2019 : โรงแรมเล็ก จะไปต่อ หรือต้องหยุดรอ

จะไปต่อหรือต้องหยุดรอสำหรับโรงแรมที่พักขนาดเล็ก ขึ้นอยู่กับอะไร และควรปรับตัวอย่างไร

อีกไม่กี่สัปดาห์ก็จะผ่านไปอีกปี เราจะไม่พูดถึงการวางแผนการทำงาน การลงทุนในธุรกิจท่องเที่ยวโดยเฉพาะโรงแรมที่พักขนาดเล็กก็คงจะไม่ดี วันนี้เรามาคุยเรื่องสิ่งที่เกิดขึ้นในรอบปีที่ผ่านมา และสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไป ในขณะเดียวกันก็อยากให้ผู้อ่านได้กลับไปพิจารณาเปรียบเทียบกับธุรกิจของตนเอง หรือเทียบกับแผนงานที่ตนเองกำลังวางแผน หรือสนใจที่จะลงทุนในโรงแรมที่พักขนาดเล็ก เพื่อหามุมมอง และทางเลือกให้กับตัวเอง และที่สำคัญคือ การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการ์ณต่างๆ

พาดหัวเรื่องว่า “จะไปต่อ หรือจะต้องหยุดรอ”

สิ่งที่เกิดขึ้นสำหรับโรงแรมที่พักขนาดเล็กที่เราเห็นกันไม่ว่าจะเป็นเมืองท่องเที่ยวหลัก หรือเมืองท่องเที่ยวรองตามนโยบายของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เห็นจะไม่หนี 3-4 ประเด็นนี้

  1. จำนวนผู้ให้บริการที่เพิ่มมากขึ้นในแต่ละพื้นที่ หมายถึงจำนวนที่พักขนาดเล็กไม่ว่าจะเป็นแบบโฮสเทล บ้านพัก โรงแรมขนาดต่ำกว่า 79 ห้องตามหัวเมืองต่างๆ ทั้งที่บริหารเอง หรือว่าจ้างบริษัท เชนทั้งในและต่างประเทศมาบริหาร  สิ่งเหล่านี้เราจะพบเห็นได้ค่อนข้างชัดเจนเวลาเดินทางไปตามจังหวัดต่างๆ ยิ่งถ้าขับรถท่องเที่ยว ยิ่งชัดเจนถึงการเกิดขึ้นของจำนวนที่พักที่ให้บริการ

  2. บทบาทของโทรศัพท์มือถือ  ไม่ใช่แต่เพียงธุรกิจโรงแรมที่พัก แต่รวมไปถึงทุกธุรกิจที่ต้องปรับตัวอย่างเร่งรีบเพื่อตอบสนองต่อพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป เมื่อมือถือ หรือ Smart Phone กลายเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย และการใช้ชีวิตประจำวันไปเสียแล้ว ดังนั้นการติดต่อสื่อสารระหว่างโรงแรมที่พักกับลูกค้า จึงต้องพัฒนาการสื่อสารผ่านทางมือถือให้ได้และมีรูปแบบที่น่าสนใจ 

  3. การจองห้องพัก ที่มีความสะดวกรวดเร็วมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นการจองห้องพักผ่านทางออนไลน์ทราเวิลเอเย่นต์ หรือที่เรารู้จักกันดีในนาม OTA หลายหลายผู้ให้บริการ หรือการจองตรงกับโรงแรม ผ่านทางเว็บไซต์ ทาง Line@ หรือทาง Facebook Fan Page ไปจนถึงช่องทางพื้นฐานอย่างโทรศัพท์  ซึ่งทุกช่องทางนั้น ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมพยายามเน้นการให้บริการที่มีความรวดเร็ว เงื่อนไขการจองมีความผ่อนปรนมากขึ้นเพื่อให้ลูกค้าสามารถตัดสินใจได้รวดเร็ว เกิดการซื้อที่เร็วขึ้น เช่น ไม่มีค่าใช้จ่ายเมื่อยกเลิกการจอง เมื่อเปลี่ยนแปลงการจอง ยกเว้นค่าธรรมเนียมการจอง เป็นต้น
  4. บทบาทของผู้มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของลูกค้า หรือ Influencer  ในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะคนเขียนบล๊อกเล่าเรื่องราวการท่องเที่ยว (Travel Blogger) ที่กลายเป็นเครื่องมือในการสื่อสารทางการตลาดไปยังกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเพื่อแสดงออกถึงสไตล์ของที่พัก สร้างการยืนยันตัวตน ความมีเอกลักษณ์ จุดขายและจุดให้บริการที่โดดเด่นของโรงแรม โดยเชื่อว่ากลุ่มผู้ติดตามบล๊อกเกอร์เหล่านั้นเป็นกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของโรงแรม ซึ่งค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ก็จะมีอัตราที่เพิ่มสูงขึ้นตามจำนวนผู้ติดตามของบล๊อกเกอร์นั้นๆ

ถ้าเราพิจารณากันแค่ 4 ประเด็นข้างต้น คุณคิดว่าโรงแรมที่พักของคุณมีการปรับตัวในส่วนต่างๆบ้างหรือไม่อย่างไร ลองตรวจสอบกันดูว่าเราได้มีการพัฒนาและปรับปรุงในส่วนต่างๆเหล่านี้หรือไม่ เพราะนั่นจะเป็นตัวบ่งบอกว่าคุณจะได้ไปต่อ หรือต้องหยุดรอ

  • ที่พักมีเอกลักษณ์หรือจุดขายที่ชัดเจนและโดดเด่น แตกต่างจากที่พักที่มีอยู่ในท้องตลาดหรือไม่

คำว่าโดดเด่น ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงรูปลักษณ์ภายนอกจากสถาปัตยกรรม หรือการตกแต่งภายใน แต่รวมไปถึง และเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญคือ “เอกลักษณ์และความโดดเด่นในการให้บริการ” คุณสร้างคาแรคเตอร์ พัฒนาแบรนด์ในการให้บริการของคุณให้ลูกค้าจดจำอย่างไร จดจำแบบประทับใจ หรือ จดจำแบบมาพักครั้งเดียวก็เกินพอ

  • หน้าตาของช่องทางสื่อสารของคุณโดยเฉพาะบนเว็บไซต์ของโรงแรมที่พักของคุณสามารถรองรับบนหน้าจอมือถือ หรือสมาร์ทโฟนได้หรือไม่ ภาพและเนื้อหาถูกตัดทอนหรือไม่ได้สัดส่วนเมื่อมองผ่านเครื่องมือสื่อสารแต่ละประเภทหรือเปล่า เช่น ภาพบนมือถือถูกตัด ไม่ได้สัดส่วน เมื่อมองผ่านแท็บเล็ตก็เห็นเป็นอีกขนาด ไม่ได้สัดส่วน ข้อความถูกตัด เว้นบรรทัดแบบตลกๆ หรือแสดงข้อมูลได้เพียงครึ่งหน้าของเว็บไซต์จริง ถ้ายังเป็นเช่นนี้ กรุณาติดต่อผู้ให้บริการออกแบบเว็บไซต์และแจ้งว่าต้องการเปลี่ยนเว็บไซต์ของคุณเป็นแบบ Responsive หมายถึงสามารถรองรับได้ทุกเครื่องมือสื่อสาร เห็นภาพและข้อความเหมือนกัน

