โรงแรมไม่ได้ขายห้องพัก

ธุรกิจโรงแรม – เปลี่ยนมุมมอง เปลี่ยนผลลัพธ์

โรงแรมไม่ได้ขายห้องพัก

โรงแรม ไม่ได้ขายห้องพัก…แต่ขาย “ช่วงเวลาแห่งความรู้สึก” | A Hotel Doesn’t Sell Rooms… It Sells Feelings

ในโลกของธุรกิจ โรงแรม หลายคนยังคงคิดว่าเป้าหมายคือการขายห้องพักให้เต็มทุกคืน 
แต่แท้จริงแล้ว สิ่งที่ลูกค้าซื้อจากโรงแรมของคุณไม่ใช่ “ที่นอน” หรือ “ขนาดห้อง” 
แต่คือ “ประสบการณ์ ความรู้สึก และช่วงเวลาแห่งความสุข” ที่เกิดขึ้นระหว่างการเข้าพัก

ธุรกิจโรงแรมแตกต่างจากการขายสินค้าโดยสิ้นเชิง เพราะสินค้าเป็นสิ่งที่จับต้องได้ 
สามารถผลิตและเก็บไว้ขายภายหลังได้ แต่โรงแรมขาย “บริการ” ซึ่งไม่สามารถเก็บไว้ล่วงหน้าได้ 
หากคืนนี้ไม่มีลูกค้า ห้องที่ว่างก็กลายเป็นรายได้ที่หายไปทันที

[อ่านบทความย้อนหลัง โลว์ซีซั่น ทำอะไรดี ได้ที่ https://thethinkwise.com/2023/05/29/to-do-list-for-hotel-โลว์ซีซั่น/ ]

ห้องพักสะอาดคือมาตรฐาน  
แต่ “คำทักทายด้วยรอยยิ้ม” คือความทรงจำ  
กาแฟอร่อยคือบริการ  
แต่ “การจำได้ว่าลูกค้าชอบลาเต้ร้อน” คือความใส่ใจ 

เจ้าของโรงแรมขนาดเล็กจึงต้องมองให้ลึกกว่าเพียงการขายห้องพัก  
เพราะในสายตาแขก สิ่งที่สร้างคุณค่าให้โรงแรมคือ “ความอบอุ่นจากทีมงาน การดูแลด้วยใจ 
และบรรยากาศที่ทำให้รู้สึกเป็นคนสำคัญ”

ถ้าคุณยังคิดว่า “ขายห้องพัก” คือเป้าหมายสูงสุด คุณกำลังเดินบนเส้นทางของ “ธุรกิจสินค้า”  
แต่ถ้าคุณเชื่อว่า “การสร้างความสุขให้แขก” คือหัวใจของงานบริการ  
คุณกำลังเดินอยู่บนเส้นทางของ “Hospitality ที่แท้จริง”  

เพราะสุดท้ายแล้ว โรงแรมที่ประสบความสำเร็จ ไม่ได้วัดจากจำนวนห้องที่ขายได้  
แต่คือ “จำนวนรอยยิ้มที่ลูกค้าพกกลับบ้าน”  

อย่าแค่ขาย “ที่พัก” แต่จงขาย “ช่วงเวลาแห่งความรู้สึกดีๆ”  
เพราะนั่นคือเหตุผลที่ลูกค้าอยากกลับมาหาคุณอีกครั้ง 

.

มาสรุปความแตกต่างในประเด็นต่างๆกันอีกครั้งเพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้น

1. Tangibility vs. Experience

นี่คือประเด็นหลักที่ทำให้การขาย “สินค้า” แตกต่างจากการขาย “บริการ” คือสินค้าบริโภคทั่วไป ผู้ซื้อจับต้องสินค้าได้ เป็นเจ้าของสินค้าหลังจากชำระเงิน ส่วนห้องพักโรงแรม ถึงแม้จะเป็นสิ่งที่จับต้องได้จากการสัมผัส มองด้วยตา ไม่ว่าจะเป็นห้องพักที่จัดตกแต่งอย่างสวยงามพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างครบครัน แต่ลูกค้าจ่ายเงินจองห้องพักจะได้รับ “ความรู้สึก” และ “เวลา” ในอนาคตที่จะใช้กับห้องพักที่จองไว้ แต่ไม่สามารถเป็นเจ้าของได้อย่างสินค้า

หรือพูดอีกนัยหนึ่ง คือ คุณค่าของ “ตัวสินค้า” รับรู้ได้ก่อนการตัดสินใจ “ซื้อ” ส่วน คุณค่าของโรงแรม จะรับรู้ได้ระหว่างการเข้าพักและหลังการเข้าพัก

2. The Nature of the Offer

หัวข้อสินค้าทั่วไปธุรกิจโรงแรม
Inventory
สต๊อกสินค้า
สามารถเก็บไว้ในคลังสินค้าหรือสโตร์เก็บสินค้าเพื่อรอการจัดจำหน่าย หรือส่งไปยังสถานที่ต่างๆทั้งในประเทศและต่างประเทศห้องพักเป็นเสมือนสินค้าเน่าเสียง่าย ไม่สามารถเก็บค้างคืนได้ ถ้าไม่สามารถขายห้องพักที่มีในแต่ละวันได้ ก็ไม่สามารถนำกลับมาขายได้ในวันต่อไป
Quality Control
การควบคุมคุณภาพ
กำหนดมาตรฐานการผลิตจากระบบเครื่องจักรในโรงงานขึนอยู่กับ”คนทำงาน” ในปฎิบัติตาม SOP
Delivery
การส่งมอบ
ผ่านกระบวนการขนส่งสินค้า (Logistics)ส่งมอบโดย “คนทำงาน” และการออกแบบการให้บริการ
Customer Expectation ความคาดหวังของลูกค้าคุณภาพของ”ตัวสินค้า”ควรเป็นไปตามที่โฆษณาบริการที่ส่งมอบส่งต่อ “ความรู้สึก” ที่มีคุณค่าและความเข้าใจลูกค้า

