอยู่
  • บทความจากบริษัทวิจัยในต่างประเทศที่เตือนให้ธุรกิจท่องเที่ยวมองหารูปแบบการทำธุรกิจ (Business Model) ใหม่

เมื่อสถานการณ์ยังคงไม่มีความแน่นอน ….โรงแรมควรเตรียมพร้อมอย่างไร

1. สถานการณ์ที่แท้จริงของธุรกิจเป็นอย่างไร

บางแห่งเริ่มเปิดให้บริการมาได้ 1-2 เดือน เริ่มเห็นภาพ เห็นปริมาณลูกค้าในแต่ละช่วงเวลา ทั้งวันธรรมดาและวันหยุดว่าเป็นอย่างไร เฉลี่ยแล้วมีปริมาณลูกค้าประมาณไหน แต่บางโรงแรมที่เป็นรีสอร์ทขนาดใหญ่ มีหลายแห่งภายใต้บริษัทเดียวกัน อาจยังคงแบกภาระค่าใช้จ่ายของทีมงาน 200-300 คน หรือมากกว่านั้น ซึ่งเป็นตัวเลขต่อเดือนหลักล้านอยู่ก็ยังมี ดังนั้นไม่ว่าคุณจะทำโรงแรมที่พักขนาดเล็ก ขนาดกลาง หรือขนาดใหญ่ การอยู่กับข้อเท็จจริง ตัวเลขที่เกิดขึ้นจริงเป็นสิ่งสำคัญ

หลายคนอาจเคยได้ยิน และได้เคยทดลองทำ Breakeven Analysis ไปแล้วที่ผ่านมา และก็พบว่าตัวเลขยังคงติดลบอยู่ทุกเดือน ยังมองหาหนทางที่จะทำให้ไปถึงจุดที่รายรับเท่ากับรายจ่ายไม่เห็น ดังนั้น สิ่งที่ควรทบทวนใหม่คือการประมาณการรายได้ตามกำลังที่เราจะสามารถทำได้ให้ใกล้เคียงกับข้อเท็จจริงมากที่สุดก่อน เช่น เรามีทีมงานกี่คน เรามีงบทำการตลาดและการขายต่อเดือนอยู่ที่เท่าไหร่ และผลการทำการตลาดที่ผ่านมาคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ที่ได้ผล และใช้เวลานานเท่าไหร่กว่าการตลาดที่ลงไปจะเห็นผล สิ่งเหล่านี้ควรนำมาประมวลผลใหม่ทั้งหมด ทั้งฝั่งรายได้ และรายจ่าย

2. พฤติกรรมของลูกค้าเป็นอย่างไร

สถานการณ์ของลูกค้าก็ไม่ต่างจากภาคธุรกิจมากนัก คือ ยังอยู่บนความไม่แน่นอน ถึงแม้บางภาคธุรกิจจะมีการเติบโตที่ชัดเจน แต่บางภาคธุรกิจอย่างเช่นท่องเที่ยวก็ยังคงมีทิศทางที่ไม่แจ่มใส….นี่คือข้อเท็จจริง

นั่นแปลว่ากำลังซื้อของลูกค้าที่ยังมีงานประจำทำที่มั่นคง ก็พร้อมที่จะไปต่อ แต่จะไปต่อในแบบที่ “เพิ่มความระมัดระวังในการใช้จ่าย” มากขึ้น เพราะไม่ทราบว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร ดังนั้นภาคท่องเที่ยว ซึ่งถือว่าเป็นสินค้า/บริการที่ไม่จำเป็น จึงสามารถเลื่อน หรือยืดเวลาออกไปได้ หากมีความจำเป็นในการใช้จ่ายอื่นๆเข้ามา นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับกลุ่มลูกค้าที่ยังมีข้อจำกัดทางด้านการเงิน หมายถึงมีภาระค่าใช้จ่ายต่อเดือนที่มีสัดส่วนที่สูงเมื่อเทียบกับรายรับในแต่ละเดือน

ส่วนกลุ่มที่มีอิสระทางการเงินมาก ก็คงแน่นอนว่าคงไม่ได้รับผลกระทบมากเหมือนกลุ่มที่ผ่านมา แต่ก็จะวางแผนการลงทุน การใช้จ่ายอย่างมีจังหวะมากขึ้น

