ทีมรับจองโรงแรมรับสายลูกค้าที่มาจากการค้นหาผ่าน AI search
|

AI Search – ทีมรับจองพร้อมหรือยัง

AI Search โรงแรม กับ ทีมรับจองห้องพัก
Branding · Hotel Reservations

เมื่อปี 2021 เราเคยเขียนถึงเรื่องการ สร้างแบรนด์จากทีมรับจองห้องพัก ว่าโรงแรมเปิดใหม่ไม่ควรเตรียมแค่ข้าวของเครื่องใช้ แต่ต้องออกแบบ “การรับจอง” ให้ประทับใจ … วันนี้แก่นเรื่องยังจริงอยู่ทุกคำ แต่มี “ต้นทาง” ใหม่เกิดขึ้นที่เปลี่ยนเกมไปทั้งหมด — นั่นคือ AI Search ที่กำลังกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการค้นหาโรงแรม และส่งลูกค้ามา โทร หรือ ทักแชต หาคุณโดยตรง

เส้นทางการจองเปลี่ยนไปแล้ว — ต้นทางคือ AI ไม่ใช่ Google

เมื่อก่อนลูกค้าเริ่มหาที่พักด้วยการพิมพ์ชื่อปลายทางลง Google หรือเปิด OTA อย่าง Agoda / Booking โดยตรง วันนี้พฤติกรรมเปลี่ยนเร็วมาก หลายคนเริ่มทริปด้วยการ “ถาม” ผู้ช่วย AI อย่าง ChatGPT, Google Gemini หรือ Perplexity ว่า “แนะนำบูติกโฮเทลเงียบ ๆ ติดทะเลแถว..งบไม่เกินคืนละ X บาท” แล้วระบบก็คัดมาให้แค่ 2–3 ตัวเลือก พร้อมรูป ราคา รีวิว และลิงก์ — AI กลายเป็นประตูบานแรกของการค้นพบโรงแรมไปแล้ว

ความต่างที่สำคัญที่สุดคือ Search แบบเดิมให้ผลลัพธ์เป็นหน้า ๆ ให้เราเลือกเอง แต่ AI “ตัดสินใจคัดให้” เหลือไม่กี่ตัวเลือก นั่นแปลว่าโรงแรมที่ “ธรรมดา” หรือ AI ไม่รู้จัก จะไม่ได้แค่อยู่หน้า 2 ของ Google — แต่จะ ไม่ปรากฏเลย ในนาทีที่ลูกค้าตัดสินใจ

53% ของนักเดินทางสบายใจที่จะให้ AI ช่วยแนะนำโรงแรม
66% ยังไม่ไว้ใจให้ AI “กดจองแทน” — เลือกติดต่อโรงแรมเอง
12–18% ของการค้นหาเชิงข้อมูลภาษาอังกฤษ มาจาก AI search แล้ว (Q1 2026)

ตัวเลขชุดนี้คือหัวใจของบทความนี้: คนจำนวนมากให้ AI ช่วย “ค้นหา” แต่ยังไม่ยอมให้ AI “จอง” แทน เพราะกลัว AI จองผิด จองมั่ว หรืออยากต่อรอง/ถามเงื่อนไขก่อน โดยเฉพาะ ตลาดคนไทยที่ยังนิยมโทรหรือทักไลน์โรงแรมเองอยู่แล้วเป็นทุนเดิม

Key Insight

AI ทำหน้าที่ “ส่งลูกค้ามาถึงประตู” — แต่คนที่ปิดการขายยังคือทีมรับจองของคุณ ลูกค้าที่ AI คัดมาให้คือ lead ที่ร้อนที่สุด เพราะผ่านการกรองความเหมาะสมมาแล้ว ถ้าโทรไม่ติด/ตอบช้า = คุณทิ้ง lead คุณภาพสูงสุดที่ AI อุตส่าห์ส่งมาให้ฟรี

