โรงแรมอยากจะทำคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้ง

โรงแรมกับการทำคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้งท่ามกลางคอร์สอบรมออนไลน์ที่มีให้เลือกมากมาย จะทำอย่างไรกันดี

คอร์สอบรมออนไลน์และออฟไลน์เกี่ยวกับการทำการตลาดมีมากมายจริงๆ และแน่นอนว่าธรรมชาติของผู้ประกอบการก็ย่อมต้องการที่จะก้าวให้ทันกับเทคโนโลยีและกระแสของโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้นหลักสูตรอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับการตลาดจึงเป็นที่ต้องการในตลาด

แล้วโรงแรมที่พักล่ะ ก็แน่นอนว่าต้องปรับตัวเช่นกัน แต่เราต้องกลับมาตั้งหลักกันก่อน ไม่ใช่วิ่งไล่ตามคอร์สต่างๆ มีที่ไหน ไปที่นั่น อบรมเยอะไปหมด ใครถามถึงหลักสูตรอะไร ไปเข้ามาแล้วทั้งนั้น หรือไม่ก็ลงเรียนแบบออนไลน์ ไม่ต้องถามว่าจ่ายไปเท่าไหร่ในแต่ละคอร์ส

….แต่พอถามว่า แล้วนำมาใช้กับโรงแรมของคุณได้อย่างไรบ้าง ไม่ว่าจะบูติกโฮเต็ล โฮสเทล บัดเจ็ทโฮเต็ล บางคนเลือกที่จะตอบว่า “อืมม….เค้าก็พูดกว้างๆค่ะ” หรือบางรายก็ตอบว่า “ไม่มีอะไรครับ มาเข้าอบรมเพราะกลัวตกกระแส”

การขวนขวายหาความรู้เป็นเรื่องที่ดี แต่ก็ต้องกลับมาคิดบ้างว่าเวลาที่เสียไป เราได้อะไร ไม่ได้อะไร นำอะไรมาปรับใช้กับตัวเราและกิจการของเราได้บ้าง

ลองกลับมาตั้งหลักใหม่ เริ่มจากความหมายของคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้งตามภาพข้างบนที่มาจากการค้นจากกูเกิ้ล

คอนเทนต์ มาร์เก็ตติ้ง เป็นกิจกรรมทางการตลาดประเภทหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการสร้างและแบ่งปันเนื้อหาที่ใช้ในโลกออนไลน์ไม่ว่าจะเป็นวิดีโอ บล๊อก หรือข้อความบนโซเชียลมีเดียที่ไม่ได้เป็นการโฆษณาหรือโปรโมทแบรนด์อย่างโจ่งแจ้งชัดเจน แต่เพื่อต้องการที่จะสร้างความสนใจ กระตุ้นความสนใจให้เกิดขึ้นกับสินค้าหรือบริการของตน

อ้าว….แล้วที่ผ่านเราทำอะไรลงไป มีทั้งลากลูกค้าให้ไปแท็กเพื่อน ให้แชร์โพสเพื่อแลกกับสิทธิที่จะร่วมชิงรางวัล ให้นำโพสต์ไปแปะต่ออีกกี่คนเพื่อชิงโชค …..สิ่งเหล่านี้ในความเป็นจริงแล้วถือว่าผิดข้อกำหนดของเฟสบุ๊กทั้งสิ้น

แล้วคอนเทนต์ของโรงแรมมีอะไรบ้างล่ะ?

ถามกลับว่า “แล้วโรงแรมที่พักของคุณมีอะไรที่จะมาเรียกความสนใจและกระตุ้นให้ลูกค้าสนใจได้บ้างล่ะ?”

คราวนี้ มีนิ่งเงียบกันทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของโรงแรม ทีมงานระดับจูเนียร์หรือซีเนียร์ หรือผู้ที่กำลังสนใจจะทำโครงการ และจบด้วยเรื่องสิ่งปลูกสร้างและการออกแบบ

การออกแบบก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่เราจะสร้างคอนเทนต์จากการออกแบบให้น่าสนใจด้วยเรื่องราวและนำเสนอเรื่องราวนั้นอย่างสม่ำเสมอเป็นระยะเวลาต่อเนื่องได้อย่างไร

เพราะฉะนั้นจึงควรหยิบยกประเด็นอื่นมาประกอบการสร้างคอนเทนต์ด้วย เช่น

  • ที่มาที่ไป
  • ธรรมชาติของพื้นที่โดยรอบ
  • วิถีชีวิต
  • อาหารจานเด็ด ผลไม้ ร้านเด็ดในพื้นที่ เมนูโบราณ
  • ผลผลิตในท้องถิ่น
  • กิจกรรมที่น่าสนใจในพื้นที่
  • ประเพณี งานประจำปี
  • สถานที่ท่องเที่ยวของจังหวัด
  • การเดินทาง เส้นทางที่น่าสนใจในการเดินทางมาที่โรงแรม
  • อื่นๆอีกมากมาย

สำหรับกิจการขนาดเล็กที่เจ้าของทำการตลาดเอง โพสต์ออนไลน์เอง ก็คงต้องฝึกเขียน ฝึกถ่ายภาพ ฝึกเล่าเรื่อง โดยเริ่มจากการสะกดให้ถูกก่อน คะ/ค่ะ และไม่มี “นะค่ะ” ในโลกการเขียนภาษาไทย ย้ำ…ย้ำ

ส่วนกิจการที่มีงบประมาณในการว่าจ้างฟรีแลนซ์หรือบริษัทในการทำการตลาดให้ ก็ต้องสรุปเนื้อหา ข้อแตกต่างของสินค้าและบริการของคุณให้ผู้รับจ้างเหล่านั้นฟังให้เข้าใจ จัดทำข้อมูลเป็นเอกสารสรุปเนื้อหาสาระที่สำคัญให้ คีย์เวิร์ดที่เป็นเอกลักษณ์ของโรงแรมคุณคืออะไร รวบรวมมา

ท้ายสุด อย่าไปวิ่งตามจนลืมกลับมาตั้งหลักให้ดี หยุดซักนิด ตื่นมาในแต่ละวัน ขอให้ให้เวลากับตัวเองสัก 5-10 นาทีนั่งทบทวน จดบันทึกสิ่งที่ต้องทำ ยังไม่ได้ทำ ไม่ควรทำในเรื่องต่างๆ ทุกอย่างต้องฝึกฝน และใช้เวลา

