โรงแรมอยากจะทำคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้ง

โรงแรมกับการทำคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้งท่ามกลางคอร์สอบรมออนไลน์ที่มีให้เลือกมากมาย จะทำอย่างไรกันดี

คอร์สอบรมออนไลน์และออฟไลน์เกี่ยวกับการทำการตลาดมีมากมายจริงๆ และแน่นอนว่าธรรมชาติของผู้ประกอบการก็ย่อมต้องการที่จะก้าวให้ทันกับเทคโนโลยีและกระแสของโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้นหลักสูตรอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับการตลาดจึงเป็นที่ต้องการในตลาด

แล้วโรงแรมที่พักล่ะ ก็แน่นอนว่าต้องปรับตัวเช่นกัน แต่เราต้องกลับมาตั้งหลักกันก่อน ไม่ใช่วิ่งไล่ตามคอร์สต่างๆ มีที่ไหน ไปที่นั่น อบรมเยอะไปหมด ใครถามถึงหลักสูตรอะไร ไปเข้ามาแล้วทั้งนั้น หรือไม่ก็ลงเรียนแบบออนไลน์ ไม่ต้องถามว่าจ่ายไปเท่าไหร่ในแต่ละคอร์ส

….แต่พอถามว่า แล้วนำมาใช้กับโรงแรมของคุณได้อย่างไรบ้าง ไม่ว่าจะบูติกโฮเต็ล โฮสเทล บัดเจ็ทโฮเต็ล บางคนเลือกที่จะตอบว่า “อืมม….เค้าก็พูดกว้างๆค่ะ” หรือบางรายก็ตอบว่า “ไม่มีอะไรครับ มาเข้าอบรมเพราะกลัวตกกระแส”

การขวนขวายหาความรู้เป็นเรื่องที่ดี แต่ก็ต้องกลับมาคิดบ้างว่าเวลาที่เสียไป เราได้อะไร ไม่ได้อะไร นำอะไรมาปรับใช้กับตัวเราและกิจการของเราได้บ้าง

ลองกลับมาตั้งหลักใหม่ เริ่มจากความหมายของคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้งตามภาพข้างบนที่มาจากการค้นจากกูเกิ้ล

คอนเทนต์ มาร์เก็ตติ้ง เป็นกิจกรรมทางการตลาดประเภทหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการสร้างและแบ่งปันเนื้อหาที่ใช้ในโลกออนไลน์ไม่ว่าจะเป็นวิดีโอ บล๊อก หรือข้อความบนโซเชียลมีเดียที่ไม่ได้เป็นการโฆษณาหรือโปรโมทแบรนด์อย่างโจ่งแจ้งชัดเจน แต่เพื่อต้องการที่จะสร้างความสนใจ กระตุ้นความสนใจให้เกิดขึ้นกับสินค้าหรือบริการของตน

อ้าว….แล้วที่ผ่านเราทำอะไรลงไป มีทั้งลากลูกค้าให้ไปแท็กเพื่อน ให้แชร์โพสเพื่อแลกกับสิทธิที่จะร่วมชิงรางวัล ให้นำโพสต์ไปแปะต่ออีกกี่คนเพื่อชิงโชค …..สิ่งเหล่านี้ในความเป็นจริงแล้วถือว่าผิดข้อกำหนดของเฟสบุ๊กทั้งสิ้น

แล้วคอนเทนต์ของโรงแรมมีอะไรบ้างล่ะ?

ถามกลับว่า “แล้วโรงแรมที่พักของคุณมีอะไรที่จะมาเรียกความสนใจและกระตุ้นให้ลูกค้าสนใจได้บ้างล่ะ?”

คราวนี้ มีนิ่งเงียบกันทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของโรงแรม ทีมงานระดับจูเนียร์หรือซีเนียร์ หรือผู้ที่กำลังสนใจจะทำโครงการ และจบด้วยเรื่องสิ่งปลูกสร้างและการออกแบบ

การออกแบบก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่เราจะสร้างคอนเทนต์จากการออกแบบให้น่าสนใจด้วยเรื่องราวและนำเสนอเรื่องราวนั้นอย่างสม่ำเสมอเป็นระยะเวลาต่อเนื่องได้อย่างไร

เพราะฉะนั้นจึงควรหยิบยกประเด็นอื่นมาประกอบการสร้างคอนเทนต์ด้วย เช่น

  • ที่มาที่ไป
  • ธรรมชาติของพื้นที่โดยรอบ
  • วิถีชีวิต
  • อาหารจานเด็ด ผลไม้ ร้านเด็ดในพื้นที่ เมนูโบราณ
  • ผลผลิตในท้องถิ่น
  • กิจกรรมที่น่าสนใจในพื้นที่
  • ประเพณี งานประจำปี
  • สถานที่ท่องเที่ยวของจังหวัด
  • การเดินทาง เส้นทางที่น่าสนใจในการเดินทางมาที่โรงแรม
  • อื่นๆอีกมากมาย

สำหรับกิจการขนาดเล็กที่เจ้าของทำการตลาดเอง โพสต์ออนไลน์เอง ก็คงต้องฝึกเขียน ฝึกถ่ายภาพ ฝึกเล่าเรื่อง โดยเริ่มจากการสะกดให้ถูกก่อน คะ/ค่ะ และไม่มี “นะค่ะ” ในโลกการเขียนภาษาไทย ย้ำ…ย้ำ