GEO — สนามใหม่ที่ต้องเล่นควบคู่กับ SEO

ถ้า SEO (Search Engine Optimization) คือการทำให้เว็บติดอันดับบน Google สิ่งใหม่ที่ต้องทำคือ GEO — Generative Engine Optimization หรือการ จัดโครงสร้างเนื้อหาให้ AI “อ่านเข้าใจ เชื่อถือ และหยิบไปอ้างอิง”ในคำตอบที่มันสร้างขึ้น

ความต่างสรุปสั้น ๆ: SEO พาคนมาที่เว็บคุณ — GEO ตัดสินว่า AI จะ “เอ่ยชื่อ” โรงแรมคุณตั้งแต่แรกหรือเปล่า และเมื่อการตัดสินใจเดินทางเริ่มจากคำถามถึง AI มากขึ้นเรื่อย ๆ ความต่างนี้กำลังกลายเป็นเรื่องชี้เป็นชี้ตาย

ข่าวดีสำหรับโรงแรมเล็ก: AI ชอบเนื้อหาเฉพาะเจาะจงและมี “เรื่องราว” — ซึ่งเป็นสิ่งที่บูติกโฮเทลทำได้ดีกว่าเชนใหญ่ที่เนื้อหาเป็นแม่แบบเหมือนกันหมด

ขั้นตอนที่ 1 — ทบทวนช่องทางที่ AI ส่งลูกค้าเข้ามา

เส้นทางจองห้องพักในวันนี้ขยายกว่าปี 2021 มาก — และเกือบทุกช่องทางจบลงที่ “การติดต่อโดยตรง”:

  1. โทรติดต่อโรงแรมโดยตรง (ยังเป็นพระเอกของตลาดไทย)
  2. ทักผ่าน Messenger Platform — LINE OA, Facebook Messenger, WhatsApp, Instagram DM
  3. จองผ่านเว็บไซต์โรงแรม / Booking Engine โดยตรง
  4. อีเมลติดต่อโดยตรง
  5. จองผ่าน OTA — Agoda, Booking, Expedia, Traveloka, Trip
  6. ใหม่: ค้นพบผ่าน AI Assistant — ChatGPT, Gemini, Perplexity, Google AI Mode — แล้วคลิกมาที่เว็บ/เบอร์/แชตของคุณ
ข้อสังเกต

ChatGPT, Gemini และ Perplexity มักให้คำตอบโดย ลิงก์ไปเว็บโรงแรมหรือ OTA ไม่ได้จบการจองในแชต ดังนั้นช่วงเวลาทองคือตอนที่ลูกค้า “คลิกออกมา” เพื่อโทร/ทัก/เข้าเว็บคุณ — ทีมรับจองต้องพร้อมรับช่วงนี้ให้ได้

ขั้นตอนที่ 2 — ทีมรับจองคุณรองรับ “ลูกค้าจาก AI” ได้ทันไหม

โรงแรมเล็ก–กลางส่วนใหญ่มีทีม Reservations แค่ 1–2 คน สลับกันเข้ารอบ วันไหนไม่มีคนก็ให้ฟรอนต์รับแทน — โมเดลนี้เคยพอใช้ แต่วันนี้ลูกค้าที่ AI ส่งมา มาจากหลายช่องทางพร้อมกัน และคาดหวังการตอบที่เร็ว เพราะเขาเพิ่งได้คำตอบ “ทันใจ” จาก AI มาหมาด ๆ

สิ่งที่ต้องประเมิน:

  • โรงแรมคุณบริหารกี่ช่องทาง และใครรับผิดชอบช่องทางไหน
  • นอกเวลาทำการ มีระบบอะไรรับช่วงต่อ (auto-reply, แชตบอท, หรือสคริปต์ให้ฟรอนต์รับข้อมูลเบื้องต้น)
  • ทีมคอนเทนต์/ดิจิทัลที่ตอบโซเชียล มีข้อมูลโปรโมชั่น–ราคา–ห้องว่าง ตรงกับทีมรับจองหรือไม่