# (hashtag) อะไรควรใช้กับ #โรงแรม

โลกแห่งข้อมูลในยุคสมัยปัจจุบัน ถ้าเราไม่มีเครื่องมือที่ช่วยย่อยข้อมูล จัดกลุ่มข้อมูลให้เป็นระบบและหาง่ายมากขึ้น ลูกค้าก็คงหาเราเจอยากขึ้นเช่นกัน อ่านคำแนะนำสำหรับโรงแรมเล็ก บูติกโฮเต็ล โฮสเทลว่าจะใช้ # (hashtag) อย่างไรให้ลูกค้าหาเจอ

hashtags-for-hotels

มีคำถามเข้ามาสอบถามว่า

อยากจะใช้แฮชแท็ก (# – hashtag)กับโรงแรม ควรจะใช้คำแบบไหนดี

ก่อนอื่นควรทำความเข้าใจก่อนว่าแฮชแท็ก (#) หรือเครื่องหมายสี่เหลี่ยมนี้จะช่วยอะไรเราได้บ้าง แล้วทำไมเราต้องใช้เวลาที่เราต้องการที่จะสื่อสารในโลกโซเชียล

เดิมมีการใช้ในโลกของทวิตเตอร์ (Twitter) การสื่อสารด้วยข้อความสั้นๆ และการใช้ # ช่วยให้การค้นหาเรื่องต่างๆง่ายขึ้น ต่อมาก็แพร่หลายในสื่อโซเชียลอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเฟสบุ๊ก (Facebook)  อินสตาแกรม (Instagram) และอื่นๆ

# – hashtag ช่วยอะไร

# ช่วยในการแยกย่อยข้อมูล จัดกลุ่มข้อมูล แบ่งข้อมูลตามข้อความที่เราใช้

# ช่วยให้การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเฉพาะกลุ่มได้รวดเร็วขึ้น

แล้วโรงแรมควรใช้คำอะไรดี ?

เบื้องต้นในระดับเริ่มต้น เราก็ควรกลับมาตั้งคำถามเกี่ยวกับโรงแรมของเราก่อนว่า เราต้องการจะสื่อสารอะไร ต้องการสื่อสารกับลูกค้ากลุ่มไหน ใครคือกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย และกลุ่มคนเหล่านี้มีพฤติกรรมอย่างไร ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร และลองสมมติตัวเองเป็นนักท่องเที่ยวดูว่า ถ้าเราจะไปเที่ยวที่ใดที่หนึ่งเราจะใช้คำอะไรในการค้นหา

เราอาจจะแบ่งกลุ่มคำที่เราอยากจะใช้ออกเป็น 5 ส่วนก็ได้ เช่น

  1. คำที่เกี่ยวกับตัวตนของเรา หรือแบรนด์ของเรา (Brand)

ในขั้นต่อมาก็ให้กลับมาพิจารณาที่ตัวสินค้าและบริการของเราว่า โรงแรมที่พักของเรามีอะไรที่น่าสนใจบ้าง อะไรที่เป็นเอกลักษณ์ของเรา เรามีคำที่สามารถอธิบายตัวตนของเราแบบสั้นๆได้หรือไม่ (Tag Line) ยกตัวอย่างเช่น ร้านอาหารเอสแอนด์พี จะใช้คำว่า Simply Delicious คำนี้ก็คือ Tag Line ของร้านอาหารเอสแอนด์พี เป็นต้น  หรือจะใช้ชื่อแบรนด์ของคุณตามหลัง # เลยก็ได้  ลูกค้าที่รู้จักชื่อโรงแรมเราแล้ว หากต้องการหาข้อมูลเกี่ยวกับเราก็สามารถค้นหาด้วยแฮชแท๊กและชื่อธุรกิจได้เลยทันที

    2. คำที่แสดงสถานที่ตั้ง ตำแหน่งที่ตั้ง ชื่อสถานที่ (Destination)

การประชาสัมพันธ์โรงแรมที่พัก ไม่ใช่การประชาสัมพันธ์เฉพาะเรื่องราวที่เกี่ยวกับโรงแรมของคุณ แต่คุณควรประชาสัมพันธ์สถานที่ตั้ง สิ่งที่อยู่รอบๆด้วย หรือควรทำการตลาดให้กับสถานที่ท่องเที่ยวด้วย หากโรงแรมของคุณตั้งอยู่ในจังหวัดรอง หรือเมืองเล็กๆที่ยังไม่มีใครรู้จักมากนัก ก็ยิ่งต้องทำการตลาด การประชาสัมพันธ์ให้คนรู้จักมากขึ้น การเลือกใช้ชื่อจังหวัด ชื่อสถานที่ หรือสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญในบริเวณใกล้เคียง ก็ช่วยสร้างกรอบในการค้นหาให้แคบลง

     3. คำที่แสดงรูปแบบการใช้ชีวิตหรือไลฟ์สไตล์ (Lifestyle)

โลกโซเชียลว่าด้วย “ความชอบ” และ “ความไม่ชอบ” และแต่ละคนก็แสดงออกชัดเจนว่าชอบและไม่ชอบอะไร การโพสข้อความ รูปภาพเวลาท่องเที่ยวเดินทางไปจนถึงชีวิตประจำวัน เพราะฉนั้นคำที่เกี่ยวกับการใช้ชีวิตในรูปแบบต่างๆ ก็ช่วยให้โรงแรมคุณเข้าถึงกลุ่มต่างๆเช่นกัน เช่น กลุ่มที่ชอบถ่ายภาพ ก็มักจะมีรูปภาพพร้อมคำบรรยายที่แสดงถึงอารมณ์ของรูปภาพ บรรยากาศของสถานที่ และความรู้สึกของการที่ได้เข้าไปสัมผัสบรรยากาศเช่นนั้น  ดังนั้นจึงมักจะเห็นแฮชแท๊ก (#) ที่เชิญชวน เช่น #bestshotoftheday #picoftheday #wishyouwerehere #lastlightoftheday #eveningenlighting #sunrisebythebeach เป็นต้น

     4. คำที่บ่งบอกประเภทของโรงแรม (Hotel Type)

ประเภทของโรงแรมที่พักก็เป็นคำที่ลูกค้ามักใช้ในการค้นหาเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น บูติกโฮเต็ล ซิตี้โฮเต็ล โฮสเทล ลักชัวรี่โฮเต็ล บีชโฮเต็ล เบดแอนด์เบรกฟาสต์  ซึ่งเวลาใช้แฮชแท็ก ก็เลือกใช้ได้ทั้งไทยและอังกฤษ ขึ้นอยู่กับลูกค้าเป้าหมายของคุณ  และสามารถเติมสถานที่ตั้งไปหลังประเภทโรงแรมได้ด้วยเช่นกันเพื่อทำกรอบการค้นหาให้แคบลง เช่น โฮสเทลในจังหวัดภูเก็ตที่ตั้งอยู่ในเมือง ก็สามารถใช้ #hostelphuket หรือ  #hostelphukettown ก็ได้เช่นกัน

     5. คำเฉพาะที่เป็นกิจกรรมของโรงแรม หรือแคมเปญของโรงแรม (Campaign)

