มาเริ่มลดค่าใช้จ่ายคอมมิชชั่นและเพิ่มสัดส่วนการจองตรงให้กับโรงแรมของคุณกัน

 

โรงแรมที่พักปัจจุบันไม่ว่าขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ต่างเลือกใช้บริการของเอเย่นต์ออนไลน์ หรือ OTA (Online Travel Agent) กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากสามารถอำนวยความสะดวกในการเปิดช่องทางการขายบนโลกออนไลน์ด้วยความรวดเร็ว บนแพลตฟอร์มแบบง่ายๆ เพียงแค่ใส่รูป ใส่ข้อความ ใส่ราคาห้องพักประเภทต่าง ๆ เพียงเท่านี้ทุกโรงแรมก็สามารถเปิดรับจองห้องพักได้แล้ว ดังนั้นความนิยมของ OTA บนโลกออนไลน์ในหมู่ผู้ประกอบการจึงมีสูงมากอย่างต่อเนื่อง

 

อย่างไรก็ดี เมื่อใช้บริการไประยะหนึ่งผู้ประกอบการเริ่มตระหนักได้ว่าค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียให้กับ OTA ในแต่ละเดือนนั้น เมื่อสะสมไปเรื่อย ๆ คิดเป็นค่าใช้จ่ายมหาศาลเมื่อเทียบเป็นสัดส่วนต่อรายได้จากค่าห้องพัก ยิ่งโรงแรมไหนมีการกระจุกตัวของช่องทางการขายที่มุ่งแต่ OTA เป็นหลัก หรือเรียกได้ว่า “ขายห้องพักผ่าน OTA อย่างเดียว” ก็จะเห็นตัวเลขค่าคอมมิชชั่นที่จ่ายออกไปเป็นจำนวนมาก

ดังนั้น หากผู้ประกอบการยังปล่อยให้พอร์ตโฟลิโอของโรงแรมกระจุกตัวอยู่แต่กับ OTA ในสัดส่วนที่สูงต่อไป ย่อมส่งผลต่อผลประกอบการของโรงแรมอย่างแน่นอน การบริหารพอร์ตโฟลิโอที่กระจายความเสี่ยงจึงเป็นสิ่งจำเป็น และควรเร่งมือในการปรับพอร์ตของธุรกิจ

แล้วผู้ประกอบการควรเริ่มลงมืออย่างไรดี หากต้องการปรับพอร์ตโฟลิโอ?

และจะปรับพอร์ตอย่างไรให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืน ลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มยอดการจองห้องพักโดยตรงกับโรงแรม

 

ตามมาดูทีละขั้นตอนกันเลยดีกว่าค่ะ อย่าลืมหยิบกระดาษปากกามาลองบวกลบตัวเลขดูกัน

1. ทบทวนลักษณะพอร์ตฟอลิโอในปัจจุบันว่าเป็นอย่างไร โดยพิจารณาจากส่วนแบ่งการตลาดของแต่ละตลาด ได้แก่ การจองห้องพักโดยตรง การจองผ่านทราเวลเอเย่นต์ การจองผ่าน OTA เป็นต้น โดยควรมีตัวเลขทั้งจำนวนคืนที่ลูกค้าเข้าพัก (Room Night) ราคาห้องพักเฉลี่ย (Average Room Rate) แต่ละตลาด รวมทั้งต้นทุนและค่าใช้จ่ายของแต่ละช่องทางการตลาด

2. ตั้งเป้าหมายการลดสัดส่วนการจองห้องพักผ่าน OTA ให้เป็นรูปธรรม เช่น จากเดิมเคยมียอดจองห้องพักผ่าน OTA สูงถึง 90% ควรตั้งเป้าหมายในการลดยอดการพึ่งพา OTA อย่างเป็นขั้นเป็นตอน เช่น ภายใน 3-5 ปีจะลดสัดส่วนลงปีละ 10% หรือภายในปีที่ 5 สัดส่วนของ OTA จะอยู่ในระดับไม่เกิน 50% เป็นต้น

3. คำนวณค่าใช้จ่ายคอมมิชชั่นที่ต้องจ่ายให้แก่ OTA รายปี และเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายที่ประหยัดได้ในแต่ละปี กรณีที่ปรับลดสัดส่วนการพึ่งพา OTA ลง

4. ประมาณการค่าใช้จ่ายการลงทุนในการทำดิจิตอล มาร์เก็ตติ้งในด้านต่าง ๆ โดยใช้ค่าใช้จ่ายที่ประหยัดได้จากการปรับลดพอร์ตให้กระจุกตัวน้อยลงในตลาด OTA

5. สรรหาบริษัทผู้เชี่ยวชาญในการทำดิจิตอล มาร์เก็ตติ้งสำหรับธุรกิจโรงแรมโดยเฉพาะ เพื่อให้เสนอราคาบริการต่าง ๆ เช่น การทำ SEO/SEM, การทำ Google Adwords, การพัฒนาปรับปรุง website ให้มีลักษณะที่เอื้ออำนวยในการทำ SEO ให้ประสบความสำเร็จ และผู้ผลิตและเขียน content ที่จะใช้ทำ Content Marketing ไปจนถึงการเขียนเรื่องราวโรงแรมบน website

 

ข้อควรระวัง

    อะไรที่ทำเองได้ก็ทำเอง แต่อะไรที่ต้องใช้ความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ก็ควรขอคำปรึกษาคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
    การวางกลยุทธ์ในการทำดิจิตอล มาร์เก็ตติ้งเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ใช่ใช้แต่งบประมาณอย่างเดียว มิฉะนั้นจะกลายเป็นตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ
    ทำแผนระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว
    ควรวัดและประเมินผลกันอย่างสม่ำเสมอพร้อมตัวชี้วัดที่ชัดเจน

สุดท้าย ไม่มีอะไรเห็นผลชั่วข้ามคืน อย่าเอาตัวเราไปเทียบกับคนอื่นโดยที่เราไม่ได้รู้เรื่องราวข้างหลังภาพที่เห็น

อดทน ตั้งใจ ทำเต็มที่ต่อไป

โชคดีทุกท่านค่ะ

โรงแรมกับการออกแบบการให้บริการ

#ออกแบบการให้บริการ

เริ่มต้นปีด้วยเรื่องที่ตอกย้ำกันมาตลอดตลอด…ว่าด้วยการออกแบบการให้บริการ ซึ่งมักจะเป็นปัญหาในระยะยาวหลังการถูกใช้งานมาสักพักและส่งประสบการณ์ที่ไม่ดี ไม่ราบรื่นให้ลูกค้า

ดังนั้น สำหรับใครที่กำลังเริ่มต้น กำลังพัฒนาแบบจึงควรวางแผน เจรจากับผู้ออกแบบให้ดีว่าคุณต้องการอะไร ผู้ออกแบบก็ควรช่วยใช้วิชาความรู้ที่มีมาปรับใช้เพื่อให้สิ่งที่คุณออกแบบไม่ใช่แค่สามารถใช้งานได้จริง แต่จะเป็นแรงส่งประสบการณ์ที่ดี ที่น่าประทับใจ ที่น่าจดจำในทางที่ดีต่อไป

คำแนะนำแบบง่ายที่สุดคือ สมมติตัวเองเป็นลูกค้าที่มาใช้พื้นที่ต่างๆว่าจะรู้สึกอย่างไร ไม่ใช่คิดว่าพื้นที่กว้างขวางเพียงพอหรือไม่ แต่ให้คิดถึงความรู้สึกที่จะได้รับหลังจากการประกอบร่างทั้งงานสถาปัตยกรรมและงานตกแต่งภายในเรียบร้อยแล้ว

ยกตัวอย่างห้องล๊อคเกอร์ตามฟิตเนสต่างๆ ยิ่งรองรับจำนวนลูกค้ามาก ก็จะยิ่งมีตู้เหล่านี้มากมายตั้งเรียงรายทั้งสองฝั่งของห้อง หรือตั้งเป็น สามแถวสี่แถวแบ่งพื้นที่ห้องตรงกลางก็มี ระยะการเปิดตู้ ความกว้างของบานเปิด กับช่องทางเดินที่อาจมีการใช้งานทั้งสองฝั่งที่จะเปิดมาชนกัน หรือในพื้นที่แต่งตัว ถ้าผู้ออกแบบยึดมั่นแต่ภาคทฤษฎี ไม่สนใจประสบการณ์การใช้งาน ก็อาจจะกำหนดตำแหน่งปลั๊กไฟ/เต้าเสียบตามตำแหน่งที่กำหนดตามมุมห้อง เสาต่างๆที่ระยะความสูงตามทฤษฎี ซึ่งแน่นอนว่าไม่เพียงพอต่อการใช้งานในช่วงเร่งด่วน หรือช่วงที่มีลูกค้าใช้งานมาก เช่น มีตู้ล๊อคเกอร์หลักมากกว่า 150 ตู้ แต่มีตำแหน่งให้เสียบปลั๊กให้บรรดาลูกค้าสุภาพสตรีใช้เสียบไดร์เป่าผมเพียง 6 จุด …อยากชวนให้นึกสภาพการใช้งานจริงว่าจะโกลาหลขนาดไหน

