เล่าเรื่องโรงแรมหรือ พร่ำเพ้อ(เรื่องตัวเอง)

จะขายสินค้าต้องบรรยายสรรพคุณ ข้อแตกต่างจากสินค้าอื่น เงื่อนไขการใช้งาน แล้วจึงตบท้ายด้วยโปรโมชั่นพิเศษเพื่อจูงใจให้เกิดการซื้อ

โรงแรมที่พักก็เช่นกัน เราก็ต้องมีศิลปะในการเล่าเรื่องเช่นกัน ยิ่งเป็นโรงแรมที่พักขนาดเล็ก หรือประเภทบูติกโฮเต็ล ยิ่งมีรายละเอียดของเรื่องราวต่างๆมากมายที่จะนำมาถ่ายทอดได้ อยู่ที่ว่าเรามองข้ามสิ่งเหล่านั้นไปหรือเปล่า หรือด้วยความที่เราเห็นจนชินตาก็เลยรู้สึกว่าเป็นเรื่องธรรมดา ไม่เห็นต้องนำมาสื่อสาร

แต่บางแห่งก็สับสนระหว่างการเล่าเรื่อง “ธุรกิจของตัวเอง” กับ “เล่าเรื่องตัวเอง”

จนทำให้การเล่าเรื่องโรงแรมที่พักกลายเป็นการเล่าเรื่องของตัวเอง และเมื่อเล่าต่อๆกันไปนานๆวันเข้า ก็กลายเป็นการเขียนไดอารี่ส่วนตัว และเมื่อเวลาผ่านไปอีก เนื้อหาก็กลายเป็นเรื่องส่วนตัวทั้งหมดหาความเชื่อมโยงกับธุรกิจที่พักหายไปหมด

การเล่าเรื่องส่วนตัว ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะบางครั้งเราอาจต้องการแสดงจุดยืน อุดมการ์ณ แนวคิดที่มาที่ไป เหตุและผล ในการทำงานของเราให้ลูกค้าฟัง ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ก็ควรคำนึงถึงวัตถุประสงค์ในการสื่อสารของเราในแต่ละครั้ง และที่สำคัญ “ให้น้ำหนัก” ให้ดีในแต่ละจังหวะ ในแต่ละเรื่อง อย่าปล่อยให้เกิดความเคยชินจนทำให้การถ่ายทอดเนื้อหาของโรงแรมที่เป็นใจความสำคัญ ถูกกลบไปด้วยการพร่ำเพ้อแต่เรื่องของตัวเอง โดยเฉพาะการสื่อสารทางโซเชียลมีเดียที่ปัจจุบันมักถูกใช้เป็นช่องทางหลักในการสื่อสาร

คราวนี้มาดูกันว่าเราควรเริ่มการเล่าเรื่องอย่างไร โดยตั้งต้นตั้งแต่คำถามที่ว่า “เราอยากให้ลูกค้ารู้จักเราในแบบไหน”

  1. วางคอนเซ็ปต์ในการนำเสนอ

คอนเซ็ปต์ในการเสนอจะทำให้เรามีจุดยืนในเรื่องบทบาทของเราเวลาสื่อสารกับลูกค้า เช่น การสมมติเป็นการเล่าเรื่องจากคนๆหนึ่งไปสู่กลุ่มเพื่อนๆ  การสมมติว่าเราเป็นตัวโรงแรมที่พักที่มีชีวิตมีตัวตน การวางคอนเซ็ปต์นี้ จะทำให้เกิดการวางคาแรคเตอร์ในการนำเสนอว่าจะเป็นอย่างไร เป็นวัยรุ่น เป็นวัยทำงาน เป็นวัยเริ่มสร้างครอบครัว หรือเป็นวัยผู้ใหญ่ชอบสอนเด็กๆ แต่ยังทันสมัยเข้าใจวัยทีนอยู่ คาแรคเตอร์เหล่านี้จะส่งผลไปถึงการใช้ภาษาในการสื่อสารทันทีว่าจะออกมาประมาณไหน     

    2. วางเนื้อหา

ควรวางเนื้อหาที่จะสื่อสารออกเป็นหมวดหมู่เพื่อที่เวลาเราทำตารางการเขียนเรื่องจะได้รู้ว่าเนื้อหาในหมวดหมู่ไหนที่ยังไม่ได้นำเสนอ หรือนำเสนอน้อยไปเมื่อเทียบกับเนื้อหาในหมวดอื่นๆ และในแต่ละหมวดก็ควรลงรายละเอียด้วยว่าจะนำเสนอเรื่องอะไร นำเสนอในสไตล์ไหน ไปจนถึงการหาข้อมูล แหล่งที่มาของข้อมูล การเก็บลิงก์เชื่อมโยงข้อมูลต่างๆไว้ใช้อ้างอิง บางเนื้อหาใช้ภาพเล่าเรื่อง แต่บางเนื้อหาก็อาจใช้การเขียนเป็นการเล่าเรื่อง อาจมีการกำหนดให้มีการร่วมสนุกเพื่อสร้าง engagement มีของรางวัลเล็กๆน้อยๆ หรือการให้ส่วนลด ของแถมอะไรก็แล้วแต่จะจัดไป แต่ไม่ใช่อึกอักจะให้แท็กเพื่อน แชร์ต่อ ลูกเดียว      

     3. วางกรอบระยะเวลา

ในส่วนนี้หลักๆคือการวางตารางปฏิทินในการนำเสนอ การกำหนดวันที่จะขึ้นข้อความ เรื่องราวต่างๆ ซึ่งจะสอดคล้องกับการวางเนื้อหาตามข้อ 2 บางเรื่องอาจมีการนำเสนอเป็นซีรีย์ บางเรื่องอาจเป็นตอนเดียวจบ หรือจะกำหนดธีมการนำเสนอในแต่ละเดือน และไล่ไปตามหมวดหมู่เนื้อหาที่วางไว้ ให้จบในกรอบระยะเวลาที่เหมาะสม

ลองหาเวลานั่งไล่รีวิวสิ่งที่เคยนำเสนอไปบนหน้าเพจ หรือบนหน้าเว็บไซต์ที่ผ่านมาในแต่ละช่วงเวลา เราจะเห็นเลยว่า “เราไม่ได้กำหนดอะไรเลย” ขอแค่ให้มีเรื่องมาแปะ มาโพสต์เป็นใช้ได้ …… มีโรงแรมหลายแห่งที่เป็นแบบนี้

โรงแรมที่พักของคุณล่ะ เป็นแบบไหน ?