โรงแรมเล็กไม่จำเป็นต้องเปิด 24 ชั่วโมง — แต่ต้องแจ้งเวลาให้บริการชัดเจน และมีเทคโนโลยี/สคริปต์รับช่วงนอกเวลา ไม่ใช่ปล่อยให้ลูกค้าที่ AI ส่งมาเงียบหายไป

ขั้นตอนที่ 3 — ออกแบบบริการให้ “ต่อเนื่อง” ทุกช่องทาง

หัวใจเดิมจากปี 2021 ที่ยังจริงที่สุด — การให้บริการต้องเชื่อมต่อกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ:

  • ส่งต่อข้อมูลระหว่างช่องทางได้ — ลูกค้าไม่ต้องเล่าใหม่ทุกครั้ง
  • ทีมเห็นข้อมูลชุดเดียวกัน (shared log / CRM / log book)
  • วางช่องทางหลัก–ช่องทางรองให้ชัด
  • มีมาตรฐานข้อความสื่อสารแต่ละช่องทาง — น้ำเสียงแบรนด์เดียวกัน

“AI พาลูกค้ามาถึงหน้าประตู
แต่ถ้าไม่มีคนเปิดประตูรับ … เขาก็เดินไปโรงแรมข้าง ๆ”

ตัวอย่างจริง — เมื่อ “ประตู” ไม่มีคนเปิด

เคสคลาสสิกจากโรงแรมเปิดใหม่แห่งหนึ่ง ภาพลักษณ์ดี โปรโมตเต็มสื่อ แต่บริการรับจอง “ไม่ได้ซ้อม” — ลองดูว่าลูกค้าหนึ่งคนต้องผ่านอะไรบ้าง:

Day 1

ลูกค้าได้ e-voucher จากแคมเปญ → โทรตามเบอร์บนเพจ → ไม่มีคนรับสายหลายวัน

Day 2

ส่ง inbox เข้าเพจ → ขึ้น “อ่านแล้ว” แต่ไม่ตอบ ข้ามคืน → ตอบสั้น ๆ ว่า “ให้โทรเบอร์ที่ระบุ”

Day 3

โทรอีกครั้ง → พนักงานบอก “รับเรื่องไว้ก่อน เดี๋ยวทีมจองติดต่อกลับ” → วันรุ่งขึ้นเจอเสียงตอบรับว่าทีมงาน “กำลังชมวิวทะเลอยู่”

Day 3–4

ลูกค้าไม่ยอมแพ้ โทรอีก → ถูกให้ส่งอีเมลยาวเหยียดพร้อมแนบ voucher → ค่ำ ๆ ถึงได้ใบยืนยันห้องพัก

รวมเวลาทั้งหมด

3–4 วัน และความพยายามมหาศาลของลูกค้า เพื่อจองห้องที่เขา “ตั้งใจจะจอง” อยู่แล้ว

โรงแรมนี้มีพนักงานที่เก่งเป็นรายคน — แต่ขาด การเชื่อมโยงงานข้ามคนข้ามแผนก และที่สำคัญคือ ขาดระบบติดตามงาน ปัจจุบันมีทั้ง log report ในแอป หรือจะใช้ Log Book เขียนส่งต่อรอบต่อรอบก็ได้ — ขอแค่มี และทำให้เป็นนิสัย

คิดดูว่า ถ้า lead นี้มาจาก ChatGPT ที่คัดโรงแรมคุณเป็น 1 ใน 3 ตัวเลือกให้ลูกค้า — การปล่อยให้รอ 3–4 วันคือการเผา lead คุณภาพสูงสุดทิ้งไปต่อหน้าต่อตา

