ตั้งราคา แบบ Dynamic Pricing

ตั้งราคา แบบ Dynamic Pricing

Hotel Dynamic Pricing

ตั้งราคา แบบ Dynamic Pricing

หลายโรงแรมอาจเคย ตั้งราคา ขายห้องพักแบบ Dynamic Pricing กันบ้างแล้ว เพราะมีจำนวนห้องพักมากจึงต้องหาวิธีการเพื่อเร่งและกระตุ้นการขายให้ได้ตัวเลขตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ แต่อีกหลายโรงแรมก็อาจยังไม่แน่ใจว่าการใช้ Dynamic Pricing จะเหมาะกับโรงแรมของตัวเองหรือเปล่า และอีกหลายโรงแรมโดยเฉพาะโรงแรมที่พักขนาดเล็ก ยิ่งไม่มั่นใจมากขึ้นไปอีกเพราะเกรงว่าจะไม่มีทีมงานมาช่วยทำ ให้ตัวเองทำเองก็เกรงว่าจะไม่มีเวลาเพราะต้องดูแลธุรกิจหลักของครอบครัวก่อน แล้วจึงมาดูแลโรงแรมที่พักที่ทำขึ้นเพื่อตอบโจทย์ความใฝ่ฝันส่วนตัว

.

มาเริ่มดูกันก่อนตั้งแต่จุดแรกดีกว่าว่า Dynamic Pricing คืออะไร

การตั้งราคาขายห้องพักแบบ Dynamic Pricing นั้นเป็นการหาจุดที่เราจะเพิ่ม หรือกำหนดราคาขายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในแต่ละช่วงเวลา เช่น ช่วงวันหยุดยาวที่มีดีมานด์ห้องพักสูง หรือบริเวณใกล้โรงแรมมีการจัดงาน มีอีเวนท์ที่มีคนสนใจเดินทางมาร่วมงานจำนวนมาก มีความต้องการที่พักค่อนข้างสูง หรือ การตั้งราคาขายในช่วงวันธรรมดาที่อาจมีดีมานด์ต่ำ เรียกได้ว่า เป็นการใช้การเคลื่อนไหวของราคาในแต่ละช่วงเวลาให้เหมาะสมกับความต้องการของตลาดและจำนวนห้องพักที่ว่างอยู่ในแต่ละวัน จัดเป็น “การบริหารจัดการผลตอบแทน” (Yield Management) ซึ่งจะทำให้โรงแรมสามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นในแต่ละช่วงเวลา เมื่อเทียบกับการตั้งราคาเดียว (Fixed Price) ที่ไม่มีการปรับเปลี่ยนตามการเปลี่ยนแปลงของตลาดและจำนวนห้องว่างในแต่ละวัน

.

จากคำอธิบายข้างต้นจะเห็นว่าการใช้การ ตั้งราคา Dynamic Pricing อาจทำได้ในหลายกรณี ได้แก่

  1. การปรับราคาขึ้นลงตามอัตราการเข้าพัก (Occupancy Rate) ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน – วันที่มีอัตราการเข้าพักต่ำ ราคาปรับลดลงเพื่อเพิ่มยอดจอง ส่วนวันที่มีอัตราการเข้าพักสูง ใช้ราคาสูงเพื่อให้สอดคล้องกับดีมานด์หรือความต้องการของตลาด
  2. ใช้การกำหนดจำนวนคืนการเข้าพักเพื่อเพิ่มรายได้ เช่น ในพื้นที่จังหวัดของคุณกำลังจะมีงานประจำปีที่จะมีผู้เข้าร่วมงานจำนวนมาก หรือ จะมีการแข่งวิ่งมาราธอน แข่งไตรกีฬา คุณสามารถกำหนดจำนวนคืนเข้าพักอย่างต่ำ 2 คืน เพื่อเพิ่มรายได้
  3. การปรับราคาตามการเคลื่อนไหวของคู่แข่งของโรงแรมที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง หรือ Competitor Movement Analysis นั่นแปลว่าคุณควรสำรวจและเช็คราคาของโรงแรมที่พักในบริเวณใกล้เคียงอย่างสม่ำเสมอ

.

.

ถ้าโรงแรมอยากใช้การ ตั้งราคา แบบ Dynamic Pricing ควรทำอย่างไร ?

