เทรนด์ท่องเที่ยว ปี 2569/2026 โรงแรมเล็กต้องเตรียมตัวอย่างไร

เทรนด์ท่องเที่ยว ปี 2569/2026 โรงแรมเล็กต้องเตรียมตัวอย่างไร
เทรนด์ท่องเที่ยว เปลี่ยนไปทุกปี และเมื่อพฤติกรรมการท่องเที่ยวเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วสู่ปี 2569/2026 และอนาคตต่อไป โรงแรมขนาดเล็กในไทยจำเป็นต้องปรับตัวสู่ยุคใหม่ที่เน้น ประสบการณ์ ความหมาย และมีความคล่องตัวในการปรับตัวอย่างรวดเร็วมากกว่าเดิม เพื่อให้ธุรกิจโรงแรมได้ไปต่อ
สรุปเทรนด์สำคัญและสิ่งที่โรงแรมเล็กต้องรู้เพื่อเตรียมพร้อมในสนามแข่งขัน
1. การเดินทางแบบมีเป้าหมาย
เคยสังเกตหรือเปล่าว่าปัจจุบันการเดินทางแต่ละครั้ง นักท่องเที่ยวจะมีเป้าหมายและแรงบันดาลใจในการเดินทางที่แตกต่างกัน จริงๆนักท่องเที่ยวนักเดินทางมีเป้าหมายที่แตกต่างกันอยู่แล้ว เพียงแต่สื่อโซเชียลในปัจจุบันทำให้เราเห็นความหลากหลายในการเดินทางมากขึ้น เช่น เพื่อพักใจ รีเซ็ตชีวิตในบางจังหวะ อยากเรียนรู้สิ่งต่างๆในท้องถิ่นมากขึ้นผ่านวิถีชุมชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารการกิน เทศกาลต่างๆในชุมชนเป็นต้น
ถ้าจะเทียบเคียงกับเป้าหมายพื้นฐานที่คนทำโรงแรมมักเห็น คือ การฉลองเนื่องในโอกาสต่างๆ การใช้เวลากับครอบครัว กับคนรัก ที่โรงแรมมักกำหนดในระบบว่าเป็น Honeymooner หรือ Wedding Anniversary บ้าง
สิ่งที่ควรเพิ่มเติมในแง่การทำงานกับระบบ PMS คือ ถึงแม้จะเป็นนักท่องเที่ยว หรือลูกค้าคนเดิม คนเดียวกัน แต่การเข้าพักแต่ละครั้งอาจแตกต่างกัน เช่น เดินทางมาคนเดียว มากับครอบครัว มากับเพื่อนฝูงในโอกาสต่างๆ ดังนั้น ยิ่งทีมโรงแรมบันทึกข้อมูลได้ละเอียดมากขึ้นเท่าไหร่ โอกาสในการสร้างความประทับใจให้ลูกค้าก็จะมีมากขึ้น
2. ตลาดคนไทยยังเติบโตต่อเนื่อง
เทรนด์ท่องเที่ยว แนวโน้มตลาดท่องเที่ยวในประเทศ โดยคนไทย หรือชาวต่างชาติที่ทำงานในเมืองไทย (Expattriates) มีรูปแบบการพักผ่อนมากขึ้น เฉพาะเจาะจงมากขึ้น เท่ากับว่าความต้องการของลูกค้ามีความเฉพาะตัวมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นทริปสั้นๆในวันธรรมดา การเลือกสถานที่พักผ่อนพักค้างใกล้ๆกรุงเทพ หรือท่องเที่ยวสาย Food Experience ตามรอยนักชิม หรือรีวิวร้านอร่อยในตำนานในแต่ละพื้นที่ เป็นต้น
สิ่งที่ควรเพิ่มเติมและส่งเสริมทีมโรงแรม คือ “ความรอบรู้” ไม่ใช่แต่ในเนื้อหาที่แต่ละคนรับผิดชอบ แต่ข่าวสารความเป็นไปและความเปลี่ยนแปลงต่างๆในพื้นที่ที่ตั้งของโรงแรม ในเมือง ในจังหวัด แม้กระทั่งเทคนิคการเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆในพื้นที่ จังหวะช่วงเวลาที่จะได้ภาพที่ดี หากจะไปถ่ายรูปตามจุดต่างๆ เป็นต้น