นี่คือตัวอย่างบางส่วนที่เราพบเห็นได้บ่อยๆ ซึ่งส่วนผู้ให้บริการจะมารับรู้ก็เมื่อลูกค้าบ่น ตำหนิ ต่อว่า หรือสมัยปัจจุบันก็คือเขียนรีวิว หรือระบายความในใจบนหน้าวอลล์เฟสบุ๊ก

โรงแรมที่พักก็เช่นกัน ไม่ว่าคุณจะเปิดให้บริการมานานแค่ไหน หรือเพิ่งเปิด การให้ทีมงานของคุณได้ลองใช้บริการจริงเช่นเดียวกับลูกค้าจะทำให้เขาเหล่านั้นเข้าใจความรู้สึกของการใช้งานของลูกค้า และจะได้นำสิ่งเหล่านั้นมาช่วยกันปรับปรุงและออกแบบการให้บริการที่ดีขึ้นเพื่อลูกค้าจะได้รับแต่ประสบการณ์ที่ดีต่อไป

#ทำใหม่ได้ทุกวัน

#แก้ด้วยฮาร์ดแวร์ไม่ได้ก็แก้ด้วยซอฟต์แวร์

#รู้ให้จริงทำให้เป็น #thethinkwise

2019 : โรงแรมเล็ก จะไปต่อ หรือต้องหยุดรอ

จะไปต่อหรือต้องหยุดรอสำหรับโรงแรมที่พักขนาดเล็ก ขึ้นอยู่กับอะไร และควรปรับตัวอย่างไร

อีกไม่กี่สัปดาห์ก็จะผ่านไปอีกปี เราจะไม่พูดถึงการวางแผนการทำงาน การลงทุนในธุรกิจท่องเที่ยวโดยเฉพาะโรงแรมที่พักขนาดเล็กก็คงจะไม่ดี วันนี้เรามาคุยเรื่องสิ่งที่เกิดขึ้นในรอบปีที่ผ่านมา และสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไป ในขณะเดียวกันก็อยากให้ผู้อ่านได้กลับไปพิจารณาเปรียบเทียบกับธุรกิจของตนเอง หรือเทียบกับแผนงานที่ตนเองกำลังวางแผน หรือสนใจที่จะลงทุนในโรงแรมที่พักขนาดเล็ก เพื่อหามุมมอง และทางเลือกให้กับตัวเอง และที่สำคัญคือ การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการ์ณต่างๆ

พาดหัวเรื่องว่า “จะไปต่อ หรือจะต้องหยุดรอ”

สิ่งที่เกิดขึ้นสำหรับโรงแรมที่พักขนาดเล็กที่เราเห็นกันไม่ว่าจะเป็นเมืองท่องเที่ยวหลัก หรือเมืองท่องเที่ยวรองตามนโยบายของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เห็นจะไม่หนี 3-4 ประเด็นนี้

  1. จำนวนผู้ให้บริการที่เพิ่มมากขึ้นในแต่ละพื้นที่ หมายถึงจำนวนที่พักขนาดเล็กไม่ว่าจะเป็นแบบโฮสเทล บ้านพัก โรงแรมขนาดต่ำกว่า 79 ห้องตามหัวเมืองต่างๆ ทั้งที่บริหารเอง หรือว่าจ้างบริษัท เชนทั้งในและต่างประเทศมาบริหาร  สิ่งเหล่านี้เราจะพบเห็นได้ค่อนข้างชัดเจนเวลาเดินทางไปตามจังหวัดต่างๆ ยิ่งถ้าขับรถท่องเที่ยว ยิ่งชัดเจนถึงการเกิดขึ้นของจำนวนที่พักที่ให้บริการ

  2. บทบาทของโทรศัพท์มือถือ  ไม่ใช่แต่เพียงธุรกิจโรงแรมที่พัก แต่รวมไปถึงทุกธุรกิจที่ต้องปรับตัวอย่างเร่งรีบเพื่อตอบสนองต่อพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป เมื่อมือถือ หรือ Smart Phone กลายเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย และการใช้ชีวิตประจำวันไปเสียแล้ว ดังนั้นการติดต่อสื่อสารระหว่างโรงแรมที่พักกับลูกค้า จึงต้องพัฒนาการสื่อสารผ่านทางมือถือให้ได้และมีรูปแบบที่น่าสนใจ 

  3. การจองห้องพัก ที่มีความสะดวกรวดเร็วมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นการจองห้องพักผ่านทางออนไลน์ทราเวิลเอเย่นต์ หรือที่เรารู้จักกันดีในนาม OTA หลายหลายผู้ให้บริการ หรือการจองตรงกับโรงแรม ผ่านทางเว็บไซต์ ทาง Line@ หรือทาง Facebook Fan Page ไปจนถึงช่องทางพื้นฐานอย่างโทรศัพท์  ซึ่งทุกช่องทางนั้น ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมพยายามเน้นการให้บริการที่มีความรวดเร็ว เงื่อนไขการจองมีความผ่อนปรนมากขึ้นเพื่อให้ลูกค้าสามารถตัดสินใจได้รวดเร็ว เกิดการซื้อที่เร็วขึ้น เช่น ไม่มีค่าใช้จ่ายเมื่อยกเลิกการจอง เมื่อเปลี่ยนแปลงการจอง ยกเว้นค่าธรรมเนียมการจอง เป็นต้น
  4. บทบาทของผู้มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของลูกค้า หรือ Influencer  ในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะคนเขียนบล๊อกเล่าเรื่องราวการท่องเที่ยว (Travel Blogger) ที่กลายเป็นเครื่องมือในการสื่อสารทางการตลาดไปยังกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเพื่อแสดงออกถึงสไตล์ของที่พัก สร้างการยืนยันตัวตน ความมีเอกลักษณ์ จุดขายและจุดให้บริการที่โดดเด่นของโรงแรม โดยเชื่อว่ากลุ่มผู้ติดตามบล๊อกเกอร์เหล่านั้นเป็นกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของโรงแรม ซึ่งค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ก็จะมีอัตราที่เพิ่มสูงขึ้นตามจำนวนผู้ติดตามของบล๊อกเกอร์นั้นๆ

ถ้าเราพิจารณากันแค่ 4 ประเด็นข้างต้น คุณคิดว่าโรงแรมที่พักของคุณมีการปรับตัวในส่วนต่างๆบ้างหรือไม่อย่างไร ลองตรวจสอบกันดูว่าเราได้มีการพัฒนาและปรับปรุงในส่วนต่างๆเหล่านี้หรือไม่ เพราะนั่นจะเป็นตัวบ่งบอกว่าคุณจะได้ไปต่อ หรือต้องหยุดรอ

  • ที่พักมีเอกลักษณ์หรือจุดขายที่ชัดเจนและโดดเด่น แตกต่างจากที่พักที่มีอยู่ในท้องตลาดหรือไม่

คำว่าโดดเด่น ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงรูปลักษณ์ภายนอกจากสถาปัตยกรรม หรือการตกแต่งภายใน แต่รวมไปถึง และเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญคือ “เอกลักษณ์และความโดดเด่นในการให้บริการ” คุณสร้างคาแรคเตอร์ พัฒนาแบรนด์ในการให้บริการของคุณให้ลูกค้าจดจำอย่างไร จดจำแบบประทับใจ หรือ จดจำแบบมาพักครั้งเดียวก็เกินพอ

  • หน้าตาของช่องทางสื่อสารของคุณโดยเฉพาะบนเว็บไซต์ของโรงแรมที่พักของคุณสามารถรองรับบนหน้าจอมือถือ หรือสมาร์ทโฟนได้หรือไม่ ภาพและเนื้อหาถูกตัดทอนหรือไม่ได้สัดส่วนเมื่อมองผ่านเครื่องมือสื่อสารแต่ละประเภทหรือเปล่า เช่น ภาพบนมือถือถูกตัด ไม่ได้สัดส่วน เมื่อมองผ่านแท็บเล็ตก็เห็นเป็นอีกขนาด ไม่ได้สัดส่วน ข้อความถูกตัด เว้นบรรทัดแบบตลกๆ หรือแสดงข้อมูลได้เพียงครึ่งหน้าของเว็บไซต์จริง ถ้ายังเป็นเช่นนี้ กรุณาติดต่อผู้ให้บริการออกแบบเว็บไซต์และแจ้งว่าต้องการเปลี่ยนเว็บไซต์ของคุณเป็นแบบ Responsive หมายถึงสามารถรองรับได้ทุกเครื่องมือสื่อสาร เห็นภาพและข้อความเหมือนกัน