เล่าเรื่องโรงแรม หรือพร่ำเพ้อแต่เรื่องตัวเอง

 

โรงแรมอยากจะทำคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้ง

โรงแรมกับการทำคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้งท่ามกลางคอร์สอบรมออนไลน์ที่มีให้เลือกมากมาย จะทำอย่างไรกันดี

คอร์สอบรมออนไลน์และออฟไลน์เกี่ยวกับการทำการตลาดมีมากมายจริงๆ และแน่นอนว่าธรรมชาติของผู้ประกอบการก็ย่อมต้องการที่จะก้าวให้ทันกับเทคโนโลยีและกระแสของโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้นหลักสูตรอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับการตลาดจึงเป็นที่ต้องการในตลาด

แล้วโรงแรมที่พักล่ะ ก็แน่นอนว่าต้องปรับตัวเช่นกัน แต่เราต้องกลับมาตั้งหลักกันก่อน ไม่ใช่วิ่งไล่ตามคอร์สต่างๆ มีที่ไหน ไปที่นั่น อบรมเยอะไปหมด ใครถามถึงหลักสูตรอะไร ไปเข้ามาแล้วทั้งนั้น หรือไม่ก็ลงเรียนแบบออนไลน์ ไม่ต้องถามว่าจ่ายไปเท่าไหร่ในแต่ละคอร์ส

….แต่พอถามว่า แล้วนำมาใช้กับโรงแรมของคุณได้อย่างไรบ้าง ไม่ว่าจะบูติกโฮเต็ล โฮสเทล บัดเจ็ทโฮเต็ล บางคนเลือกที่จะตอบว่า “อืมม….เค้าก็พูดกว้างๆค่ะ” หรือบางรายก็ตอบว่า “ไม่มีอะไรครับ มาเข้าอบรมเพราะกลัวตกกระแส”

การขวนขวายหาความรู้เป็นเรื่องที่ดี แต่ก็ต้องกลับมาคิดบ้างว่าเวลาที่เสียไป เราได้อะไร ไม่ได้อะไร นำอะไรมาปรับใช้กับตัวเราและกิจการของเราได้บ้าง

ลองกลับมาตั้งหลักใหม่ เริ่มจากความหมายของคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้งตามภาพข้างบนที่มาจากการค้นจากกูเกิ้ล

คอนเทนต์ มาร์เก็ตติ้ง เป็นกิจกรรมทางการตลาดประเภทหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการสร้างและแบ่งปันเนื้อหาที่ใช้ในโลกออนไลน์ไม่ว่าจะเป็นวิดีโอ บล๊อก หรือข้อความบนโซเชียลมีเดียที่ไม่ได้เป็นการโฆษณาหรือโปรโมทแบรนด์อย่างโจ่งแจ้งชัดเจน แต่เพื่อต้องการที่จะสร้างความสนใจ กระตุ้นความสนใจให้เกิดขึ้นกับสินค้าหรือบริการของตน

อ้าว….แล้วที่ผ่านเราทำอะไรลงไป มีทั้งลากลูกค้าให้ไปแท็กเพื่อน ให้แชร์โพสเพื่อแลกกับสิทธิที่จะร่วมชิงรางวัล ให้นำโพสต์ไปแปะต่ออีกกี่คนเพื่อชิงโชค …..สิ่งเหล่านี้ในความเป็นจริงแล้วถือว่าผิดข้อกำหนดของเฟสบุ๊กทั้งสิ้น

แล้วคอนเทนต์ของโรงแรมมีอะไรบ้างล่ะ?

ถามกลับว่า “แล้วโรงแรมที่พักของคุณมีอะไรที่จะมาเรียกความสนใจและกระตุ้นให้ลูกค้าสนใจได้บ้างล่ะ?”

คราวนี้ มีนิ่งเงียบกันทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของโรงแรม ทีมงานระดับจูเนียร์หรือซีเนียร์ หรือผู้ที่กำลังสนใจจะทำโครงการ และจบด้วยเรื่องสิ่งปลูกสร้างและการออกแบบ

การออกแบบก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่เราจะสร้างคอนเทนต์จากการออกแบบให้น่าสนใจด้วยเรื่องราวและนำเสนอเรื่องราวนั้นอย่างสม่ำเสมอเป็นระยะเวลาต่อเนื่องได้อย่างไร

เพราะฉะนั้นจึงควรหยิบยกประเด็นอื่นมาประกอบการสร้างคอนเทนต์ด้วย เช่น

  • ที่มาที่ไป
  • ธรรมชาติของพื้นที่โดยรอบ
  • วิถีชีวิต
  • อาหารจานเด็ด ผลไม้ ร้านเด็ดในพื้นที่ เมนูโบราณ
  • ผลผลิตในท้องถิ่น
  • กิจกรรมที่น่าสนใจในพื้นที่
  • ประเพณี งานประจำปี
  • สถานที่ท่องเที่ยวของจังหวัด
  • การเดินทาง เส้นทางที่น่าสนใจในการเดินทางมาที่โรงแรม
  • อื่นๆอีกมากมาย