3. ประสบการณ์ มากกว่า ห้องพัก (Experience > Room)
สำหรับสายพักผ่อน (Pure Leisure) การตัดสินใจเดินทาง และเลือกที่พักจะคำนึงถึงเรื่องราว หรือประสบการณ์ในภาพรวมที่จะได้รับจากการเดินทางมากกว่าที่จะใช้ปัจจัยเรื่องที่พักมากำหนดการตัดสินใจทั้งหมด เช่น จะเดินทางท่องเที่ยวในพื้นที่หนึ่งเพื่อหาประสบการณ์ต่างๆในชุมชนท้องถิ่น อาหารการกินที่อร่อย แหล่งซื้อของฝากต่างๆ นักท่องเที่ยวอาจมองในภาพเส้นทางการเดินทางไปตามจุดต่างๆในแต่ละวัน และเลือกที่พักที่ตอบโจทย์ใกล้เคียงกับความต้องการ หรือใกล้เคียงกับ “การยอมรับได้” ในคุณภาพห้องพัก เพื่อให้การเดินทางไปยังจุดต่างๆมีความสะดวกสบายมากขึ้น
สิ่งที่ควรเพิ่มเติมสำหรับทีมสื่อสารการตลาดของโรงแรม คือ การสื่อสารในแบบ “การทำการตลาดให้พื้นที่หรือจังหวัดที่ตั้งอยู่ (Destination Marketing) เพื่อนำเสนอกิจกรรมต่างๆในพื้นที่ พ่วงไปกับความสะดวกสบายของโรงแรมที่จะช่วยให้การเดินทางมีความสนุก สบาย และปลอดภัยมากขึ้น
4. ความต้องการเฉพาะตัว กับ การออกแบบบริการแบบเฉพาะตัว (Personalisation)
เราได้ยินคำนี้มานาน เทรนด์ท่องเที่ยว และมีการเน้นย้ำในประเด็นนี้มากขึ้น จากที่พักขนาดเล็ก บูติกโฮเต็ล ไปจนถึงโรงแรมเชนขนาดใหญ่ที่ให้ความสำคัญในเรื่องการสร้างประสบการณ์ และส่งมอบประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มย่อยต่างๆมากขึ้น ตั้งแต่เรื่อง อาหารการกิน สิ่งอำนวยความสะดวกในห้องพัก กิจกรรมภายในรีสอร์ทที่มีให้เลือกหลากหลายตามความสนใจของแต่ละกลุ่มมากขึ้น เป็นต้น
สิ่งที่โรงแรมขนาดเล็กทำได้ดีในประเด็นนี้ ควรส่งเสริมและสร้างสรรค์สิ่งต่างๆที่สะท้อนความเป็นเอกลักษณ์ของโรงแรมคุณมากขึ้น โดยไล่เรียงตั้งแต่การจองห้องพัก การเข้าพัก ไปจนถึงการเช็คเอ้าท์ และการติดต่อหลังจากการเข้าพัก
5. การบริหารต้นทุนด้านต่างๆต้องแม่นยำมากขึ้น
การเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วหรือแบบฉับพลันมีให้เห็นบ่อยครั้งในหลายปีที่ผ่านมา และยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งปัจจัยจากภายนอกประเทศ และปัจจัยภายในประเทศเองที่ส่งผลกระทบหรือเพิ่มแรงกระทบต่อการดำเนินธุรกิจทุกประเภท
สำหรับค่าใช้จ่ายที่จะกระทบต่อค่าใช้จ่ายประจำของโรงแรม ยิ่งต้องเพิ่มความละเอียดรอบคอบในการจัดทำงบประมาณเพื่อจะได้บริหารจัดการต้นทุนในการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าจ้างแรงงาน ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำ และค่าบริหารจัดการขยะเพื่อมีส่วนร่วมในการรักษาสิ่งแวดล้อม
