งบการตลาดดิจิทัลสำหรับโรงแรม

งบการตลาดดิจิทัล — ตั้งให้ตรง ใช้ให้คุ้ม ไม่ต้องเผาเงินตามคนอื่น

งบการตลาดดิจิทัล

เจ้าของบูติกโฮเต็ลหลายคนเคยผ่านประสบการณ์แบบนี้มาก่อน กับ การใช้ งบการตลาดดิจิทัล — เห็นโรงแรมคู่แข่งยิงแอดบน Facebook ก็รีบยิงตาม เห็นคนอื่นทำ Google Ads ก็ลองจ้างเอเจนซี่มาทำให้ เห็นคนอื่นจ้าง Influencer มารีวิวก็อยากจ้างบ้าง สุดท้ายเงินออกไปเดือนละ 20,000–50,000 บาท แต่ไม่รู้ว่าการจองที่เพิ่มขึ้นมานั้น มาจากช่องทางไหน คุ้มกับเงินที่จ่ายไปหรือเปล่า

ถ้าคุณเป็นเจ้าของโรงแรมขนาดเล็กที่มีห้องพัก 10–50 ห้อง รายได้เฉลี่ยเดือนละ 300,000–2,000,000 บาท และกำลังคิดว่า “จะวางแผน งบการตลาดดิจิทัล ยังไงให้สมเหตุสมผลกับรายได้จริง” — บทความนี้เขียนมาเพื่อคุณโดยเฉพาะ

ปัญหาที่แท้จริง: ไม่ใช่เรื่องงบน้อย แต่เป็นเรื่อง “ไม่รู้ว่าจ่ายไปทำไม”

โรงแรมเล็กส่วนใหญ่ไม่ได้มีปัญหาเรื่องงบน้อยเกินไป แต่มีปัญหาเรื่อง การจ่ายเงินโดยไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน เช่น

  • จ่ายค่า boost post บน Facebook เดือนละ 5,000–10,000 บาท โดยไม่รู้ว่า post ไหนนำไปสู่การจองจริง
  • จ้างเอเจนซี่ทำโฆษณา Google Ads แต่ไม่ได้ตั้งค่า tracking ว่ามี booking เกิดขึ้นจาก ad ตัวไหน
  • จ่ายค่าช่างภาพ ค่า Influencer ค่า content creator แบบ “เห็นคนอื่นทำก็ทำตาม” โดยไม่ได้เชื่อมกับแผนการขายที่ชัดเจน

ผลลัพธ์คือ เงินออกไปทุกเดือน แต่ไม่สามารถบอกได้ว่า ทุก ๆ 1 บาทที่จ่ายไป สร้างรายได้กลับมาเท่าไหร่

ก่อนที่จะวางแผน งบการตลาดดิจิทัล สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ตอบคำถาม 3 ข้อนี้ให้ได้ก่อน

3 คำถามที่ต้องตอบก่อนตั้ง งบการตลาดดิจิทัล

คำถามที่ 1: “รายได้เฉลี่ยต่อเดือนของโรงแรมคุณเท่าไหร่?”

งบการตลาดที่เหมาะสมสำหรับโรงแรมขนาดเล็กควรอยู่ที่ประมาณ 3%–8% ของรายได้รวม (Room Revenue + Other Revenue) ไม่ใช่ตัวเลขสูงลิ่วที่ 15–20% อย่างที่เอเจนซี่บางแห่งอาจแนะนำ

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ:

รายได้เฉลี่ย/เดือนงบการตลาด 3%–8%ความหมายในทางปฏิบัติ
500,000 บาท15,000–40,000 บาททำ Google Ads + Social Media ได้ แต่ต้องเลือกโฟกัส
1,000,000 บาท30,000–80,000 บาทเริ่มกระจายช่องทางได้ เพิ่ม content และ retargeting
2,000,000 บาท60,000–160,000 บาททำครบทุกช่องทางหลักได้ รวมถึง influencer และ video

ข้อสังเกตสำคัญ: ตัวเลข 3% เหมาะสำหรับโรงแรมที่มี brand recognition ดีอยู่แล้วและมี repeat guests เยอะ ส่วน 8% เหมาะสำหรับโรงแรมที่ต้องการสร้างการรับรู้ใหม่หรืออยู่ในตลาดที่แข่งขันสูง

คำถามที่ 2: “ช่องทางไหนสร้างรายได้ให้คุณมากที่สุดในตอนนี้?”

ก่อนจะเพิ่มช่องทางใหม่ ต้องรู้ก่อนว่า ตอนนี้ลูกค้าจองมาจากไหน ลองเช็คข้อมูลย้อนหลัง 3 เดือน แล้วแบ่งสัดส่วนการจอง:

  • OTA (Agoda, Booking.com, Expedia) = กี่ %?
  • เว็บไซต์ตรง (Direct Booking) = กี่ %?
  • โทรศัพท์ / Walk-in / LINE = กี่ %?
  • Social Media = กี่ %?