เมื่อการใช้จ่ายมีข้อจำกัดมากขึ้น แปลว่า ต่อให้มีวันหยุดยาวเพิ่มมากขึ้น การใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยวสำหรับกลุ่มที่มีข้อจำกัดทางการเงินอาจไม่เป็นผล ไม่สามารถกระตุ้นได้อีก เนื่องจากเพิ่งใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยวไปเมื่อวันหยุดต่อเนื่องที่ผ่านมาครั้งก่อน กลุ่มนี้จึงอาจเลือกที่จะข้ามวันหยุดที่กำลังจะมา เพื่อเก็บเงินไว้สำหรับเทศกาลในช่วงปลายปีอย่างคริสมาสต์หรือปีใหม่ ก็เป็นไปได้

พฤติกรรมลูกค้าในช่วงไตรมาสสุดท้าย จึงอยู่ในรูปแบบที่ว่า “ต้องเลือก” คือ จะไปตอนนี้ หรือจะเก็บไว้เที่ยวปลายปีช่วงเทศกาล

3. มาตรการกระตุ้นค่าใช้จ่าย ช่วยได้จริงหรือเปล่า

ปัจจัยที่จะทำให้คนเกิดการใช้จ่ายนั้นมีหลายประการ ขึ้นอยู่กับจังหวะและช่วงเวลา และสิ่งที่เขาจะได้รับหากมีการใช้จ่ายเกิดขึ้นจริง

มาตรการที่ผ่านมาอย่างเช่น “เราเที่ยวด้วยกัน” ที่มีการใช้จ่ายจริงเรียกว่าต่ำกว่าที่ผู้ออกนโยบายคาดการ์ณหรือตั้งเป้าหมายไว้มากทีเดียว ยิ่งถ้าเป็นในส่วนของสายการบิน ยิ่งต่ำมากไปกว่าส่วนของโรงแรมที่พักหลายเท่า ดังนั้น การที่ประกาศต่อเวลาแคมเปญนี้ออกไปจากที่สิ้นสุดเดือนตุลาคมนั้น อาจไม่ได้ช่วยให้เกิดการใช้เพิ่มมากขึ้นมากนัก หากประเมินจากสิ่งที่เกิดขึ้นที่ผ่านมา…..จริงๆแล้วควรกลับไปไล่ Customer Journey ใหม่เพื่อทำให้ทุกอย่างมันราบรื่น ใช้งานง่ายมากขึ้นทั้งฝั่งโรงแรม และลูกค้า และนำกลับมาประชาสัมพันธ์ นำมาสื่อสารทางการตลาดใหม่ น่าจะเป็นสิ่งที่ควรเร่งมือมากขึ้น

มาตรการอื่น ๆ ที่ออกมาหากดูในคอนเซ็ปต์เบื้องต้น ดูจากชื่อ “คนละครึ่ง” ก็ดูเหมือนจะน่าสนใจ แต่ขั้นตอนต่างๆ ตั้งแต่การประชาสัมพันธ์ การทำให้การใช้งานง่ายขึ้นทั้งฝั่งร้านค้าและฝั่งผู้บริโภค ก็ดูเหมือนจะยังไม่ค่อยชัดเจน ประชาสัมพันธ์ยังอ่อน

การลดหย่อนภาษีบนค่าใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยว หนังสือ และอื่น ๆ รวม 30,000 บาทนั้น อย่างที่เราได้เห็นในรายงานข่าวสรุปมาตรการนี้จะเห็นว่าตัวเลขที่จะได้ไปลดหย่อนนั้น คงจะสร้างแรงกระตุ้นได้ยากพอสมควร

โดยภาพรวมในส่วนมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายนั้น ยังไม่ถือว่าเป็นปัจจัยกระตุ้น “แรง” ที่จะทำให้เกิดแรงกระเพื่อมที่เป็น “บวก” มากนัก

จาก 3 ประเด็นข้างต้น จะเห็นได้ว่าธุรกิจโรงแรมที่พักยังคงอยู่ในสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง หรือถึงขั้นวิกฤติต่อไปจนกว่าจะมีวัคซีนโควิด-19 ออกมาใช้ หรือการเดินทางระหว่างประเทศสามารถทำได้มากขึ้นและมีความปลอดภัยขึ้น ซึ่งคงเป็นไตรมาสที่ 2 ของปีหน้า ดังนั้นสิ่งที่โรงแรมโดยเฉพาะที่พักขนาดเล็กควรทำ คือ