  1. เช็คตารางราคาขายแต่ละตลาด (Pricing Structure) ของโรงแรมที่วางไว้
  2. เช็คสถิติ Occupancy Rate จำนวนห้องพักคงเหลือ และราคาขายห้องพักในวันที่เกิดยอดจองย้อนหลังแบบรายวัน (อาจทดลองสุ่มดู 3 เดือนก่อนก็ได้)
  3. สำรวจราคาห้องพักของโรงแรมคู่แข่งในพื้นที่

.

.

ยกตัวอย่าง

  • ระหว่างวันที่ 10 – 20 ธันวาคมที่กำลังจะถึงคุณมีตัวเลข OTB (On-the-Book) อยู่ในมือทำตารางไว้เรียบร้อยทั้งจำนวนห้องที่จอง จำนวนห้องที่ว่าง Occupancy Rate ในแต่ละวัน
  • คุณมีการ ตั้งราคา ขายที่ปรับขึ้นลงตามอัตราการเข้าพักไว้แล้ว โดย
    • วันที่มี Occupancy Rate ต่ำกว่า 35% ให้ขายห้องพักในราคา 850 บาท
    • วันที่มี Occupancy Rate 36-50% ให้ขายห้องพักในราคา 950 บาท
    • วันที่มี Occupancy Rate 51-65% ให้ขายห้องพักในราคา 1,100 บาท
    • วันที่มี Occupancy Rate มากกว่า 65% ให้ขายห้องพักในราคา 1,200 บาท
  • ถ้าคุณมีการบันทึกสถิติในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา คือ 10-20 ธันวาคม 2564 หรือจะเทียบกับช่วงก่อนโควิด-19 หรือตัวเลขในปี 2562 ก็จะเห็นตัวเลขในสภาวะปกติที่ผ่านมา

ดังนั้นในช่วง 10-20 ธันวาคมก็สามารถใช้ราคาที่กำหนดไว้เป็นราคาขายในแต่ละวันได้ โดยให้มีการปรับเปลี่ยนขึ้นลงตาม Occupancy Rate ที่เปลี่ยนไปในแต่ละวัน

.

ประเด็นสำคัญในการ ตั้งราคา คือ…

โครงสร้างราคา (Pricing Structure)

ราคาขายบนโลกออนไลน์โดยเฉพาะ OTA เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเรื่อง Rate Parity

การสำรวจราคาโรงแรมเพื่อนบ้านในพื้นที่ใกล้เคียง (Competitor Movement)

.

.

สำหรับโรงแรมที่พักที่มีจำนวนห้องพักจำนวนมาก การใช้ Dynamic Pricing สามารถช่วยเพิ่มยอดขายได้ และมีความจำเป็นที่ควรเรียนรู้และฝึกใช้งานให้คล่องแคล่ว มีทีมที่รับผิดชอบโดยตรงในส่วนนี้ ส่วนโรงแรมที่พักที่มีจำนวนห้องพักน้อย ๆ เช่น ต่ำกว่า 30 ห้อง อาจทดลองฝึกทำในตาราง Excel ก่อนก็ได้ และฝึกการทำงานร่วมกันระหว่างทีมขาย ทีมรับจองห้องพัก ทีมหน้าฟร้อนท์ หากอยากเรียนรู้และทดลองทำ ลองปรับเปลี่ยนจากเดิมที่มีการตั้งราคาเฉพาะ Weekday vs. Weekend vs. Long Weekend

.

.

ปัจจุบันมีเครื่องมือทั้งเป็น Application / Platform ที่ช่วยให้เรา ตั้งราคา แบบ Dynamic Pricing ได้ บางผู้ให้บริการอาจอยู่ในหมวดหมู่ Revenue Management หรืออาจะเรียกเป็น Price Monitoring อันนี้ก็แล้วแต่ผู้ให้บริการ

.

สำหรับโรงแรมที่ใช้ระบบจองห้องพัก IBE (Internet Booking Engine) หรือ Booking Engine ก็อาจปรับใช้ในระบบหลังบ้านในส่วน Rates ซึ่งสามารถกำหนดได้ทั้งราคา และระยะเวลาการเข้าพัก หรือข้อห้ามการเข้าพัก (Restriction) ต่าง ๆ ได้เช่นกัน

.