ถ้า OTA เป็นช่องทางหลัก (มากกว่า 70%) นั่นหมายความว่า ทุกครั้งที่มีการจอง คุณจ่ายค่าคอมมิชชั่น 15–25% ซึ่งเท่ากับว่าคุณมีงบการตลาดแฝงอยู่แล้วเดือนละหลายหมื่นถึงหลายแสนบาท เพียงแต่เป็นเงินที่จ่ายให้ OTA แทนที่จะจ่ายให้ตัวเอง

เป้าหมายที่ควรตั้ง: ค่อย ๆ ลดสัดส่วน OTA ลง 5–10% ต่อปี แล้วนำส่วนต่างของค่าคอมมิชชั่นที่ประหยัดได้ มาลงทุนในช่องทาง Direct Booking ที่คุณควบคุมได้เอง

คำถามที่ 3: “คุณมีเวลาหรือคนมาดูแลการตลาดกี่ชั่วโมงต่อสัปดาห์?”

งบเงินอย่างเดียวไม่พอ — ถ้าคุณจ้างเอเจนซี่ทำ Google Ads แต่ไม่มีคนติดตามผลทุกสัปดาห์ เงินก็จะรั่วไหลอย่างเงียบ ๆ ถ้าคุณทำ content เองแต่ไม่มีเวลาโพสต์สม่ำเสมอ ก็จะได้ผลไม่เต็มที่

สิ่งที่ต้องพิจารณาคือ:

  • ทำเองได้: Google Business Profile, ตอบรีวิว, โพสต์ Facebook/Instagram 2–3 ครั้ง/สัปดาห์ — ใช้เวลาราว 3–5 ชั่วโมง/สัปดาห์
  • ควรจ้างคนช่วย: การถ่ายภาพมืออาชีพ, การทำ Google Ads/Meta Ads, การบริหาร Channel Manager
  • ยังไม่ต้องทำ (สำหรับโรงแรมที่มีงบต่ำกว่า 30,000 บาท/เดือน): TikTok Ads, Influencer ราคาแพง, Video Production ขนาดใหญ่

แผนการจัดสรรงบที่แนะนำ — สำหรับโรงแรมที่มีงบ 20,000–50,000 บาท/เดือน

สำหรับโรงแรมบูติกขนาดเล็กที่มี งบการตลาดดิจิทัล อยู่ในช่วง 20,000–50,000 บาท/เดือน ต่อไปนี้คือแนวทางการจัดสรรที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดเรียงตามลำดับความสำคัญ

ลำดับที่ 1: Google Business Profile (ฟรี — แต่ต้องลงแรง)

ก่อนจะจ่ายเงินซื้อ ad สักบาท ให้ทำสิ่งนี้ให้สมบูรณ์ก่อน Google Business Profile คือช่องทางฟรีที่มี intent สูงที่สุด เพราะคนที่ค้นหาชื่อโรงแรมหรือค้นหา “โรงแรม + ชื่อจังหวัด” ใน Google คือคนที่พร้อมจะจองอยู่แล้ว สิ่งที่ต้องทำ ได้แก่ กรอกข้อมูลให้ครบทุกช่อง อัปเดตรูปภาพคุณภาพสูงอย่างน้อย 20 รูป ตอบรีวิวทุกรีวิวภายใน 24–48 ชั่วโมง และโพสต์ Google Posts อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง – งบการตลาดดิจิทัล ที่ไม่ต้องใช้งบ

ลำดับที่ 2: เว็บไซต์ + Booking Engine (ลงทุนครั้งเดียว 15,000–50,000 บาท + ค่ารายเดือน)

ถ้ายังไม่มีเว็บไซต์ที่มี Booking Engine ให้ลูกค้าจองตรงได้ ทุกบาทที่ใช้ดึงคนเข้ามา ก็จะถูก redirect ไป OTA ซึ่งคุณจะเสียค่าคอมมิชชั่นอยู่ดี เว็บไซต์ไม่จำเป็นต้องหรูหรา แต่ต้อง load เร็ว มีข้อมูลครบ มีราคาที่ดีกว่า OTA และมีปุ่ม “จองเลย” ที่ชัดเจน

ลำดับที่ 3: Meta Ads — Facebook & Instagram (งบ 8,000–20,000 บาท/เดือน)

ใช้ Meta Ads เป็นเครื่องมือหลักในการ retarget คนที่เคยเข้ามาดูเว็บไซต์แล้วแต่ยังไม่จอง และใช้ในการโปรโมท package พิเศษหรือช่วง low season สิ่งสำคัญคือ ต้องติดตั้ง Meta Pixel บนเว็บไซต์เสียก่อน เพื่อจะได้ track ว่าคนที่เห็น ad มีกี่คนที่จองจริง ถ้าไม่ติด Pixel ก็เท่ากับยิงแอดแบบหลับตา

ลำดับที่ 4: Google Ads — Search & Hotel Ads (งบ 5,000–15,000 บาท/เดือน)