ส่วนกิจการที่มีงบประมาณในการว่าจ้างฟรีแลนซ์หรือบริษัทในการทำการตลาดให้ ก็ต้องสรุปเนื้อหา ข้อแตกต่างของสินค้าและบริการของคุณให้ผู้รับจ้างเหล่านั้นฟังให้เข้าใจ จัดทำข้อมูลเป็นเอกสารสรุปเนื้อหาสาระที่สำคัญให้ คีย์เวิร์ดที่เป็นเอกลักษณ์ของโรงแรมคุณคืออะไร รวบรวมมา

ท้ายสุด อย่าไปวิ่งตามจนลืมกลับมาตั้งหลักให้ดี หยุดซักนิด ตื่นมาในแต่ละวัน ขอให้ให้เวลากับตัวเองสัก 5-10 นาทีนั่งทบทวน จดบันทึกสิ่งที่ต้องทำ ยังไม่ได้ทำ ไม่ควรทำในเรื่องต่างๆ ทุกอย่างต้องฝึกฝน และใช้เวลา

# (hashtag) อะไรควรใช้กับ #โรงแรม

โลกแห่งข้อมูลในยุคสมัยปัจจุบัน ถ้าเราไม่มีเครื่องมือที่ช่วยย่อยข้อมูล จัดกลุ่มข้อมูลให้เป็นระบบและหาง่ายมากขึ้น ลูกค้าก็คงหาเราเจอยากขึ้นเช่นกัน อ่านคำแนะนำสำหรับโรงแรมเล็ก บูติกโฮเต็ล โฮสเทลว่าจะใช้ # (hashtag) อย่างไรให้ลูกค้าหาเจอ

hashtags-for-hotels

มีคำถามเข้ามาสอบถามว่า

อยากจะใช้แฮชแท็ก (# – hashtag)กับโรงแรม ควรจะใช้คำแบบไหนดี

ก่อนอื่นควรทำความเข้าใจก่อนว่าแฮชแท็ก (#) หรือเครื่องหมายสี่เหลี่ยมนี้จะช่วยอะไรเราได้บ้าง แล้วทำไมเราต้องใช้เวลาที่เราต้องการที่จะสื่อสารในโลกโซเชียล

เดิมมีการใช้ในโลกของทวิตเตอร์ (Twitter) การสื่อสารด้วยข้อความสั้นๆ และการใช้ # ช่วยให้การค้นหาเรื่องต่างๆง่ายขึ้น ต่อมาก็แพร่หลายในสื่อโซเชียลอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเฟสบุ๊ก (Facebook)  อินสตาแกรม (Instagram) และอื่นๆ

# – hashtag ช่วยอะไร

# ช่วยในการแยกย่อยข้อมูล จัดกลุ่มข้อมูล แบ่งข้อมูลตามข้อความที่เราใช้

# ช่วยให้การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเฉพาะกลุ่มได้รวดเร็วขึ้น

แล้วโรงแรมควรใช้คำอะไรดี ?

เบื้องต้นในระดับเริ่มต้น เราก็ควรกลับมาตั้งคำถามเกี่ยวกับโรงแรมของเราก่อนว่า เราต้องการจะสื่อสารอะไร ต้องการสื่อสารกับลูกค้ากลุ่มไหน ใครคือกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย และกลุ่มคนเหล่านี้มีพฤติกรรมอย่างไร ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร และลองสมมติตัวเองเป็นนักท่องเที่ยวดูว่า ถ้าเราจะไปเที่ยวที่ใดที่หนึ่งเราจะใช้คำอะไรในการค้นหา

เราอาจจะแบ่งกลุ่มคำที่เราอยากจะใช้ออกเป็น 5 ส่วนก็ได้ เช่น

  1. คำที่เกี่ยวกับตัวตนของเรา หรือแบรนด์ของเรา (Brand)

ในขั้นต่อมาก็ให้กลับมาพิจารณาที่ตัวสินค้าและบริการของเราว่า โรงแรมที่พักของเรามีอะไรที่น่าสนใจบ้าง อะไรที่เป็นเอกลักษณ์ของเรา เรามีคำที่สามารถอธิบายตัวตนของเราแบบสั้นๆได้หรือไม่ (Tag Line) ยกตัวอย่างเช่น ร้านอาหารเอสแอนด์พี จะใช้คำว่า Simply Delicious คำนี้ก็คือ Tag Line ของร้านอาหารเอสแอนด์พี เป็นต้น  หรือจะใช้ชื่อแบรนด์ของคุณตามหลัง # เลยก็ได้  ลูกค้าที่รู้จักชื่อโรงแรมเราแล้ว หากต้องการหาข้อมูลเกี่ยวกับเราก็สามารถค้นหาด้วยแฮชแท๊กและชื่อธุรกิจได้เลยทันที

    2. คำที่แสดงสถานที่ตั้ง ตำแหน่งที่ตั้ง ชื่อสถานที่ (Destination)