  • ระบบการจองห้องพัก หรือ Booking Engine ที่ใช้งานอยู่บนเว็บไซต์ของโรงแรมเอื้ออำนวยความสะดวกและรวดเร็วรวมทั้งการใช้งานมีความง่ายมากน้อยเพียงใด ลูกค้าเข้ามาบนเว็บไซต์คุณแล้วสามารถตัดสินใจได้รวดเร็ว เห็นความแตกต่างของแต่ละระดับราคาในแต่ละห้องพักชัดเจนมากน้อยเพียงใด รูปภาพที่ใช้ คำบรรยายที่ใช้ อ่านแล้วรู้เรื่องหรือไม่ ให้ลองเปรียบเทียบการจองห้องพักของโรงแรมคุณ กับ OTA ต่างๆ แล้วคุณจะเห็นว่าทำไมลูกค้าจึงนิยมทำการจองผ่าน OTA ในสัดส่วนที่สูงกว่าการจองตรงบนเว็บไซต์ของโรงแรม

  • การเลือกใช้ Influencer หรือ Travel Blogger ตรงกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายจริงหรือเปล่า แนะนำให้ศึกษารูปแบบการนำเสนองานของแต่ละบล๊อกเกอร์ให้ดี เพื่อให้แน่ใจว่าใช่กับสิ่งที่ต้องการ อย่าเพิ่งไปเน้นจำนวนผู้ติดตามมาเป็นลำดับแรก ดูกลุ่มเป้าหมายก่อน ดูโพรไฟล์ของผู้เขียนก่อน การถ่ายภาพ การใช้คำบรรยาย ใช่สิ่งที่เราต้องการหรือเปล่า สอบถามกันให้มั่นใจก่อนใช้บริการ เพราะปัจจุบันมีกลุ่มคนประเภทอยากเป็นบล๊อกเกอร์” (Blogger-liked group) ติดต่อตามโรงแรมต่างๆ เสนอเงื่อนไขต่างๆ เน้น พักฟรี กินฟรี แต่ตามใจฉันนะ ก็มีให้เห็นพอสมควร เพราะฉะนั้นควรดูให้ดี อย่าตามกระแสมากจนเกินไป

ประเด็นสุดท้ายที่จะทำให้คุณได้ “ไปต่อ” และไม่ต้องหยุดรอคือ “ใบประกอบธุรกิจโรงแรม” อย่างถูกกฎหมาย ไม่ว่าคุณจะประกอบธุรกิจโรงแรมที่พักประเภทอะไร ถ้าเกิน 4 ห้อง หรือมีผู้เข้าพักรวมเกินกว่า 20 คน และมีค่าตอบแทนต่ำกว่ารายเดือน นั่นแปลว่าธุรกิจของคุณเข้าข่ายตามคำจำกัดความของคำว่า “โรงแรม” ตามพรบ.โรงแรม พ.ศ. 2547  เพราะฉะนั้นไม่ขึ้นอยู่กับชื่อที่พักว่าคุณจะเรียกว่าอะไร แต่หากเข้าองค์ประกอบข้างต้นจัดเป็นโรงแรมทั้งหมด และเมื่อเป็นโรงแรม ซึ่งเป็นธุรกิจที่ต้องมีการควบคุม จึงต้องมี “ใบอนุญาต” —หลักการมีอยู่แค่นี้ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นโฮสเทล บ้านพัก ซิตี้โฮเต็ล เกสท์เฮ้าส์ อพาร์ทเม้นท์ที่มีการปล่อยรายวัน ถ้าเกินกว่า 4 ห้อง มีผู้เข้าพักเกิน 20 คนต้องขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมทั้งสิ้น

ใครที่ยังไม่ได้ดำเนินการ และกรณีเป็นการนำอาคารพาณิชย์เก่ามาดัดแปลงเพื่อประกอบธุรกิจโรงแรม ตอนนี้ยังมีกฏกระทรวงกำหนดลักษณะอาคารประเภทอื่นเพื่อประกอบธุรกิจโรงแรมปี 2559 (ฉบับที่ 2) ที่ประกาศออกมาเมื่อ 25 ตุลาคม 2561 ที่ผ่านมา (ดาวน์โหลดกฎกระทรวง) ให้เร่งศึกษาและไปติดต่อตามพื้นที่ที่โรงแรมที่พักของท่านตั้งอยู่เพื่อดำเนินการให้ถูกต้อง ง่ายๆ คือต่างจังหวัด เร่งไปสอบถามข้อมูลจากเทศบาลในพื้นที่ ส่วนกรุงเทพ เร่งติดต่อกรมโยธาธิการและผังเมืองเพื่อตรวจสอบว่าการก่อสร้างถูกต้องตามกฎกระทรวงหรือไม่อย่างไร หากถูกต้องก็ยื่นเอกสารตามที่ทางการต้องการ และเมื่อได้รับการตรวจสอบแล้ว จึงนำใบที่ได้ (อ.5 หรือ อ.6) ไปยื่นต่อกรมการปกครองเพื่อขอใบอนุญาตโรงแรมในขั้นตอนต่อไป

สุดท้าย “จะไปต่อ” หรือ “จะต้องหยุดรอ” ล้วนขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของตัวท่านเองเป็นหลักสำคัญ

เตรียมจัดงาน

ใกล้เทศกาลปลายปีที่หลายโรงแรมจะมีการจัดงานคริสต์มาสและขึ้นปีใหม่ บางแห่งคิดราคารวมกับห้องพักเลยสำหรับคนที่จองห้องพักในช่วงขึ้นปีใหม่ หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ Compulsory Dinner หรือพวกโรงแรมขนาดใหญ่ๆ ก็มักจะชอบเติมคำว่า “Gala” เข้าไปด้วย ซึ่งราคาก็จะค่อนข้างสูงพอสมควร ถ้าคิดในแง่ค่าครองชีพคนไทยระดับตลาดกลางไ แต่ถ้าคิดเทียบเป็นเงินตราต่างประเทศก็อาจจะพอยอมรับได้ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นกับธีมของงานว่าจะมีอะไรบ้าง ประเภทของอาหารประมาณไหน มีการแสดง หรือดนตรีเล่นสดหรือเปล่า มีแตกของขวัญ รวมแชมเปญตอนเคาน์ดาวน์ด้วยหรือไม่

บางครั้งโรงแรมที่พักขนาดเล็กเห็นโรงแรมขนาดใหญ่มีชื่อเสียงจัดงาน ก็เข้าใจว่าต้องทำแบบนั้นบ้าง มิฉะนั้นจะไม่ใช่วิถีโรงแรมช่วงปลายปี

อันที่จริงแต่ละโรงแรมควรกลับมานั่งคิดก่อนว่า ด้วยรูปแบบโรงแรมของเราจำเป็นต้องจัดงานหรือไม่ และถ้าจัดควรจะจัดแบบไหน

เหตุผลเบื้องหลังของเทศกาลทั้งหลาย ก็คือ เป็นช่วงเวลาวันหยุดที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกได้หยุดพัก(ยกเว้นคนโรงแรม) ดังนั้นเมื่อมีความต้องการในตลาดมาก โอกาสที่โรงแรมจะขายห้องพักและบริการอื่นๆเพื่อร่วมฉลองเทศกาลจึงเกิดขึ้น

คราวนี้จะทำอย่างไรให้เหมาะสมก็ขึ้นอยู่กับกับการคิด ออกแบบ วางแผนและลงมือทำให้เหมาะสม และไม่ตั้งราคาสูงจนเป็นการเอาเปรียบลูกค้ามากจนเกินไป

สำหรับโรงแรมที่มีแผนจัดงานก็ควรทำแผนงานให้ละเอียด ไล่เรียงขั้นตอนต่างๆตามเวลาแต่ละช่วง พร้อมทั้งมอบหมายผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบในแต่ละส่วน

บทบาทที่สำคัญของงานเทศกาลอีกส่วนคือ เมนูอาหาร ทีมครัวต้องแสดงฝีมือเต็มที่ ถ้าจะจัดคริสมาสต์จะต้องมีอาหารอะไรที่เป็นสัญลักษณ์ของเทศกาล ถ้างานปีใหม่จะเป็นอาหารแบบไหน ลักษณะการจัดจาน หรือไลน์บุฟเฟต์จะเป็นธีมอะไร