กรณีที่โรงแรมมีการจัดแคมเปญ หรือต้องการประชาสัมพันธ์งานใดงานหนึ่งของโรงแรม หรือประชาสัมพันธ์แพ็คเกจใหม่ ก็สามารถใช้คำเหล่านี้ในการประชาสัมพันธ์ได้ เช่น #weekendgetaway #couplepackage #honeymoon #packagefortwo #familyescape #stay3pay2 เป็นต้น

คำแนะนำเพิ่มเติมและสิ่งที่ควรระวัง

  • ควรสร้างแฮชแท็กเฉพาะของโรงแรม อาจจะมี 1-2 คำ หรือ 3-4 คำก็ได้เพื่อให้ลูกค้าจดจำได้ว่าถ้าจะหาข้อมูลเกี่ยวกับโรงแรมนี้ ต้องใช้แฮชแท็กนี้
  • เมื่อสร้างแฮชแท็กประจำของโรงแรมแล้ว ***ต้องไม่ลืมที่จะใช้ทุกครั้งที่มีการโพสต์ข้อความ***
  • จะใช้แฮชแท็กมากน้อยกี่อัน ขึ้นอยู่กับประเภทของสื่อโซเชียลที่คุณเลือกใช้ ถ้าเป็นอินสตาแกรม ก็สามารถใช้ได้เยอะแบบ 10-30 แฮชแท็คในแต่ละโพสต์กันเลยทีเดียว แต่หลักๆแล้วก็ใช้ 4-5 แฮชแท็กก็พอ
  • จะเลือกใช้คำอะไร ก็ลองทดสอบการค้นหาด้วยคำเหล่านั้นด้วยว่า #ผลการค้นหา ออกมาเป็นอย่างไร จะได้ทราบว่าการที่เราเลือกใช้คำนี้ ทำให้โรงแรมเราถูกจัดเข้าไปรวมกลุ่มกับธุรกิจประเภทไหน หรือกลุ่มลูกค้าประมาณไหน

 

เลือกใช้ให้ดี และใช้งานให้เป็น

ใช้เพื่อให้ลูกค้าหาเราเจอ

ไม่ใช่เห็นใครใช้ ก็ใช้บ้าง โดยไม่รู้ว่าใช้ไปทำไม

    

บิ๊กดาต้า โพสต์เชิญชวน ยังไง อะไร

โลกที่คนเป็นสินค้าเสียเองโดยไม่รู้ตัว จากข้อมูลหรือดาต้าที่เราป้อนใส่ในโลกออนไลน์ทุกวัน เรามาทำความเข้าใจกระบวนการที่เชื้อเชิญ และเชิญชวนให้ลูกค้าเข้ามาสนใจ ว่าควรจะต้องทำอะไรบ้างกัน

PersuativeArchitect

จะทำอย่างไรให้ลูกค้าสนใจโพสต์ของโรงแรมที่พักเราบนสื่อออนไลน์ เมื่อเราไม่เข้าใจ และไม่อาจจะเข้าใจกลไกในการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ในระบบของเฟสบุ๊ก หรือที่เรามักจะเห็นบทความหลายๆบทความพูดถึงคำว่า “อัลกอริธึ่ม” (Algorithm)

เรารู้แค่เพียงว่าเมื่อเฟสบุ๊กมีการปรับเจ้าอัลกอริธึ่มทีไร ผลที่เราได้รับจะเกิดขึ้นอย่างฉับพลันทันใดเสมอ โดยเราจะสังเกตได้จากจำนวนรีช (Reach) ที่ลดลงอย่างแสนสาหัส การเข้าถึงของลูกค้าเป็นไปได้ยากมากขึ้น ถึงแม้จะเลือก “See First” หรือเห็นโพสต์ของแบรนด์หรือสินค้าที่ลูกค้าชอบ ซึ่งก็มีข้อจำกัดให้แต่ละคนเลือกได้ไม่เกิน 30 เพจ

เมื่อลูกค้าเข้าถึงยาก เราเข้าถึงลูกค้ายากขึ้น ก็หมายความว่าโอกาสที่จะสร้าง Engagement ซึ่งได้แก่ การกดปุ่มไลก์ การคอมเม้นท์ การแชร์ ก็จะลดลงไปด้วย ถึงขนาดบางบล๊อกเกอร์ชื่อดังที่มีคนติดตามหลักหลายแสน รีวิวการท่องเที่ยวถึงขั้นออกปากว่าอยากจะปิดเพจกันเลยทีเดียว

แล้วเพจโรงแรมที่พักเล็กๆอย่างเราจะทำอะไรได้บ้าง?

ลองมาตั้งข้อสังเกตและเปรียบเทียบสิ่งที่มองเห็นและจับต้องได้ กับโลกออนไลน์ที่ว่าด้วยข้อมูลมหาศาล (Big Data) กันดูเป็นข้อ ๆ แล้วค่อยกลับมาที่ตัวเราว่าเราจะทำอะไรได้บ้าง

  • เวลาที่เราไปเดินซื้อของที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตจะเห็นที่เคาน์เตอร์ชำระเงินจะมีขนมขบเคี้ยว ลูกอม อมยิ้ม ช็อคโกแลตวางอยู่ตรงสายพานที่วางของที่จะคิดเงิน สินค้าเหล่านี้เลือกที่จะวางให้อยู่ในระดับสายตาของเด็กๆที่มีความสูงประมาณเคาน์เตอร์ เพื่อให้เด็กๆสนใจ และร้องให้พ่อแม่ซื้อให้ ณ จุดที่ลูกค้ามีสิทธิ์เลือกสินค้าสุดท้ายก่อนเข้ากระบวนการชำระเงิน

นี่คือความตั้งใจที่เป็นการเชื้อเชิญและเชิญชวนที่เราเห็นและจับต้องได้ในชีวิตประจำวันที่ใกล้ตัวที่สุด และวิธีแบบนี้ก็ใช้ได้ผลดีในระดับหนึ่งทีเดียว…..เชื่อว่าถึงไม่ใช่เด็ก ก็มีหยิบลูกอม หมากฝรั่งติดไม้ติดมือกันบ้าง

  • ในโลกออนไลน์ เมื่อเราใช้ google ค้นหาสินค้าหรือบริการ สิ่งที่เราเห็นตามมาคือ สินค้าประเภทนั้นจะตามเราไปถูกที่ในรูปแบบของการโฆษณาเป็นป้ายแปะอยู่บนหน้าจอตามมุมต่างๆ หรือเงื่อนไขโปรโมชั่นตามเราไปทุกที่ ยิ่งเราใช้ข้อมูล ใส่ข้อมูลที่เราต้องการมากเท่าไหร่ ข้อมูลเหล่านี้จะถูกเก็บไว้ และนำไปประมวลผลว่า เราชอบอะไร ไม่ชอบอะไร มีความโน้มเอียงที่น่าจะสนใจในเรื่องอะไร เช่น ถ้าเราค้นหาโรงแรมตามสถานที่ท่องเที่ยวตามจังหวัดต่างๆ พวก agoda หรือ booking ก็จะแสดงโรงแรมที่พักต่างๆในเมืองท่องเที่ยวนั้น ตามเราไปทุกที่ทันที เป็นต้น