  • ระบบการจองห้องพัก หรือ Booking Engine ที่ใช้งานอยู่บนเว็บไซต์ของโรงแรมเอื้ออำนวยความสะดวกและรวดเร็วรวมทั้งการใช้งานมีความง่ายมากน้อยเพียงใด ลูกค้าเข้ามาบนเว็บไซต์คุณแล้วสามารถตัดสินใจได้รวดเร็ว เห็นความแตกต่างของแต่ละระดับราคาในแต่ละห้องพักชัดเจนมากน้อยเพียงใด รูปภาพที่ใช้ คำบรรยายที่ใช้ อ่านแล้วรู้เรื่องหรือไม่ ให้ลองเปรียบเทียบการจองห้องพักของโรงแรมคุณ กับ OTA ต่างๆ แล้วคุณจะเห็นว่าทำไมลูกค้าจึงนิยมทำการจองผ่าน OTA ในสัดส่วนที่สูงกว่าการจองตรงบนเว็บไซต์ของโรงแรม

  • การเลือกใช้ Influencer หรือ Travel Blogger ตรงกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายจริงหรือเปล่า แนะนำให้ศึกษารูปแบบการนำเสนองานของแต่ละบล๊อกเกอร์ให้ดี เพื่อให้แน่ใจว่าใช่กับสิ่งที่ต้องการ อย่าเพิ่งไปเน้นจำนวนผู้ติดตามมาเป็นลำดับแรก ดูกลุ่มเป้าหมายก่อน ดูโพรไฟล์ของผู้เขียนก่อน การถ่ายภาพ การใช้คำบรรยาย ใช่สิ่งที่เราต้องการหรือเปล่า สอบถามกันให้มั่นใจก่อนใช้บริการ เพราะปัจจุบันมีกลุ่มคนประเภทอยากเป็นบล๊อกเกอร์” (Blogger-liked group) ติดต่อตามโรงแรมต่างๆ เสนอเงื่อนไขต่างๆ เน้น พักฟรี กินฟรี แต่ตามใจฉันนะ ก็มีให้เห็นพอสมควร เพราะฉะนั้นควรดูให้ดี อย่าตามกระแสมากจนเกินไป

ประเด็นสุดท้ายที่จะทำให้คุณได้ “ไปต่อ” และไม่ต้องหยุดรอคือ “ใบประกอบธุรกิจโรงแรม” อย่างถูกกฎหมาย ไม่ว่าคุณจะประกอบธุรกิจโรงแรมที่พักประเภทอะไร ถ้าเกิน 4 ห้อง หรือมีผู้เข้าพักรวมเกินกว่า 20 คน และมีค่าตอบแทนต่ำกว่ารายเดือน นั่นแปลว่าธุรกิจของคุณเข้าข่ายตามคำจำกัดความของคำว่า “โรงแรม” ตามพรบ.โรงแรม พ.ศ. 2547  เพราะฉะนั้นไม่ขึ้นอยู่กับชื่อที่พักว่าคุณจะเรียกว่าอะไร แต่หากเข้าองค์ประกอบข้างต้นจัดเป็นโรงแรมทั้งหมด และเมื่อเป็นโรงแรม ซึ่งเป็นธุรกิจที่ต้องมีการควบคุม จึงต้องมี “ใบอนุญาต” —หลักการมีอยู่แค่นี้ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นโฮสเทล บ้านพัก ซิตี้โฮเต็ล เกสท์เฮ้าส์ อพาร์ทเม้นท์ที่มีการปล่อยรายวัน ถ้าเกินกว่า 4 ห้อง มีผู้เข้าพักเกิน 20 คนต้องขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมทั้งสิ้น

ใครที่ยังไม่ได้ดำเนินการ และกรณีเป็นการนำอาคารพาณิชย์เก่ามาดัดแปลงเพื่อประกอบธุรกิจโรงแรม ตอนนี้ยังมีกฏกระทรวงกำหนดลักษณะอาคารประเภทอื่นเพื่อประกอบธุรกิจโรงแรมปี 2559 (ฉบับที่ 2) ที่ประกาศออกมาเมื่อ 25 ตุลาคม 2561 ที่ผ่านมา (ดาวน์โหลดกฎกระทรวง) ให้เร่งศึกษาและไปติดต่อตามพื้นที่ที่โรงแรมที่พักของท่านตั้งอยู่เพื่อดำเนินการให้ถูกต้อง ง่ายๆ คือต่างจังหวัด เร่งไปสอบถามข้อมูลจากเทศบาลในพื้นที่ ส่วนกรุงเทพ เร่งติดต่อกรมโยธาธิการและผังเมืองเพื่อตรวจสอบว่าการก่อสร้างถูกต้องตามกฎกระทรวงหรือไม่อย่างไร หากถูกต้องก็ยื่นเอกสารตามที่ทางการต้องการ และเมื่อได้รับการตรวจสอบแล้ว จึงนำใบที่ได้ (อ.5 หรือ อ.6) ไปยื่นต่อกรมการปกครองเพื่อขอใบอนุญาตโรงแรมในขั้นตอนต่อไป

สุดท้าย “จะไปต่อ” หรือ “จะต้องหยุดรอ” ล้วนขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของตัวท่านเองเป็นหลักสำคัญ

มองภูฏาน ผ่านโรงแรมที่พัก (2)

มามองภูฏานกันต่อผ่านโรงแรมที่พักตามเมืองต่างๆ

ว่าด้วยที่พักในภูฏานในเมืองท่องเที่ยวหลัก 3 เมือง ได้แก่ พาโร ทิมพู และพูนาคานั้น มีให้เลือกตั้งแต่โฮมสเตย์ เกสท์เฮ้าส์ บ้านพัก โรงแรม 2 ดาว ถึง เชนโฮเต็ลระดับ 5-6 ดาว หลายแบรนด์ให้เลือก ไม่ว่าจะเป็น Ramada, Le Meridian, Taj, Aman ระดับราคาจึงมีให้เลือกตั้งแต่หลักร้อย จนถึงหลายหมื่นบาทต่อคืน แต่โดยทั่วไปแล้วโรงแรมในระดับ 3-4 ดาวจะมีสัดส่วนจำนวนมากกว่าประเภทอื่นๆ

โรงแรม 3 ดาวมักจะเป็นโรงแรมหลักที่หลายๆทัวร์ที่ขายในราคาต่ำกว่า 40,000 บาท มักจะใช้บริการ ส่วนถ้าเป็นทัวร์ตั้งแต่ 50,000 บาทขึ้นไป ก็จะผสมผสานระหว่าง 4 ดาวบ้าง 3 ดาวบ้างในการจัดโปรแกรมการเข้าพัก ส่วนถ้าเป็นทัวร์ราคา 80,000-120,000 บาท แน่นอนว่าจะเป็นโรงแรมระดับ 5 ดาว ดังนั้นผู้ที่สนใจจะเดินทาง เวลาดูราคาแพ็คเกจแล้วให้นึกถึงภาพตามนี้

โรงแรม 3 ดาวก็จะตามสภาพ ส่วน 4 ดาวก็จะสะดวกเพิ่มขึ้นมาอีกหน่อย ความสะอาดดีขึ้นบ้าง แต่เครื่องใช้ไม้สอยในโรงแรมอาจไม่ครบถ้วน บางแห่งมี amenity บางแห่งไม่มี ใช้แชมพูซองๆ วางไว้ให้แทน บางครั้งก็แยกแยะไม่ค่อยออกระหว่าง 3 ดาว กับ 4 ดาว เพราะจะรู้สึกว่าไม่ใช่ 4 ดาวซักเท่าไหร่ แต่เรื่องวิวนั้น บางแห่งที่พักหลักพันต้นๆ แต่วิวหลักล้าน เพราะส่วนใหญ่จะตั้งอยู่บนเขา เห็นวิวทุ่งนาบ้าง เห็นวิวเมืองด้านล่างคู่กับแม่น้ำไหลผ่าน ก็ชดเชยกันไป