สุดท้ายที่สำคัญคือ การตั้งงบประมาณ

เมื่อได้งบประมาณแล้วจึงมาตั้งราคามาทำประมาณการว่าขายราคาเท่าไหร่ และต้องขายให้ได้กี่หัวจึงจะคุ้มทุน หรือ กี่หัวขึ้นไปจึงจะมีกำไร

ถ้าตอนนี้ ใครยังไม่ได้เริ่มวางแผน ให้รีบเร่งมือโดยด่วน

โรงแรมกับโซเชียลมีเดีย ตอน เมื่อเจ้าของเป็นซะเอง

สิ่งที่เกิดขึ้นบนโลกออนไลน์นั้น เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ยากที่จะลบไปได้ เท่ากับว่าคุณเลือกที่จะให้ลูกค้าจดจำคุณในแบบไหน คุณก็เลือกที่จะแสดงออกในแบบที่ต้องการได้

การใช้สื่อโซเชียลในปัจจุบันกลายเป็นเครื่องมือในการสื่อสารกับลูกค้าสำหรับทุกธุรกิจ และมีการใช้กันอย่างเข้มข้นตั้งแต่ลงรูปแสดงมุมต่างๆของโรงแรม บรรยายมุมต่างๆ ภาพอาหาร ไปจนถึงเชิญชวนให้ลูกค้าร่วมเล่นเกมส์เพื่อหวังให้เกิดยอด Engagement จากการ Like, Share และ Comment แต่บางครั้งก็เกิดข้อความที่ไม่เหมาะสมจากการโต้ตอบระหว่างลูกค้าและตัวแทนของโรงแรม หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ “แอดมินเพจ”

“แอดมินเพจ” แต่ละสินค้าและบริการเป็นเหมือนตัวแทน หรือ Brand Ambassador ของผลิตภัณฑ์หรือธุรกิจนั้นๆ และแอดมินเพจนี่แหละเป็นตัวที่จะวัดกึ๋นของธุรกิจว่าจะมีความสุขุม รอบคอบ หลักแหลม รอบรู้ในการโต้ตอบกับลูกค้ามากน้อยแค่ไหน  บางครั้งเราจึงได้เห็นการขึ้นข้อความที่อาจเรียกได้ว่า “หลุด” คือ หลุดคาแรคเตอร์ของโรงแรม กลายเป็นปล่อยตัวตนของตัวเองออกมาในโลกออนไลน์ เพียงเพราะควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ จะด้วยเหตุผลจากการโดนกระตุ้นจากสิ่งยั่วยุอะไรก็ตามทำให้เกิดอารมณ์เสีย

บางครั้งเราก็ได้เห็นตัวอย่างแบบที่ไม่ควรจะนำมาเป็นเยี่ยงอย่าง โดยเฉพาะเมื่อผู้ขึ้นข้อความเป็นเจ้าของโรงแรม หรือผู้บริหารโรงแรมที่อาจไม่พอใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น หรือไม่พอใจต่อพนักงานและนำมาโพสข้อความบนหน้าเฟสบุ๊กส่วนตัวโดยตั้งค่าเป็นสถานะเป็นสาธารณะ หรือ Public นั่นแปลว่าทุกคนสามารถเห็นข้อความนี้ได้ เช่น ขึ้นข้อความว่าวันนี้ห้องพักเกือบเต็ม แต่ต่อท้ายด้วยว่า “ดีกว่าจ้างทีมเซลล์มานั่งส่งคอนแทร็คให้เอเย่นต์” คล้ายกับต้องการบอกว่า พนักงานที่เคยจ้างมาทำงานด้านการขายการตลาดไม่ได้เรื่อง ทำเองมีลูกค้ามากกว่าต้องเยอะ……คืออะไรที่เราไม่พอใจ ก็ว่ากันไปตามกฎกติการของโรงแรม ถ้าผลงานไม่ได้ตามที่ตกลงกัน หรือทำได้ไม่ถึงตัวชี้วัด เป้าหมายที่กำหนด ก็ว่ากันไป แต่ไม่ควรถือว่า “ฉันเป็นเจ้าของ ฉันจะโพสอะไรก็ได้”

ข้อผิดพลาดที่มักเกิดขึ้นบ่อยๆในโลกออนไลน์นั้นมักมาจาก

(1) ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้

(2) ไม่สามารถแยกแยะบทบาทของตนเองได้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของ หรือพนักงาน หากทำหน้าที่บนเพจของโรงแรม นั่นหมายถึงคุณกำลังเป็นตัวแทนของธุรกิจ ตัวแทนของกิจการคุณ

(3) ขาดความรู้ความเข้าใจในการใช้งานสื่อโซเชียล เช่น ไม่ทราบว่าการตั้งสถานะสามารถกำหนดกลุ่มได้ว่าต้องการแสดงผลให้ใครเห็น เช่น เป็นสาธารณะ แปลว่าทุกคนเห็น หรือ Restricted Audience กำหนดการเห็นสถานะหรือข้อความเฉพาะกลุ่ม หรือ News Feed Targeting คือกำหนดกลุ่มผู้เห็นข้อความตามกลุ่มเป้าหมายโดยเลือกจากความสนใจ (Interest) เฉพาะกลุ่ม เช่น เฉพาะกลุ่มที่ชอบการท่องเที่ยว ชอบการถ่ายภาพ ชอบการออกแบบ เป็นต้น

Screen Shot 2561-08-13 at 7.14.04 PM
การกำหนดผู้อ่านบนแฟนเพจ (Page Manager)

(4) ไม่สนใจว่าใครจะว่าอย่างไร เพราะถือว่านี่เป็นเพจของฉัน ฉันจะทำอย่างไรก็ได้

คงต้องตอกย้ำว่า สิ่งที่เกิดขึ้นบนโลกออนไลน์นั้น เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ยากที่จะลบไปได้ เท่ากับว่าคุณเลือกที่จะให้ลูกค้าจดจำคุณในแบบไหน คุณก็เลือกที่จะแสดงออกในแบบที่ต้องการได้ หรือ ตามที่ได้มีการกำหนดคาแรคเตอร์ของแบรนด์คุณ  แต่ถ้าหากคุณเลือกที่จะแสดงออกตามอารมณ์ของคุณในแต่ละวัน ก็จะมีเหตุเกิดเสมอ และมักจะมีคนเก็บไว้ทันเสมอเมื่อมีเหตุ “ดราม่า” เกิดขึ้นระหว่างโรงแรม หรือผลิตภัณฑ์อะไรก็ตามกับลูกค้า

ดังนั้น การกำหนดนโยบายการใช้สื่อโซเชียลในที่ทำงานจึงเป็นสิ่งจำเป็นโดยให้กำหนดนโยบายแยกออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่

(1) นโยบายหรือข้อปฎิบัติสำหรับทีมการตลาดและการขาย

(2) นโยบายหรือข้อปฎิบัติสำหรับผู้ที่ทำหน้าที่ “แอดมินเพจ”