3. The Role of the Brand

บทบาทของแบรนด์ ในการทำการตลาดนั้น แบรนด์สินค้าจะนำเสนอความแตกต่างในส่วนของสิ่งที่มองเห็นด้วยตา และฟังก์ชั่นการใช้งานเป็นหลัก ส่วนโรงแรมหรือธุรกิจบริการจะสร้างความแตกต่างจากความเชื่อมโยงระหว่างลูกค้าและแบรนด์เพื่อส่งต่อการรับรู้และสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า

ตัวอย่างเช่น ขายสินค้า “กระเป๋า” จะพูดถึง “ฉันคือใคร” (Who I am) ส่วน “โรงแรม” จะพูดถึง “ความรู้สึกเมื่อเข้าพัก หรือเมื่อไปใช้บริการ” (How I feel when I’m there)

ดังนั้นการรักษามาตรฐานในการให้บริการของโรงแรม คือ ความสม่ำเสมอในการส่งต่อความรู้สึกที่ดีให้กับลูกค้า

4. The Purchase Cycle

สินค้าทั่วไปบริการของโรงแรม
Discovery
การค้นหา
สเปคตัวสินค้า และจำนวนสินค้าที่มีแรงบันดาลใจ เรื่องราว และประสบการณ์ที่คาดว่าจะได้รับเมื่อไปใช้บริการ
Purchase Decision
การตัดสินใจซื้อ
รวดเร็ว และมักเกิดการซื้อซ้ำวางแผน ค้นคว้าหาข้อมูล เปรียบเทียบ และแรงกระตุ้นด้านอารมณ์และความรู้สึก “อยากไป(บ้าง)”
Consumption
การบริโภค/การใช้
ใช้ซ้ำได้ตามต้องการเวลาที่ใช้ ณ สถานที่นั้นๆ
Post-Purchase
หลังการซื้อ
ความเป็นเจ้าของความทรงจำของความรู้สึก ผ่านภาพถ่าย รีวิวและการบอกต่อ

สิ่งสำคัญที่โรงแรมควรให้น้ำหนักในการทำการตลาดคือ ประสบการณ์ก่อนเข้าพัก (Pre-Experience Marketing) และ ประสบการณ์หลังการเข้าพัก (Post-Experience Storytelling)

5. The Human Element

แน่นอนว่า “ทีม โรงแรม” เป็นกลไกสำคัญในการสร้างความแตกต่าง และสร้างความประทับใจให้กับลูกค้า เท่ากับว่า “คน” และ “คุณภาพในการส่งมอบบริการ” เป็นสิ่งสำคัญ

เราจะเห็นได้จากความประทับของลูกค้าจะเกิดขึ้น เมื่อ พนักงานยิ้มให้ หรือจดจำชื่อลูกค้าได้ และใช้ชื่อลูกค้าในระหว่างการสนทนา เป็นต้น

แตกต่างจาก “สินค้าทั่วไป” ที่เราไม่สามารถส่งต่อความรู้สึกแต่ละช่วงเวลาไปกับ “กล่องบรรจุสินค้า” หรือ “พัสดุ” ได้ อาจสร้างความประทับใจที่สะท้อนความใส่ใจในรายละเอียดจากการออกแบบกล่องบรรจุภัณฑ์ การใส่กระดาษกันกระแทกอย่างดี และการ์ดเล็กๆน้อยๆบนกล่องเมื่อเปิดกล่องสินค้า เป็นต้น

6. Strategic Implication for Hotel Owners

ตามที่เคยเกริ่นไป….

  • Stop selling rooms – start selling moments
  • Stop benchmarking features – start elevating feelings
  • Stop thinking ‘Product Margin’ – start designing Experience-Margin

เมื่อลูกค้ารับรู้ได้ด้วยความรู้สึก อัตราการเข้าพักที่เพิ่มขึ้นจากการตัดสินใจจองห้องพักจะตามมา

.

โรงแรม ไม่ได้ขายห้องพัก…แต่ขาย “ช่วงเวลาแห่งความรู้สึก” | A Hotel Doesn’t Sell Rooms… It Sells Feelings

.

แนะนำให้นำประเด็นต่างๆ ทั้ง 6 ข้อลองไปเทียบเคียงกับสิ่งที่คุณกำลังทำอยู่ปัจจุบัน และแผนการทำงานในปีต่อไป ไม่ว่าจะเป็นแผนการตลาดและการขาย หรือ แผนการพัฒนาบุคคลากร ทีม โรงแรม ของคุณเพื่อให้สอดคล้องกับกิจกรรมการตลาดที่วางไว้

การทำแผนงบประมาณเพื่อสร้างรายได้ที่แท้จริง คือ การใส่ตัวเลขให้สอดคล้องกันระหว่าง เงินลงทุนที่กำหนดให้ใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพผ่านกิจกรรมต่างๆ และ ตัวเลขฝั่งรายได้ผ่านอัตราการเข้าพัก ราคาเฉลี่ยห้องพัก ยอดค่าใช้จ่ายต่อหัว

.

อ่านคำแนะนำเพิ่มเติมเพื่อการบริหารโรงแรมให้รอดด้วยตัวคุณเอง กดติดตามได้ที่ https://linktr.ee/thethinkwise

Similar Posts

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.