สำหรับพนักงานนั้นทุกคนสื่อสารภาษาอังกฤษได้ แต่อาจแตกต่างกันไป ส่วนในด้านการให้บริการนั้นยังมีพื้นที่ที่จะปรับปรุงได้อีกมากในการให้บริการ การสื่อสาร และทักษะด้านต่างๆ เพื่อเพิ่มความเข้าใจในลักษณะของลูกค้าที่แตกต่างกันไปตามวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของแต่ละประเทศ แต่ในเรื่องน้ำใจในการให้บริการและให้ความช่วยเหลือนั้น อยู่ในระดับที่มีน้ำใจและยังมีความเป็นธรรมชาติอยู่พอสมควร

การจัดวางข้าวของในห้องนั้น บางแห่งก็ยังแปลกๆ บางแห่งก็เข้าใจได้ว่าเป็นวิถีของเขา ก็ได้ประสบการณ์แปลกๆไปในแต่ละวัน

ส่วนวิธีการทำงาน การเตรียมการก่อนเช็คอินในแต่ละวันนั้น อาจต้องมีการฝึกการเตรียมการให้พร้อมมากขึ้นทั้งการเช็คอินเดี่ยว และการเช็คอินเป็นกลุ่มที่มีกระเป๋าเดินทางจำนวนมาก รวมไปถึงการเตรียมที่นอน และของใช้ในห้องพัก กรณีที่มีการพัก 3 คนและต้องมีเตียงเสริม และเพิ่มข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ เช่น ผ้าเช็ดตัว แก้วน้ำ แก้วกาแฟ ซึ่งเรื่องนี้อย่าว่าแต่ที่ภูฏานเลย ในบ้านเราก็มีหลายแห่งที่ไม่มีการตรวจความพร้อมของห้องพักเพื่อป้องกันความผิดพลาด เรื่องนี้จะไม่เกิดขึ้น ถ้ามีการเดินตรวจห้องพักตามรายชื่อลูกค้าที่จะเช็คอินในแต่ละวัน หรือมีการทำมอร์นิ่งบรีฟกันอย่างละเอียด

โรงแรมแห่งหนึ่งในพูนาคา ได้คุยกับหัวหน้าแม่บ้านที่เคยมาทำงานในโรงแรมชื่อดังในเมืองไทย เธอเล่าให้ฟังว่า ตอนที่มาทำงานในกรุงเทพ เธอสามารถเก็บเงินส่งกลับบ้าน ทำบ้านใหม่ ซื้อรถกระบะให้ที่บ้านได้ ส่งลูกชาย 3 คนให้เรียนหนังสือ แต่เมื่อพ่อเธอเสียชีวิต เธอจึงตัดสินใจกลับมาที่ภูฏาน และก็มาเป็นหัวหน้าแม่บ้านของโรงแรมแห่งหนึ่งในเมืองพูนาคา

สิ่งที่สังเกตเห็นอีกอย่างหนึ่งในหลายๆโรงแรมคือ ลักษณะของผ้าเช็ดตัว ผ้าเช็ดหน้า สีจะดูเก่ามาก บางแห่งโรงแรมเพิ่งเปิดให้บริการเพียง 2 ปีกว่าๆ แต่สีผ้าดูไม่สดใส ไม่แน่ใจว่าเพราะน้ำหรือการใช้ผลิตภัณฑ์ในการทำความสะอาดผ้า

ส่วนการจัดการเรื่องผ้าที่ใช้แล้วจากห้องพัก บางโรงแรมก็มีการจัดการที่ดี เรียบร้อย มีถุงผ้ามาเก็บ แยกประเภทของผ้า แต่บางโรงแรม ถึงแม้จะบอกว่าตัวเองเป็นที่พักระดับ 4 ดาว แต่เล่นปูผ้าพลาสติกกลางทางเดิน แยกผ้าเก่า ผ้าใหม่เป็นกอง ๆ และไม่มีถุงที่จะใส่ผ้าใหม่ที่จะนำไปเปลี่ยนแต่ละห้อง แต่จะใช้วิธีนำผ้าชุดใหม่ไปวางพาดที่ราวระเบียงทางเข้าห้องพัก หรือตามขอบหน้าต่างเป็นชุดๆ รอทีมทำความสะอาดไปจัดการต่อเมื่อลูกค้าออกจากห้องพัก

สำหรับอาหารเช้าที่ให้บริการในแต่ละโรงแรม ส่วนใหญ่จะผสมระหว่างจานไข่พื้นฐาน และขนมปังแผ่นเป็นหลักยืนพื้น ส่วนที่เหลือก็มีข้าวต้ม หมี่ผัดบ้าง และผลไม้ ถือว่ารับประทานได้ เนยและน้ำผึ้ง อร่อยทุกที่ค่ะ

คงพอจะเห็นภาพโรงแรมที่พักในเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญกันบ้างไม่มากก็น้อยนะคะ

ใครสนใจไปเที่ยวภูฏาน แนะนำให้รีบไปก่อนที่ความเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยสิ่งปลูกสร้างจะหนาแน่นเกินไปในเมืองหลวง

เตรียมจัดงาน

ใกล้เทศกาลปลายปีที่หลายโรงแรมจะมีการจัดงานคริสต์มาสและขึ้นปีใหม่ บางแห่งคิดราคารวมกับห้องพักเลยสำหรับคนที่จองห้องพักในช่วงขึ้นปีใหม่ หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ Compulsory Dinner หรือพวกโรงแรมขนาดใหญ่ๆ ก็มักจะชอบเติมคำว่า “Gala” เข้าไปด้วย ซึ่งราคาก็จะค่อนข้างสูงพอสมควร ถ้าคิดในแง่ค่าครองชีพคนไทยระดับตลาดกลางไ แต่ถ้าคิดเทียบเป็นเงินตราต่างประเทศก็อาจจะพอยอมรับได้ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นกับธีมของงานว่าจะมีอะไรบ้าง ประเภทของอาหารประมาณไหน มีการแสดง หรือดนตรีเล่นสดหรือเปล่า มีแตกของขวัญ รวมแชมเปญตอนเคาน์ดาวน์ด้วยหรือไม่

บางครั้งโรงแรมที่พักขนาดเล็กเห็นโรงแรมขนาดใหญ่มีชื่อเสียงจัดงาน ก็เข้าใจว่าต้องทำแบบนั้นบ้าง มิฉะนั้นจะไม่ใช่วิถีโรงแรมช่วงปลายปี

อันที่จริงแต่ละโรงแรมควรกลับมานั่งคิดก่อนว่า ด้วยรูปแบบโรงแรมของเราจำเป็นต้องจัดงานหรือไม่ และถ้าจัดควรจะจัดแบบไหน

เหตุผลเบื้องหลังของเทศกาลทั้งหลาย ก็คือ เป็นช่วงเวลาวันหยุดที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกได้หยุดพัก(ยกเว้นคนโรงแรม) ดังนั้นเมื่อมีความต้องการในตลาดมาก โอกาสที่โรงแรมจะขายห้องพักและบริการอื่นๆเพื่อร่วมฉลองเทศกาลจึงเกิดขึ้น

คราวนี้จะทำอย่างไรให้เหมาะสมก็ขึ้นอยู่กับกับการคิด ออกแบบ วางแผนและลงมือทำให้เหมาะสม และไม่ตั้งราคาสูงจนเป็นการเอาเปรียบลูกค้ามากจนเกินไป

สำหรับโรงแรมที่มีแผนจัดงานก็ควรทำแผนงานให้ละเอียด ไล่เรียงขั้นตอนต่างๆตามเวลาแต่ละช่วง พร้อมทั้งมอบหมายผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบในแต่ละส่วน

บทบาทที่สำคัญของงานเทศกาลอีกส่วนคือ เมนูอาหาร ทีมครัวต้องแสดงฝีมือเต็มที่ ถ้าจะจัดคริสมาสต์จะต้องมีอาหารอะไรที่เป็นสัญลักษณ์ของเทศกาล ถ้างานปีใหม่จะเป็นอาหารแบบไหน ลักษณะการจัดจาน หรือไลน์บุฟเฟต์จะเป็นธีมอะไร

สุดท้ายที่สำคัญคือ การตั้งงบประมาณ

เมื่อได้งบประมาณแล้วจึงมาตั้งราคามาทำประมาณการว่าขายราคาเท่าไหร่ และต้องขายให้ได้กี่หัวจึงจะคุ้มทุน หรือ กี่หัวขึ้นไปจึงจะมีกำไร

ถ้าตอนนี้ ใครยังไม่ได้เริ่มวางแผน ให้รีบเร่งมือโดยด่วน

เป้าหมายพร้อม แผนพร้อม ทีม…?