(3) นโยบายหรือข้อปฎิบัติสำหรับพนักงานทั่วไป

ทั้ง 3 ส่วนมีความสำคัญทั้งหมดโดยข้อ 1) และ 2) ควรอยู่ภายใต้กรอบการดำเนินธุรกิจ และภายใต้ข้อกำหนดของแบรนด์ในเรื่องต่างๆ ส่วนข้อ 3) สำหรับพนักงานโดยทั่วไปนั้น ควรเน้นขอความร่วมมือในการโพสข้อความ รูปภาพที่โรงแรมว่าสิ่งใดควร สิ่งใดไม่ควร หรือหากไม่สามารถควบคุมได้ ก็คงต้องยกตัวอย่างให้เห็นชัดเจนว่าการโพสข้อความแบบไหนที่ไม่ควรกระทำ เช่น การเช็คอินเมื่อมาถึงที่ทำงาน และขึ้นข้อความว่า “วันนี้ลูกค้าเยอะอีกแล้ว ไม่รู้จะได้กินข้าวกี่โมง”  หรือ ถ่ายภาพกองผ้าปูที่นอน ผ้าเช็ดตัวที่รอส่งซัก แล้วระบายว่า “ไม่รู้จะเยอะอะไรกันนักกันหนา”  หรือถ่ายเซลฟี่ตนเองที่ทำงานในห้องครัว พร้อมแอ๊คท่านั่งบนโต๊ะทำกับข้าว เป็นต้น ……. จริงๆ ตัวอย่างมีมากมายเหลือเกิน ที่เห็นแล้วแทบจะเอามือก่ายหน้าผาก

บางครั้งอาจต้องใช้เวลาในการอธิบายและทำความเข้าใจกับพนักงาน แต่ก็เป็นสิ่งที่ชี้แจงได้ อธิบายได้ถึงผลดี ผลเสีย และผลที่โรงแรมจะได้รับหากมีการกระทำที่ไม่เหมาะสม

ใครยังไม่มีสิ่งเหล่านี้ รีบเร่งออกกฎกติกามารยาทกันก่อนที่ภาพลักษณ์โรงแรมจะเสียหาย

สุดท้าย เจ้าของโครงการ ผู้บริหาร ก็ต้องอยู่ภายใต้กฎกติกามารยาทที่เหมาะสมด้วย ไม่ว่าจะบนแฟนเพจหรือบนเฟสบุ๊กส่วนตัว ไม่ใช่อยู่เหนือกฎกติกา และเป็นคนที่สร้างความเสียหายให้ธุรกิจเสียเอง

ชีวิตชุมชนกับการท่องเที่ยว

ต้นแบบท่องเที่ยวชุมชนที่มีแนวทางและขั้นตอนที่ชัดเจน อีกทั้งยังทำให้เห็นเป็นรูปธรรม

ท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

ท่องเที่ยวชุมชน

ทำชุมชนให้กลับมาชีวิตชีวา

อนุรักษ์สิ่งดีงามเพื่อส่งผ่านไปอีกรุ่น

.

.

.

ล้วนเป็นคำที่ทุกท่านคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ชุมชนริมน้ำจันทบูรเป็นทั้งผู้นำ เป็นทั้งตัวอย่าง เป็นทั้งกรณีศึกษาที่มีการทำงานกันอย่างเป็นระบบตั้งแต่ปี 2552 จากข้อมูลในหนังสือ “ชุมชนริมน้ำจันทบูร – จุดเริ่มต้นของการฟื้นฟูชุมชนเก่า และตัวอย่างกระบวนการปรับปรุงอาคารเก่า” ที่ได้รับการสนับสนุนการจัดพิมพ์จาก The Rockyfeller Foundation ในปี 2556

หนังสือเล่มนี้ถ่ายทอดเรื่องราวเป็นขั้นเป็นตอนตั้งแต่เมื่อเริ่มทำโครงการ การลงพื้นที่เก็บข้อมูล การทำกิจกรรมในชุมชนเพื่อสร้างความตระหนักรู้และเห็นคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่ในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นอาคารบ้านเรือนที่สะท้อนสถาปัตยกรรมในแต่ละยุคแต่ละสมัยย้อนกลับไปตั้งแต่กรุงศรีอยุธยาจนถึงรัตนโกสินทร์ ทั้งภูมิปัญญาในเรื่องต่างๆ วิถีชีวิตความเป็นอยู่ การหลอมรวมของชนชาติต่างๆ การค้าขาย และยังสะท้อนปัญหา อุปสรรคในการทำงานจนทำให้เกิดเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ ริมน้ำจันทบูร

การดำเนินงานอะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับชุมชน และอยู่ในชุมชนที่ยังมีชีวิต ไม่ใช่เรื่องง่าย มีอุปสรรคมากมายแต่ทีมงานก็ค่อยๆผ่านมาได้ และทำให้เห็นเป็นรูปธรรม ทั้งในส่วนที่พัก ศูนย์เรียนรู้ การร่วมมือร่วมใจของคนในชุมชนที่ยังอนุรักษ์อาหารการกินในท้องถิ่นไว้และถ่ายทอดให้ผู้ที่ไปเยี่ยมเยือนได้สัมผัส เรียนรู้และชิมของอร่อย

ในส่วนที่พัก “บ้านหลวงราชไมตรี” เป็นที่พักต้นแบบที่รักษาเรื่องราวไว้ได้ครบถ้วนทั้งสถาปัตยกรรมและเรื่องราวของบ้านที่ต้องขอชื่นชมทายาทของท่านหลวงราชไมตรีที่เห็นความสำคัญและเสียสละในการทำให้บ้านหลังนี้เป็นอีกแหล่งเรียนรู้

บ้านหลวงราชไมตรี ให้บริการในแบบ Museum Inn มีห้องพักและอาหารเช้า ใช้โมเดลของที่พักที่มีการจำหน่ายหุ้นให้กับชุมชน และกำไรจากการดำเนินกิจการแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ

(1) ส่วนผู้ถือหุ้น และ

(2) เป็นทุนสะสม (Revolving Fund) เพื่อให้ชุมชนใช้ทำกิจกรรมทางวัฒนธรรมและพัฒนาย่านเก่าอื่นๆ

สำหรับส่วนให้บริการ

  • ชั้นล่างส่วนต้อนรับ พร้อมส่วนแสดงประวัติความเป็นมา ของเก่า เช่น หนังสือ บันทึกการค้าขาย ถ้วยชาม เครื่องมือต่างๆ และมีส่วนจำหน่ายของที่ระลึก เช่น โปสการ์ด เสื้อยืด หนังสือ เป็นต้น

  • นอกชานริมน้ำ นั่งพักผ่อนและใช้พื้นที่สำหรับตั้งอาหารเครื่องดื่มสำหรับมื้อเช้า และมีสวนขนาดเล็กข้างบ้านนั่งเล่นได้ มีห้องพักริมน้ำ 2 ห้องด้านซ้ายและขวา

  • ชั้นบนเป็นส่วนห้องพักเพิ่มเติมอีกทั้งฝั่งมองเห็นแม่น้ำและติดถนนซอย

บ้านพักมีทีมงานกระทัดรัดแต่ให้บริการเต็มเปี่ยมด้วยใจ และความเข้าใจในคุณค่าของชุมชน

เรายังรอภาคต่อไปของหนังสือที่จะเล่าเรื่องราวเมื่ออยู่ในภาวะการแข่งขันของธุรกิจการท่องเที่ยว และความตั้งใจในการรักษาและอนุรักษ์คุณค่าของชุมชน การบริหารบ้านหลวงราชไมตรีวางแนวทางอย่างไรจึงจะสามารถทำโมเดลธุรกิจให้ออกมาตามระยะเวลาที่วางไว้

แต่จากที่ได้ไปเยี่ยมชม มีลูกค้าชาวต่างชาติเข้าพักในวันธรรมดาพอสมควรผสมกับลูกค้าคนไทย ดังนั้นหากวันธรรมดาสามารถทำอัตราการเข้าพักได้ 50% และวันหยุดประจำสัปดาห์หรือหยุดต่อเนื่องเต็ม 100% เป้าหมายคงไม่ไกลเกินเอื้อมแน่นอน

ขอส่งใจช่วยอีกแรง และขอให้คงรูปแบบที่มีคุณค่าแบบนี้ไปเรื่อยๆ แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงในชุมชนตามกาลเวลา แต่เชื่อว่าหากแนวคิดหลักยังเข้มแข็ง มีกิจกรรมต่อเนื่อง มีสื่อให้พื้นที่สม่ำเสมอ เขื่อว่าการท่องเที่ยวชุมชนที่เป็นต้นแบบนี้ยั่งยืนและอยู่รอดแน่นอน

อยากทำโรงแรม…อยากทำโรงแรม

ความต้องการที่อยากจะเป็นเจ้าของโรงแรม อยากทำธุรกิจโรงแรมยังมีอยู่มากนัก แต่อยากให้ลองอ่านบทความนี้ก่อนจะตัดสินใจ

เริ่มต้นสัปดาห์ใหม่กับบรรยากาศมาคุชนิดฟ้าคำรามสลับกับฟ้าแลบเป็นระยะ วางแผนการเดินทางกันให้ดี และสำหรับคนที่นั่งทำงานที่บ้านได้ หรือประเภท Work Anywhere ได้ ก็ขอแสดงความยินดีด้วยค่ะ

เอาล่ะเรื่องอากาศ ฟ้าฝนก็ว่ากันไป เขาว่ากันว่าการเริ่มต้นการสนทนาถ้าไม่รู้จะคุยอะไรก็คุยเรื่องอากาศกันไปก่อน

เข้าเรื่องกันดีกว่า…..