สำหรับกิจการขนาดเล็กที่เจ้าของทำการตลาดเอง โพสต์ออนไลน์เอง ก็คงต้องฝึกเขียน ฝึกถ่ายภาพ ฝึกเล่าเรื่อง โดยเริ่มจากการสะกดให้ถูกก่อน คะ/ค่ะ และไม่มี “นะค่ะ” ในโลกการเขียนภาษาไทย ย้ำ…ย้ำ

ส่วนกิจการที่มีงบประมาณในการว่าจ้างฟรีแลนซ์หรือบริษัทในการทำการตลาดให้ ก็ต้องสรุปเนื้อหา ข้อแตกต่างของสินค้าและบริการของคุณให้ผู้รับจ้างเหล่านั้นฟังให้เข้าใจ จัดทำข้อมูลเป็นเอกสารสรุปเนื้อหาสาระที่สำคัญให้ คีย์เวิร์ดที่เป็นเอกลักษณ์ของโรงแรมคุณคืออะไร รวบรวมมา

ท้ายสุด อย่าไปวิ่งตามจนลืมกลับมาตั้งหลักให้ดี หยุดซักนิด ตื่นมาในแต่ละวัน ขอให้ให้เวลากับตัวเองสัก 5-10 นาทีนั่งทบทวน จดบันทึกสิ่งที่ต้องทำ ยังไม่ได้ทำ ไม่ควรทำในเรื่องต่างๆ ทุกอย่างต้องฝึกฝน และใช้เวลา

บิ๊กดาต้า โพสต์เชิญชวน ยังไง อะไร

โลกที่คนเป็นสินค้าเสียเองโดยไม่รู้ตัว จากข้อมูลหรือดาต้าที่เราป้อนใส่ในโลกออนไลน์ทุกวัน เรามาทำความเข้าใจกระบวนการที่เชื้อเชิญ และเชิญชวนให้ลูกค้าเข้ามาสนใจ ว่าควรจะต้องทำอะไรบ้างกัน

PersuativeArchitect

จะทำอย่างไรให้ลูกค้าสนใจโพสต์ของโรงแรมที่พักเราบนสื่อออนไลน์ เมื่อเราไม่เข้าใจ และไม่อาจจะเข้าใจกลไกในการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ในระบบของเฟสบุ๊ก หรือที่เรามักจะเห็นบทความหลายๆบทความพูดถึงคำว่า “อัลกอริธึ่ม” (Algorithm)

เรารู้แค่เพียงว่าเมื่อเฟสบุ๊กมีการปรับเจ้าอัลกอริธึ่มทีไร ผลที่เราได้รับจะเกิดขึ้นอย่างฉับพลันทันใดเสมอ โดยเราจะสังเกตได้จากจำนวนรีช (Reach) ที่ลดลงอย่างแสนสาหัส การเข้าถึงของลูกค้าเป็นไปได้ยากมากขึ้น ถึงแม้จะเลือก “See First” หรือเห็นโพสต์ของแบรนด์หรือสินค้าที่ลูกค้าชอบ ซึ่งก็มีข้อจำกัดให้แต่ละคนเลือกได้ไม่เกิน 30 เพจ

เมื่อลูกค้าเข้าถึงยาก เราเข้าถึงลูกค้ายากขึ้น ก็หมายความว่าโอกาสที่จะสร้าง Engagement ซึ่งได้แก่ การกดปุ่มไลก์ การคอมเม้นท์ การแชร์ ก็จะลดลงไปด้วย ถึงขนาดบางบล๊อกเกอร์ชื่อดังที่มีคนติดตามหลักหลายแสน รีวิวการท่องเที่ยวถึงขั้นออกปากว่าอยากจะปิดเพจกันเลยทีเดียว

แล้วเพจโรงแรมที่พักเล็กๆอย่างเราจะทำอะไรได้บ้าง?

ลองมาตั้งข้อสังเกตและเปรียบเทียบสิ่งที่มองเห็นและจับต้องได้ กับโลกออนไลน์ที่ว่าด้วยข้อมูลมหาศาล (Big Data) กันดูเป็นข้อ ๆ แล้วค่อยกลับมาที่ตัวเราว่าเราจะทำอะไรได้บ้าง

  • เวลาที่เราไปเดินซื้อของที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตจะเห็นที่เคาน์เตอร์ชำระเงินจะมีขนมขบเคี้ยว ลูกอม อมยิ้ม ช็อคโกแลตวางอยู่ตรงสายพานที่วางของที่จะคิดเงิน สินค้าเหล่านี้เลือกที่จะวางให้อยู่ในระดับสายตาของเด็กๆที่มีความสูงประมาณเคาน์เตอร์ เพื่อให้เด็กๆสนใจ และร้องให้พ่อแม่ซื้อให้ ณ จุดที่ลูกค้ามีสิทธิ์เลือกสินค้าสุดท้ายก่อนเข้ากระบวนการชำระเงิน

นี่คือความตั้งใจที่เป็นการเชื้อเชิญและเชิญชวนที่เราเห็นและจับต้องได้ในชีวิตประจำวันที่ใกล้ตัวที่สุด และวิธีแบบนี้ก็ใช้ได้ผลดีในระดับหนึ่งทีเดียว…..เชื่อว่าถึงไม่ใช่เด็ก ก็มีหยิบลูกอม หมากฝรั่งติดไม้ติดมือกันบ้าง

  • ในโลกออนไลน์ เมื่อเราใช้ google ค้นหาสินค้าหรือบริการ สิ่งที่เราเห็นตามมาคือ สินค้าประเภทนั้นจะตามเราไปถูกที่ในรูปแบบของการโฆษณาเป็นป้ายแปะอยู่บนหน้าจอตามมุมต่างๆ หรือเงื่อนไขโปรโมชั่นตามเราไปทุกที่ ยิ่งเราใช้ข้อมูล ใส่ข้อมูลที่เราต้องการมากเท่าไหร่ ข้อมูลเหล่านี้จะถูกเก็บไว้ และนำไปประมวลผลว่า เราชอบอะไร ไม่ชอบอะไร มีความโน้มเอียงที่น่าจะสนใจในเรื่องอะไร เช่น ถ้าเราค้นหาโรงแรมตามสถานที่ท่องเที่ยวตามจังหวัดต่างๆ พวก agoda หรือ booking ก็จะแสดงโรงแรมที่พักต่างๆในเมืองท่องเที่ยวนั้น ตามเราไปทุกที่ทันที เป็นต้น