ใกล้สิ้นปีเข้าไปทุกทีชนิดที่ว่าแทบจะหายใจรดต้นคอเข้ามาทุกวัน เดือนตุลาคมที่กำลังจะมาถึงตัวเลขทุกตัวที่จะใช้สรุปทำงบประมาณในปีต่อไปควรจะพร้อมได้แล้ว แต่ในความจริง…..ตัวเลขที่รวบรวมได้กลับเป็นตัวเลขที่ไม่อยากจะนำมาใช้เลยทีเดียว ทั้งต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ ทั้งไม่รู้จะใช้หลักเกณฑ์อะไรมาตั้งเป้า…น่าปวดหัวจริงๆ

ในอีกมุมหนึ่ง ก็มีเสียงพึมพำอยู่ในหัวว่า “ทำไปทำไม ของเราเล็กนิดเดียว ขายๆไปเถอะ ทำยังไงก็ได้ให้มีลูกค้ามาพัก ไม่เห็นต้องยุ่งยาก”

ในขณะที่อีกโรงแรม มีแผนงานพร้อมเป้าหมายและงบประมาณประจำปีเป็นเล่ม แต่ 9 เดือนที่ผ่านมา ไม่มีใครลงมือทำตามแผนที่วางไว้เลย เพราะคนที่เขียนแผนก็ไม่อยู่กับโรงแรมแล้ว ส่วนคนที่มาทำหน้าที่ต่อ ก็บอกว่าแผนที่เขียนไว้ไม่ดี เดี๋ยวจัดการใหม่ แต่ไม่เคยมีการเขียนแผนที่จะทำใหม่ ใช้แต่วิธีนั่งเปิด-ปิดห้องพักบนโลกออนไลน์กับ OTA

แล้วคุณคิดว่าอย่างไร?

เรื่องนี้มีหลายประเด็น หลายสาเหตุ ลองมาดูกันว่าคุณตกอยู่ในสถานการณ์แบบไหน

1) เจ้าของกิจการไม่เห็นความสำคัญกับการทำแผนงานและวางเป้าหมาย

2) เจ้าของกิจการเห็นความสำคัญและต้องการจะทำ แต่ทีมงานที่รับผิดชอบและมีหน้าที่ ไม่สามารถทำได้ เหมือนตอนที่สัมภาษณ์รับเข้าทำงานแล้วบอกว่าทำได้ทุกอย่างที่เกี่ยวกับการขายและการตลาด

3) ทีมงานที่รับผิดชอบทำแผนงานและเป้าหมายเสนอไปให้เจ้าของกิจการพิจารณาแต่ไม่เคยพิจารณาอนุมัติลงมาเป็นเรื่องเป็นราว ไม่เคยให้เวลาในการนำเสนอในรายละเอียด

ไม่ว่าจะเป็นกรณีไหน แต่ผลที่จะได้รับคือ ธุรกิจไม่มีทิศทางที่ชัดเจน ไม่มีแนวทางในการทำกลยุทธการตลาดหรือการขาย ไม่มีการจัดสรรงบประมาณในการทำกิจกรรมการตลาดหรือการขาย เพราะฉะนั้นการทำงานของทีมก็เป็นไปแบบไม่มีแผน วิ่งขายแบบไร้ทิศทาง เพราะอยู่บนแนวทางที่ว่า “ทำยังไงก็ได้ ให้มีลูกค้าเข้าพัก”

การปล่อยให้ธุรกิจเดินหน้าแบบไร้ทิศทางที่เป็นรูปธรรมมีแต่จะทำให้ประสิทธิภาพของผลดำเนินงานค่อยๆลดน้องถอยลง ไม่ว่าจะสะท้อนออกมาให้เห็นจากอัตราค่าห้องพักเฉลี่ยที่ลดลง หรือค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นแบบที่ไม่สมเหตุสมผลกับผลการดำเนินงาน

ดังนั้น ในปีต่อไปเรามาลองเริ่มทำแผนงานการตลาดและการขายแบบที่มีงบประมาณรองรับกิจกรรมการตลาดและการขายกันดีกว่า หากใครยังไม่เคยทำ สามารถเริ่มได้ตามขั้นตอนดังนี้

1) เตรียมตัวเลขสถิติที่เกิดขึ้นผ่านมารวม 9 เดือนในด้านต่างๆทั้งรายรับและรายจ่าย รวมทั้งตัวเลขการขายในแต่ละช่องทางการขาย

2) เปรียบเทียบทิศทางการทำการตลาดและการขายที่โรงแรมอื่นๆใช้ โดยเน้นเฉพาะโรงแรมที่มีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายใกล้เคียงกัน

3) จัดประชุมเพื่อหาแนวทาง และวางทิศทางที่จะเดินหน้าในปีต่อไปว่าจะให้ความสำคัญกับเรื่องอะไร ใช้กลยุทธและวิธีการอย่างไร รวมทั้งจะต้องใช้งบประมาณเท่าไหร่ในการดำเนินการ

4) ตั้งเป้าหมายในด้านต่างๆ ทั้งอัตราการเข้าพัก (Occupancy Rate) ราคาห้องพักเฉลี่ย (Average Room Rate) รายได้จากห้องพัก เป้าการขายในแต่ละช่องทางการขาย เป็นต้น

5) สรุปทั้ง 4 ข้อให้ออกมาเป็นเอกสารแบบง่ายๆ เพื่อให้ทุกคนเข้าใจ

สรุปสุดท้าย ไม่เคยทำ ไม่เป็นไรและลงมือทำเท่านั้น คือการฝึกฝน

เริ่มได้เลยค่ะ

โรงแรมกับโซเชียลมีเดีย ตอน เมื่อเจ้าของเป็นซะเอง

สิ่งที่เกิดขึ้นบนโลกออนไลน์นั้น เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ยากที่จะลบไปได้ เท่ากับว่าคุณเลือกที่จะให้ลูกค้าจดจำคุณในแบบไหน คุณก็เลือกที่จะแสดงออกในแบบที่ต้องการได้

การใช้สื่อโซเชียลในปัจจุบันกลายเป็นเครื่องมือในการสื่อสารกับลูกค้าสำหรับทุกธุรกิจ และมีการใช้กันอย่างเข้มข้นตั้งแต่ลงรูปแสดงมุมต่างๆของโรงแรม บรรยายมุมต่างๆ ภาพอาหาร ไปจนถึงเชิญชวนให้ลูกค้าร่วมเล่นเกมส์เพื่อหวังให้เกิดยอด Engagement จากการ Like, Share และ Comment แต่บางครั้งก็เกิดข้อความที่ไม่เหมาะสมจากการโต้ตอบระหว่างลูกค้าและตัวแทนของโรงแรม หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ “แอดมินเพจ”

“แอดมินเพจ” แต่ละสินค้าและบริการเป็นเหมือนตัวแทน หรือ Brand Ambassador ของผลิตภัณฑ์หรือธุรกิจนั้นๆ และแอดมินเพจนี่แหละเป็นตัวที่จะวัดกึ๋นของธุรกิจว่าจะมีความสุขุม รอบคอบ หลักแหลม รอบรู้ในการโต้ตอบกับลูกค้ามากน้อยแค่ไหน  บางครั้งเราจึงได้เห็นการขึ้นข้อความที่อาจเรียกได้ว่า “หลุด” คือ หลุดคาแรคเตอร์ของโรงแรม กลายเป็นปล่อยตัวตนของตัวเองออกมาในโลกออนไลน์ เพียงเพราะควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ จะด้วยเหตุผลจากการโดนกระตุ้นจากสิ่งยั่วยุอะไรก็ตามทำให้เกิดอารมณ์เสีย

บางครั้งเราก็ได้เห็นตัวอย่างแบบที่ไม่ควรจะนำมาเป็นเยี่ยงอย่าง โดยเฉพาะเมื่อผู้ขึ้นข้อความเป็นเจ้าของโรงแรม หรือผู้บริหารโรงแรมที่อาจไม่พอใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น หรือไม่พอใจต่อพนักงานและนำมาโพสข้อความบนหน้าเฟสบุ๊กส่วนตัวโดยตั้งค่าเป็นสถานะเป็นสาธารณะ หรือ Public นั่นแปลว่าทุกคนสามารถเห็นข้อความนี้ได้ เช่น ขึ้นข้อความว่าวันนี้ห้องพักเกือบเต็ม แต่ต่อท้ายด้วยว่า “ดีกว่าจ้างทีมเซลล์มานั่งส่งคอนแทร็คให้เอเย่นต์” คล้ายกับต้องการบอกว่า พนักงานที่เคยจ้างมาทำงานด้านการขายการตลาดไม่ได้เรื่อง ทำเองมีลูกค้ามากกว่าต้องเยอะ……คืออะไรที่เราไม่พอใจ ก็ว่ากันไปตามกฎกติการของโรงแรม ถ้าผลงานไม่ได้ตามที่ตกลงกัน หรือทำได้ไม่ถึงตัวชี้วัด เป้าหมายที่กำหนด ก็ว่ากันไป แต่ไม่ควรถือว่า “ฉันเป็นเจ้าของ ฉันจะโพสอะไรก็ได้”