อยากทำโรงแรม….อยากทำโรงแรม

อาการคล้ายๆเด็กๆที่อยากได้ของเล่นใหม่ เวลาเดินผ่านเคาน์เตอร์ของเล่นในห้างสรรพสินค้าก็จะหยุดดูอยู่นาน และก็จะพูดประโยคซ้ำๆว่า “อยากได้…อยากได้….” แต่ในวัยผู้ใหญ่ ก็จะเก็บอาการแตกต่างกันไป แต่มีนัยยะและความหมายเดียวกันคือ “อยากทำโรงแรม ….อยากเป็นเจ้าของโรงแรม”

สำหรับลูกค้าที่ตั้งต้นมาด้วยอาการประมาณนี้ ถึงแม้จะไม่ได้พูดออกมา เรามักจะค่อยๆช่วยผ่อนคันเร่งให้ความเร็วลดลง ให้ข้อคิด ข้อควรระวังหลายๆด้าน และลูกค้าประเภทนี้จริงๆแล้วต้องการแค่คำยืนยัน คำสนับสนุนความคิดที่มุ่งมั่นของเขาว่าจะต้องเดินหน้าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ยิ่งเป็นกรณีเช่นนี้ ก็จะยิ่งต้องเหยียบเบรคเป็นระยะ ๆ โยนโจทย์ให้มีเวลากลับไปทบทวนให้มั่นใจจริงๆก่อน แล้วค่อยมาว่ากัน

บางคนมีคำตอบในใจอยู่แล้ว และวิ่งตามหาความมั่นใจจากพวกงานสัมนาต่างๆที่มีมากเหลือเกิน จะต้องการด้านไหนล่ะ มีหมดทุกอย่าง โลเคชั่นไม่ดีก็ทำได้ นั่น..ว่าเข้าไป คือ มันไม่ได้ทำได้ทุกกรณีเสมอไป และปัจจัยของพื้นที่หนึ่ง หรืออีกประเทศหนึ่ง ก็ไม่ใช่จะสามารถนำมาปรับใช้กับโครงการใหม่ได้เสมอไป อย่าไปเคลิบเคลิ้มกับคำบรรยายมากจนเกินไป บางราย คนบรรยายไหน บรรยายถูกใจ โดนใจ ก็เลือกคนนั้นแหละเพราะรู้ว่าจะต้องเข้าข้างความคิดของเขาตลอดแน่ๆ แต่เขาอาจลืมคิดไปว่า “คนที่พูด ไม่ใช่คนที่จะอยู่กับโครงการเราไปตลอดชั่วอายุโครงการนะ เราต่างหาก”

บางรายอยู่ในธุรกิจบริหารจัดการสิ่งปลูกสร้าง เช่น ทำบ้านจัดสรรขาย แบ่งที่ดินขาย พัฒนาโครงการขาย  หรือแม้กระทั่งทำธุรกิจค้าขายวัสดุก่อสร้าง แต่อยากจะมาทำโรงแรม ถามว่า “ทำได้มั้ย” ตอบว่า “ทำได้” แต่ประเด็นคือ “คุณอยากทำจริงๆหรือเปล่า”  เพราะจะมีกรณีว่า พอมาทำธุรกิจโรงแรมจริงๆ ซึ่งเป็น “ธุรกิจการให้บริการ” จึงต้องว่าด้วย “คน…คน…และคน” มีปัญหาอุปสรรคจุกจิกกับเรื่องคน ไหนจะคนของเราเอง ไหนจะความต้องการลูกค้า จึงเกิดความเบื่อหน่าย และเริ่มรู้สึกว่า “เราไม่เหมาะกับธุรกิจนี้” เอาเมื่อตอนโรงแรมเปิดไปได้ยังไม่ถึงปี ยังไม่ทันเข้าที่เข้าทาง

เมื่อเจอกรณีแบบนี้ เราก็จะมักจะแตะเบรคเบาๆเสมอว่า ลองกลับไปคิดดูอีกที คุณทำแต่ซื้อมาขายไป จบโครงการก็จบไป แต่ถ้าจะทำโรงแรม มันไม่มีวันจบนะ ไม่ใช่แบบวันต่อวันด้วย มันจะต่อเนื่องกันยาวไปยาวไปเลยทีเดียวถ้าเรารู้จักทำการตลาดจริงๆจังๆ ถ้าไม่อยากวุ่นวาย ทำโครงการขายดีกว่าไหม วุ่นวายตอนเปิดขายไม่กี่เดือน ปิดโครงการได้ ก็จบ อาจมีรีเทนชั่นนิดหน่อยต่อเนื่องแต่ก็ไม่ใช่แบบโรงแรม  ก็มีหลายรายชงักไปและกลับไปคิดทบทวนดู ซึ่งทางเราก็ดีใจมากๆ แต่ลูกค้าอาจจะงง ๆ นิดหน่อย ว่า “นี่เอ็งไม่เอาลูกค้าเลยเหรอ”

เพราะฉะนั้นจะทำอะไร คิดไตร่ตรองให้รอบคอบเสียก่อน

สิ่งที่ต้องคำนึงในประเด็นใหญ่ๆ มี 3 ด้าน

  • เงินทุนและสายป่าน

อย่าคิดแต่เรื่องค่าก่อสร้างเท่านั้น พยายามแบ่งค่าใช้จ่ายออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่

  1. ค่าใช้จ่ายก่อนเริ่มโครงการ เช่น ค่าว่าจ้างสถาปนิก นักตกแต่งภายใน นักจัดสวน นักวางระบบสาธารณูปโภค ค่าดำเนินการเกี่ยวกับสถานที่ ค่าถางหญ้า ค่าถมดิน ค่าปรับปรุงที่ดิน ค่าจ้างที่ปรึกษา กรณีต้องการคนช่วยชี้แนะ หรือคนให้กำลังใจ (ก็เลือกประเภทได้ตามต้องการ) ค่าติดต่อหน่วยงานราชการต่างๆที่จำเป็น เหล่านี้ล้วนเป็นค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น
  2. ค่าก่อสร้าง ก็ชัดเจนคือ ค่าก่อสร้างโครงการทั้งหมด ตั้งแต่ฐานราก จนแล้วเสร็จเป็นรูปร่าง ขอให้คิดไปให้ยาวจนถึงตกแต่งภายในให้เรียบร้อยชนิดที่ “พร้อมใช้งาน” เช่น ห้องพักต้องติดผ้าม่าน ผ้าบังแสง ห้องน้ำต้องมีม่านอาบน้ำ ขอให้คิดไปถึงรายการข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ เพื่อเตรียมเปิดโครงการ ที่นอน หมอนมุ้ง จานชาม ช้อนส้อม แก้วน้ำ ในหัวข้อนี้สามารถแยกย่อยได้เป็น ค่าก่อสร้าง และค่าใช้จ่ายในการเตรียมเปิดโครงการ
  3. ค่าใช้จ่ายด้านการตลาดและการขาย  เมื่อเราเตรียมสินค้าและบริการเรียบร้อยตามข้อ 2 แล้ว แน่นอนเราก็ต้องทำให้ลูกค้ารู้จักเรา ซึ่งก็คือการทำการตลาด และค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ในยุคสมัยปัจจุบันที่ว่าด้วยการตลาดออนไลน์ ก็แน่นอนว่าเราควรจะตั้งงบประมาณไว้ให้เพียงพอ และเหมาะสมกับยอดขายที่เราตั้งเป้าหมายเอาไว้    ไม่ว่าจะเป็นค่าทำเว็บไซต์ การทำการตลาดออนไลน์ หรือดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง การทำระบบบริหารจัดการห้องพัก หากยอดขายของคุณตั้งเป้าหมายรายได้จากการจองผ่านทางออนไลน์มากกว่า 50% ระบบการจัดการของคุณก็ควรจะมีเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ

การบริหารจัดการงบประมาณในแต่ละส่วนนั้น ขึ้นอยู่กับประเภทของโรงแรมที่พักของคุณ จำนวนห้องพัก ตำแหน่งการตลาด รูปแบบสิ่งอำนวยความสะดวก กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ไม่มีอะไรตายตัว แต่ต้องกลับมาที่ตัวคุณเองเสมอ

  • ทีมงาน

เตรียมทีมงานไว้อย่างไร จะทำเอง สร้างทีมเอง หาคนเอง อบรมเอง หรือมีทีมเข้ามาบริหารจัดการ ไม่ว่าจะกรณีไหน ก็ต้องคิดคำนวนเรื่องงบประมาณที่จะใช้จ่ายต่อเดือนให้เหมาะสมกับรูปแบบของสินค้าและบริการ และในจำนวนที่เราสามารถรับผิดชอบตัวเองได้ ไม่ใช่พอเปิดมาไม่ถึง 6 เดือน เริ่มหมุนตัวเป็นเกลียวหัวเป็นน๊อต และแก้ไขปัญหาด้วยการตัด ตัด ตัด ซึ่งแน่นอนส่งผลกระทบต่อการให้บริการ และทำให้สถานการ์ณยิ่งย่ำแย่เข้าไปใหญ่ เพราะเมื่อลูกค้ามาใช้บริการและไม่ได้รับบริการอย่างที่คาดหวัง

การสร้างทีมงานนั้น ก็ควรจะมีคอนเซ็ปต์ที่ชัดเจน อบรมให้พนักงานคิดให้เป็น แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ ถ้าคุณนั่งเป็นผู้บริหารเอง ก็ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูกทีมเสมอ (ย้ำ…ว่า “เสมอ” แปลว่า ทำบ่อยๆ ทำเป็นประจำ) 

  • ระบบการบริหารจัดการ

ว่าด้วยระบบ ไม่ได้แปลว่าจะต้องใช้เงินลงทุนกับระบบมากมายมหาศาล อย่าไปมองแต่เรื่องสิ่งที่จับต้องได้ หรือ ฮาร์ดแวร์ แต่เพียงอย่างเดียว แต่อยากให้หันมา “สร้างระบบภายใน” ที่เข้มแข็งเพื่อให้ธุรกิจสามารถเดินไปได้ ไม่ว่าจะมีใครมานั่งทำงานตรงนี้ ไม่ใช่พอเปลี่ยนคน ก็เปลี่ยนทุกอย่าง แต่ละคนนำสิ่งที่ตัวเองชอบมาใส่ในงานเพราะตัวเองจะได้ทำงานได้สะดวก แต่ไม่มีระบบ เพราะฉะนั้น เมื่อพนักงานคนหนึ่งลาออกไป ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป และก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามลักษณะของคนที่เข้ามานั่งในตำแหน่งนั้นๆดังนั้นคุณควรจะคิด และสร้างระบบการบริหารจัดการที่มั่นคง เข้มแข็ง และอยู่บนหลักเหตุและผล อธิบายให้ทีมงานเข้าใจ เพื่อให้ทำงานแบบ “รู้จักคิด” ไม่ใช่ ทำตามคำสั่ง ไม่ต้องเริ่มที่ใคร เริ่มที่ตัวคุณเอง 

ถ้าคุณคิดทบทวน 3 ประเด็นนี้รอบคอบแล้ว คือ เงินทุนสายป่าน ทีมงาน และระบบบริหารจัดการ  แล้วจะเดินหน้าต่อก็เดินหน้าด้วยความมั่นใจ

แต่…..

อย่าทำอะไรเกินตัว

อย่าเชื่อคนง่าย

อย่าบ้าแรงยุจากคนอื่น

ขอให้ท่องคาถาไว้ว่า “เราคือคนที่จะต้องอยู่กับโครงการ”

       

คืนทุนเร็ว ทำได้จริงๆหรือ ?

อย่าเพิ่งตัดสินใจลงทุน ถ้ายังไม่ได้มีการศึกษาในรายละเอียด อย่าเชื่อใครง่ายๆ กลับมาดูความพร้อมของตัวเราดีกว่า

เวลามีคนมาบอกคุณว่า “จะทำโครงการโรงแรมหรือที่พักให้คืนทุนภายใน 3 ปี”

คุณเชื่อหรือ ?

หยุดคิดและตั้งคำถามซักนิด ดีไหม ?

โลกออนไลน์ที่รวดเร็วในการสื่อสาร เรียกร้องความสนใจจากลูกค้าเพื่อให้เข้ามาดูสินค้าหรือบริการของตน จึงอาจจะมีการใช้คำที่เกินจริงไปบ้าง ดังนั้นจึงควรต้องเพิ่มความระมัดระวังเพิ่มขึ้น

เรามาเริ่มดูกันดีกว่าว่ามีอะไรที่เราควรจะตั้งข้อสังเกตและระมัดระวังเพิ่มขึ้นกันบ้าง

ตัวเลขวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของโครงการ หรือ Feasibility Study นั้น จะทำให้ออกมาเป็นอย่างไรก็ได้ตามความต้องการและวัตถุประสงค์ที่ต้องการจะนำไปใช้ เช่น ถ้าจะนำไปขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน อาจทำตัวเลขแบบหนึ่ง ถ้าทำไว้เพื่อดูทางเลือกอื่นๆ ก็อาจจะทำในอีกแบบหนึ่ง แต่เพื่อความรอบคอบแล้ว การทำตัวเลขเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ ควรจะทำไว้ 3 ทางเลือก ได้แก่

  1. Base Case ได้แก่ ตัวเลขที่ใช้เป็นมาตรฐานกลางๆ เป็นตัวเลขที่ใช้อ้างอิงได้ กรณีนี้ใช้คำว่า Base นะคะ ไม่ใช่ Best ที่เป็นตัวเลขที่ดูดีมากกกกก จนอาจจะดูดีจนเกินจริง
  2. Most Likely Case ได้แก่ ตัวเลขที่น่าจะมีความเป็นไปได้มากที่สุด กรณีต้องกลับมาคิดและพิจารณาถึงปัจจัยในด้านต่างๆของตัวเราและตัวโครงการให้มากที่สุด
  3. Less Likely Case ได้แก่ ตัวเลขที่น่าจะเป็นไปได้ต่ำที่สุด หรือ ไม่น่าจะเกิดขึ้น หรือ อาจจะไปถึง Worst Case หรือ กรณีเลวร้ายที่สุด  สำหรับตัวเลขในกรณีควรจะต้องมาพร้อมกับ “แผนรองรับ” หรืออาจจะไปไกลถึง “แผนการออกจากธุรกิจ” ( Exit Plan) เลยทีเดียว