สิ่งเหล่านี้ก็เป็นรูปแบบของความตั้งใจโดยใช้ข้อมูลของเราที่ป้อนเข้าไปในโลกออนไลน์ ยิ่งใส่ข้อมูลมากเท่าไหร่ ระบบก็จะใช้ข้อมูลของเราไปหาผลประโยชน์มากขึ้นเท่านั้น

ถ้าเราลองคิดโดยเริ่มจากตัวเราว่า “แล้วอะไรที่ทำให้เราสนใจพวกป้ายโฆษณา คำเชิญชวนเหล่านี้” เราจะเห็นว่าสิ่งที่เราสนใจจะว่าด้วยการสื่อถึงอารมณ์ในเรื่องต่างๆ หรือเรื่องราวที่ว่าด้วยความรู้สึกดีๆ น่าประทับใจ หรือเรื่องราวที่ร่วมสมัยนิยม เพราะทำให้เรารู้สึกว่าเราไม่ตกเทรนด์ มีส่วนร่วมกับยุคสมัยในเรื่องต่างๆ

  • ภาพสวย
  • กราฟิกดี
  • สีสันสวยงาม
  • คำโดนใจ
  • คลิกเข้าไปแล้วมีเรื่องน่าติดตาม หรือมีเงื่อนไขดีๆ ไม่ซับซ้อน ไม่ยุ่งยาก
  • อยากรู้ว่าคืออะไร ก็คลิกไปเรื่อย

คราวนี้กลับมาที่โรงแรมที่พักของเรากันบ้าง เรามีคุณสมบัติตามรายการข้างต้นหรือไม่ ? หรือคุณเป็นแบบนี้

  • รูปก็ไม่สวย ถ่ายเอง ถ่ายไปเรื่อง ไม่มีหลักเกณฑ์ อ้าว…ก็โรงแรมเล็กๆ จะให้จ้างช่างถ่ายภาพเลยเชียวหรือ ? คงไม่ต้องหรอกมั้ง
  • กราฟิกไม่มีหรอก ทำกันเอง อย่างมากก็ใช้พาว์เวอร์พอยท์ หรือแอพง่ายๆในโทรศัพท์ทำกันเอง
  • สีสัน ….โอ๊ย….ไม่มีหลักเกณฑ์อะไร วันนี้อยากใช้สีอะไรก็ใช้ตามใจชอบ
  • คำโดนใจ  ….ก็ใช้ตามกระแสนิยมไปเรื่อยๆแหละ จะให้คิดอะไรล่ะ
  • ทำรูปเดียว คลิกไปก็ไม่มีอะไร จะให้คลิกไปเจออะไรล่ะ

แล้วจะให้ทำอย่างไร?

  1. อย่าเพิ่งกังวลกับจำนวนรีช จำนวนไลก์ จำนวนแชร์ ประเด็นนี้ถือเป็นปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้ หากเราจะบริหารจัดการเองโดยไม่ได้จ้างผู้ช่วยชาญด้านการตลาดดิจิทัลมาช่วยทำงานให้เรา
  2. กลับมาถามตัวเองว่าอยากให้ลูกค้ารู้จักอะไรเกี่ยวกับโรงแรมที่พักของเรา
  3. รวบรวมรายการต่างๆที่เราอยากให้ลูกค้ารู้จักเรา
    • ประวัติความเป็นมา ทำไมถึงสร้างโรงแรมนี้
    • บรรยากาศรอบ ๆ โรงแรมมีอะไรที่น่าสนใจบ้าง
    • ในโรงแรมที่พักของคุณมีอะไรที่น่าสนใจ ที่สำคัญอย่ามองข้ามเรื่องเล็กๆน้อยๆที่น่าประทับใจในโรงแรมที่พักของคุณ นอกเหนือจากความสะดวกสบายที่เรามีให้ลูกค้า
    • คน หรือทีมงานของเรา
    • ลูกค้าที่มีความประทับใจในบริการของเรา
  4. เงื่อนไข ข้อเสนอ โปรโมชั่นต่างๆ หรือสิ่งที่เรามีให้กับลูกค้า
  5. เส้นทางและกระบวนการจองห้องพัก สะดวกเพียงพอกับลูกค้าหรือไม่อย่างไร เคยทดลองทำบุ๊กกิ้งบนเว็บไซต์ของคุณเองหรือเปล่า  หรือเคยคุยไลน์กับทีมงานที่รับจองห้องพักของเราบ้างหรือเเปล่า ว่าพูดรู้เรื่อง เขียนรู้เรื่อง มีมารยาท โต้ตอบแบบมีกึ๋น นำเสนอทางเลือกให้ลูกค้าตลอดเวลาหรือเปล่า

เริ่มจาก 4-5 ข้อนี้ก่อน และนำมาจัดเรียง รวบรวมให้เป็นหมวดหมู่ เรียงลำดับการนำเสนอให้มีความต่อเนื่อง และลองถ่ายรูปประกอบในประเด็นต่างๆ นำมาเรียงร้อยกันว่าใช้ได้หรือไม่ น่าสนใจเพียงพอหรือไม่อย่างไร อาจให้หลายๆคนในทีมงานลองถ่ายรูป แล้วนำมาเปรียบเทียบกันว่ารูปไหนจะเข้ากับเรื่องราวของเรามากที่สุด