ข้อผิดพลาดที่มักเกิดขึ้นบ่อยๆในโลกออนไลน์นั้นมักมาจาก

(1) ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้

(2) ไม่สามารถแยกแยะบทบาทของตนเองได้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของ หรือพนักงาน หากทำหน้าที่บนเพจของโรงแรม นั่นหมายถึงคุณกำลังเป็นตัวแทนของธุรกิจ ตัวแทนของกิจการคุณ

(3) ขาดความรู้ความเข้าใจในการใช้งานสื่อโซเชียล เช่น ไม่ทราบว่าการตั้งสถานะสามารถกำหนดกลุ่มได้ว่าต้องการแสดงผลให้ใครเห็น เช่น เป็นสาธารณะ แปลว่าทุกคนเห็น หรือ Restricted Audience กำหนดการเห็นสถานะหรือข้อความเฉพาะกลุ่ม หรือ News Feed Targeting คือกำหนดกลุ่มผู้เห็นข้อความตามกลุ่มเป้าหมายโดยเลือกจากความสนใจ (Interest) เฉพาะกลุ่ม เช่น เฉพาะกลุ่มที่ชอบการท่องเที่ยว ชอบการถ่ายภาพ ชอบการออกแบบ เป็นต้น

Screen Shot 2561-08-13 at 7.14.04 PM
การกำหนดผู้อ่านบนแฟนเพจ (Page Manager)

(4) ไม่สนใจว่าใครจะว่าอย่างไร เพราะถือว่านี่เป็นเพจของฉัน ฉันจะทำอย่างไรก็ได้

คงต้องตอกย้ำว่า สิ่งที่เกิดขึ้นบนโลกออนไลน์นั้น เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ยากที่จะลบไปได้ เท่ากับว่าคุณเลือกที่จะให้ลูกค้าจดจำคุณในแบบไหน คุณก็เลือกที่จะแสดงออกในแบบที่ต้องการได้ หรือ ตามที่ได้มีการกำหนดคาแรคเตอร์ของแบรนด์คุณ  แต่ถ้าหากคุณเลือกที่จะแสดงออกตามอารมณ์ของคุณในแต่ละวัน ก็จะมีเหตุเกิดเสมอ และมักจะมีคนเก็บไว้ทันเสมอเมื่อมีเหตุ “ดราม่า” เกิดขึ้นระหว่างโรงแรม หรือผลิตภัณฑ์อะไรก็ตามกับลูกค้า

ดังนั้น การกำหนดนโยบายการใช้สื่อโซเชียลในที่ทำงานจึงเป็นสิ่งจำเป็นโดยให้กำหนดนโยบายแยกออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่

(1) นโยบายหรือข้อปฎิบัติสำหรับทีมการตลาดและการขาย

(2) นโยบายหรือข้อปฎิบัติสำหรับผู้ที่ทำหน้าที่ “แอดมินเพจ”

(3) นโยบายหรือข้อปฎิบัติสำหรับพนักงานทั่วไป

ทั้ง 3 ส่วนมีความสำคัญทั้งหมดโดยข้อ 1) และ 2) ควรอยู่ภายใต้กรอบการดำเนินธุรกิจ และภายใต้ข้อกำหนดของแบรนด์ในเรื่องต่างๆ ส่วนข้อ 3) สำหรับพนักงานโดยทั่วไปนั้น ควรเน้นขอความร่วมมือในการโพสข้อความ รูปภาพที่โรงแรมว่าสิ่งใดควร สิ่งใดไม่ควร หรือหากไม่สามารถควบคุมได้ ก็คงต้องยกตัวอย่างให้เห็นชัดเจนว่าการโพสข้อความแบบไหนที่ไม่ควรกระทำ เช่น การเช็คอินเมื่อมาถึงที่ทำงาน และขึ้นข้อความว่า “วันนี้ลูกค้าเยอะอีกแล้ว ไม่รู้จะได้กินข้าวกี่โมง”  หรือ ถ่ายภาพกองผ้าปูที่นอน ผ้าเช็ดตัวที่รอส่งซัก แล้วระบายว่า “ไม่รู้จะเยอะอะไรกันนักกันหนา”  หรือถ่ายเซลฟี่ตนเองที่ทำงานในห้องครัว พร้อมแอ๊คท่านั่งบนโต๊ะทำกับข้าว เป็นต้น ……. จริงๆ ตัวอย่างมีมากมายเหลือเกิน ที่เห็นแล้วแทบจะเอามือก่ายหน้าผาก

บางครั้งอาจต้องใช้เวลาในการอธิบายและทำความเข้าใจกับพนักงาน แต่ก็เป็นสิ่งที่ชี้แจงได้ อธิบายได้ถึงผลดี ผลเสีย และผลที่โรงแรมจะได้รับหากมีการกระทำที่ไม่เหมาะสม

ใครยังไม่มีสิ่งเหล่านี้ รีบเร่งออกกฎกติกามารยาทกันก่อนที่ภาพลักษณ์โรงแรมจะเสียหาย

สุดท้าย เจ้าของโครงการ ผู้บริหาร ก็ต้องอยู่ภายใต้กฎกติกามารยาทที่เหมาะสมด้วย ไม่ว่าจะบนแฟนเพจหรือบนเฟสบุ๊กส่วนตัว ไม่ใช่อยู่เหนือกฎกติกา และเป็นคนที่สร้างความเสียหายให้ธุรกิจเสียเอง

อยากให้จองตรงจะทำอย่างไร?

อยากจะทำให้ลูกค้าจองห้องพักโดยตรงกับโรงแรม ต้องทำอย่างไร

ตลาดการจองห้องพักออนไลน์มีความดุเดือดมากขึ้นเรื่อยๆ และดูเหมือนว่าการห้ำหั่นกันด้านราคายังคงใช้เป็นเครื่องมือหลักในการเรียกความสนใจจากนักท่องเที่ยวตลอดมา จนบางครั้งหลายโรงแรมอาจลืมนึกถึงต้นทุนในการขายผ่านทาง OTA (Online Travel Agent) ว่ามีผลกระทบต่อรายได้โรงแรมอย่างไร หักกลบลบหนี้กันแล้ว โรงแรมเหลือรายได้ค่าห้องพักสุทธิอยู่ที่เท่าไหร่ บางโรงบอกว่าคุ้ม คุ้ม เอาปริมาณเข้าว่าไว้ก่อน แต่บางโรงที่เคยบอกว่าคุ้ม คุ้ม เมื่อเวลาผ่านไป เริ่มมานั่งรวบรวมตัวเลขค่าคอมมิชชั่นที่ต้องเสียให้กับ OTA แล้วถึงกับยกมือทาบอก พร้อมพูดกับตัวเองว่า “….ตายแล้ว นี่เราไปไกลขนาดนี้ทีเดียวหรือ” เพราะค่าใช้จ่ายบานปลายไปถึงเลข 6`หลักต่อปี จะ 6 หลักต้น หรือ 6 หลักกลางก็แล้วแต่ว่าโรงแรมนั้นเอาตัวเองไปผูกพันกับ OTA มากน้อยขนาดไหน

ถ้าเราอ้างอิงตัวเลขจากบทความของต่างประเทศที่บอกว่าตลาดจองห้องพักในสหรัฐอเมริกานั้น OTA ครอบครองส่วนแบ่งถึง 39% ในตลาดออนไลน์ และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้นเป็น 41% ภายในปี 2020 เราก็จะเห็นการปรับตัวของโรงแรมที่เป็นระดับเชน (Hotel Chain) ขนาดใหญ่มีการปรับตัว เพิ่มการลงทุนในการพัฒนาเว็บไซต์ของตนเอง รวมทั้งทำการตลาดออนไลน์เพิ่มมากขึ้นผ่านการพัฒนาในด้านต่าง เช่น กลุ่มโรงแรมภายใต้แบรนด์แมริออท (Marriott) หรือ แบรนด์ฮิลตัน (Hilton) เป็นต้น เพราะมีตัวเลขรายงานเพิ่มเติมอีกว่า `52% ของนักท่องเที่ยวที่ใช้บริการ OTA มักจะคลิกกลับไปที่เว็บไซต์โดยตรงของโรงแรมเพื่อหาข้อมูล และข้อเสนอดีๆมาทำการเปรียบเทียบเสมอ ดังนั้นกลุ่มโรงแรมแล้วนี้จึงเร่งพัฒนาเว็บไซต์ของตัวเองเพื่อที่จะสามารถเปลี่ยนคนที่เข้ามาดูข้อมูล ให้เป็นคนที่จองห้องพัก (Convert ‘Looker’ to ‘Booker’).