  • การประมาณและประเมินทุกอย่างบนข้อเท็จจริงและบนความเป็นจริงให้มากที่สุด
  • การทำตัวเลขต่าง ๆ ควรแบ่งระยะเวลาออกเป็นช่วง ๆ และเป็นระยะสั้นมากขึ้น
  • ลดค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะการพึ่งพาออนไลน์เอเย่นต์ให้มากที่สุด
  • กำหนดกลุ่มลูกค้าเป้าหมายให้ชัดมากขึ้น เพื่อที่จะจัดสรรงบประมาณการตลาดและการขายไปลงที่กลุ่มนั้นได้อย่างเต็มที่ (กรุณาอย่าสาดงบประมาณบนเป้าหมายว่าใครก็ได้ขอให้มาพัก)
  • การคุยกับทีมงานอย่างจริงใจ ตรงไปตรงมา “ถ้าโรงแรมไปรอด เราก็ได้ช่วยกันต่อ” เพราะฉะนั้นอะไรที่ทำได้ก็ช่วยกันคนละไม้คนละมือ กำหนดเป้าหมายร่วมกันทั้งทีมงานและเจ้าของ จะได้ “สู้ไปด้วยกัน” ในทิศทางเดียวกัน

Similar Posts

  • |

    โรงแรมควรรู้ สร้างทีมหน้าฟร้อนท์ให้แกร่ง

    จุดเริ่มต้นการให้บริการของทุกโรงแรมเมื่อลูกค้าเดินทางมาเช็คอิน แน่นอนว่าทีมหน้าบ้าน หรือทีมฟร้อนท์ออฟฟิศที่ไม่ว่าโครงสร้างทีมงานของโรงแรมคุณจะแบ่งอย่างไร แต่พนักงานทุกคนที่อยู่ในทีมนี้เป็นทีมที่มีโอกาสแรกที่จะสร้างความประทับใจ หรือสร้างความไม่ประทับใจให้ลูกค้านับตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินทางมาถึง แล้วทำไมหลายโรงแรมจึงไม่ค่อยให้ความสำคัญในขั้นตอนการทำงาน การเตรียมงานให้แน่นๆ แต่มักจะไปเน้นตรงปลายทาง เช่น จะใช้อะไรเสริฟเป็นเวลคัมดริ๊งค์ดี จะเสริฟแบบไหนดี จะใช้คำทักทายลูกค้าอย่างไรดี บทความนี้ รวมข้อคิดในการทำงาน การสร้างทีมหน้าบ้านให้แข็งแกร่งที่โพสในหน้าเฟสบุ๊ก thethinkwise มาตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมารวม 3 ตอน ซึ่งเราได้รวบรวมมานำเสนออีกครั้งในบทความเดียว เพื่อสะดวกสำหรับทุกท่านในการอ่านให้ครบจบในคลิกเดียว ….อ่านแล้วมีประโยชน์ โปรดแบ่งปันให้เพื่อน ๆ เจ้าของโรงแรม หรือเพื่อนๆที่ทำงานหน้าฟร้อนท์ด้วยกันได้เลยนะคะ เรื่องที่ 1 – คุณต้อนรับลูกค้าเก่าที่เคยเข้าพักอย่างไร เวลามีลูกค้าเก่าเข้าพัก คุณกำหนดให้ทีมสื่อสารโดยใช้คำพูดแบบไหน?ส่วนตัวได้ประสบการณ์ในระดับห้าดาวมาแล้วทั้งห้าดาวแบบบวก และห้าดาวแบบไม่ขอกลับไปอีก แบบที่ 1 – สวัสดีค่ะยินดีต้อนรับคุณ….อีกครั้งนะคะ ครั้งนี้เราเตรียมห้อง….สำหรับคุณ…..พร้อมอาหารเช้าตามเวลาที่แจ้งไว้ในระบบเหมือนทุกครั้งนะคะ และแน่นอนว่าเรากำชับทีมแม่บ้านเรียบร้อยว่างดฉีดน้ำยาปรับอากาศ หรือน้ำยาไล่ยุงที่มีกลิ่นรุนแรงตามที่ลูกค้าได้กรุณาให้คำแนะนำไว้เมื่อเข้าพักครั้งก่อนค่ะ…..วันนี้มีสัมภาระกี่ชิ้นคะ เดี๋ยวทีมงานจะเดินไปส่งลูกค้าพร้อมกับกระเป๋าค่ะ…..ไม่ทราบลูกค้าสะดวกให้ดิฉันเข้าห้องพักเพื่อแนะนำสิ่งอำนวยความสะดวกที่โรงแรมเราเพิ่มเติมในห้องพักหรือเปล่าคะ… แบบที่ 2 – สวัสดีค่ะ วันนี้ที่จองมา 2 ท่าน ห้อง….ไม่มีอาหารเช้านะคะ ถ้าจะรับประทานราคาท่านละ….บาท บวก บวก นะคะ ….เชิญทางนี้ค่ะ ไม่ทราบว่ายังพอจะจำสิ่งของเครื่องใช้ในห้องได้มั้ยคะ…