สิ่งเหล่านี้ก็เป็นรูปแบบของความตั้งใจโดยใช้ข้อมูลของเราที่ป้อนเข้าไปในโลกออนไลน์ ยิ่งใส่ข้อมูลมากเท่าไหร่ ระบบก็จะใช้ข้อมูลของเราไปหาผลประโยชน์มากขึ้นเท่านั้น

ถ้าเราลองคิดโดยเริ่มจากตัวเราว่า “แล้วอะไรที่ทำให้เราสนใจพวกป้ายโฆษณา คำเชิญชวนเหล่านี้” เราจะเห็นว่าสิ่งที่เราสนใจจะว่าด้วยการสื่อถึงอารมณ์ในเรื่องต่างๆ หรือเรื่องราวที่ว่าด้วยความรู้สึกดีๆ น่าประทับใจ หรือเรื่องราวที่ร่วมสมัยนิยม เพราะทำให้เรารู้สึกว่าเราไม่ตกเทรนด์ มีส่วนร่วมกับยุคสมัยในเรื่องต่างๆ

  • ภาพสวย
  • กราฟิกดี
  • สีสันสวยงาม
  • คำโดนใจ
  • คลิกเข้าไปแล้วมีเรื่องน่าติดตาม หรือมีเงื่อนไขดีๆ ไม่ซับซ้อน ไม่ยุ่งยาก
  • อยากรู้ว่าคืออะไร ก็คลิกไปเรื่อย

คราวนี้กลับมาที่โรงแรมที่พักของเรากันบ้าง เรามีคุณสมบัติตามรายการข้างต้นหรือไม่ ? หรือคุณเป็นแบบนี้

  • รูปก็ไม่สวย ถ่ายเอง ถ่ายไปเรื่อง ไม่มีหลักเกณฑ์ อ้าว…ก็โรงแรมเล็กๆ จะให้จ้างช่างถ่ายภาพเลยเชียวหรือ ? คงไม่ต้องหรอกมั้ง
  • กราฟิกไม่มีหรอก ทำกันเอง อย่างมากก็ใช้พาว์เวอร์พอยท์ หรือแอพง่ายๆในโทรศัพท์ทำกันเอง
  • สีสัน ….โอ๊ย….ไม่มีหลักเกณฑ์อะไร วันนี้อยากใช้สีอะไรก็ใช้ตามใจชอบ
  • คำโดนใจ  ….ก็ใช้ตามกระแสนิยมไปเรื่อยๆแหละ จะให้คิดอะไรล่ะ
  • ทำรูปเดียว คลิกไปก็ไม่มีอะไร จะให้คลิกไปเจออะไรล่ะ

แล้วจะให้ทำอย่างไร?

  1. อย่าเพิ่งกังวลกับจำนวนรีช จำนวนไลก์ จำนวนแชร์ ประเด็นนี้ถือเป็นปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้ หากเราจะบริหารจัดการเองโดยไม่ได้จ้างผู้ช่วยชาญด้านการตลาดดิจิทัลมาช่วยทำงานให้เรา
  2. กลับมาถามตัวเองว่าอยากให้ลูกค้ารู้จักอะไรเกี่ยวกับโรงแรมที่พักของเรา
  3. รวบรวมรายการต่างๆที่เราอยากให้ลูกค้ารู้จักเรา
    • ประวัติความเป็นมา ทำไมถึงสร้างโรงแรมนี้
    • บรรยากาศรอบ ๆ โรงแรมมีอะไรที่น่าสนใจบ้าง
    • ในโรงแรมที่พักของคุณมีอะไรที่น่าสนใจ ที่สำคัญอย่ามองข้ามเรื่องเล็กๆน้อยๆที่น่าประทับใจในโรงแรมที่พักของคุณ นอกเหนือจากความสะดวกสบายที่เรามีให้ลูกค้า
    • คน หรือทีมงานของเรา
    • ลูกค้าที่มีความประทับใจในบริการของเรา
  4. เงื่อนไข ข้อเสนอ โปรโมชั่นต่างๆ หรือสิ่งที่เรามีให้กับลูกค้า
  5. เส้นทางและกระบวนการจองห้องพัก สะดวกเพียงพอกับลูกค้าหรือไม่อย่างไร เคยทดลองทำบุ๊กกิ้งบนเว็บไซต์ของคุณเองหรือเปล่า  หรือเคยคุยไลน์กับทีมงานที่รับจองห้องพักของเราบ้างหรือเเปล่า ว่าพูดรู้เรื่อง เขียนรู้เรื่อง มีมารยาท โต้ตอบแบบมีกึ๋น นำเสนอทางเลือกให้ลูกค้าตลอดเวลาหรือเปล่า

เริ่มจาก 4-5 ข้อนี้ก่อน และนำมาจัดเรียง รวบรวมให้เป็นหมวดหมู่ เรียงลำดับการนำเสนอให้มีความต่อเนื่อง และลองถ่ายรูปประกอบในประเด็นต่างๆ นำมาเรียงร้อยกันว่าใช้ได้หรือไม่ น่าสนใจเพียงพอหรือไม่อย่างไร อาจให้หลายๆคนในทีมงานลองถ่ายรูป แล้วนำมาเปรียบเทียบกันว่ารูปไหนจะเข้ากับเรื่องราวของเรามากที่สุด

การเขียนที่เป็นธรรมชาติ ออกมาจากความรู้สึกร่วมที่เรามีต่อสถานที่แบบจริงๆ และถ่ายทอดออกมาเป็นตัวหนังสือ ลูกค้าสามารถสัมผัสและรับรู้ได้ถึงความจริงใจ ความเป็นธรรมชาติ และความน่ารักของโรงแรมที่พักของคุณ 

และสุดท้าย เวลาที่คุณรู้สึกว่ารีชของคุณ “น้อย” จัง คุณเคยถามตัวเองหรือเปล่าว่า ธุรกิจที่พักขนาดเล็กของคุณต้องการจำนวนรีชเท่าไหร่ บางครั้งเราก็ลืมนึกถึงจุดนี้ไปบ่อยครั้งเหมือนกัน เช่น มีห้องพักแค่ 4 ห้อง ต้องการเข้าถึงคนหลักหมื่น เพื่ออะไร?  เราเลือกที่จะเข้าถึงกลุ่มที่เป็นลูกค้าเป้าหมายเราจริงๆ ชื่นชอบโรงแรมในบรรยากาศแบบที่เราเป็นจริงๆ  จำนวนไม่ต้องมาก แต่เป็นกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริง ไม่ดีกว่าหรือ