การพิจารณาแต่ตัวเลขอย่างเดียวคงไม่พอ อย่าเพิ่งเชื่อโดยเด็ดขาด ยังมีปัจจัยที่ต้องพิจารณาอีก ได้แก่

  • แผนการตลาดและการขาย  – แผนนี้สำคัญมากเพราะจะเป็นสิ่งที่มายืนยันหรือหักล้างตัวเลขที่ทำวิเคราะห์โครงการกันเลยทีเดียว และเวลาเราอ่านแผนงาน เราควรจะดูให้ละเอียดไปถึงกิจกรรมด้านการตลาดและการขายด้วย เพื่อให้เห็นจังหวะและเวลาในการทำกิจกรรม และลองประมาณการว่ากิจกรรมเหล่านั้นจะส่งผลให้เห็นเมื่อไหร่ ใช้เวลาเท่าไหร่
  • งบประมาณ – ตัวเลขงบประมาณที่ตั้งไว้สอดคล้องกับแผนกิจกรรมทางการตลาดและการขายหรือไม่อย่างไร ตัวเลขผลประกอบการในปีที่ดี หรือในเดือนที่ดี เกิดขึ้นเพราะอะไร มีงบประมาณจัดสรรไปลงเพื่อให้กิจกรรมนั้นเกิดได้หรือเปล่า  ถ้าดูตัวเลขในเดือนใดเดือนหนึ่ง หรือปีใดปีหนึ่งแล้ว ปรากฎว่าไม่เห็นจะมีกิจกรรมการตลาดอะไรที่มาส่งเสริมให้เกิดตัวเลขได้เลย อันนี้ก็ต้องตั้งข้อสังเกต ทำวงกลมสีแดงไว้เลย เพื่อซักถามให้เข้าใจ
  • ทีมงาน – แน่นอนว่าธุรกิจโรงแรมที่พักเป็นเรื่องการให้บริการ ดังนั้น จำนวนทีมงานจึงควรสอดคล้องกับปริมาณงานและปริมาณธุรกิจที่จะเข้ามา ซึ่งในเรื่องนี้อาจจะดูควบคู่ไปกับวิธีการให้บริการ หรือแผนการให้บริการร่วมด้วย เพราะบางกรณีการออกแบบการให้บริการที่ดี อาจช่วยลดจำนวนทีมงานไปได้บางส่วน
  • ข้อสมมติฐาน  ที่ใช้ในการทำตัวเลขอยู่บนพื้นฐานอะไร มีความเป็นไปได้หรือไม่อย่างไร เช่น เศรษฐกิจในภาพรวมจะเติบโต 10% แต่ในความเป็นจริงสิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ ประเทศไทยเติบโตแบบตัวเลขหลักเดียวและต่ำกว่า 5% มานานหลายปีแล้ว  หรือตั้งตัวเลขนักท่องเที่ยวในจังหวัดสูงเกินจริง ไม่มีตัวเลขอ้างอิงที่เชื่อถือได้  หรือ กำหนดอัตราเข้าพักเฉลี่ยสูงเกินความสามารถของโครงการที่จะรองรับได้ เป็นต้น
  • ปัจจัยภายนอก ไม่ใช่แต่ในระดับภายในประเทศ หากคุณจะทำโรงแรมที่พักที่รองรับนักท่องเที่ยวต่างประเทศเป็นหลัก คุณก็ควรศึกษาสภาพเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศนั้นๆ ด้วย ยกตัวอย่างเช่น เศรษฐกิจในยุโรปยังไม่ฟื้นตัว ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติปรับเปลี่ยนการเดินทางจากเดินทางท่องเที่ยวระยะไกลปีละ 2 ครั้ง เปลี่ยนเป็นท่องเที่ยวระยะไกลเพียงปีละ 1 ครั้ง และที่เหลือท่องเที่ยวในประเทศใกล้เคียงเพื่อที่จะได้สามารถเดินทางไปเที่ยวกันได้ทั้งครอบครัว

 

ทีมขายและการตลาดของโรงแรม หากสามารถขอดูแผนธุรกิจของโรงแรมตั้งแต่เริ่มก่อตั้งโครงการ อาจลองนำรายงานมานั่งอ่านดูว่าแต่ก่อนนั้นตั้งเป้าหมายไว้อย่างไร ทำไมมาถึงยุคปัจจุบันจึงเปลี่ยนแปลงไปมาก หรืออาจจะเปลี่ยนทิศทางกันไปเลยทีเดียว

การเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต หาที่มาที่ไป เหตุและผลเพื่อทำความเข้าใจ จะช่วยให้คุณรอบคอบขึ้นในการวางแผนการตลาดและการขายไปจนถึงกิจกรรมต่างๆให้เหมาะสมมากขึ้น

บางครั้งสิ่งที่ทีมขายและการตลาดอยากจะทำ อาจจะไม่ได้ทำ เพราะผู้ลงทุนอาจมีเหตุผลหรือความจำเป็นบางอย่างที่ทำให้ทุกอย่างอาจล่าช้า หรือต้องชะลอออกไป ในข้อนี้ทั้งสองฝ่ายก็ควรพูดความจริงต่อกัน เพื่อให้ทีมงานที่มีความมุ่งมั่นและตั้งใจทำงานไม่เกิดความท้อ หรือเข้าใจผิดว่า “เสนออะไรไป ไม่เคยได้ทำ แต่จะเอาตัวเลขตามเป้าหมาย…จะบ้าหรือเปล่า”

เงื่อนไขเรื่องเวลาในแต่ละยุคแต่ละสมัยก็เป็นปัจจัย บางโครงการอาจทำได้เมื่อปีนั้น แต่ไม่ได้แปลว่าจะทำได้ตลอดหากปัจจัยข้างต้นไม่มีความสอดคล้องกัน

ท้ายสุด….อยากตอกย้ำว่า “ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ ทุกอย่างต้องผ่านการลงมือทำอย่างมุ่งมั่นและต่อเนื่อง”

หันกลับมามองจากตัวเราสู่ภายนอกกันบ้าง

 

 

 

 

วางคอนเซ็ปต์โรงแรม อย่าให้เป็น อะไรเอ่ย ไม่เข้าพวก ?

วางคอนเซ็ปต์ อย่าทำแบบฉาบฉวย เพียงแค่ขอให้มีคอนเซ็ปต์ อยากให้คิดให้ยาวๆ ให้รอบคอบ มาดูตัวอย่างกันว่าควรทำอย่างไร

หลายคนคงยังพอจำได้ว่าเวลาเราต้องสอบแข่งขันเข้าโรงเรียน หรือที่ทำงานบางแห่งจะมีการทดสอบความสามารถทางเชาว์ปัญญา (Aptitude Test)  ที่อาจจะเป็นเลือกรูปภาพ หรือคิดเลข หรือเลือกข้อความ แต่หลักๆคือ One Odd Out หรือ “อะไรเอ่ย ที่ไม่เข้าพวก” ให้เลือกออก เช่น

มีคำตอบมาให้เลือก 4 ข้อ   อะไรเอ่ยที่ไม่เข้าพวก

(1) คีย์บอร์ด

(2) เม้าส์

(3) จอยสติ๊ก

(4) พริ้นเตอร์

คุณว่าคำตอบคือข้อไหน ?