สุดท้าย คงไม่ได้ขึ้นกับคุณมี Software อะไรในมือ แต่ควรตั้งหลักจากความเข้าใจที่แท้จริงว่าเรื่องนี้คืออะไร ใช้งานเพื่ออะไร และถ้าจะใช้ ควรใช้อย่างไร

อ่านบทความย้อนหลังเรื่องการตั้งราคา Weekday vs. Weekend https://thethinkwise.com/2020/11/23/how-to-weekday-weekend-rate/

อ่านบทความต่างประเทศเรื่อง Dynamic Pricing สามารถค้นหาบทความที่สนใจได้ด้วยการใช้คำค้นหา Dynamic Pricing for Hotel เช่น

  1. HotelTechReport https://hoteltechreport.com/news/dynamic-pricing-hotels
  2. UpStay https://www.upstay.tech/the-definitive-hotel-dynamic-pricing-guide/
  3. Cloudbeds https://www.cloudbeds.com/articles/hotel-dynamic-pricing/

Similar Posts

  • |

    การตลาดโซเชียลมีเดีย โรงแรมมองหาอะไร?

    กลยุทธ์ หรือเทคนิค ที่โรงแรมต้องการในการทำตลาดโซเชียลมีเดีย ว่าด้วยคอนเทนต์ หรือแค่จำนวนโพสต์ต่อสัปดาห์

  • ปรับราคาห้องพักตามกลไกตลาด

    ปรับราคา ห้องพัก ตามกลไกตลาดทำอย่างไร ปรับราคา ห้องพักโรงแรมรีสอร์ทให้เป็นไปตามกลไกตลาดในเรื่องดีมานด์และซัพพลาย มีวิธีการทำงานอย่างไร ทำไมจึงมีการพูดถึงการทำราคา การสร้างราคา และการเคลื่อนไหวของราคาโรงแรมในแต่ละวันเพื่อสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสม และดีที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้ในแต่ละวัน . ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักเรื่อง Dynamic Pricing กันอีกครั้ง หลังจากที่เราเคยแบ่งปันข้อคิดในเรื่องนี้ผ่านบทความมาแล้วครั้งหนึ่ง [อ่านบทความย้อนหลังได้ที่ https://thethinkwise.com/2022/12/06/hotel-dynamic-pricing-ตั้งราคา/ ] ที่เราแนะนำว่าควรมีข้อมูลอย่างน้อย 3 ประเภท สำหรับการตั้งราคาขายเพื่อให้ผลตอบแทนที่เป็นไปตามดีมานด์ในตลาดและซัพพลายห้องพักของโรงแรมคุณเอง . เมื่อคุณมีจำนวนห้องพักที่ยังขายไม่ได้อยู่ในมือจำนวนมาก การ ปรับราคา และการตั้งราคาเพื่อจูงใจให้เกิดการจองห้องพักที่ดี ไม่ใช่การลดราคาแต่เพียงอย่างเดียว แต่ควรเข้าใจถึงพฤติกรรมการจองห้องพักของลูกค้าแต่ละกลุ่มของคุณด้วยประกอบกัน เช่น ตลาดคนไทย อาจมีการจองล่วงหน้าเพียง 1-3 วันสำหรับเมืองท่องเที่ยวที่สามารถขับรถไปถึงภายใน 3-4 ชั่วโมง แต่ตลาดออสเตรเลียอาจใช้เวลา 14-21 วันในการจองห้องพักถึงวันเข้าพัก หรือที่เรียกว่า Lead time . นอกจาก 3 ข้อมูลข้างต้นที่คุณควรจะมีอยู่ในมือแล้ว สิ่งที่แนะนำให้นำมาพิจารณาเพิ่มเติมได้แก่ มาลองดูตัวอย่างตามตารางข้างบนกันว่า โรงแรมนี้เป็นอย่างไรภายใต้จำนวนห้องพัก 79 ห้องที่ต้องบริหารจัดการให้ได้ทั้งอัตราการเข้าพักและราคาขายที่ต้องการ และใช้วิธีการ ปรับราคา อย่างไรในแต่ละวัน…