 

 

 

 

 

ภาพที่ 2 กับ Facebook Ads

ทางเลือกบน Facebook Ads ช่วยจริงหรือเปล่า

การเพิ่มจำนวนการเข้าถึง หรือรีช(Reach) มีความท้าทายมากขึ้นทุกวัน ทางเฟสบุ๊กก็มีทางเลือกให้เราปรับ ที่ดูเหมือนจะช่วย แต่จริงๆแล้วช่วยใครบ้าง มาดูกันไปแต่ละขั้นแต่ละตอนค่ะ

เริ่มจากลองมาสังเกตการลงโฆษณาบนแอพลิเคชั่น Facebook Ads กันว่าในแต่ละขั้นตอนมีอะไรให้เราเลือกบ้าง

1. เลือกเป้าหมายการลงโฆษณา ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มรีชการเพิ่มการเข้าชมเว็บไซต์ การเพิ่มยอดการเปิดดูวิดีโอ โปรโมทเพจ โปรโมทงาน

2. การเลือกรูปภาพที่จะใช้ในการลงโฆษณา แต่ก่อนให้ใส่ภาพได้ภาพเดียว แต่ปัจจุบันให้ใส่ภาพได้มากกว่า 1 ภาพ โดยใช้ข้อความว่า ระบบจะช่วยเปรียบเทียบว่าภาพไหนเข้าถึงลูกค้าได้มากกว่ากัน (Test 2 Ad Images)

เหมือนจะดูดี คนใช้งานดีใจรีบใส่รูปเพิ่มเติม พลางนึกในใจ “…ดีจัง ช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องการเลือกรูป ดีกว่ามาบอกว่า รูปคุณมีข้อความเกิน 20% ของภาพ”

ไปดูกันต่อดีกว่าว่าพอเลือกรูปเพิ่มจะเป็นอย่างไรต่อไป….

3. เราก็เลือกรูปอีกรูปใส่เข้าไป หน้าจอก็จะบอกว่า เราจะแบ่งงบโฆษณาที่คุณลงออกเป็น 2 ส่วนนะ สำหรับรูปภาพทั้ง 2 ที่คุณเลือกมา (ตามรูป)

4. หน้าตัวเลขงบประมาณ จะมีให้เลือก งบประมาณต่อวัน (Daily budget) หรือ งบตลอดระยะเวลาที่ลงโฆษณา (Lifetime budget) เลือกเลยค่ะว่าจะใช้แบบไหน และปรับเพิ่ม/ลดตัวเลขตามที่คุณต้องการ และคุณจะเห็นว่าตัวเลขงบประมาณที่ใส่ไปจะถูกแบ่งระหว่างภาพที่ 1 และภาพที่ 2

ประเด็นคือ สมมติแต่ก่อนคุณจะลงโฆษณา 7 วัน เลือกใช้ภาพ 1 ภาพคุณใส่งบ 7 เหรียญได้คือระบบกำหนดขั้นต่ำวันละ 1 เหรียญ แต่พอคุณใช้ภาพ 2 ภาพคุณใส่งบเท่าเดิมคือ 7 เหรียญไม่ได้นะคะ เพราะเฉลี่ยงบแต่ละภาพต่อวันห้ามต่ำกว่า 1 เหรียญ เท่ากับว่าคุณต้องเพิ่มงบประมาณเข้าไปให้ตัวเลขเฉลี่ยต่อวันสำหรับ 2 ภาพไม่ต่ำกว่าวันละ 1 เหรียญ เพราะฉะนั้นตัวเลขต่ำสุดที่คุณจะใส่ได้คือ 14 เหรียญ ( 2 ภาพ x 7 วัน)

นั่น!!! ต้องเพิ่มงบ !!

ถ้าไม่ต้องการเพิ่มงบ กดลูกศรย้อนกลับไปเอาภาพที่เลือกเพิ่มออกได้ค่ะ ไม่ต้องตกใจ

เพราะฉะนั้นดูดีๆ ค่อยๆ อ่านและทำไปทีละขั้นตอน แต่ถ้าคุณต้องการเพิ่มสีสันกลัวลูกค้าเบื่อหากเห็นภาพโฆษณาภาพเดียว อันนี้ก็ถือเป็นทางเลือกที่ดี

สุดท้าย จัดสรรงบประมาณสำหรับสื่อโซเชี่ยลให้ดีนะคะ และที่สำคัญคือวิเคราะห์สัดส่วนของลูกค้าแต่ละตลาดก่อนเพื่อที่จะได้จัดงบประมาณให้เหมาะสมสำหรับแต่ละตลาดค่ะ

See First ช่วยได้จริงหรือเปล่า?

หลังเฟสบุ๊กประกาศเปลี่ยนแปลงเรื่องการเรียงลำดับการโพสโดยให้ความสำคัญกับครอบครัวและเพื่อนก่อนหน้าเพจธุรกิจ แบรนด์ ร้านค้า เราจะปรับตัวอย่างไร

seefirstช่วงนี้เราจะเห็นหน้าเพจต่างๆออกมาบอกให้แฟนเพจของตนกด “see first” เพื่อให้เห็นข้อความที่หน้าเพจของร้านค้าอย่างต่อเนื่องเหมือนเดิม เหตุมาจากเฟสบุ๊กประกาศเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงเรื่องการให้ความสำคัญของข้อความบนหน้าจอ (news feed) กับครอบครัวและเพื่อนมากกว่าหน้าธุรกิจ แบรนด์ และสินค้าต่างๆ ทำให้ธุรกิจเกิดความตื่นตกใจกันอย่างมาก หลังจากที่มีการปรับลดเรื่องยอดการเข้าถึง (Reach)ไปครั้งหนึ่งแล้วและส่งผลกระทบอย่างมากต่อหลายๆเพจ
เรามาดูกันว่าการขอให้ลูกค้าหรือแฟนเพจเรากด ‘see first’ จะช่วยได้มากน้อยแค่ไหน และจริงๆ เราควรหันมาให้ความสนใจในประเด็นอะไรมากกว่ากัน
คำแนะนำจาก entrepreneur.com โดย Amanda Bond ให้คำแนะนำไว้ดังนี้