การเขียนที่เป็นธรรมชาติ ออกมาจากความรู้สึกร่วมที่เรามีต่อสถานที่แบบจริงๆ และถ่ายทอดออกมาเป็นตัวหนังสือ ลูกค้าสามารถสัมผัสและรับรู้ได้ถึงความจริงใจ ความเป็นธรรมชาติ และความน่ารักของโรงแรมที่พักของคุณ 

และสุดท้าย เวลาที่คุณรู้สึกว่ารีชของคุณ “น้อย” จัง คุณเคยถามตัวเองหรือเปล่าว่า ธุรกิจที่พักขนาดเล็กของคุณต้องการจำนวนรีชเท่าไหร่ บางครั้งเราก็ลืมนึกถึงจุดนี้ไปบ่อยครั้งเหมือนกัน เช่น มีห้องพักแค่ 4 ห้อง ต้องการเข้าถึงคนหลักหมื่น เพื่ออะไร?  เราเลือกที่จะเข้าถึงกลุ่มที่เป็นลูกค้าเป้าหมายเราจริงๆ ชื่นชอบโรงแรมในบรรยากาศแบบที่เราเป็นจริงๆ  จำนวนไม่ต้องมาก แต่เป็นกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริง ไม่ดีกว่าหรือ

 

 

 

 

 

โรงแรมเล็ก กับ Content Marketing

คอนเทนต์มาร์เก็ตติ้งสำหรับโรงแรมเล็ก แบบเฉพาะเจาะจง ไม่ได้พูดแบบทั่วๆไป

Content_for_hotelว่าด้วยยุคคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้งในปัจจุบันที่ธุรกิจต้องแข่งขันในการสร้างเรื่องราวและการนำเสนอที่น่าสนใจเพื่อให้เกิดการติดตามในโลกโซเชียลจนทำให้หลายท่านที่มีหน้าที่รับผิดชอบในส่วนนี้กระวนกระวายใจไม่รู้จะปรับตัวอย่างไรดี ต้องวิ่งไปหาคอร์สอบรมที่มีให้เลือกมากมายบนโลกออนไลน์ แต่ในที่สุดก็ยังไม่ได้คำตอบที่เหมาะกับธุรกิจโรงแรม เพราะส่วนใหญ่ที่นำเสนอจะว่าด้วยการสร้างคอนเทนต์สำหรับสินค้าแบบซื้อมาขายไป ทำให้ยังหาทางไปไม่ถูกว่าจะทำอย่างไร

การสร้างคอนเทนต์สำหรับโรงแรม โดยเฉพาะโรงแรมที่พักขนาดเล็ก ความจริงหากมองในเรื่องคอนเทนต์แล้วเป็นโอกาสที่ดีในการขับเคลื่อนการตลาดทีเดียวเพราะโรงแรมที่พักขนาดเล็กมักจะมีเรื่องราวน่ารัก ๆ เต็มไปหมดกว่าที่โรงแรมจะเปิดให้บริการได้ เพียงแต่อาจจะยังนึกไม่ออกว่าจะนำเสนอเรื่องอะไร และนำเสนออย่างไรดี

คำแนะนำ

  1. ทำความเข้าใจคอนเซ็ปต์ของโรงแรมให้ “เข้าเนื้อ” ก่อน ถ้าโรงแรมไม่มีคอนเซ็ปต์ มีแต่วิธีการออกแบบของสถาปนิก ก็ให้ระดมสมองนั่งคิด และเขียนออกมาว่าคอนเซ็ปต์ในการให้บริการเป็นอย่างไร และถ้าไม่มีทั้งคอนเซ็ปต์ในการออกแบบและการให้บริการ ก็ให้นั่งนึกว่าตอนก่อนจะเริ่มโครงการ คิดอะไรอยู่ ทำไมถึงสร้างออกมาเป็นแบบนี้ ทำไมเลือกวัสดุแบบนี้ ทำไมให้บริการแบบนี้ ….คิด เขียน และรวบรวมไว้
  2. รวบรวมสถานที่น่าสนใจรอบๆที่ตั้งโรงแรมในแบบที่ไม่ใช่คู่มือท่องเที่ยวของทางราชการ เอาแบบข้อมูลคนในพื้นที่ว่ามีอะไรบ้าง ในชุมชนมีอะไรน่าสนใจ ไม่เคยรู้จักบ้านหลังไหน ก็ไปทำความรู้จักพูดคุยกับเพื่อนบ้านบ้าง เราไม่ได้อยู่คนเดียว เราอยู่ในชุมชน
  3. การเดินทางมายังโรงแรม เดินทางมาทางไหนได้บ้าง เส้นทางไหนมีวิวน่าสนใจ หรือใช้เวลาเดินทางแบบสะดวกรวดเร็ว เกร็ดเล็ก เกร็ดน้อยในการเดินทางแต่ละเส้นทางมีอะไรบ้าง
  4. ห้องพัก อันนี้ต้องขอร้องว่าเลิกนำเสนอพื้นที่ห้องพักกันเสียที นำเสนอเรื่องอื่นๆของห้องพักกันบ้างดีกว่า เช่น ห้องนี้ลมพัดดีตอนไหน แดดมาแรงช่วงไหนบ้าง ฤดูฝนนั่งริมหน้าต่างรับไอฝนได้บรรยากาศไปอีกแบบ เรื่องอะไรทำนองนี้ หามานำเสนอกันบ้างดีกว่านะคะ
  5. อาหารและเครื่องดื่ม มีอะไรน่าสนใจบ้าง ทำไมอาหารจานนี้ถึงได้มาอยู่ในเมนู หรือทำไมถึงคิดเครื่องดื่มนี้ออกมา ทำไมลูกค้าจึงควรลองรับประทาน หรือดื่มเครื่องดื่มนี้ เรียกได้ว่า ถ้าไม่ได้ทานจานนี้ ถือว่ามาไม่ถึงโรงแรมเรา
  6. เมื่อมีเรื่องราวแบบเต็มที่แล้ว ก็ถึงเวลาที่ควรจะหัดใช้โปรแกรมตัดต่อแต่งภาพ ถ่ายวิดีโอ เพิ่มข้อความ ข้อนี้ให้เลือกค้นหาตามที่ตนเองใช้งานได้อย่างถนัดได้เลย เพื่อเป็นการประหยัดงบประมาณสำหรับโรงแรมที่พักขนาดเล็ก เราจึงควรหัดทำเอง ใช้เวลาฝึกฝนให้ชำนาญ ก็จะทำได้ ลองดูค่ะ
  7. ติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวในสังคม ประเทศ และโลก เพื่อให้รู้ว่านักเดินทางท่องเที่ยว เทรนด์การท่องเที่ยวและเดินทางเป็นอย่างไร ลูกค้ามองหาอะไร และเราควรจะตอบโจทย์ลูกค้าอย่างไร