การประชาสัมพันธ์โรงแรมที่พัก ไม่ใช่การประชาสัมพันธ์เฉพาะเรื่องราวที่เกี่ยวกับโรงแรมของคุณ แต่คุณควรประชาสัมพันธ์สถานที่ตั้ง สิ่งที่อยู่รอบๆด้วย หรือควรทำการตลาดให้กับสถานที่ท่องเที่ยวด้วย หากโรงแรมของคุณตั้งอยู่ในจังหวัดรอง หรือเมืองเล็กๆที่ยังไม่มีใครรู้จักมากนัก ก็ยิ่งต้องทำการตลาด การประชาสัมพันธ์ให้คนรู้จักมากขึ้น การเลือกใช้ชื่อจังหวัด ชื่อสถานที่ หรือสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญในบริเวณใกล้เคียง ก็ช่วยสร้างกรอบในการค้นหาให้แคบลง

     3. คำที่แสดงรูปแบบการใช้ชีวิตหรือไลฟ์สไตล์ (Lifestyle)

โลกโซเชียลว่าด้วย “ความชอบ” และ “ความไม่ชอบ” และแต่ละคนก็แสดงออกชัดเจนว่าชอบและไม่ชอบอะไร การโพสข้อความ รูปภาพเวลาท่องเที่ยวเดินทางไปจนถึงชีวิตประจำวัน เพราะฉนั้นคำที่เกี่ยวกับการใช้ชีวิตในรูปแบบต่างๆ ก็ช่วยให้โรงแรมคุณเข้าถึงกลุ่มต่างๆเช่นกัน เช่น กลุ่มที่ชอบถ่ายภาพ ก็มักจะมีรูปภาพพร้อมคำบรรยายที่แสดงถึงอารมณ์ของรูปภาพ บรรยากาศของสถานที่ และความรู้สึกของการที่ได้เข้าไปสัมผัสบรรยากาศเช่นนั้น  ดังนั้นจึงมักจะเห็นแฮชแท๊ก (#) ที่เชิญชวน เช่น #bestshotoftheday #picoftheday #wishyouwerehere #lastlightoftheday #eveningenlighting #sunrisebythebeach เป็นต้น

     4. คำที่บ่งบอกประเภทของโรงแรม (Hotel Type)

ประเภทของโรงแรมที่พักก็เป็นคำที่ลูกค้ามักใช้ในการค้นหาเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น บูติกโฮเต็ล ซิตี้โฮเต็ล โฮสเทล ลักชัวรี่โฮเต็ล บีชโฮเต็ล เบดแอนด์เบรกฟาสต์  ซึ่งเวลาใช้แฮชแท็ก ก็เลือกใช้ได้ทั้งไทยและอังกฤษ ขึ้นอยู่กับลูกค้าเป้าหมายของคุณ  และสามารถเติมสถานที่ตั้งไปหลังประเภทโรงแรมได้ด้วยเช่นกันเพื่อทำกรอบการค้นหาให้แคบลง เช่น โฮสเทลในจังหวัดภูเก็ตที่ตั้งอยู่ในเมือง ก็สามารถใช้ #hostelphuket หรือ  #hostelphukettown ก็ได้เช่นกัน

     5. คำเฉพาะที่เป็นกิจกรรมของโรงแรม หรือแคมเปญของโรงแรม (Campaign)

กรณีที่โรงแรมมีการจัดแคมเปญ หรือต้องการประชาสัมพันธ์งานใดงานหนึ่งของโรงแรม หรือประชาสัมพันธ์แพ็คเกจใหม่ ก็สามารถใช้คำเหล่านี้ในการประชาสัมพันธ์ได้ เช่น #weekendgetaway #couplepackage #honeymoon #packagefortwo #familyescape #stay3pay2 เป็นต้น

คำแนะนำเพิ่มเติมและสิ่งที่ควรระวัง

  • ควรสร้างแฮชแท็กเฉพาะของโรงแรม อาจจะมี 1-2 คำ หรือ 3-4 คำก็ได้เพื่อให้ลูกค้าจดจำได้ว่าถ้าจะหาข้อมูลเกี่ยวกับโรงแรมนี้ ต้องใช้แฮชแท็กนี้
  • เมื่อสร้างแฮชแท็กประจำของโรงแรมแล้ว ***ต้องไม่ลืมที่จะใช้ทุกครั้งที่มีการโพสต์ข้อความ***
  • จะใช้แฮชแท็กมากน้อยกี่อัน ขึ้นอยู่กับประเภทของสื่อโซเชียลที่คุณเลือกใช้ ถ้าเป็นอินสตาแกรม ก็สามารถใช้ได้เยอะแบบ 10-30 แฮชแท็คในแต่ละโพสต์กันเลยทีเดียว แต่หลักๆแล้วก็ใช้ 4-5 แฮชแท็กก็พอ
  • จะเลือกใช้คำอะไร ก็ลองทดสอบการค้นหาด้วยคำเหล่านั้นด้วยว่า #ผลการค้นหา ออกมาเป็นอย่างไร จะได้ทราบว่าการที่เราเลือกใช้คำนี้ ทำให้โรงแรมเราถูกจัดเข้าไปรวมกลุ่มกับธุรกิจประเภทไหน หรือกลุ่มลูกค้าประมาณไหน

 