สิ่งที่โรงแรมขนาดเล็กควรให้ความสำคัญเพิ่ม คือ การจัดทำงบประมาณที่ครอบคลุมรายละเอียดในประเด็นต่างๆมากขึ้น การปรับตัวเลขการคาดการณ์ (Forecast and Estimation) ที่มีสมมติฐานรองรับชัดเจน ในขณะเดียวกันแผนปฏิบัติงาน และกิจกรรมการตลาดและการขายก็ควรมีความชัดเจนพร้อมตัวเลขงบประมาณที่จะใช้จ่ายในแต่ละกิจกรรมพร้อมตัวชี้วัดประเมินผลของทุกกิจกรรม
6. ความยั่งยืนเป็นมาตรฐานใหม่ ไม่ใช่ เทรนด์ท่องเที่ยว
ประเด็นนี้คงไม่ใช่แค่เรื่อง เทรนด์ท่องเที่ยว แต่ในเมื่อลูกค้าให้ความสำคัญด้วยการแสดงออกถึงความใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการลดการใช้พลาสติก การใช้วัตถุดิบในท้องถิ่น เครื่องใช้ต่างๆในห้องพักที่สามารถย่อยสลายได้ ไปจนถึงการสนับสนุนชุมชนรอบข้าง โรงแรมก็ควรจะละเอียดรอบคอบในการแสดงออกในเรื่องสิ่งแวดล้อมให้ชัดเจนมากขึ้น
สิ่งที่โรงแรมควรปรับรูปแบบการทำงาน คือ การพิจารณาขั้นตอนการทำงานของทุกแผนกว่ามีขั้นตอนใดบ้างที่เราสามารถมีส่วนร่วมในการรักษาสิ่งแวดล้อม หรือทำให้ “ความยั่งยืน” เป็นรูปธรรมมากขึ้น แยกส่วนระหว่าง การทำงานภายในแต่ละแผนก และการบริการลูกค้า แล้วคุณจะเห็นว่า โรงแรมสามารถแสดงออกได้ตั้งแต่การกำหนดนโยบายและแนวคิดในการเลือกสินค้าที่ต้องการนำมาใช้งานในโรงแรมทั้งหมด
7. การทำธุรกิจแบบยืดหยุ่น(มากกว่าเดิม)
การบริหารโรงแรมที่เพิ่มความยืดหยุ่นมากกว่าเดิม ไม่ใช่แต่ประเด็นเรื่องฝั่งค่าใช้จ่ายที่ต้องรอบคอบมากขึ้น ละเอียดมากขึ้น แต่ความยืดหยุ่นควรมองทางฝั่งความยืดหยุ่นในการสร้างรายได้ หรือเพิ่มความสามารถในการสร้างรายได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็น การสร้างความหลาหลายในการคิดแพ็คเกจการเข้าพักต่างๆ ที่ตอบโจทย์เฉพาะตัวมากขึ้น โปรโมชั่นวันธรรมดา ส่วนลดการเข้าพักระยะยาว (Long Stay) หรือจะเป็นการออกแบบ (Crafted Experience) มากขึ้น
สิ่งที่โรงแรมควรย้ำเตือนกับทีมงานทั้งหมดคือ ความยืดหยุ่นและความรวดเร็วในการปรับตัว คือกุญแจสู่ความอยู่รอดของโรงแรม
อ่านบทความย้อนหลังเรื่อง ความเสี่ยงแฝงที่โรงแรมควรใส่ใจ ได้ที่ https://thethinkwise.com/2025/07/17/ความเสี่ยง-hidden-risks-boutique-hotels/
.
เทรนด์ท่องเที่ยว ไม่ใช่สิ่งที่ต้องกังวล แต่เป็นข้อเตือนใจให้เราเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ในอนาคต
.
ไม่พลาดคำแนะนำที่นำไปใช้ได้จริงในการทำโรงแรม บริหารโรงแรม ติดตามได้ทุกช่องทางจาก https://linktr.ee/thethinkwise