ทำให้ AI “เห็น” และทำให้ทีม “พร้อมรับ” — เช็กลิสต์ลงมือ

ฝั่ง GEO — ทำให้ AI หยิบโรงแรมคุณไปแนะนำ

  • เว็บไซต์มีโครงสร้างชัด อ่านง่ายสำหรับทั้งคนและ AI crawler — หน้า Services / Amenities / FAQ แยกชัดเจน
  • ใส่ Schema / structured data และข้อมูลที่ตรงคำถามจริงของนักท่องเที่ยว (ทำเลเดินได้, สัตว์เลี้ยง, สระ, สปา, งบต่อคืน)
  • สร้างตัวตนให้น่าเชื่อถือในแหล่งที่ AI ไว้ใจ — รีวิว Google/Tripadvisor, บทความ PR, ไดเรกทอรีท่องเที่ยว
  • เนื้อหาเฉพาะตัว มี “เรื่องเล่า” ของโรงแรม — จุดแข็งของบูติกที่เชนใหญ่ลอกไม่ได้
  • ตรวจสอบเป็นระยะ: ลองถาม ChatGPT / Gemini / Perplexity ด้วยคำถามแบบลูกค้าจริง ดูว่าโรงแรมคุณถูกเอ่ยชื่อไหม

ฝั่งทีมรับจอง — ทำให้ปิดการขายได้เมื่อ lead มาถึง

  • กำหนดเวลาตอบสนองมาตรฐาน (เช่น โทรกลับใน 30 นาที, ตอบแชตใน 15 นาที)
  • auto-reply ทุกช่องทางนอกเวลา + แจ้งเวลาให้บริการชัดเจน
  • สคริปต์และข้อมูลกลางที่ทุกคนเข้าถึงเหมือนกัน — ราคา ห้องว่าง โปรโมชั่น
  • ระบบติดตามงาน (log) ส่งต่อรอบต่อรอบ ไม่มี lead ตกหล่น
  • มี Direct Booking incentive ให้ลูกค้าที่มาจาก AI/ช่องทางตรง — ดึงให้จองตรง ลดค่าคอม OTA
รู้ให้จริง ทำให้เป็น

GEO ทำให้ AI “พูดถึงคุณ” — ทีมรับจองที่ดีทำให้ลูกค้า “ตัดสินใจจองคุณ” ทั้งสองอย่างต้องไปด้วยกัน ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งคือรั่ว

สุดท้ายก่อนจบ

ตลาดคนไทยยังคงเป็น “ตลาดปราบเซียน” ด้วยพฤติกรรมการสื่อสารเฉพาะตัว — นิยมโทร นิยมทักไลน์ ถามเยอะก่อนจอง และ AI ยิ่งทำให้พฤติกรรมนี้ชัดขึ้น เพราะลูกค้าใช้ AI “หาข้อมูล” แต่กลับมา “คุยกับคนจริง” เพื่อปิดดีล

มุกตลกหรือคาแรกเตอร์แบรนด์เท่ ๆ ยังใช้ได้ — แต่อยู่ที่ “จังหวะ” ในการใช้ให้เหมาะกับสถานการณ์ลูกค้า ส่วนสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับโรงแรมเปิดใหม่ยังคงเป็นคำเดิมจากปี 2021 — “ทีมงาน” และการซักซ้อม เพราะวันนี้ AI ทำงานหนักขึ้นในการส่งลูกค้ามาให้ หน้าที่ของเราคืออย่าทำให้ความพยายามนั้นเสียเปล่า

คิดผิด คิดใหม่ · ทำผิด ทำใหม่
ปรับปรุงทุกวัน เพื่อสร้างแบรนด์ในการให้บริการ

โรงแรมคุณ “มองเห็น” ในโลก AI Search แล้วหรือยัง?

thethinkwise ช่วยวางระบบรับจองและกลยุทธ์ GEO ให้โรงแรมเล็ก–กลาง ตั้งแต่คอนเซปต์จนถึงเปิดบริการ

ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ →

อ่านต่อ: สร้างความประทับใจทุกเส้นทางการจองห้องพัก เพื่อต่อยอด Customer Journey ของลูกค้าคุณ

thethinkwise | Hotel Consulting — รู้ให้จริง ทำให้เป็น

Similar Posts

  • โรงแรมเล็ก กับ Facebook

    โรงแรมเล็กจะจัดการกับการเปลีายนแปลงบนเฟสบุ๊คอย่างไร จะแก้ไขยอดรีชที่ลดลงอย่างไร

  • ร้านอาหาร : ความฝัน คอนเซ็ปต์ ความจริง

    เรียนรู้การทำร้านอาหารจากความฝัน พัฒนาแนวคิด จนถึงภาพความเป็นจริง

  • เป้าหมายพร้อม แผนพร้อม ทีม…?

    ใกล้สิ้นปีเข้าไปทุกทีชนิดที่ว่าแทบจะหายใจรดต้นคอเข้ามาทุกวัน เดือนตุลาคมที่กำลังจะมาถึงตัวเลขทุกตัวที่จะใช้สรุปทำงบประมาณในปีต่อไปควรจะพร้อมได้แล้ว แต่ในความจริง…..ตัวเลขที่รวบรวมได้กลับเป็นตัวเลขที่ไม่อยากจะนำมาใช้เลยทีเดียว ทั้งต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ ทั้งไม่รู้จะใช้หลักเกณฑ์อะไรมาตั้งเป้า…น่าปวดหัวจริงๆ ในอีกมุมหนึ่ง ก็มีเสียงพึมพำอยู่ในหัวว่า “ทำไปทำไม ของเราเล็กนิดเดียว ขายๆไปเถอะ ทำยังไงก็ได้ให้มีลูกค้ามาพัก ไม่เห็นต้องยุ่งยาก” ในขณะที่อีกโรงแรม มีแผนงานพร้อมเป้าหมายและงบประมาณประจำปีเป็นเล่ม แต่ 9 เดือนที่ผ่านมา ไม่มีใครลงมือทำตามแผนที่วางไว้เลย เพราะคนที่เขียนแผนก็ไม่อยู่กับโรงแรมแล้ว ส่วนคนที่มาทำหน้าที่ต่อ ก็บอกว่าแผนที่เขียนไว้ไม่ดี เดี๋ยวจัดการใหม่ แต่ไม่เคยมีการเขียนแผนที่จะทำใหม่ ใช้แต่วิธีนั่งเปิด-ปิดห้องพักบนโลกออนไลน์กับ OTA แล้วคุณคิดว่าอย่างไร? เรื่องนี้มีหลายประเด็น หลายสาเหตุ ลองมาดูกันว่าคุณตกอยู่ในสถานการณ์แบบไหน 1) เจ้าของกิจการไม่เห็นความสำคัญกับการทำแผนงานและวางเป้าหมาย 2) เจ้าของกิจการเห็นความสำคัญและต้องการจะทำ แต่ทีมงานที่รับผิดชอบและมีหน้าที่ ไม่สามารถทำได้ เหมือนตอนที่สัมภาษณ์รับเข้าทำงานแล้วบอกว่าทำได้ทุกอย่างที่เกี่ยวกับการขายและการตลาด 3) ทีมงานที่รับผิดชอบทำแผนงานและเป้าหมายเสนอไปให้เจ้าของกิจการพิจารณาแต่ไม่เคยพิจารณาอนุมัติลงมาเป็นเรื่องเป็นราว ไม่เคยให้เวลาในการนำเสนอในรายละเอียด ไม่ว่าจะเป็นกรณีไหน แต่ผลที่จะได้รับคือ ธุรกิจไม่มีทิศทางที่ชัดเจน ไม่มีแนวทางในการทำกลยุทธการตลาดหรือการขาย ไม่มีการจัดสรรงบประมาณในการทำกิจกรรมการตลาดหรือการขาย เพราะฉะนั้นการทำงานของทีมก็เป็นไปแบบไม่มีแผน วิ่งขายแบบไร้ทิศทาง เพราะอยู่บนแนวทางที่ว่า “ทำยังไงก็ได้ ให้มีลูกค้าเข้าพัก” การปล่อยให้ธุรกิจเดินหน้าแบบไร้ทิศทางที่เป็นรูปธรรมมีแต่จะทำให้ประสิทธิภาพของผลดำเนินงานค่อยๆลดน้องถอยลง ไม่ว่าจะสะท้อนออกมาให้เห็นจากอัตราค่าห้องพักเฉลี่ยที่ลดลง หรือค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นแบบที่ไม่สมเหตุสมผลกับผลการดำเนินงาน ดังนั้น ในปีต่อไปเรามาลองเริ่มทำแผนงานการตลาดและการขายแบบที่มีงบประมาณรองรับกิจกรรมการตลาดและการขายกันดีกว่า หากใครยังไม่เคยทำ…