คำแนะนำในการพัฒนาการตลาดออนไลน์เพื่อทำให้ลูกค้าจองตรงกับโรงแรมมากขึ้น

อ้างอิงจากข้อมูลในตลาดสหรัฐอเมริกานั้น traveldailynews ได้สรุปให้มีดังต่อไปนี้

  1. การสร้าง Loyalty program คือการให้สิทธิพิเศษกับคนที่เข้าร่วมโปรแกรม หรือเป็นสมาชิกของโรงแรม แต่อย่างไรก็ดีในเรื่องนี้ อาจไม่สามารถดึงดูดความสนใจจากลูกค้าในกลุ่ม Millennials ได้มากนัก เพราะกลุ่มนี้มักเชื่อว่าเงื่อนไขพิเศษไม่ดีจริง หรือเสียเวลา เพราะกลุ่มนี้มีพฤติกรรมที่ชอบจองห้องพักผ่านทาง OTA  แต่อย่างไรก็ดีเราก็สามารถเรียนรู้การสร้างโปรแกรมนี้ เรียนรู้ตัวอย่างได้จากกลุ่มโรงแรมขนาดใหญ่อย่างที่กล่าวข้างต้น
  2. การใช้ Travel Agent ก็คือการกลับไปหาตลาดออฟไลน์บ้าง เนื่องจากยังมีลูกค้าอีกกลุ่มหนึ่งที่ยังใช้บริการบริษัทนำเที่ยวต่างๆเพราะเชื่อว่าเป็นผู้ให้คำแนะนำที่มีข้อมูลแบบเจาะลึก และสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ อีกทั้งช่วยประหยัดเวลาในการวางแผนการท่องเที่ยวเมื่อเปรียบเทียบกับการที่ลูกค้าจะต้องมานั่งวางแผนเอง
  3. การใช้รีวิวให้เป็นประโยชน์ เพราะ 92% ของนักเดินทางท่องเที่ยวให้ความสำคัญกับรีวิวเป็นอันดับหนึ่ง 83% มักอ้างอิงรีวิวก่อนการตัดสินใจจองห้องพักเสมอ 76% ได้รับอิทธิพลจากรูปภาพที่แสดงบนโลกออนไลน์ที่อัพโหลดโดยลูกค้าที่เคยเข้าพักในโรงแรมนั้นๆ และ 63% เลือกที่จะดูภาพและอ่านรีวิวและจองห้องพักในเว็บที่แสดงภาพและข้อความรีวิวเหล่านั้น  เพราะฉะนั้นรูปภาพในเว็บไซต์ของโรงแรมโดยตรงมีส่วนสำคัญมากในการดึงดูดความสนใจ และเมื่อลูกค้าได้อ่านรีวิวจากที่ต่างๆ หรือรีวิวที่โรงแรมนำมาแสดงบนเว็บไซต์ของโรงแรมเอง ก็จะเป็นการเพิ่มโอกาสให้ลูกค้าตัดสินใจจองห้องพักโดยตรงกับโรงแรมได้
  4. เลือกประสบการ์ณที่น่าประทับใจ โดดเด่น และมีเอกลักษณ์มานำเสนอบนเว็บไซต์โรงแรมเสมอ เพื่อให้เห็นการบริการที่แตกต่าง และสิ่งที่คุณนำเสนอแก่ลูกค้า  สิ่งเหล่านี้ควรนำเสนอบนหน้าแรก หรือที่เรียกว่า Landing page เลยทีเดียว

 

ลองนำ 4 ข้อนี้กลับไปทบทวนกับเว็บไซต์ของตัวเองว่า เราพัฒนาไปถึงไหน และมีอะไรที่เราควรจะนำมาปรับใช้ ภายใต้งบประมาณเท่าไหร่ที่เหมาะสมกับขนาดของธุรกิจและประเภทของโรงแรมของคุณ และที่สำคัญต้องมีการติดตามและประเมินผลเป็นระยะด้วยว่า สิ่งที่ได้ลงทุนเพิ่มเติม ให้ผลลัพธ์กลับมาเป็นอย่างไรบ้าง

เราต้องปรับตัวและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเพื่อก้าวให้ทันกับพฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนไป

 

ที่มา : traveldailynews

 

เมื่อเข้าโลว์ซีซั่น…จะขายอะไร

เมื่อเข้าช่วงโลว์ซีซั่น จะขายอย่างไร และจะเอาอะไรไปขายดี

ตั้งแต่เดือนนี้และต่อไปในอีก 3 เดือนข้างหน้าหลายพื้นที่เข้าสู่หน้าโลว์ซีซั่นอย่างจริงจังทั้งฝนตกมากขึ้น คลื่นลมในทะเลรุนแรงขึ้น อากาศแปรปรวนในแต่ละวัน ทะเลเป็นสีโคลน เมฆครึ้มฝนเกือบทั้งวัน…แล้วโรงแรมที่พักที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เหล่านี้จะขายอย่างไร จะเอาอะไรไปขาย

สิ่งที่ควรพิจารณาและข้อควรระวังในการสื่อสารที่อยากแนะนำ คือ

1) สื่อสารบนข้อเท็จจริง

ใช้ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง อย่าแต่งแต้มหรือนำข้อมูลเท็จมานำเสนอโดยไม่ตรวจสอบก่อน เช่นข้อมูลการเดินทางจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง ควรส่งทีมงานไปสำรวจจริง จับเวลาจริง บันทึกบรรยากาศของเส้นทางในแต่ละฤดูกาลว่าแตกต่างกันอย่างไร มีทางเลือกในการเดินทางกี่เส้นทาง แต่ละเส้นทางแตกต่างกันอย่างไร ทางไหนสะดวกทางไหนลำบากใช้เวลามากกว่ากัน เปรียบเทียบให้เห็น เพราะนักท่องเที่ยวมีหลากหลายสไตล์ บางคนอาจชอบผจญภัย แต่หน้าที่ของทีมโรงแรมคือ “ต้องรู้ให้จริง” และ “นำเสนอความจริง”

2) นำเสนอพื้นที่และเรื่องราวรอบตัว

ไม่ควรนำเสนอแต่เรื่องของที่พัก หรือเรื่องของตัวเอง แต่ควรนำเสนอเรื่องอื่นๆที่น่าสนใจในท้องถิ่นของตัวเอง มีเรื่องราวน่าสนใจมากมายในแต่ละพื้นที่ อยู่ที่ว่าเราจะหยิบยกเรื่องอะไรมานำเสนอ เรียกว่าเป็นการทำการตลาดให้พื้นที่ของเรา หรือ Destination Marketing นั่นเอง ไม่ว่าเรื่องชุมชน อาหารการกิน แหล่งท่องเที่ยว เรื่องเล่า ประวัติศาสตร์

อย่าลืมว่า เวลาเราจะเดินทางไปไหน เราก็ย่อมอยากรู้ว่ามีอะไรให้ทำ ให้เที่ยว ให้ลองบ้างเพื่อหาประสบการณ์ใหม่ๆ

เราก็นำสิ่งเหล่านั้นมานำเสนอให้น่าสนใจ จะทำเป็นวิดีโอคลิปง่ายๆ หรือจะเป็นภาพถ่ายเล่าเรื่องแบบเป็นสไลด์โชว์ก็ได้ตามถนัดและงบประมาณที่มี

3) นำเสนอโดยคำนึงถึงความปลอดภัย

การให้ข้อมูลในเรื่องอะไรก็ตามขอให้คำนึงถึงความปลอดภัยของลูกค้าเป็นสำคัญ อาจทำเป็นหมายเหตุ หรือข้อควรระวังใส่ไว้ให้ลูกค้าก็ได้ เช่น ฤดูกาลท่องเที่ยวของพื้นที่คุณ คือในความเป็นจริง โรงแรมก็ขายราคาห้องพักต่างกันระหว่างฤดูกาลอยู่แล้ว ดังนั้นการเพิ่มข้อมูลให้ชัดเจนเรื่องสภาพอากาศในพื้นที่ ถึงแม้จะไม่ใช่ 100% เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงรวดเร็วในปัจจุบัน แต่ก็สามารถให้ข้อมูลในเชิงสถิติที่ผ่านมาได้ เป็นต้น

หรือเมื่อลูกค้าโทรศัพท์มาสอบถาม ก็ควรฝึกการใช้คำพูดที่เหมาะสมและสุภาพ ยกตัวอย่าง ลูกค้าสอบถามว่า “ช่วงนี้ฝนตกหรือเปล่า?”