เลือกใช้ให้ดี และใช้งานให้เป็น

ใช้เพื่อให้ลูกค้าหาเราเจอ

ไม่ใช่เห็นใครใช้ ก็ใช้บ้าง โดยไม่รู้ว่าใช้ไปทำไม

    

ภาพที่ 2 กับ Facebook Ads

ทางเลือกบน Facebook Ads ช่วยจริงหรือเปล่า

การเพิ่มจำนวนการเข้าถึง หรือรีช(Reach) มีความท้าทายมากขึ้นทุกวัน ทางเฟสบุ๊กก็มีทางเลือกให้เราปรับ ที่ดูเหมือนจะช่วย แต่จริงๆแล้วช่วยใครบ้าง มาดูกันไปแต่ละขั้นแต่ละตอนค่ะ

เริ่มจากลองมาสังเกตการลงโฆษณาบนแอพลิเคชั่น Facebook Ads กันว่าในแต่ละขั้นตอนมีอะไรให้เราเลือกบ้าง

1. เลือกเป้าหมายการลงโฆษณา ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มรีชการเพิ่มการเข้าชมเว็บไซต์ การเพิ่มยอดการเปิดดูวิดีโอ โปรโมทเพจ โปรโมทงาน

2. การเลือกรูปภาพที่จะใช้ในการลงโฆษณา แต่ก่อนให้ใส่ภาพได้ภาพเดียว แต่ปัจจุบันให้ใส่ภาพได้มากกว่า 1 ภาพ โดยใช้ข้อความว่า ระบบจะช่วยเปรียบเทียบว่าภาพไหนเข้าถึงลูกค้าได้มากกว่ากัน (Test 2 Ad Images)

เหมือนจะดูดี คนใช้งานดีใจรีบใส่รูปเพิ่มเติม พลางนึกในใจ “…ดีจัง ช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องการเลือกรูป ดีกว่ามาบอกว่า รูปคุณมีข้อความเกิน 20% ของภาพ”

ไปดูกันต่อดีกว่าว่าพอเลือกรูปเพิ่มจะเป็นอย่างไรต่อไป….

3. เราก็เลือกรูปอีกรูปใส่เข้าไป หน้าจอก็จะบอกว่า เราจะแบ่งงบโฆษณาที่คุณลงออกเป็น 2 ส่วนนะ สำหรับรูปภาพทั้ง 2 ที่คุณเลือกมา (ตามรูป)

4. หน้าตัวเลขงบประมาณ จะมีให้เลือก งบประมาณต่อวัน (Daily budget) หรือ งบตลอดระยะเวลาที่ลงโฆษณา (Lifetime budget) เลือกเลยค่ะว่าจะใช้แบบไหน และปรับเพิ่ม/ลดตัวเลขตามที่คุณต้องการ และคุณจะเห็นว่าตัวเลขงบประมาณที่ใส่ไปจะถูกแบ่งระหว่างภาพที่ 1 และภาพที่ 2

ประเด็นคือ สมมติแต่ก่อนคุณจะลงโฆษณา 7 วัน เลือกใช้ภาพ 1 ภาพคุณใส่งบ 7 เหรียญได้คือระบบกำหนดขั้นต่ำวันละ 1 เหรียญ แต่พอคุณใช้ภาพ 2 ภาพคุณใส่งบเท่าเดิมคือ 7 เหรียญไม่ได้นะคะ เพราะเฉลี่ยงบแต่ละภาพต่อวันห้ามต่ำกว่า 1 เหรียญ เท่ากับว่าคุณต้องเพิ่มงบประมาณเข้าไปให้ตัวเลขเฉลี่ยต่อวันสำหรับ 2 ภาพไม่ต่ำกว่าวันละ 1 เหรียญ เพราะฉะนั้นตัวเลขต่ำสุดที่คุณจะใส่ได้คือ 14 เหรียญ ( 2 ภาพ x 7 วัน)

นั่น!!! ต้องเพิ่มงบ !!

ถ้าไม่ต้องการเพิ่มงบ กดลูกศรย้อนกลับไปเอาภาพที่เลือกเพิ่มออกได้ค่ะ ไม่ต้องตกใจ

เพราะฉะนั้นดูดีๆ ค่อยๆ อ่านและทำไปทีละขั้นตอน แต่ถ้าคุณต้องการเพิ่มสีสันกลัวลูกค้าเบื่อหากเห็นภาพโฆษณาภาพเดียว อันนี้ก็ถือเป็นทางเลือกที่ดี

สุดท้าย จัดสรรงบประมาณสำหรับสื่อโซเชี่ยลให้ดีนะคะ และที่สำคัญคือวิเคราะห์สัดส่วนของลูกค้าแต่ละตลาดก่อนเพื่อที่จะได้จัดงบประมาณให้เหมาะสมสำหรับแต่ละตลาดค่ะ

อย่าปล่อยให้ทีมโพสโซเชียล !!!

⛔️โรงแรมคุณมีนโยบายกำกับการใช้งานโซเชียลของพนักงานหรือเปล่า?

⛔️คุณเคยสังเกตการโพสข้อความของโรงแรมแต่ละแบบหรือไม่ ว่าเขาโพสข้อความอย่างไร แบบเชนโรงแรมใหญ่ แบบระดับหรู แบบบูติกโฮเต็ลมีระดับ แบบบูติกโฮเต็ลขนาดเล็ก โฮสเทล?