การวางคอนเซ็ปต์โรงแรม หรือร้านอาหารก็เช่นกัน เวลาที่เราจะบอกความต้องการให้กับสถาปนิก หรือนักตกแต่งภายใน เราก็ควรบอกให้ชัดเจนถึงความต้องการ รวมไปถึงเรื่องเป้าหมายทางการตลาดด้วย ในขณะเดียวกันผู้ออกแบบไม่ว่าจะเป็นสถาปนิก นักตกแต่งภายใน นักจัดสวน ผู้ออกแบบงานระบบ ผู้ออกแบบครัว ก็ควรจะรับฟังความต้องการในด้านธุรกิจและการตลาดเพิ่มเติม นอกเหนือจากความต้องการของลูกค้าด้วยเช่นกัน เพื่อให้งานออกมาได้อย่างครบถ้วนและธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้ในแบบองค์รวม ไม่ใช่สวยแต่รูปแต่ภายในไม่สามารถทำงานได้ หรือออกแบบมาเป็นแบบ “อะไรเอ่ย ไม่เข้าพวก” ขาดความต่อเนื่องในพื้นที่ส่วนต่างๆ หรือไม่มีจุดเชื่อมโยงสิ่งต่างๆเข้าด้วยกัน ขาดที่มาที่ไป

สิ่งที่มักเห็นบ่อย หากตั้งข้อสังเกต คือ ความตั้งใจที่จะสร้างเรื่องราวให้มีที่มาที่ไปมากจนเกินไป จนทำให้โรงแรมนั้นขาดชีวิตชีวา และกลายเป็นดูไม่มีที่มาที่ไป แต่มีเพียงความต้องการของเจ้าของโครงการ หรือผู้ออกแบบที่ต้องการที่จะนำเสนองานออกมาในรูปแบบนั้น

ยกตัวอย่างเช่น การปรับปรุงพื้นที่เก่า อาคารเก่าให้เป็นโรงแรม และอาคารนั้นมีประวัติเดิมเคยทำธุรกิจอื่นมาก่อนมีอายุยาวนาน 50-80 ปี และเจ้าของต้องการที่จะคงเรื่องราวในอดีตไว้ และตั้งเป็นคอนเซ็ปต์หลัก แต่เมื่อทำออกมากลับกลายเป็นการแสดงออกของแบรนด์ที่ขาดเสน่ห์ ขาดความกลมกลืนต่อเนื่อง คือเหมือนเป็นการยัดเยียดสิ่งต่างๆให้กับลูกค้า และในบางครั้งดูกลายเป็นการ “ไม่ให้เกียรติ” กับลูกค้าไปเลยด้วยซ้ำไป โดยเฉพาะในประเด็นที่ค่อนข้างจะอ่อนไหวกับเรื่องศีลธรรมอันดีงาม เรื่องนี้ต้องให้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ เห็นตัวอย่างโครงการหนึ่งแล้ว ความเห็นส่วนตัว (อันนี้ต้องย้ำว่า ความเห็นส่วนตัว) คือถือว่าไม่ให้เกียรติลูกค้ามาก เพราะถือเป็นการนำรสนิยมส่วนตัวที่ล่อแหลมมาแสดงออกแบบไม่เหมาะสม

อีกตัวอย่างคือ ร้านอาหาร ที่มีการออกแบบและทำเมนูร้านใหม่ บางครั้งเชฟอาจจะมีความตั้งใจในการนำเสนอแบบจานต่อจาน คือ จานนี้จะนำเสนอแบบนี้ อีกจานจะนำเสนอแบบนี้ แต่เมื่อนำมาวางบนโต๊ะพร้อมๆกัน กลายเป็น “อะไรเอ่ย ไม่เข้าพวก”  เหมือนอาหารแต่ละจานมาจากคนละร้าน หรืออีกตัวอย่าง เจ้าของตั้งใจจะขายอาหารแบบเต็มรูปแบบ แต่ผู้ออกแบบทำโต๊ะมาแค่ขายกาแฟและเบเกอรี่ อาจลืมนึกไปว่า “เอ…จริงๆขนาดของโต๊ะอาหารที่ร้านเรามันแค่นี้เองนะ” แล้วจานอาหารที่ออกแบบมาจะสามารถวางบนโต๊ะได้หรือเปล่า อาจจะวางได้แค่ 2 จานเพราะที่เต็ม ไหนจะเครื่องมือต่างๆบนโต๊ะ เครื่องปรุง ป้ายต่างๆ กลายเป็นเสียของ โต๊ะก็สั่งไปแล้ว แก้ไขไม่ได้ ในที่สุดคนที่เสียหายคือเจ้าของ ลูกค้ามาใช้บริการก็อีหลักอีเหลื่อ

บางร้านปล่อยให้ผู้ออกแบบ ทำการออกแบบโต๊ะอาหารและเก้าอี้มา โดยไม่มีการมานั่งคุยหรือมารับฟังคอนเซ็ปต์ของร้านอาหารและเมนูอาหารเลย จึงทำให้การออกแบบและจัดจานอาหารต้องเจอกับข้อจำกัดเรื่องขนาดของโต๊ะอาหาร ความสูงของโต๊ะอาหาร ประเภทของเก้าอี้ ระดับความสูงระหว่างโต๊ะและเก้าอี้ที่ลูกค้าควรจะนั่งรับประทานอาหารแล้วสบาย กลับกลายเป็นต้องนั่งชะเง้อ คือเก้าอี้มีระดับต่ำกว่าโต๊ะมาก ทำให้นั่งไม่สบาย

สิ่งต่างๆเหล่านี้ล้วนต้องประกอบเข้าด้วยกัน ทำงานร่วมกันอย่างกลมกลืน ไม่เช่นนั้น เราก็จะเห็น “อะไรเอ่ย ไม่เข้าพวก” ตามที่ต่างๆ อยู่เสมอ

อันที่จริง การทำงานร่วมกันระหว่างผู้วางคอนเซ็ปต์ และผู้ออกแบบ ควรส่งเสริมซึ่งกันและกัน เพราะผู้ที่จะได้รับประโยชน์มากที่สุดคือ “ลูกค้า” ที่จะสามารถนำพาธุรกิจให้เดินหน้าไปได้อย่างมีเรื่องราวที่น่าสนใจ และแสดงออกในด้านต่างๆได้อย่างลงตัว

สรุปข้อแนะนำในการวางคอนเซ็ปต์

  • คิดให้ตกผลึก อย่าคิดแค่จุดใดจุดหนึ่ง ให้มองให้ภาพรวม ให้มีความต่อเนื่องกลมกลืน
  • คอนเซ็ปต์ที่เป็นรสนิยมส่วนตัวในทางที่ล่อแหลม หรือเป็นเรื่องเฉพาะกลุ่ม ควรเลือกการแสดงออกที่มีความรอบคอบและให้เกียรติลูกค้า  เพราะการแสดงออกสามารถทำได้หลากหลายรูปแบบ หลากหลายสไตล์ แต่หากเลือกการแสดงออกแบบชนิดที่เรียกว่า “โต้งๆ” มากเกินไป จะกลายเป็นดูไม่มีรสนิยมและไม่ให้เกียรติลูกค้า
  • อย่าใช้คำว่า “ไม่เป็นไร” ในการคิด  การออกแบบ และการแสดงออก
  • ผู้วางคอนเซ็ปต์และผู้ออกแบบควรทำงานร่วมกันในลักษณะที่เรียกว่า “สนับสนุน” ซึ่งกันและกัน ไม่ใช่ทำงานกันแบบกลัวว่าตัวเองจะไม่มีโปรไฟล์ ไม่ได้พอร์ตที่ดี เป้าหมายที่สำคัญคือ “ลูกค้า” อยู่รอดต่างหาก ไม่ใช่เรื่องอื่น
  • ข้อจำกัดที่สำคัญประการคือเรื่อง “เงินทุน” หรือ “งบประมาณ” ในประเด็นนี้ ผู้ออกแบบควรเคร่งครัดในเรื่องตัวเลขงบประมาณอย่างจริงจัง มิฉะนั้นจะทำให้เกิดงบบานปลายและเสียหายต่อการเริ่มดำเนินธุรกิจได้

คิดให้รอบคอบ อย่าให้เป็น “อะไรเอ่ย ไม่เข้าพวก”