ข้อสำคัญ

อย่าลืมตั้งวัตถุประสงค์ในการเขียนว่าเราต้องการเขียนเพื่อสื่อสารอะไร และเป้าหมายคืออะไร เช่น

– เขียนเพื่อสร้างการรับรู้ ก็ได้แก่การเล่าเรื่องราวต่างๆ ตามที่ยกตัวอย่างข้างต้น

– เขียนเพื่อให้ลูกค้าคิดพิจารณาเพื่อเป้าหมายการซื้อในอนาคต ก็ควรมีการบรรยายสรรพคุณบ้าง อธิบายให้ได้บรรยากาศว่าทำไมถึงต้องมา หรืออาจจะนำเสนอรีวิวต่างๆที่เขียนชมโรงแรมทั้งจากสื่อและลูกค้าที่เคยมาพัก

– เขียนเพื่อให้ตัดสินใจ อันนี้ก็ควรมีเงื่อนไขที่ดีและน่าสนใจ หรือเป็นการตอบคำถามง่ายๆเกี่ยวกับการจอง หรือสิทธิพิเศษต่างๆ

 เริ่มจาก 7 ข้อนี้ให้ได้ และตั้งวัตถุประสงค์ในการเขียนทุกครั้งฝึกหัดเขียนให้น่าสนใจ รับรองว่าคุณก็จะสร้างคอนเทนต์ที่น่าสนใจได้แน่นอน และสุดท้าย อย่าไปหมกมุ่นกับการใช้สื่อเพียงบางประเภท หันมาเลือกใช้สื่อให้เหมาะกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายแต่ละกลุ่มกันดีกว่า (ย้ำรอบที่หลายรอบมากๆ กับเรื่องนี้)โชคดีทุกคนค่ะ     

Influencer Marketing การตลาดที่ต้องจับตา

วางแผนการใช้ Influencer Marketing ให้มีประสิทธิภาพ

influencer

การตลาดในยุคออนไลน์มีบทบาทในชีวิตประจำวันตั้งแต่ตื่นนอน จนเข้านอน และการเชื่อมต่อโลกแบบไร้พรมแดนทำให้เราสามารถสื่อสารกันได้ทั่วโลกไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนตราบใดที่มีสัญญาณอินเตอร์เน็ทรองรับการใช้งาน

สำหรับธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรม จากเดิมที่การทำการตลาดมุ่งไปที่ตัวสินค้าและบริการ เช่นโรงแรมตั้งอยู่ที่ไหน มีห้องกี่ห้อง มีกี่แบบ มีสระว่ายน้ำ ติดทะเล วิวภูเขา มีร้านอาหารกี่ร้าน เป็นร้านประเภทอะไรบ้าง แต่ปัจจุบันจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป การเชื่อมโยงเครือข่ายทั้งคนรู้จักและไม่รู้จัก แต่ชอบในสิ่งใกล้เคียงกันหรือมีวิถีชีวิตใกล้เคียงกัน ก็สามารถมาเชื่อมโยงกันได้ผ่านทางสังคมสื่อโซเชี่ยล (Social Media) แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องต่างๆที่มีความสนใจร่วมกัน และความเห็นจากคนในโลกโซเชี่ยลก็กลายเป็นมีบทบาทต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคในทุกสินค้าและบริการ  ดังนั้นเราจึงควรหันมาทำความเข้าใจและใช้ประเด็นตรงนี้ให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่กับธุรกิจในยุคปัจจุบัน

การตลาดที่อาศัยผู้มีอิทธิพลในเรื่องต่างๆ ก็เพื่อจูงใจ สร้างความสนใจ และความน่าเชื่อถือให้กับสินค้าหรือบริการนั้น จะช่วยปลุกกระแสของการรับรู้ และกระตุ้นกระบวนการตัดสินใจของลูกค้า เพราะเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของสังคม หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ดังนั้น หากได้ตามรอยตามผู้มีอิทธิพลที่ตนชื่นชอบ หรือเห็นว่าคนนั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านนั้นๆ ก็จะรู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มนั้นๆ

ปัจจุบันในสายท่องเที่ยวและโรงแรม ผู้มีอิทธิพลที่มีพลังก็คือ บล๊อกเกอร์ที่รีวิวที่พัก และสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ มีฝีมือในการถ่ายรูปได้มุมสวยงาม แถมเล่าเรื่องการเดินทาง ประสบการ์ณเข้าพักได้อย่างสนุก น่าติดตามจนทำให้อยากจะไปสัมผัสด้วยตัวเอง

ถ้าเราจะทำการตลาดสำหรับธุรกิจโรงแรมที่พักโดยใช้ผู้มีอิทธิพลเหล่านี้ เราควรจะทำอย่างมีระบบ ได้แก่