1. ธุรกิจควรหันมาให้ความสำคัญกับคอนเทนต์ หรือเนื้อหาที่โพส

และทำความเข้าใจเกี่ยวกับการวัดผล ตัวชี้วัดต่างๆที่จะทำให้เราเพิ่มประสิทธิภาพของโพสของเราได้ ให้สังเกตว่าโพสแบบไหนที่มี Engagement ที่ดี หมายถึงมีการคอมเมนต์ การไลค์ และการแชร์  โดยทั่วไปเป็นโพสที่ใช้วิดีโอ โพสที่เป็นการไลฟ์ จะมี engagement ที่สูงกว่าการโพสที่ใช้ข้อความ หรือรูปภาพ
     วิธีง่ายที่สุดคือการเข้าไปดูข้อมูลที่ Insight ซึ่งทุก Page Manager จะสามารถเข้าไปดูได้ จะเห็นข้อมูลเปรียบเทียบคุณภาพของแต่ละโพสที่ขึ้น และคำนวณหา Engagement Rate โดยการใช้ Total Engagement / Total Reach  และพัฒนารูปแบบการโพสที่สร้าง engagement ที่มีประสิทธิภาพ
Engagement Rate = Total Engagement  / Total Reach

2. เพิ่มกลยุทธในการทำ Livestream

เนื่องจากสามารถสร้าง engagement ได้เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยมากถึง 6 เท่าของการโพสด้วยวิดีโอปกติ   บางคนอาจตั้งคำถามว่า “แล้วอะไรล่ะที่เราควรจะทำ Livestream” ยกตัวอย่างเช่น

+ ถ้าหากสินค้าของคุณมีความแตกต่าง หรือมีขั้นตอนการผลิต สร้างสรรค์ที่ต่างจากคนอื่น เช่น วิธีปรุงอาหารของคุณที่ต่างจากร้านอื่น ใช้วัตถุดิบที่ต้องคัดสรรมาด้วยวิธีพิเศษ หรือสินค้าคุณใช้นวัตกรรมพิเศษ ก้าวล้ำนำยุคกว่าคนอื่น เป็นต้น

+ มีการเปลี่ยนแปลงในธุรกิจในภาพรวมเป็นข่าวด่วน ที่น่าสนใจหรืออาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจ หรือมีนวัตกรรมใหม่ที่เกิดขึ้น

อย่าไปกังวลว่าจะต้องทำอย่างไร ไม่มั่นใจในการไลฟ์สด ขอให้เป็นตัวของตนเอง นำเสนอเอกลักษณ์ของแบรนด์คุณออกมาให้ชัดเจน

3. ให้ความสำคัญกับการสื่อสารในลักษณะที่เราเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มหรือชุมชนนั้น

อย่าลืมว่าทุกข้อความที่คุณโพสขึ้นไปเป็นการสื่อสารระหว่างคนถึงคน เพราะฉะนั้นอย่าลืมในเรื่องการสร้างปฏิสัมพันธ์ การโต้ตอบ การพูดคุยกันเสมอ และสิ่งที่จะช่วยให้เกิดการสื่อสารโต้ตอบระหว่างกันได้ คือการใช้คำถามเปิด เช่น ถ้ามีคำถามหรือคำแนะนำ ส่งมาให้เราได้เลย  เป็นต้น

4. ขอให้ลูกค้าหรือแฟนเพจของคุณกดเลือก “See First”

วิธีนี้อย่างน้อยก็ให้มั่นใจว่าลูกค้าจะเห็นข้อความ ข่าวคราวของคุณเหมือนเดิม เพราะในประเด็นนี้ การควบคุมการเห็นข้อความหรือโพสต่างๆอยู่ในมือของลูกค้า ลูกค้าเป็นผู้มีสิทธิเลือก เราในแง่ผู้ประกอบการสามารถให้คำแนะนำแก่ลูกค้าถึงวิธีและขั้นตอนการใช้งาน see first ได้

วิธีทำ คือ เมื่อกด Like แล้วในเมนู Following จะมีเมนูย่อยให้เลือกได้อีก

+ ในหัวข้อ In Your News Feed  ให้กดเลือก  See First

+ ในหัวข้อ Notification  ให้เลือก On (Events, Suggested Live Videos)

seefirst-2

โดยสรุป

See First ช่วยได้บางส่วนที่ปลายเหตุ ประเด็นคือคุณต้องหัดพัฒนาคอนเทนต์ของคุณให้มีความน่าสนใจ และอย่าลืมเพิ่ม  Livestream เข้าไปในกลยุทธ์การตลาดบนโลกโซเชียลด้วย  และประการสุดท้าย อย่าลืมว่าคุณกำลังสื่อสารอยู่กับอีกคนหนึ่ง เพราะฉนั้น นำเสนอตัวตนของคุณ แบรนด์ของคุณให้ชัดเจนเสมอ

ที่มา : entrepreneur.com

เทศกาลแห่งการให้ – โรงแรมควรทำอย่างไร?

โรงแรมที่พักกับช่วงเวลาแห่งการให้ตามเทศกาลต่างๆ คุณเลือกที่จะแสดงออกอย่างไร?

happyHolidays

เทศกาลแห่งความสุขกำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่วัน ลองสำรวจตลาดโรงแรมที่พักกับการใช้สื่อออนไลน์ในการประชาสัมพันธ์ การออกโปรโมชั่น และการแสดงออกในช่วงเวลาแห่งการให้ การแบ่งปันความสุขในเรื่องต่างๆ เราก็จะเห็นหลากหลายการแสดงออก เช่น