⛔️คุณรู้สึกอย่างไรเวลาพนักงานมาทำงาน และเช็คอินที่โรงแรม หรือโพสลงโซเชียลว่าวันนี้งานหนัก สันนี้เจอหัวหน้าจัด วันนี้เจอลูกค้าวีน พร้อมกับเช็คอินสถานที่ที่โรงแรมและเปิดเป็นสถานะข้อความเป็นสาธารณะ

⛔️คุณรู้สึกอย่างไรเวลาทีมที่ดูแลเรื่องโซเชียลขึ้นข้อความแต่สะกดผิด เขียนภาษาอังกฤษแบบไม่ถูกต้อง หรือถึงขั้นสะกดผิดจนผิดความหมาย ทำให้การสื่อสารจากบวกเป็นลบ หรือใช้รูปภาพที่ไม่เหมาะสม?

สิ่งเหล่านี้คือความจำเป็นที่ทุกโรงแรมควรมีนโยบายการใช้สื่อโซเชียลทั้งในส่วนการขายและการตลาด และในส่วนของการใช้งานของพนักงาน เพื่อไม่ให้กระทบกับภาพลักษณ์ของโรงแรม ไม่ว่าจะเป็นโรงแรมที่พักในแบบไหน

คำแนะนำ

  • การกำหนดนโยบายให้ทำเช่นเดียวกับการเขียนมาตรฐานฐานการทำงาน หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ SOP (Standard Operating Procedure)
  • กำหนดผู้มีหน้าที่ใช้งาน และขอบเขตการใช้งานให้ชัดเจน
  • เขียนวิธีหรือข้อกำหนดให้ชัดเจน รวมทั้งยกตัวอย่างให้เห็น หรือกำหนดคำที่ห้ามใช้ ก็สามารถทำได้เช่นกัน
  • สำหรับการใช้งานของพนักงาน ไม่ควรให้มีการเข็คอินในสถานที่ทำงาน หรือถ่ายเซลฟี่ตามห้องพัก หรือสถานที่ต่างๆในโรงแรม
  • กำหนดบทลงโทษที่ชัดเจน

บางโรงแรม ไม่มีการกำหนดสิ่งเหล่านี้ ดังนั้นเราจึงเห็นภาพและข้อความที่ไม่เหมาะสมของบางโรงแรม มีตั้งแต่ถ่ายรูปติดถังบำบัดมาโชว์ แต่ใช้ข้อความประกอบว่า “ยินดีต้อนรับผู้รักธรรมชาติ” หรือใช้รูปคนนั่งพักผ่อน แต่มีข้อความ Let’s take a raise แทนที่จะเป็น Let’s take a rest หรือ Let’s take some rest เป็นต้น อันนี้ยังไม่รวมถึงการใช้คำ “คะ” หรือ “ค่ะ” อย่างไม่ถูกต้องอย่างแรงที่เราพบเห็นโดยทั่วไปแบบไม่น่าให้อภัยนะคะ

สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับทีมการตลาดหรือผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบเรื่องการสื่อสารการตลาดและสื่อโซเชี่ยลคือ การทำความเข้าใจคอนเซ็ปต์ของโรงแรม และการตระหนักในหน้าที่ว่า เรากำลังขึ้นข้อความ “ในนามของโรงแรม” ไม่ใช่ เล่นส่วนตัว ดังนั้นความรอบคอบจึงต้องเพิ่มมากขึ้น และคำว่า “รู้เท่าไม่ถึงการ์ณ” ไม่ควรนำมาใช้ อย่าลืมว่า ทุกโพส สามารถทำเป็นร่าง (draft) ก่อนได้ ตรวจทานให้ดีก่อนขึ้นข้อความ ยิ่งทำล่วงหน้ามากเท่าไหร่ ก็มีเวลาตรวจทานมากขึ้น

อย่าปล่อยให้พนักงานโพสโดยไม่มีการกำกับ เพราะความรวดเร็วของสื่อโซเชียลในบางครั้งอาจแก้ไขไม่ทันและสร้างความเสียหายให้คุณ

เกาะกระแส วัดการตลาด กับ #ออเจ้า

เกาะกระแสออเจ้ากับการแสดงออกของแบรนด์บนโลกออนไลน์

trend-howto

ปรากฎการ์ณกระแสจากละคร บุพเพสันนิวาส มาแรงและเร็วและกินพื้นที่ในทุกวงการทีเดียวในช่วงนี้ จากการออกอากาศมาเพียง 5 ตอนมีผลตอบรับที่ดีมากๆ เรียกได้ว่า ใครไม่พูดถึงละครเรื่องนี้ ถือว่าตกเทรนด์ทีเดียว

อันที่จริงการแสดงออกของผู้ชมมีมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ละครเรื่องนี้ออกอากาศ และระหว่างที่ละครออนแอร์ทุกตอนเราก็จะได้เห็นปฎิกิริยาของโลโซเชียลทั้งในด้านผู้ชมที่มีความรู้สึกร่วม และในด้านแบรนด์ที่จับโอกาสในช่วงนี้ในการสื่อสารกับลูกค้าเช่นเดียวกัน