  • เลือกแบรนด์ ให้ตรงเป้าหมายและตอบโจทย์

    เลือกแบรนด์ ให้ตรงเป้าหมายและตอบโจทย์ การลงทุนทำธุรกิจโรงแรมมีประเด็นที่สำคัญที่ควรพิจารณาให้ชัดเจนก่อนที่จะไปถึงเรื่องการออกแบบและการก่อสร้างโรงแรมให้ออกมาตามแบบ คือ การออกแบบโครงสร้างการบริหารและการทำงานให้เหมาะสมกับเวลาและทรัพยากรที่จะสามารถจัดสรรได้ในอนาคต เมื่อวางโครงสร้างที่เจ้าของโครงการสามารถจัดการ กำกับดูแลได้แล้ว จึงค่อยมาตัดสินใจในแต่ละส่วนว่าส่วนไหนจะทำเอง ส่วนไหนจะหาคนมาช่วย ส่วนไหนจะหาคนมาทำในแบบต้อง เลือกแบรนด์ ที่จะใช้งานให้ตอบโจทย์ทั้งกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย และด้านการจัดสรรเงินลงทุน . ถ้าแบ่งการบริหารจัดการโรงแรมตามผู้มีส่วนเกี่ยวข้องออกเป็น 3 ส่วน การวางขอบเขตการทำงานระหว่างกันเพื่อขับเคลื่อนงานไปข้างหน้าตามเป้าหมายและกรอบเวลาตามที่ตกลงกันเป็นเรื่องที่สำคัญ และควรพิจารณาย้อนกลับไปตั้งแต่ประสบการณ์ ผลงานที่ผ่านมา และความรู้ความเข้าใจในการทำธุรกิจโรงแรมในประเทศไทย … เรื่องนี้สำคัญที่ต้องเน้นว่า “ทำธุรกิจในประเทศไทย” เพราะอะไร เราจะว่ากันในส่วนต่อไป กลับมาที่ชื่อเรื่องที่ว่าด้วย เลือกแบรนด์ การเลือกแบรนด์ทีมที่จะมา บริหารโรงแรม นั้น ขึ้นอยู่กับความต้องการและเป้าหมายของแต่ละโครงการ และงบประมาณ ถ้าเราจะพูดถึงทีมบริหารจัดการ หรือ Hotel Operator นั้น การกำหนดขอบเขตการทำงานร่วมกัน และการศึกษารูปแบบการทำงานของแต่ละผู้ให้บริการเป็นสิ่งจำเป็น ยกตัวอย่างเช่น คุณอยากได้ทีมมาจัดการให้ทุกอย่าง ไม่ต้องการยุ่งเรื่องอะไรเลย ไม่ว่าจะเป็นนโยบายหรือแก้ไขปัญหาการให้บริการรายวัน ต้องการนั่งดูแต่รายงานบรรทัดสุดท้ายว่าเป็นบวกหรือเปล่า — กรณีเช่นนี้ก็ควรค้นหาผู้ให้บริการที่มีขอบเขตการทำงานในลักษณะนี้ซึ่งในปัจจุบันมีหลายผู้ให้บริการให้เลือก ทั้งแบบมีการการันตีผลงานด้วยตัวเลขอัตราการเข้าพัก ราคาห้องพักเฉลี่ย แลกเปลี่ยนกับค่าบริการรายเดือน รายปี (Management Fee) และค่าบริการที่ขึ้นกับผลงานที่ทำได้ (Incentive…