  1. 1.การตั้งเป้าหมายในการทำกิจกรรมแต่ละครั้งอย่างชัดเจน ไม่ใช่แค่ว่า "ชั้นอยากให้คนนี้มารีวิว" เช่น โรงแรมเราต้องการสร้างการรับรู้ในวงกว้างมากขึ้น หรือต้องการเพิ่มผู้ติดตามบนโซเชี่ยลมีเดีย หรือตั้งการให้คนเข้าไปที่เว็บไซต์เรามากขึ้น  การตั้งเป้าหมายทุกครั้งในการทำกิจกรรมก็เพื่อให้เราสามารถติดตามผลได้
  2. 2.การแยกประเภทของผู้มีอิทธิพลให้ชัดเจน ตามที่เคยกล่าวไปแล้วบ้างในบทความก่อน ๆ ในเรื่องเลือกบล๊อกเกอร์ให้ตรงกลุ่ม คือให้พิจารณาว่ารูปแบบการรีวิว การเขียน สไตล์การถ่ายภาพ และโรงแรมที่รีวิวนั้นเป็นกลุ่มลูกค้าที่ใกล้เคียงกับธุรกิจเราหรือไม่ เช่น ถ้าเป็นคนที่เขียนรีวิวแต่โฮสเทล ก็ควรจัดไว้สำหรับช่วยทำการตลาดให้ที่พักในแบบโฮสเทล ไม่ใช่ ใช้บริการให้มารีวิวโรงแรมระดับ 5 ดาว เพราะจะทำให้เกิดการเขียนรีวิวที่ไม่ใช่ไลฟ์สไตล์แบบที่เขาเป็น และบางครั้งอาจทำให้เกิดการเขียนในทางลบ เช่น อาจรู้สึกว่าแพงเกินไป หรือไม่เข้าใจในรูปแบบการบริการบางอย่าง
  3. 3.การติดต่อเพื่อนัดหมาย และการต่อรองสำหรับการใช้บริการ  ในข้อนี้ ควรทำกันเป็นเรื่องเป็นราว และเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดหรือไม่เข้าใจกัน และจะมามีปัญหากันในภายหลัง
  4. 4.การสร้างคอนเทนต์(Content)ร่วมกัน ส่วนใหญ่โรงแรมมักจะไม่ค่อยได้ทำในส่วนนี้ จะปล่อยให้บล๊อกเกอร์ หรือผู้ทรงอิทธิพลในด้านนั้นๆ เช่น ถ่ายภาพ ทำอาหาร รายการทีวี จัดการในส่วนนี้เอง จะด้วยเพราะเหตุอะไรก็ตาม อยากแนะนำให้ทำความเข้าใจใหม่ว่าอันนี้เรากำลังทำธุรกิจเพื่อการตลาดของโรงแรม ตัวแทนของโรงแรมควรมีคอนเทนต์ที่ต้องการกำหนดไว้ และนำเนื้อหาไปร่วมพูดคุยหารือกับผู้มีอิทธิพลเหล่านั้น
  5. 5.การติดตามผล เมื่อผลงานออกสู่สายตาสาธารณะแล้วควรมีการติดตามผลว่าเป็นอย่างไร บรรลุเป้าหมายที่วางไว้มากน้อยกี่เปอร์เซ็นต์ เราควรมีการปรับเปลี่ยนในจุดไหนบ้างเพื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

โรงแรมไหนที่ยังคงทำการตลาดแบบเดิม ๆ คือทำแต่โปรโมทสินค้าและบริการ ( Product Marketing ) และยังไม่แม้แต่จะทำ Destination Marketing หรือการทำการตลาดให้กับเมืองหรือสถานที่ตั้งของโรงแรม  ก็ควรเร่งปรับตัวได้แล้ว  และส่วนโรงไหนที่มุ่งแต่จะให้คนมารีวิวโดยไม่เคยมีการตั้งเป้าหมาย ติดตาม และประเมินผล ก็ขอให้เริ่มปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานใหม่ เริ่มตั้งแต่การวิเคราะห์ผู้มีอิทธิพลในแต่ละสาขา จัดกลุ่ม และเลือกวางแผนการทำกิจกรรม อย่าลืมว่าผู้มีอิทธิพลที่มีผู้ติดตามจำนวนมากนั้นอาจต้องใช้เวลามากกว่า 2 เดือนกว่าจะถึงคิวที่โรงแรมคุณจะได้รับการยืนยัน เพราะฉนั้นบริหารจัดการเวลาให้ดี

 

 

เลือกบล๊อกเกอร์ (Blogger)ให้ตรงกลุ่ม

blogger

Blogger [บล๊อกเกอร์] ได้แก่คนที่ชื่นชอบการเขียน การถ่ายภาพ การเล่าเรื่อง ถ่ายทอดประสบการ์ณที่ตนเองได้รับไปยังบุคคลอื่น เป็นการแบ่งปันในสังคมเราอีกแบบหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นผู้ทรงอิทธิพลและมีบทบาทในการตัดสินใจของลูกค้า

การทำงานของบล๊อกเกอร์บางท่านเริ่มจากความรักและความชอบโดยส่วนตัวที่อยากเขียนบันทึกเรื่องราวประสบการ์ณ หรืออยากแบ่งปันมุมมองของตัวเองกับคนอื่น ต่อมามีคนติดตามมากขึ้น เพราะชื่นชอบในวิธีการเล่าเรื่อง การนำเสนอ การถ่ายภาพ กลายเป็นมีแฟนคลับมากมาย จนได้รับความไว้วางใจและชื่นชอบของคน และในที่สุดกลายกลุ่มบล๊อกเกอร์ก็กลายเป็นเครื่องมือในการสื่อสารและทำการตลาด จนสามารถยึดเป็นอาชีพในการเขียนรีวิวได้ เพราะบางส่วนไม่ใช่การเดินทางไปโดยความตั้งใจส่วนตัวบนค่าใช้จ่ายส่วนตัวแล้ว หากแต่เป็นค่าใช้จ่ายของสินค้าและบริการที่ต้องการใช้บล๊อกเกอร์ในการสื่อสารผ่านไปยังกลุ่มแฟนเพจ ค่าใช้จ่ายก็แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับความมีชื่อเสียงของบล๊อกเกอร์ จำนวนแฟนเพจ