เช้านี้ตื่นมาลองเข้าไปเช็คในโลก Twitter พบว่ามีการใช้แฮชแทค #บุพเพสันนิวาส มากถึง 1.5 ล้านทวีตทีเดียว ติดอันดับ 1 ในหัวข้อ Trend for you

ส่วนใน Facebook แน่นอนว่าบ้านเรามีผู้ใช้งานมากถึง 46 ล้านคน ปฏิกิริยาย่อมรุนแรงและกินวงกว้างมากๆ เรียกได้ว่าแทบจะทุกวงการที่มีสินค้าและบริการที่จะสามารถโยงกับเนื้อหาในละครได้ ไม่มีใครพลาดที่จะนำเสนอ ตั้งแต่ มะม่วงน้ำปลาหวาน กุ้งแม่น้ำย่าง หมูกะทะ และจะมีสินค้าอื่นๆต่อเนื่องมาอีกแน่นอน

ตัวอย่างที่เกิดขึ้น เช่น

+ เพจที่เกี่ยวกับเรื่องกิน เช่น maeban (แม่บ้าน) ซึ่งเป็นสื่อที่รวมความรู้ในเรื่องการทำกับข้าวและเคล็ดลับต่างๆ นำเสนอสูตรน้ำปลาหวาน  ต่อมาก็เป็น wongnai – cooking ที่แตกออกมาจาก wongnai ก็นำเสนอสูตรการทำน้ำปลาหวานเช่นเดียวกัน

+ เพจร้านสะดวกซื้อ Seven-Eleven นำเสนอชุดมะม่วงน้ำปลาหวานที่มีจำหน่ายในร้าน

+ เพจให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัย Street Hero Project นำวิธีการช่วยเหลือชีวิตด้วยวิธี CPR มาทำในเวอร์ชั่น แม่หญิงการะเกด และพี่หมื่น

+ เพจสาระความรู้ สำนักพิมพ์ และห้องสมุดตามสถาบันต่างๆ นำเสนอหนังสือที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา บางเพจมีรายการหนังสือ สรุปเนื้อหาย่อ พร้อมลิงก์เชื่อมโยง เรียกได้ว่าครบถ้วนทีเดียว

+ ร้านอาหาร เช่น บาร์บีคิวพลาซ่า ย่อมไม่พลาดโอกาสนี้แน่นอน กับการนำเสนอสินค้าเด่นของร้านคือหมูกะทะ

+ ร้านค้า เช่น Foodland Supermarket ยังเกาะกระแสนำเสนอว่าที่ฟู้ดแลนด์ก็มีน้ำปลาหวานขายนะ ในราคาพิเศษด้วยเช่นกัน

 

สิ่งที่อยากชวนให้ตั้งข้อสังเกตจากการแสดงออกของแต่ละแบรนด์ที่เกิดขึ้นบนโลกโซเชียล คือ

  • ความรวดเร็ว – ความรวดเร็ว สะท้อนการมอบหมายงาน การให้อำนาจในการบริหารจัดการสื่อโซเชี่ยล และไหวพริบในการทำงานของแอดมินเพจว่าสามารถใช้และสร้างโอกาสในการสื่อสารเพื่อสร้างการมีส่วนร่วม (Engagement) กับลูกค้าภายใต้เวลาที่จำกัดอย่างรวดเร็ว

  • ข้อความที่ใช้สื่อสาร – ข้อความที่ใช้สื่อสาร สะท้อนการทำงานภายใต้กรอบแนวคิดหลัก หรือคอนเซ็ปต์ของสินค้าและบริการเจ้าของแบรนด์นั้นๆ รวมทั้งกลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลักที่แบรนด์ต้องการสื่อสาร เพราะภาษาที่ใช้ การเรียบเรียงข้อความ หรือสไตล์การเขียน

  • รูปภาพหรือกราฟิกที่ใช้ในการนำเสนอ-รูปภาพและกราฟิกต่างๆ สะท้อนความคล่องตัวของแอดมินและการทำงานร่วมกันระหว่างแอดมินและทีมกราฟิก ว่าสามารถสื่อสารกัน และผลิตงานออกมาได้อย่างรวดเร็วขนาดไหน หรือแอดมินเดี่ยวมีความสามารถในการใช้แอพลิเคชั่นต่างๆด้านกราฟิกมากน้อยอย่างไร

  • การเชื่อมโยง-การเชื่อมโยง บางแบรนด์รู้จักเชื่อมโยง หรือเรียกว่า การอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าเข้าถึงสินค้าและบริการของตนได้อย่างรวดเร็ว

 

แบรนด์ เลือกที่จะแสดงออกได้เสมอ แล้วแบรนด์ของคุณแสดงออกอย่างไร?