  • |

    วีคเดย์ วีคเอนด์ โรงแรมจะตั้งราคาอย่างไร

    โรงแรมจะตั้งราคาวันธรรมดาและวันหยุดอย่างไรให้ขายได้เพิ่มขึ้น

  • Last Minute…ผ่านไป 15 วัน จะทำยังไงต่อดี

    เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ประเดี๋ยวเดียวก็จะสิ้นเดือนอีกแล้ว แต่ทำไม…. + ยอดจองห้องพักถึงได้ขยับตัวช้าจังเลย + ทำไมไม่มีบุ๊กกิ้งเข้ามาเลย + ลูกค้าหายไปไหนกันหมด แล้วจะทำอย่างไรกันดี??? ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจธรรมชาติของ Last Minute Booking หรือการจองห้องพักนาทีสุดท้าย กันก่อนว่าเป็นอย่างไร? เรื่องนี้เป็นประเด็นที่โยงกับพฤติกรรมของลูกค้าที่มีหลากหลาย ขึ้นอยู่กับสถานการ์ณ ความชอบ นิสัยส่วนตัว และสภาพอากาศที่เป็นปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้  กล่าวคือ ลูกค้าบางคนมักไม่ชอบการวางแผนการเดินทางล่วงหน้า โดยเฉพาะถ้าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่อยู่ใกล้กรุงเทพในระยะขับรถไม่เกิน 3 ชั่วโมงก็ถึง อาจจะมีกรณีที่มีการจองห้องพักนาทีสุดท้ายก็เป็นได้ หรือบางครั้งมีความจำเป็นจริงๆ มีเหตุฉุกเฉินต้องไปในพื้นที่นั้น หรือมีการจองห้องพักให้เพื่อนหรือญาติที่บอกมากระทันหัน เป็นต้น นอกจากนี้ประเด็นในเรื่องสถานที่ตั้ง หรือทำเลที่ตั้งของโรงแรมที่พัก ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้เกิดโอกาสที่จะมีการจองห้องพักนาทีสุดท้ายเช่นกัน  เช่น หากโรงแรมที่พักของคุณตั้งอยู่ติดถนน ใจกลางเมือง การเดินทางสะดวก โอกาสที่จะมีการจองห้องพักในนาทีสุดท้ายก็ย่อมมีมากกว่า ที่พักที่ตั้งอยู่บนเกาะ ที่ต้องอาศัยการเดินทางหลายทอดกว่าจะเดินทางไปถึง และยังขึ้นกับตารางการเดินเรือ เพราะฉนั้นโอกาสที่จะเกิดการจองนาทีสุดท้าย ประเภทจองเช้า เข้าพักเย็น ย่อมเกิดได้ยากกว่า คราวนี้ย้อนกลับมาดูทางฝั่งโรงแรม คุณในฐานะผู้บริหารจัดการ หรือเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องการจองห้องพัก เคยเก็บสถิติบ้างหรือไม่ว่า มียอดการจองประเภทนาทีสุดท้ายนี้มากน้อยอย่างไร คิดเป็นเปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับยอดจากจองห้องพักรวมในแต่ละเดือนเป็นเท่าไหร่ มีใครมียอดจองประเภทนี้เกิน 5% บ้าง?…

  • |

    วัคซีน การท่องเที่ยว…และโรงแรม

    เมื่อวัคซีนเป็นปัจจัยหลักในการฟื้นตัวของการท่องเที่ยว โรงแรมจะเตรียมตัวอย่างไรเพื่อไปต่อ

  • |

    โรงแรมกับ ปัญหาโครงสร้าง ?