ในธุรกิจโรงแรม เมื่อมีที่พักเปิดใหม่และมีการนำเสนอรูปภาพ ภาพเคลือนไหว การเล่าเรื่องที่น่าสนใจ ย่อมสามารถดึงดูดความสนใจของบล๊อกเกอร์ได้ เพราะความต้องการแสวงหาสิ่งใหม่ๆ สถานที่ท่องเที่ยวใหม่ๆ ที่จะนำมาเล่าเรื่องให้แฟนเพจได้รับทราบ  ในขณะเดียวกัน หากโรงแรมไหนไม่ต้องการรอ ก็สามารถเรียกใช้บริการบล๊อกเกอร์ได้ทันที แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับตารางเวลา และวันว่างของแต่ละบล๊อกเกอร์

สำหรับโรงแรมที่พัก และร้านอาหาร มีวิธีการเลือกบล๊อกเกอร์ให้เหมาะกับธุรกิจของเรา ซึ่งควรคำนึงถึงสิ่งต่างๆ เหล่านี้

  1. 1. รูปแบบและไลฟ์สไตล์ของบล๊อกเกอร์ว่าใกล้เคียงกับคอนเซ็ปต์ที่โรงแรมเราวางไว้หรือไม่อย่างไร เพราะนี่คือการสะท้อนความเป็นตัวตนผ่านคู่ค้าทางธุรกิจในอีกรูปแบบหนึ่ง คล้ายกับเราเลือก co-branding partner  ถ้าไลฟ์สไตล์แตกต่างกันมาก ก็อาจทำให้ลูกค้าเกิดความสับสนในตัวตนของโรงแรมคุณ
  2. 2.กลุ่มลูกค้าเป้าหมายหรือกลุ่มแฟนเพจ ดูว่ามีการนำเสนอในรูปแบบไหน เจาะกลุ่มลูกค้าประมาณไหน เช่น วัยรุ่น วัยทำงาน ครอบครัว
  3. 3.สไตล์การเขียน  นำเสนอเรื่องราวในแบบไหน เหมาะกับกลุ่มลูกค้าของเราหรือเปล่า ใกล้เคียงหรือแตกต่าง ถ้าแตกต่างกันมาก ก็ต้องหัดปฏิเสธ เช่น ตัวบล๊อกเกอร์ เน้นนำเสนอกลุ่มวัยรุ่น นักศึกษา หรือวัยเริ่มทำงาน ก็มักจะใช้คำและวิธีการนำเสนอที่มีศัพท์แสงวัยรุ่นมากหน่อย บางบล๊อกเกอร์ก็อาจจะฮาร์ดคอร์นิดหน่อย  ถ้าโรงแรมคุณเน้นกลุ่มวัยกลางคน ครอบครัว ที่ต้องการความเงียบสงบ นิ่งๆ ก็คงไม่เหมาะนัก เพราะเท่ากับว่าถ้าลูกเพจของบล๊อกเกอร์มาเข้าพักกับคุณอาจสร้างความรบกวนให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่แท้จริงของคุณก็เป็นได้
  4. 4.งบประมาณ  กลับมาพิจารณางบประมาณของโรงแรมว่าจัดสรรไว้ในส่วนการตลาดออนไลน์มากน้อยเท่าไหร่ อย่ามุ่งแต่ของฟรี เพราะอาจไม่ใช่กลุ่มลูกค้าที่เราต้องการ ขอให้ผสมผสานกันระหว่างแลกเปลี่ยน (Barter) และมีค่่าใช้จ่าย เนื่องจากปัจจุบัน รูปแบบของค่าใช้จ่ายมีหลากหลาย เช่น
    • - เรียกเก็บเป็นเงินสดต่อการเข้าพักและการเขียนรีวิวต่อครั้ง ปกติประมาณ 2 คืน ราคามีตั้งแต่ 20,000-50,000 ขึ้นอยู่กับความดังของบล๊อกเกอร์
    • - เรียกคูปองหรือบัตรกำนัลเข้าพักเพื่อใช้สำหรับการทำกิจกรรมบนหน้าแฟนเพจของบล๊อกเกอร์
    • -เรียกทั้งเงินสด และบัตรกำนัล
    • -แลกเปลี่ยนกับที่พักและอาหารฟรี ปกติ 2 คืน

หากโรงแรมได้รับการติดต่อมา ก็ขอให้นำ 4 ข้อข้างต้นมาพิจารณา และหากตกลงในบล๊อกเกอร์มาเขียนรีวิวให้ ก็ควรปฏิบัติดังต่อไปนี้

  1. นำเสนอแผนกิจกรรมระหว่างเข้าพัก แนะนำสถานที่ที่น่าสนใจรอบๆ สถานที่ตั้ง หรือในจังหวัด ประกอบกับความน่าสนใจของบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกภายในโรงแรม และอาหารจานเด็ดในร้านอาหาร
  2. พยายามทำงานร่วมกันระหว่างทีมงานของโรงแรม และบล๊อกเกอร์ โดยเฉพาะในเรื่องการให้ข้อมูลในเรื่องต่างๆ
  3. ติดตามผลงาน หลังจากการเข้าพัก ควรมีกำหนดระยะเวลาซึ่งโดยเฉลี่ยทั่วไปผลงานก็ควรจะออกเผยแพร่ได้ภายใน 2 สัปดาห์

 

ลองนำไปปรับใช้ดู เพื่อให้ทั้งโรงแรมร้านอาหาร และบล๊อกเกอร์ได้ทำงานร่วมกันอย่างมีความสุข และบรรลุวัตถุประสงค์ในเรื่องการตลาดและการประชาสัมพันธ์