จะแสดงออกหรือไม่แสดงออก หรือจะเกาะกระแส ใช้จังหวะและโอกาสทางการตลาดในการเชื่อมโยงให้มีความน่าสนใจอย่างไร อันนี้แล้วแต่ความเหมาะสมของแต่ละแบรนด์จะต้องพิจารณา

สิ่งที่ไม่ควรลืมคือ แบรนด์ คือ ตัวตนของสินค้าและบริการ ส่วน แอดมิน คือ ผู้ที่ได้รับมอบหมายให้จัดการสื่อสารบนโลกออนไลน์และสื่อโซเชี่ยล  เพราะฉนั้นตัวตนของแอดมิน ควรสอดคล้องกับคอนเซ็ปต์ของแบรนด์

 

ย้อนเวลาท่องเที่ยว – การตลาดแนวใหม่

ย้อนเวลาหาความสุขใจจากการท่องเที่ยว กับเทคนิคการนำเสนอในสิ่งที่ลูกค้ามองหา

วันก่อนได้อ่านบทความของ Lauren Miskin ที่เขียนเรื่อง Nostalgia Marketing in the Hospitality Industry เห็นว่ามีประเด็นที่น่าสนใจ เลยอยากมาแบ่งปันให้ผู้อ่านได้รับรู้ค่ะ

ถ้าจะไล่เรียงจากความหมายของคำก่อน Nostalgia ก็คือความรู้สึกดีๆที่เกิดขึ้นเมื่อเรานึกย้อนเวลาไปในเหตุการ์ณ หรือสถานที่ที่เราเคยไปและมีความสุข

เรามักพบเห็นคำนี้บ่อยๆในบทความและข้อเขียนประเภทต่างๆอยู่พอสมควร

แล้วมาเกี่ยวกับการท่องเที่ยวอย่างไร?

ถ้าเราสังเกตรูปแบบการท่องเที่ยวหลายปีที่ผ่านมาจะเห็นว่านักท่องเที่ยวนิยมที่จะไปเที่ยวตามสถานที่ที่มีการตกแต่งในแนวย้อนยุค หรือเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆที่นำเสนอในแนวย้อนอดีตกันมากขึ้น

จริงๆแล้ว การตลาดในแนวย้อนยุค คือนำเสนอและส่งต่อประสบการ์ณที่สุขใจ อิ่มใจ ที่สะท้อนออกมาในแบบย้อนอดีต ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบสถาปัตยกรรม การตกแต่งสถานที่ การแต่งกาย การให้บริการ หรืออาหารจานโบราณที่หารับประทานได้ยากในยุคปัจจุบัน

ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนคือ Disney World ที่สามารถจับตลาดได้ตั้งแต่กลุ่ม Millennials จนถึง Baby Boomer เพราะสามารถพาเราย้อนอดีตไปในวัยเด็กที่มีแต่ความสนุก จนแต่งงานมีครอบครัว มีลูก ก็ยังสามารถพาครอบครัวกลับมาเที่ยวได้อย่างมีความสุขทุกครั้ง และอิ่มใจมากขึ้นเมื่อนึกย้อนกลับไปเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก

อีกตัวอย่างที่ผู้เขียนหยิบยกมาให้เห็นเป็นตัวอย่าง คือ บริษัทนำเที่ยวในคิวบา ที่มีบริการนั่งในสไตล์ย้อนยุคเหมือนในอดีตพาเที่ยวชมเมืองฮาวานา (Havana) ผ่านย่านต่างๆที่มีทั้งงานศิลปะบนผนังและกำแพง เหมือนเราได้หลุดเข้าไปในฉากหนังสมัยก่อน

การนำ Nostalgia มาใส่ในการตลาดการท่องเที่ยวและโรงแรมที่พัก มีสิ่งที่ควรนำเสนอและเชื่อมโยงเข้าไป ได้แก่

  • การนำเสนองานศิลปะ งานฝีมือในชุมชนและท้องถิ่น
  • เพิ่มกลิ่นอายหรือเกร็ดความรู้ในอดีต และประวัติศาสตร์ที่ทรงคุณค่า
  • ใช้เทคโนโลยีในปัจจุบันนำเสนอภาพเคลื่อนไหวที่จะช่วยให้ผู้รับสื่อมีความรู้สึกร่วม

ยิ่งยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไปมากเท่าไหร่ มีความวุ่นวายมากขึ้นเท่าไหร่ การมองหาสถานที่พักผ่อนที่จะทำให้เราได้รู้สึกถึงการพักผ่อนที่แท้จริง และอิ่มใจ สุขใจก็จะยิ่งมีความต้องการมากขึ้นเท่านั้น

เสียดายที่โรงแรมที่พักหลายแห่งมองแค่เพียงภาพภายนอกจากรูปแบบสถาปัตยกรรม และการตกแต่งภายใน แต่ไม่สามารถนำเสนอการให้บริการที่จะทำให้ลูกค้าพอใจ สุขใจ และอิ่มใจได้

ขอบคุณบทความของ Lauren Miskin ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ 4hotelier

Disrupt ? ใครทำอะไรใครกับธุรกิจโรงแรม

Disruption vs Transformation คำสุดฮิตในปี 2018 กับธุรกิจโรงแรมจะต้องทำอย่างไร

disrupt

ตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมาช่วงเทศกาลแถลงเป้าหมายและทิศทางในการทำธุรกิจในปีต่อไป เราจะได้ยินคำว่า “Disrupt” และ “Transform” กันค่อนข้างบ่อยในหลายๆธุรกิจเลยทีเดียว แล้วทำไมปีนี้คำสองคำนี้ถึงมีบทบาทกับภาคธุรกิจมากมายในปีนี้