  • เรื่องเล่าโรงแรม…เล่าเรื่องโรงแรม

    เรื่องเล่าโรงแรม…เล่าเรื่องโรงแรม ปัญหาที่หลายโรงแรมอาจไม่ได้มองว่าเป็นปัญหาเพราะมั่นใจในภาพลักษณ์ของโครงการ แต่จริงๆแล้วหากสามารถเติมเต็มในส่วนนี้ได้จะทำให้ทั้งโครงการมีความน่าสนใจ และน่าติดตามมากขึ้นด้วยการเลือก เรื่องเล่าโรงแรม และเลือกที่ เล่าเรื่องโรงแรม ให้เป็น . Storytelling หรือ การเล่าเรื่อง การเล่าเรื่องเป็นกิจกรรมทางการตลาดประเภทหนึ่งที่จะช่วยให้ลูกค้ารู้จักสินค้าและบริการของคุณผ่านการถ่ายทอดออกมาเป็นเรื่องราว ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายทอด หรือ การเล่าเรื่องเกี่ยวกับตัวสินค้าเอง หรือ การเล่าเรื่องเกี่ยวกับตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการนั้น ๆ เช่น เจ้าของผลิตภัณฑ์ ผู้ออกแบบผลิตภัณฑ์ เป็นต้น การเล่าเรื่องนั้นอาจทำได้หลายรูปแบบ ได้แก่ . Storytelling สำหรับธุรกิจโรงแรม การทำโรงแรมที่พักขนาดเล็ก ทำบูติกโฮเต็ลนั้น การถ่ายทอดเรื่องราวที่น่าสนใจให้กลมกล่อมเป็นจุดเริ่มต้นแรกๆตั้งแต่การคิดคอนเซ็ปต์โรงแรม บางครั้งโจทย์หรือสิ่งที่มีอยู่ในมือมีคุณค่ามากๆ แต่เจ้าของโครงการอาจมองข้ามไปเพราะความคุ้นชินกับสิ่งที่มีอยู่ในมือจนเห็นว่าไม่มีอะไรพิเศษหรือสามารถหยิบยกนำมาเล่า มานำเสนอได้ . ดังนั้นก่อนที่คุณจะข้ามไปเข้าเรียนคอร์สออนไลน์ฝึกการเขียนคอนเทนต์ (Content Writing) หรือทำกลยุทธคอนเทนต์ (Content Strategy) ควรจะพิจารณาในประเด็นเหล่านี้ก่อน . คุณเป็นแบบไหนระหว่างมี เรื่องเล่าโรงแรม หรือมีปัญหาการ เล่าเรื่องโรงแรม ? 1) มีเรื่องให้เล่า แต่เล่าไม่เป็น – ข้อนี้รวมไปถึงการไม่รู้ว่าจะหยิบเรื่องอะไรมาเล่า หรือมีเรื่องเยอะ แต่ไม่รู้จะดึงเรื่องไหนมาเล่าให้ฟัง…

  • Last Minute…ผ่านไป 15 วัน จะทำยังไงต่อดี

    เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ประเดี๋ยวเดียวก็จะสิ้นเดือนอีกแล้ว แต่ทำไม…. + ยอดจองห้องพักถึงได้ขยับตัวช้าจังเลย + ทำไมไม่มีบุ๊กกิ้งเข้ามาเลย + ลูกค้าหายไปไหนกันหมด แล้วจะทำอย่างไรกันดี??? ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจธรรมชาติของ Last Minute Booking หรือการจองห้องพักนาทีสุดท้าย กันก่อนว่าเป็นอย่างไร? เรื่องนี้เป็นประเด็นที่โยงกับพฤติกรรมของลูกค้าที่มีหลากหลาย ขึ้นอยู่กับสถานการ์ณ ความชอบ นิสัยส่วนตัว และสภาพอากาศที่เป็นปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้  กล่าวคือ ลูกค้าบางคนมักไม่ชอบการวางแผนการเดินทางล่วงหน้า โดยเฉพาะถ้าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่อยู่ใกล้กรุงเทพในระยะขับรถไม่เกิน 3 ชั่วโมงก็ถึง อาจจะมีกรณีที่มีการจองห้องพักนาทีสุดท้ายก็เป็นได้ หรือบางครั้งมีความจำเป็นจริงๆ มีเหตุฉุกเฉินต้องไปในพื้นที่นั้น หรือมีการจองห้องพักให้เพื่อนหรือญาติที่บอกมากระทันหัน เป็นต้น นอกจากนี้ประเด็นในเรื่องสถานที่ตั้ง หรือทำเลที่ตั้งของโรงแรมที่พัก ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้เกิดโอกาสที่จะมีการจองห้องพักนาทีสุดท้ายเช่นกัน  เช่น หากโรงแรมที่พักของคุณตั้งอยู่ติดถนน ใจกลางเมือง การเดินทางสะดวก โอกาสที่จะมีการจองห้องพักในนาทีสุดท้ายก็ย่อมมีมากกว่า ที่พักที่ตั้งอยู่บนเกาะ ที่ต้องอาศัยการเดินทางหลายทอดกว่าจะเดินทางไปถึง และยังขึ้นกับตารางการเดินเรือ เพราะฉนั้นโอกาสที่จะเกิดการจองนาทีสุดท้าย ประเภทจองเช้า เข้าพักเย็น ย่อมเกิดได้ยากกว่า คราวนี้ย้อนกลับมาดูทางฝั่งโรงแรม คุณในฐานะผู้บริหารจัดการ หรือเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องการจองห้องพัก เคยเก็บสถิติบ้างหรือไม่ว่า มียอดการจองประเภทนาทีสุดท้ายนี้มากน้อยอย่างไร คิดเป็นเปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับยอดจากจองห้องพักรวมในแต่ละเดือนเป็นเท่าไหร่ มีใครมียอดจองประเภทนี้เกิน 5% บ้าง?…