สามารถตอบได้แบบตรงไปตรงมาและสุภาพได้ เช่น

– ช่วงนี้มีฝนตกสลับกับแดดออกทุกวันค่ะ

– มีฝนตกบ้างค่ะ แต่ไม่ใช่ตกทั้งวันนะคะ

– ตกๆหยุดๆสลับกันครับ ช่วงฝนตกไม่แรงมากครับ

– ฝนจะมาช่วงตอนเย็นๆค่ะช่วงนี้ แต่ช่วงกลางวันแดดร้อนมาก สามารถออกไปเที่ยวในเมืองได้ค่ะ

– มีฝนบ้างค่ะ แนะนำให้เที่ยวในตัวเมืองหรือใกล้เคียงแต่ไม่แนะนำให้ออกทะเลช่วงนี้ค่ะ เพราะคลื่นลมแปรปรวนค่ะ

เราควรย้ำเตือน และฝึกการพูด การอธิบายให้ลูกค้าฟังในแบบนี้และไม่ควรบ่ายเบี่ยง หรือตอบแบบอ้อมแอ้มไม่ตรงคำถามเพราะกลัวขายห้องไม่ได้… อย่าคิดแบบนี้เด็ดขาด เพราะหากเกิดอะไรขึ้น ความเสียหายจะมากเกินกว่าที่เราจะรับผิดชอบได้

ทุกอย่างอยู่ที่ “รู้ให้จริง ทำให้เป็น” หากทีมไม่รู้ ก็ควรส่งทีมไปสำรวจและสมมติตัวเองเป็นนักท่องเที่ยวเพื่อให้ได้ประสบการณ์ด้วยตนเองและกลับมาถ่ายทอดได้ เจ้าของโรงแรม “อย่าเขียม” กับเรื่องแบบนี้ และไม่ควรขอไปทัวร์ฟรีจากบริษัทนำเที่ยวในท้องถิ่น เพราะเขาจะดูแลคุณเป็นพิเศษ แต่ควรไปแบบที่เขาไม่รู้ว่าคุณมาจากโรงแรม เท่ากับว่าเราไปสกรีนคุณภาพของบริษัทเหล่านี้ว่าเหมาะสมและมีความปลอดภัยเพียงพอที่เราจะแนะนำให้ลูกค้าไปใช้บริการหรือเปล่า

ฝึกกันนะคะ

ชีวิตชุมชนกับการท่องเที่ยว

ต้นแบบท่องเที่ยวชุมชนที่มีแนวทางและขั้นตอนที่ชัดเจน อีกทั้งยังทำให้เห็นเป็นรูปธรรม

ท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

ท่องเที่ยวชุมชน

ทำชุมชนให้กลับมาชีวิตชีวา

อนุรักษ์สิ่งดีงามเพื่อส่งผ่านไปอีกรุ่น

.

.

.

ล้วนเป็นคำที่ทุกท่านคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ชุมชนริมน้ำจันทบูรเป็นทั้งผู้นำ เป็นทั้งตัวอย่าง เป็นทั้งกรณีศึกษาที่มีการทำงานกันอย่างเป็นระบบตั้งแต่ปี 2552 จากข้อมูลในหนังสือ “ชุมชนริมน้ำจันทบูร – จุดเริ่มต้นของการฟื้นฟูชุมชนเก่า และตัวอย่างกระบวนการปรับปรุงอาคารเก่า” ที่ได้รับการสนับสนุนการจัดพิมพ์จาก The Rockyfeller Foundation ในปี 2556

หนังสือเล่มนี้ถ่ายทอดเรื่องราวเป็นขั้นเป็นตอนตั้งแต่เมื่อเริ่มทำโครงการ การลงพื้นที่เก็บข้อมูล การทำกิจกรรมในชุมชนเพื่อสร้างความตระหนักรู้และเห็นคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่ในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นอาคารบ้านเรือนที่สะท้อนสถาปัตยกรรมในแต่ละยุคแต่ละสมัยย้อนกลับไปตั้งแต่กรุงศรีอยุธยาจนถึงรัตนโกสินทร์ ทั้งภูมิปัญญาในเรื่องต่างๆ วิถีชีวิตความเป็นอยู่ การหลอมรวมของชนชาติต่างๆ การค้าขาย และยังสะท้อนปัญหา อุปสรรคในการทำงานจนทำให้เกิดเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ ริมน้ำจันทบูร

การดำเนินงานอะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับชุมชน และอยู่ในชุมชนที่ยังมีชีวิต ไม่ใช่เรื่องง่าย มีอุปสรรคมากมายแต่ทีมงานก็ค่อยๆผ่านมาได้ และทำให้เห็นเป็นรูปธรรม ทั้งในส่วนที่พัก ศูนย์เรียนรู้ การร่วมมือร่วมใจของคนในชุมชนที่ยังอนุรักษ์อาหารการกินในท้องถิ่นไว้และถ่ายทอดให้ผู้ที่ไปเยี่ยมเยือนได้สัมผัส เรียนรู้และชิมของอร่อย

ในส่วนที่พัก “บ้านหลวงราชไมตรี” เป็นที่พักต้นแบบที่รักษาเรื่องราวไว้ได้ครบถ้วนทั้งสถาปัตยกรรมและเรื่องราวของบ้านที่ต้องขอชื่นชมทายาทของท่านหลวงราชไมตรีที่เห็นความสำคัญและเสียสละในการทำให้บ้านหลังนี้เป็นอีกแหล่งเรียนรู้

บ้านหลวงราชไมตรี ให้บริการในแบบ Museum Inn มีห้องพักและอาหารเช้า ใช้โมเดลของที่พักที่มีการจำหน่ายหุ้นให้กับชุมชน และกำไรจากการดำเนินกิจการแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ

(1) ส่วนผู้ถือหุ้น และ

(2) เป็นทุนสะสม (Revolving Fund) เพื่อให้ชุมชนใช้ทำกิจกรรมทางวัฒนธรรมและพัฒนาย่านเก่าอื่นๆ

สำหรับส่วนให้บริการ

  • ชั้นล่างส่วนต้อนรับ พร้อมส่วนแสดงประวัติความเป็นมา ของเก่า เช่น หนังสือ บันทึกการค้าขาย ถ้วยชาม เครื่องมือต่างๆ และมีส่วนจำหน่ายของที่ระลึก เช่น โปสการ์ด เสื้อยืด หนังสือ เป็นต้น

  • นอกชานริมน้ำ นั่งพักผ่อนและใช้พื้นที่สำหรับตั้งอาหารเครื่องดื่มสำหรับมื้อเช้า และมีสวนขนาดเล็กข้างบ้านนั่งเล่นได้ มีห้องพักริมน้ำ 2 ห้องด้านซ้ายและขวา

  • ชั้นบนเป็นส่วนห้องพักเพิ่มเติมอีกทั้งฝั่งมองเห็นแม่น้ำและติดถนนซอย

บ้านพักมีทีมงานกระทัดรัดแต่ให้บริการเต็มเปี่ยมด้วยใจ และความเข้าใจในคุณค่าของชุมชน

เรายังรอภาคต่อไปของหนังสือที่จะเล่าเรื่องราวเมื่ออยู่ในภาวะการแข่งขันของธุรกิจการท่องเที่ยว และความตั้งใจในการรักษาและอนุรักษ์คุณค่าของชุมชน การบริหารบ้านหลวงราชไมตรีวางแนวทางอย่างไรจึงจะสามารถทำโมเดลธุรกิจให้ออกมาตามระยะเวลาที่วางไว้

แต่จากที่ได้ไปเยี่ยมชม มีลูกค้าชาวต่างชาติเข้าพักในวันธรรมดาพอสมควรผสมกับลูกค้าคนไทย ดังนั้นหากวันธรรมดาสามารถทำอัตราการเข้าพักได้ 50% และวันหยุดประจำสัปดาห์หรือหยุดต่อเนื่องเต็ม 100% เป้าหมายคงไม่ไกลเกินเอื้อมแน่นอน

ขอส่งใจช่วยอีกแรง และขอให้คงรูปแบบที่มีคุณค่าแบบนี้ไปเรื่อยๆ แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงในชุมชนตามกาลเวลา แต่เชื่อว่าหากแนวคิดหลักยังเข้มแข็ง มีกิจกรรมต่อเนื่อง มีสื่อให้พื้นที่สม่ำเสมอ เขื่อว่าการท่องเที่ยวชุมชนที่เป็นต้นแบบนี้ยั่งยืนและอยู่รอดแน่นอน