  • | |

    เปิดโรงแรม/ร้านใหม่ ต้องทำอะไรบ้าง

    การกลับมาเปิดโรงแรม หรือร้านอาหารอีกครั้งให้พร้อมและสร้างรายได้ มีอะไรควรทำบ้าง

  • จะทำอย่างไรกับพวกบ้าถ่ายรูปแบบไม่เกรงใจดี?

    มีคำถามเข้ามาแบบถี่ ๆ มากขึ้นว่า จะทำอย่างไรกับพฤติกรรมของลูกค้าที่คลั่งไคล้การถ่ายรูปดี ? น่าแปลกใจพอสมควร แต่ในขณะเดียวกัน ก็เห็นด้วยว่า บางครั้งพฤติกรรมของลูกค้าก็ก้าวข้ามความเหมาะสม รู้จัก “ควร” หรือ “ไม่ควร” ไปในหลาย ๆ กรณี เพียงเพราะคิดว่า “ฉันต้องการภาพไปโพสลงในโซเชี่ยลมีเดียของฉัน” ไม่ว่าจะเป็นเฟสบุ๊ก อินสตาแกรม หรือทำเป็นวิดีโอภาพเคลื่อนไหวเผยแพร่ในช่องยูทูปของตนเอง หรืออยากนำไปลงตามกลุ่มต่างๆที่ตนเองเป็นสมาชิกอยู่ เช่น ชมรมกล้องถ่ายภาพยี่ห้องต่างๆ หรือกลุ่มท่องเที่ยวหลากหลายกลุ่ม ประสบการ์ณที่ไม่พึงประสงค์ของผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายรูปมีหลายแบบ หลายประเภท เช่น ถือกล้องเดินเข้ามาในร้าน และตะลุยยิงภาพถ่ายทุกมุม ทุกบริเวณ เดินทั่วทุกบริเวณไม่เว้นแม้แต่ห้องน้ำ และเดินกลับออกไปเฉย ๆ สถานที่ติดป้ายว่า “ขอสงวนสิทธิ์เฉพาะผู้ใช้บริการร้านอาหารเท่านั้น” แต่ไม่สนใจกับป้าย และไม่สนใจคำพูดที่พนักงานชี้แจง เดินถ่ายรูปต่อไป และเดินออกไปเมื่อถ่ายรูปเสร็จ สถานที่ติดป้ายว่า “พื้นที่กำลังอยู่ระหว่างปรับปรุง ห้ามเดินผ่าน อันตราย” ก็จะเดินเข้าไป มุดใต้เชือกที่ขึงกั้นทางเอาไว้ ขนอุปกรณ์มาแบบจัดเต็มทั้งกล้องพร้อมเลนส์ราคาแพงครบชุด หลายอันให้เลือกพร้อมขาตั้งกล้อง บ้างก็มีโดรนมา มีกล้องวิดีโอขนาดเล็ก แล้วก็เดินดุ่ย ๆ เข้ามาพร้อมเตรียมเปิดฉากการถ่ายภาพแบบไม่มีการขออนุญาตแต่อย่างใด ราวกับว่าเป็นพื้นที่สาธารณะ เข้ามานั่งในร้านอาหารแล้วก็ไลฟ์สดพูดเสียงดัง…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.