    โรงแรมกับ ปัญหาโครงสร้าง ปัญหาโครงสร้าง โรงแรม ไม่ใช่เรื่องปัญหาโครงสร้างการก่อสร้างโรงแรมแต่อย่างใด แต่เป็นปัญหาโครงสร้างที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจในภาพรวม และเป็นอุปสรรคที่สำคัญที่จะทำให้การขับเคลื่อนธุรกิจเป็นไปได้อย่างลำบาก และที่สำคัญ การแก้ไขปัญหาที่ไม่ถูกจุดมีแต่จะทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง . สัปดาห์ที่ผ่านมาหากใครได้ฟังการแถลงข่าวของธนาคารแห่งประเทศไทยและการตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องอัตราดอกเบี้ย ก็อาจจะได้ยินคำว่าปัญหาโครงสร้างบ้างไม่มากก็น้อย ….ในภาพเศรษฐกิจของประเทศไทยในปัจจุบันที่มีแรงกดดันและคำถามมากมายว่าในเมื่ออัตราเงินเฟ้อติดลบมาต่อเนื่อง 3 เดือน ทำไมจึงไม่มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นระบบเศรษฐกิจเกิดขึ้น เราควรมาทำความเข้าใจกันก่อนว่าเวลามีการแถลงตัวเลขปรับเพิ่มขึ้นหรือลดลงของอัตราดอกเบี้ยนั้น หมายถึง อัตราดอกเบี้ยนโยบาย ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยใช้กำกับ ส่งสัญญาณต่อธนาคารพาณิชย์ที่อัตราดอกเบี้ยนี้จะมีผลต่อการทำธุรกรรมระหว่างธนาคารพาณิชย์และธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งถึงแม้อาจจะดูเป็นเรื่องไกลตัวหากเป็นเรื่องนโยบาย แต่เมื่อต้นทุนในการกู้ยืมของธนาคารพาณิชย์เพิ่มสูงขึ้น ในที่สุดก็จะส่งผลกระทบต่อภาคเอกชน ภาคครัวเรือนในที่สุด เพราะรายได้หลักของธนาคารพาณิชย์ฯ คือ รายได้ที่เกิดจากดอกเบี้ย และรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย ซึ่งได้แก่ค่าธรรมเนียมต่างๆนั่นเอง มาต่อกันว่าทำไมธนาคารแห่งประเทศไทยจึงไม่ลดอัตราดอกเบี้ยในภาพรวม เพราะการประกาศลดอัตราดอกเบี้ยจะไม่ใช่การแก้ไข ปัญหาโครงสร้าง นั่นเอง แล้วปัญหาโครงสร้างของประเทศไทย เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันในมุมมองของธนาคารแห่งประเทศไทยคืออะไร ? เราลองมาดูฝั่งที่มาของรายได้ของประเทศไทยในปัจจุบันว่ามาจากอะไรบ้าง …… การส่งออกและการท่องเที่ยว แล้วสถานะของทั้งสองอุตสาหกรรมเป็นอย่างไร …. ตัวเลขไม่เป็นไปตามที่ตั้งเป้าหมาย หรือตัวเลขลดลงต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านการส่งออก ที่เรามีระดับความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง จึงทำให้สินค้าของเราไม่สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นๆได้ ยังขาดสินค้าที่ตลาดโลกต้องการ เช่นสินค้าที่มีส่วนประกอบของการใช้เทคโนโลยี หรือมีกระบวนการที่ใช้เทคโนโลยีมาช่วยในการลดต้นทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และเพิ่มมูลค่าของสินค้า หรือด้านการท่องเที่ยว ถ้าเรายังยึดติดอยู่กับคำว่า “ยังไงต่างชาติก็มาประเทศไทย” เราอาจจะเจอกับปัญหาที่หนักขึ้น…

  • |

    Keywords vs. Search Terms

    โรงแรมควรรู้ Keywords vs. Search Terms แตกต่างกันอย่างไร

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.