  • คุณทำการตลาดโรงแรมเพียงพอหรือยัง?

    การตลาดโรงแรม – คุณคิดว่าคุณทำเพียงพอหรือยัง ? ไม่ว่าสถานะโรงแรมคุณจะเป็น เตรียมเปิดใหม่ หรือเพิ่งเปิดให้บริการ หรือเปิดให้บริการมาหลายปีแล้ว การหมั่นตรวจสอบการทำ การตลาดโรงแรม ว่าคุณทำกิจกรรมด้านการตลาดและการสร้างแบรนด์ให้โรงแรมเพียงพอหรือยังอย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งที่อยากแนะนำให้ทำร่วมกันระหว่างเจ้าของโรงแรมและทีมการตลาดการขาย . ถ้าการสร้างแบรนด์โรงแรม คือ การทำให้คนชอบ คนรัก คนอยากรู้จัก และอยากมาใช้บริการ การตลาดก็คือการทำให้เป็นที่รู้จักผ่านการสื่อสารและแสดงออกด้วยกิจกรรมต่างๆ เปรียบเหมือนการเดินเข้าไปหากลุ่มคนกลุ่มต่างๆและพูดคุย แนะนำตัว แลกเปลี่ยนเรื่องราวที่น่าสนใจอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ แล้วจึงนำเสนอข้อเสนอที่ไม่อาจปฏิเสธได้ . โรงแรมที่ไม่มีการทำ การตลาดโรงแรม เลย มีแต่โพสต์ขายของว่าด้วยการลดราคาอย่างหนักหน่วงกว่าคู่แข่งในพื้นที่เดียวกัน หรือลดมากกว่าโรงแรมที่พักในระดับเดียวกัน โดยไม่เคยแนะนำตัว ไม่เคยนำเสนอตัวตนออกมา ไม่เคยสะท้อนไลฟ์สไตล์ รสนิยมในเรื่องต่างๆ อาจต้องใช้เวลากว่าลูกค้าจะตัดสินใจจองห้องพัก เพราะยังไม่รู้จักกันดีพอ . ในขณะเดียวกัน โรงแรมที่มุ่งแต่สร้างภาพลักษณ์ที่ดูดีตลอดเวลา เน้นประชาสัมพันธ์แต่เพียงอย่างเดียว มีสื่อทั้งในและต่างประเทศลงภาพและข้อความให้ตลอด แต่ภาพและข้อความนั้นไม่เคยสื่อถึงตัวสินค้าและบริการของโรงแรมเลย มีแต่เน้นบรรยายด้วยข้อความเดิมๆเกี่ยวกับวิธีการออกแบบ ประวัติผู้ออกแบบ ซึ่งไม่มีใครรู้จัก หรือคนที่รู้จักจริงๆก็ไม่ได้ปลื้มในแนวทางการทำงาน ไม่เคยมีการ ตรวจสอบ หรือประเมิน และไม่มีการนำเสนอรูปแบบการให้บริการที่น่าสนใจ น่าไปหาประสบการณ์พร้อมเงื่อนไขที่จูงใจให้เกิดการจองห้องพัก ก็ย่อมที่จะสร้างยอดขายที่ดีได้เช่นกัน . บทความในวันนี้จึงอยากแนะนำบททดสอบ จริงๆ คือแบบสอบถามที่ให้คุณ…

  • เมื่อเข้าโลว์ซีซั่น…จะขายอะไร

    เมื่อเข้าช่วงโลว์ซีซั่น จะขายอย่างไร และจะเอาอะไรไปขายดี

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.