มาเริ่มดูความหมายของคำว่า Disrupt กันก่อน เป็นคำกริยาที่มีการแปลความหมายในโลกออนไลน์พวกดิกชันนารีออนไลน์ว่า การทำลาย แต่ในอีกความหมายหนึ่งหากดูความหมายในภาษาอังกฤษจะแปลว่า การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีผลกระทบต่อโครงสร้างของสิ่งใดสิ่งหนึ่งเลยทีเดียว

และอะไรล่ะที่มีความสามารถในการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและส่งผลกระทบอย่างรุนแรงถึงกับเปลี่ยนแปลงรูปแบบ หรือสิ่งที่เคยทำกันได้เลยทีเดียวในธุรกิจโรงแรม…….คงไม่ใช่แค่ Online Travel Agent (OTA) อีกต่อไปแน่นอน

อันที่จริง การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตลอดเวลาอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับว่าเรานำไปเปรียบเทียบระหว่างอะไรกับอะไร และฐานที่ใช้เปรียบเทียบคืออะไร โดยเฉพาะ “คน” มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา นั่นคือธรรมชาติของมนุษย์

สำหรับธุรกิจโรงแรมที่พักนั้น ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงในการดำเนินธุรกิจและการให้บริการ ได้แก่

1) โครงสร้างของประชากรที่เปลี่ยนไป ทำให้เรามองเห็นบทบาทและความแตกต่างอย่างชัดเจนของกลุ่มคนในช่วงวัยต่างๆมากขึ้นจากการแสดงออก

2) เทคโนโลยี แน่นอนว่ามีความก้าวล้ำนำสมัยมากขึ้น ซึ่งสะท้อนวิธีคิดและวิธีมองสิ่งต่างๆของมนุษย์ แล้วจึงนำมาคิดค้นระบบต่างๆเพื่อให้ใช้งานได้สะดวกและง่ายขึ้น

3) พฤติกรรมของลูกค้าที่ผูกติดกับสังคมออนไลน์แทบจะทุกอิริยาบทและทุกกิจกรรม ใส่ใจและแคร์สังคมในโลกออนไลน์อย่างมากจนทำให้การตัดสินใจในเรื่องต่างๆถูกอิทธพลจากโลกออนไลน์เข้ามากำกับไปจนแทบจะเปฮนส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การเลือกร้านรับประทานอาหาร เลือกผลิตภัณฑ์ เลือกที่พัก เลือกสถานที่ท่องเที่ยว เป็นต้น

4) สังคมแห่งการแบ่งปัน หรือ Sharing Community ในหลายๆ เรื่อง แต่ที่กระทบกับโรงแรมที่พักมากคือ รูปแบบการให้บริการที่พักของ Airbnb ที่นับวันจะแตกไลน์การให้บริการที่เรียกว่าเทียบเท่ากับโรงแรมที่พักทั่วไปเลยทีเดียว

ความคิดเห็นจากคนทำธุรกิจโรงแรมหลายๆกลุ่มหันมาศึกษารูปแบบการนำเสนอ การเข้าถึง การสื่อสารกับลูกค้าของ Airbnb ที่ดูเหมือนจะเข้าใจความต้องการของลูกค้าได้ดีและเฉพาะเจาะจงมากกว่า จึงส่งผลให้ Airbnb ได้รับความนิยมและเติบโตอย่างรวดเร็วในหลายประเทศ

ถ้าจะถามว่าอะไรจะ disrupt ธุรกิจโรงแรมในอีก 1-2 ปีก็คงเป็น Airbnb นี่แหละ คล้ายๆกับเหตุการ์ณเมื่อ 5-8 ปีที่ผ่านมาที่ independent hotels โดยเฉพาะ Boutique Hotels ที่สั่นคลอนวงการโรงแรมมาแล้ว และตัวเลขอัตราการเติบโตของ Independent Hotels ในช่วง3ปีที่ผ่านมาก็ยังยืนยันว่าเติบโตเร็วกว่า Chain Hotels ถึง 5-6%[STR]

แล้วโรงแรมควรจะ Transform ตัวเองอย่างไร?

  1. สร้างจุดแตกต่างที่ชัดเจนในการให้บริการ ยุคนี้คงไม่ใช่แค่การออกมาบอกว่าโรงแรมเรามีสระว่ายน้ำแบบน้ำเกลือ หรือห้องพักมีอ่างอาบน้ำพร้อมวิว แต่ควรจะมีอะไรที่มากกว่านั้น
  2. บริหารช่องทางการขายให้เหมาะสมกับต้นทุนการขาย
  3. ให้ความสนใจกับลูกค้าเก่า หรือลูกค้าที่มาเข้าพักซ้ำ
  4. เลือกใช้ OTA ให้เหมาะกับกลุ่มตลาดเป้าหมาย
  5. บริหารสื่อโซเชียลอย่างมีระบบ และสร้างคอนเทนต์ที่เข้มแข็งพร้อมกราฟิกที่น่าสนใจ ดึงดูดความสนใจ
  6. ให้ความสำคัญกับต้นทุนในการดำเนินการในทุกส่วนตั้งแต่ส่วนหน้าจนถึงหลังบ้าน และ
  7. บริหารจัดการระบบเรียกเก็บเงินให้มีประสิทธิภาพ

ทุกอย่างต้องใช้เวลา แต่ถ้ายิ่งช้า จะยิ่งเสียเวลา