งบการตลาดดิจิทัล ยอดฮิต Google Ads เหมาะสำหรับการจับลูกค้าที่มี intent สูง คือคนที่กำลังค้นหาคำเฉพาะเจาะจง เช่น “โรงแรมริมทะเล หัวหิน” หรือ “boutique hotel เชียงใหม่” Google Hotel Ads ช่วยให้ราคาห้องพักของคุณแสดงผลตรงบน Google Search และ Google Maps ข้อแม้คือ ต้องมี Booking Engine ที่เชื่อมต่อกับ Google Hotel Center ได้ ซึ่ง Booking Engine ส่วนใหญ่ในตลาดรองรับการเชื่อมต่อนี้อยู่แล้ว

ลำดับที่ 5: Content — ถ่ายรูป + เขียน content (งบ 3,000–10,000 บาท/เดือน หรือทำเอง)

Content ที่ดีไม่จำเป็นต้องจ้าง production house ราคาแพง แต่ต้อง “จริง” และ “ชัดเจน” สิ่งที่ลูกค้าอยากเห็นมากที่สุดคือ ภาพห้องพักจริง (ไม่ใช่ภาพ render) มุมมองจริงจากหน้าต่าง อาหารเช้าจริง ๆ ที่เสิร์ฟ และบรรยากาศจริงของพื้นที่ส่วนกลาง ลงทุนกับการถ่ายภาพมืออาชีพปีละ 1–2 ครั้ง แล้วใช้ภาพเหล่านั้นเป็น asset ตลอดทั้งปี

สัญญาณเตือนว่าคุณกำลังเผาเงินไปกับ งบการตลาดดิจิทัล

ถ้าโรงแรมของคุณกำลังใช้ งบการตลาดดิจิทัล อยู่แล้ว ลองตรวจสอบว่ามีสัญญาณเหล่านี้หรือไม่:

  • ไม่รู้ว่าการจองแต่ละรายมาจาก channel ไหน — ถ้าตอบไม่ได้ แปลว่าไม่มี tracking
  • จ่ายค่าเอเจนซี่แต่ไม่เคยดูรายงานผลลัพธ์ — ถ้าเอเจนซี่ไม่ส่ง report ทุกเดือน นั่นคือปัญหา
  • ยิงแอด boost post แต่ไม่มี Booking Engine บนเว็บ — เท่ากับดึงคนมาแล้วไม่มีที่ให้จอง
  • มีงบ Google Ads แต่ยังไม่ได้ทำ Google Business Profile ให้สมบูรณ์ — ทำของฟรีให้ดีก่อน แล้วค่อยจ่ายเงินเพิ่ม
  • จ้าง Influencer มารีวิวแต่ไม่ได้เช็คว่ามีการจองเกิดขึ้นจริงหลังรีวิว — ถ้าวัดผลไม่ได้ ก็ไม่ควรทำซ้ำ

สรุป: งบน้อยไม่ใช่ปัญหา งบที่ไม่มีทิศทางต่างหากที่เป็นปัญหา

โรงแรมขนาดเล็กไม่จำเป็นต้องมีงบมหาศาลเพื่อทำการตลาดดิจิทัลให้ได้ผล สิ่งที่สำคัญกว่าคือ

  1. รู้ตัวเลขของตัวเอง — รายได้เท่าไหร่ จัดสรรงบกี่เปอร์เซ็นต์ ใช้ไปกับอะไรบ้าง
  2. มีเป้าหมายที่ชัดเจน — ลด OTA dependency? เพิ่ม direct booking? ดึงลูกค้ากลุ่มใหม่?
  3. วัดผลได้ทุกบาท — ถ้าวัดผลไม่ได้ ก็ยังไม่ควรใช้เงินกับช่องทางนั้น
  4. ทำสิ่งที่ฟรีให้ดีก่อน — Google Business Profile, ตอบรีวิว, ภาพถ่ายที่ดี — สิ่งเหล่านี้ไม่ใช้เงินแต่สร้างผลลัพธ์

งบการตลาดดิจิทัล ที่ดีสำหรับโรงแรมเล็ก ไม่ใช่งบที่มากที่สุด แต่เป็น งบที่ทุกบาทมีหน้าที่ชัดเจน — เงินทุกบาทต้องตอบคำถามได้ว่า “จ่ายไปเพื่ออะไร” และ “ผลลัพธ์ที่ได้คืออะไร”


ถ้าคุณกำลังจ่ายค่าการตลาดดิจิทัลอยู่แต่ไม่แน่ใจว่าคุ้มค่าหรือเปล่า — ลองเอาตัวเลข 3 ตัวมาวางดู: รายได้ต่อเดือน, งบการตลาดต่อเดือน, และสัดส่วนการจองจาก OTA vs Direct ตัวเลข 3 ตัวนี้จะบอกคุณเองว่า ต้องปรับตรงไหน

.

ฟัง Podcast เกี่ยวกับการทำโรงแรมได้ที่

https://www.youtube.com/embed/videoseries?si=5Lpc15b9bltV11oQ&list=PLon1RBuJMs7066701OAz1iS–YKI3MrTT

อ่านบทความ Marketing Budget การจัดสรร งบการตลาดดิจิทัล ได้ที่ https://thethinkwise.com/2025/10/20/งบการตลาดโรงแรม-how-to-budgeting/

Similar Posts

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.