  • การสร้างเส้นทางเชื่อมโยง หรือลิงก์กับองค์กรการกุศลต่างๆที่มีแคมเปญช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสทั้งในระดับประเทศ และระดับนานาชาติ เพื่อรณรงค์ในทุกคนช่วยกันสละเวลา สละสิ่งของ หรือการบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือองค์กรนั้นๆ  ——–> เป็นการเลือกการแสดงออกที่เฉียบคมมาก ๆ เพราะไม่ใช่เพียงแต่แสดงให้เห็นถึงจุดยืนขององค์กร ซึ่งก็คือโรงแรมของคุณในเรื่องจิตสาธารณะ แต่ยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กรจากจิตใจที่ดีงามของคุณ ในขณะเดียวกันแฟนเพจ ลูกค้า และกลุ่มที่จะกลายเป็นลูกค้าก็ยังรู้สึกดีกับการแสดงออกในลักษณะนี้
  • การประชาสัมพันธ์ควบคู่ไปกับการขายแพ็คเกจห้องพักเพื่อให้เป็นของขวัญสำหรับคนที่ยังไม่รู้จะเลือกอะไรให้เป็นของขวัญ ก็แนะนำให้มาซื้อบัตรกำนัล หรือบัตรของขวัญไม่ว่าจะเป็นห้องพัก หรือร้านอาหารเพื่อให้นำมาใช้ได้ในช่วงระยะเวลาต่างๆ กัน ในราคาที่แตกต่างกัน ——-> เป็นการขายของที่มีกาละเทศะ รู้จักนำเอาเทศกาลแต่ละเทศกาลมาประยุกต์และนำเสนอสินค้าและบริการของตนเอง กรณีเช่นนี้ ไม่จำเป็นต้องขายบัตรกำนัลเฉพาะในช่วงเทศกาลเพราะเนื่องจากส่วนใหญ่จะมีลูกค้าหนาแน่นกันอยู่แล้ว หากแต่ใช้เงื่อนไขเวลาในการปรับใช้กับบัตรของขวัญให้เหมาะสม ยืดอายุการใช้บัตรของขวัญให้นานขึ้น เพื่อให้ลูกค้าที่ต้องการซื้อเป็นของขวัญไม่ต้องลังเลใจในการตัดสินใจซื้อ
  • ขายของอย่างเดียว คือนำเสนอห้องพัก หรือบัตรของขวัญ บัตรเงินสดสำหรับใช้บริการที่ร้านอาหารในช่วงเทศกาลเท่านั้น —–> กรณีเช่นนี้ ก็มีให้เห็นพอสมควร อาจเนื่องมาจากประสบปัญหายังไม่มีลูกค้ามาใช้บริการตามเป้าหมายมากนัก จึงต้องเร่งประชาสัมพันธ์และขายของอย่างเข้มเพื่อให้ได้ยอดการจองในช่วงเทศกาลคุ้มทุนกับการจัดงานคริสมาสต์หรือช่วงปีใหม่  ลักษณะแบบนี้สะท้อนให้เห็นการไม่เตรียมการ ไม่มีการวางแผน เรียกว่าแก้ไขปัญหากันแบบนาทีสุดท้าย หรือที่เรียกได้ว่ายังทำการขายกันแบบเดิม ๆ ไม่มีสไตล์ ไม่มีตัวตน ไม่มีความน่าสนใจ

   จาก 3 ตัวอย่างข้างต้น ลองเลือกดูว่าคุณควรจะเลือกแบบไหน ภายใต้ตัวเลขเป้าหมายที่ตั้งไว้ และเวลาที่เหลืออยู่ก่อนถึงสิ้นปี

ลูกค้าปัจจุบันมีรูปแบบและความเฉพาะของแต่ละบุคคลค่อนข้างสูง การที่จะตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการอะไร ลูกค้ารู้ว่าตนเองต้องการอะไร และการให้ของใคร ก็ยังต้องการยืนยันไลฟ์สไตล์ของตัวเองอยู่ว่า “ชั้นให้ของที่ดูดี มีสไตล์ในแบบของชั้นนะ เท่ ไม่เหมือนใคร”  เพราะฉนั้นการทำกิจกรรมทางการขายและการตลาดของโรงแรม ควรจะหันกลับมาใส่ใจในเรื่องพฤติกรรมของลูกค้า และกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่ต้องการให้ละเอียดมากขึ้น ในขณะเดียวกันก็รักษาความเข้มข้นของสไตล์ รูปแบบ และคอนเซ็ปต์ในการนำเสนอต่างๆของโรงแรม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสไตล์การถ่ายรูป การใช้ตัวหนังสือ การเขียนข้อความ หลายโรงแรมก็ยังคงใช้ข้อความไม่ถูกต้อง สะกดผิด ยิ่งถ้าเป็นภาษาอังกฤษด้วย ยิ่งแล้วใหญ่ ไปถึงไหนต่อไหนแบบชนิดที่เรียกว่า “นี่หรือ โรงแรมที่บอกว่าเป็นระดับพรีเมี่ยม หรือห้าดาว…..อะไรมันจะได้ขนาดนี้”

หากลองไล่กลับไปดู จะสะท้อนได้หลายอย่างเลยทีเดียว ตั้งแต่

  • ไม่มีคอนเซ็ปต์ของโรงแรมที่ชัดเจน
  • ไม่มีการกำหนดการใช้งานอัตลักษณ์ของโรงแรมที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นโลโก้ ตัวหนังสือ สีประจำองค์กร
  • ไม่มีการกำกับการใช้งาน หรือไม่มีมาตรฐาน หรือนโยบายในการใช้งานที่ใช้กำกับ อธิบายให้ผู้ใช้งานเข้าใจอย่างจริงจังก่อนการใช้งาน
  • การละเลยของผู้บังคับบัญชา ไปจนถึงผู้บริหารที่ไม่เห็นความสำคัญของภาพลักษณ์ และความต่อเนื่องของการสร้างภาพลักษณ์ที่ชัดเจน สม่ำเสมอ  เมื่อขาดความชัดเจนและความสม่ำเสมอ ลูกค้าก็ค่อยๆซึมซับและรับรู้สิ่งเหล่านี้ไปเรื่อยๆ
  • อื่นๆ

 

ความเป็นโรงแรมที่พักขนาดเล็ก เป็นโอกาสที่ทำให้เราได้ใส่ใจในรายละเอียดมากขึ้น และด้วยความที่องค์กรมีขนาดที่เล็กทำให้การปรับตัว เปลี่ยนแปลงสามารถทำได้รวดเร็ว เพราะฉะนั้น อย่าละเลยในสิ่งเล็กๆน้อยๆ เพราะในเรื่องการรับรู้นั้น เป็นเรื่องต้องใช้เวลา ยิ่งเราละเลยไปนานมากขึ้นเท่าไหร่ หรือทำผิดบ่อยมากขึ้นเท่าไหร่ สื่อที่ออกไปทางออนไลน์นั้นมันรวดเร็วมาก การรับรู้ของลูกค้าเกิดขึ้นแล้ว

               ที่สำคัญ พยายามทำอะไรที่เป็นธรรมชาติ ลูกค้ารับรู้ได้ว่านี่เป็นการแสดงออกอย่างเป็นธรรมชาติหรือเสแสร้งทำแค่ให้เข้ากับกระแสในแต่ละช่วงเวลา “ของแท้ อยู่นาน มั่นคง แต่ ของปลอม ฉาบฉวย ไปเร็ว” เพราะฉะนั้น “รู้ให้จริง ทำให้เป็น” ด้วยกันหาความรู้ที่แท้จริงและนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกันดีกว่า

 

Influencer Marketing การตลาดที่ต้องจับตา

วางแผนการใช้ Influencer Marketing ให้มีประสิทธิภาพ

influencer

การตลาดในยุคออนไลน์มีบทบาทในชีวิตประจำวันตั้งแต่ตื่นนอน จนเข้านอน และการเชื่อมต่อโลกแบบไร้พรมแดนทำให้เราสามารถสื่อสารกันได้ทั่วโลกไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนตราบใดที่มีสัญญาณอินเตอร์เน็ทรองรับการใช้งาน

สำหรับธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรม จากเดิมที่การทำการตลาดมุ่งไปที่ตัวสินค้าและบริการ เช่นโรงแรมตั้งอยู่ที่ไหน มีห้องกี่ห้อง มีกี่แบบ มีสระว่ายน้ำ ติดทะเล วิวภูเขา มีร้านอาหารกี่ร้าน เป็นร้านประเภทอะไรบ้าง แต่ปัจจุบันจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป การเชื่อมโยงเครือข่ายทั้งคนรู้จักและไม่รู้จัก แต่ชอบในสิ่งใกล้เคียงกันหรือมีวิถีชีวิตใกล้เคียงกัน ก็สามารถมาเชื่อมโยงกันได้ผ่านทางสังคมสื่อโซเชี่ยล (Social Media) แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องต่างๆที่มีความสนใจร่วมกัน และความเห็นจากคนในโลกโซเชี่ยลก็กลายเป็นมีบทบาทต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคในทุกสินค้าและบริการ  ดังนั้นเราจึงควรหันมาทำความเข้าใจและใช้ประเด็นตรงนี้ให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่กับธุรกิจในยุคปัจจุบัน

การตลาดที่อาศัยผู้มีอิทธิพลในเรื่องต่างๆ ก็เพื่อจูงใจ สร้างความสนใจ และความน่าเชื่อถือให้กับสินค้าหรือบริการนั้น จะช่วยปลุกกระแสของการรับรู้ และกระตุ้นกระบวนการตัดสินใจของลูกค้า เพราะเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของสังคม หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ดังนั้น หากได้ตามรอยตามผู้มีอิทธิพลที่ตนชื่นชอบ หรือเห็นว่าคนนั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านนั้นๆ ก็จะรู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มนั้นๆ

ปัจจุบันในสายท่องเที่ยวและโรงแรม ผู้มีอิทธิพลที่มีพลังก็คือ บล๊อกเกอร์ที่รีวิวที่พัก และสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ มีฝีมือในการถ่ายรูปได้มุมสวยงาม แถมเล่าเรื่องการเดินทาง ประสบการ์ณเข้าพักได้อย่างสนุก น่าติดตามจนทำให้อยากจะไปสัมผัสด้วยตัวเอง

ถ้าเราจะทำการตลาดสำหรับธุรกิจโรงแรมที่พักโดยใช้ผู้มีอิทธิพลเหล่านี้ เราควรจะทำอย่างมีระบบ ได้แก่

  1. 1.การตั้งเป้าหมายในการทำกิจกรรมแต่ละครั้งอย่างชัดเจน ไม่ใช่แค่ว่า "ชั้นอยากให้คนนี้มารีวิว" เช่น โรงแรมเราต้องการสร้างการรับรู้ในวงกว้างมากขึ้น หรือต้องการเพิ่มผู้ติดตามบนโซเชี่ยลมีเดีย หรือตั้งการให้คนเข้าไปที่เว็บไซต์เรามากขึ้น  การตั้งเป้าหมายทุกครั้งในการทำกิจกรรมก็เพื่อให้เราสามารถติดตามผลได้
  2. 2.การแยกประเภทของผู้มีอิทธิพลให้ชัดเจน ตามที่เคยกล่าวไปแล้วบ้างในบทความก่อน ๆ ในเรื่องเลือกบล๊อกเกอร์ให้ตรงกลุ่ม คือให้พิจารณาว่ารูปแบบการรีวิว การเขียน สไตล์การถ่ายภาพ และโรงแรมที่รีวิวนั้นเป็นกลุ่มลูกค้าที่ใกล้เคียงกับธุรกิจเราหรือไม่ เช่น ถ้าเป็นคนที่เขียนรีวิวแต่โฮสเทล ก็ควรจัดไว้สำหรับช่วยทำการตลาดให้ที่พักในแบบโฮสเทล ไม่ใช่ ใช้บริการให้มารีวิวโรงแรมระดับ 5 ดาว เพราะจะทำให้เกิดการเขียนรีวิวที่ไม่ใช่ไลฟ์สไตล์แบบที่เขาเป็น และบางครั้งอาจทำให้เกิดการเขียนในทางลบ เช่น อาจรู้สึกว่าแพงเกินไป หรือไม่เข้าใจในรูปแบบการบริการบางอย่าง
  3. 3.การติดต่อเพื่อนัดหมาย และการต่อรองสำหรับการใช้บริการ  ในข้อนี้ ควรทำกันเป็นเรื่องเป็นราว และเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดหรือไม่เข้าใจกัน และจะมามีปัญหากันในภายหลัง
  4. 4.การสร้างคอนเทนต์(Content)ร่วมกัน ส่วนใหญ่โรงแรมมักจะไม่ค่อยได้ทำในส่วนนี้ จะปล่อยให้บล๊อกเกอร์ หรือผู้ทรงอิทธิพลในด้านนั้นๆ เช่น ถ่ายภาพ ทำอาหาร รายการทีวี จัดการในส่วนนี้เอง จะด้วยเพราะเหตุอะไรก็ตาม อยากแนะนำให้ทำความเข้าใจใหม่ว่าอันนี้เรากำลังทำธุรกิจเพื่อการตลาดของโรงแรม ตัวแทนของโรงแรมควรมีคอนเทนต์ที่ต้องการกำหนดไว้ และนำเนื้อหาไปร่วมพูดคุยหารือกับผู้มีอิทธิพลเหล่านั้น
  5. 5.การติดตามผล เมื่อผลงานออกสู่สายตาสาธารณะแล้วควรมีการติดตามผลว่าเป็นอย่างไร บรรลุเป้าหมายที่วางไว้มากน้อยกี่เปอร์เซ็นต์ เราควรมีการปรับเปลี่ยนในจุดไหนบ้างเพื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

โรงแรมไหนที่ยังคงทำการตลาดแบบเดิม ๆ คือทำแต่โปรโมทสินค้าและบริการ ( Product Marketing ) และยังไม่แม้แต่จะทำ Destination Marketing หรือการทำการตลาดให้กับเมืองหรือสถานที่ตั้งของโรงแรม  ก็ควรเร่งปรับตัวได้แล้ว  และส่วนโรงไหนที่มุ่งแต่จะให้คนมารีวิวโดยไม่เคยมีการตั้งเป้าหมาย ติดตาม และประเมินผล ก็ขอให้เริ่มปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานใหม่ เริ่มตั้งแต่การวิเคราะห์ผู้มีอิทธิพลในแต่ละสาขา จัดกลุ่ม และเลือกวางแผนการทำกิจกรรม อย่าลืมว่าผู้มีอิทธิพลที่มีผู้ติดตามจำนวนมากนั้นอาจต้องใช้เวลามากกว่า 2 เดือนกว่าจะถึงคิวที่โรงแรมคุณจะได้รับการยืนยัน เพราะฉนั้นบริหารจัดการเวลาให้ดี