ต้นทุนโรงแรม ของคุณเป็นแบบไหน?
ต้นทุนโรงแรม ของคุณเป็นแบบไหน? ทำไม “รายจ่ายมากกว่ารายรับ” ทั้งที่ห้องก็ขายได้
ต้นทุนโรงแรม ที่คุมไม่ได้ มักไม่ใช่เพราะขายห้องไม่ได้ แต่เพราะไม่เคยเห็นโครงสร้างต้นทุน (Cost Structure) ของตัวเองจริง ๆ — ฉบับอัปเดต 2026
ทุกสิ้นเดือน ทีมบัญชีการเงินสรุปงบมาวางบนโต๊ะ คุณเซ็น แล้วก็ “รู้สึก” — เดือนนี้ค่าใช้จ่ายทำไมสูงจัง หรือเดือนนี้ตัวนี้ดูต่ำลงนะ ถ้าการบริหารต้นทุนของคุณอยู่บนคำว่า “รู้สึก” นั่นคือสัญญาณว่าคุณยังไม่เห็นโครงสร้างต้นทุนจริงของโรงแรมตัวเอง
นี่คืออาการคลาสสิกของโรงแรมขนาดเล็ก บูติกโฮเต็ล และที่พักตากอากาศทั่วเมืองท่องเที่ยว — “จ่ายตามใบที่วางอยู่ตรงหน้า” โดยไม่มีระบบวางแผน บทความนี้จะพาคุณออกจาก “ความรู้สึก” ไปสู่ “โครงสร้าง” เพื่อตอบคำถามเดียวที่สำคัญที่สุด: เงินของคุณรั่วตรงไหน และคุณคุมมันได้จริงแค่ไหน
2026: 3 แรงกดดันที่กำลังเปลี่ยนต้นทุนโรงแรมเล็ก
โครงสร้างต้นทุนโรงแรมปี 2026 ไม่เหมือนเมื่อ 2–3 ปีก่อน มี 3 แรงที่ดัน “ต้นทุนคงที่” ขึ้นพร้อมกัน และทำให้การบริหารแบบเดิมเสี่ยงกว่าเดิม
1. ค่าแรงขึ้นแบบถาวร — และคราวนี้เจาะจง “กิจการโรงแรม”
ตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2568 อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 400 บาท/วัน มีผลบังคับใช้กับ กิจการโรงแรม โดยเฉพาะ รวมถึงจังหวัดท่องเที่ยว/EEC หลัก เช่น กรุงเทพฯ ภูเก็ต ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา และเกาะสมุย โดยปี 2569 ยังคงอัตราเดิม (ประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง ฉบับที่ 14) นี่ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่ผันแปรตามการเข้าพัก — มันคือ ต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) ที่ต้องจ่ายเท่าเดิมไม่ว่าจะ High หรือ Low season
2. ค่าไฟยังสูง และคุมได้น้อยกว่าที่คิด
ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยงวด พ.ค.–ส.ค. 2569 อยู่ที่ประมาณ 3.95 บาท/หน่วย (ค่าฐาน 3.78 + Ft 0.1623 บาท/หน่วย ยังไม่รวม VAT) กำกับโดย กกพ. และที่สำคัญ ไฟในพื้นที่ส่วนกลาง (lobby ทางเดิน ครัว ปั๊มน้ำ) ทำงานเกือบเท่าเดิมทั้งที่ห้องขายได้ครึ่งเดียว ทำให้ค่าไฟ “เสมือนกลายเป็นต้นทุนคงที่” ถ้าไม่มีระบบจัดการ
3. ช่องทางขายกินสัดส่วนมากขึ้น
ค่าคอมมิชชั่น OTA อยู่ในกรอบ 15–25% ของยอดขายห้องพัก และโปรแกรมเพิ่ม visibility/sponsored ดันต้นทุนจริงให้สูงกว่านั้นได้อีก นี่คือ ต้นทุนผันแปร (Variable Cost) ที่โตตามรายได้ ยิ่งพึ่ง OTA มาก ขายได้มาก ก็ยิ่งจ่ายมาก และนี่คือจุดที่ “ห้องเต็มแต่เงินไม่เหลือ” เกิดขึ้นบ่อยที่สุด
กับดักตัวเลข 30-10-60 ที่โรงแรมเล็กต้องระวัง
จุดตั้งต้นที่หลายคนเห็นบ่อยคือแผนภาพ “ต้นทุนธุรกิจโรงแรม” ที่อ้างอิงสมาคมโรงแรมไทย แบ่งเป็น 3 ก้อนใหญ่
| สัดส่วน | รายการ |
|---|---|
| 30% | เงินเดือน/ค่าจ้างพนักงาน |
| 10% | ค่าไฟฟ้า |
| 60% | ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ |
ตัวเลขนี้ ไม่ผิด — แต่มันคือภาพของโรงแรมขนาดใหญ่ที่มีห้องพักเฉลี่ยเกิน 100 ห้อง มีโครงสร้างองค์กรครบทุกแผนก ปัญหาคือเจ้าของโรงแรม 30 ห้องจำนวนมากเอาโครงสร้างนี้มาสวมกับตัวเอง แล้วสรุปผิด โดยเฉพาะก้อน “60% อื่น ๆ” ที่จริงแล้วซ่อน 3 ตัวใหญ่ที่กัดกำไรเงียบ ๆ
- ค่าคอมมิชชั่น OTA — ผันแปรตาม channel mix
- ต้นทุนอาหารและเครื่องดื่ม (F&B COGS) — ที่บทความข่าวไม่ได้พูดถึงเลย
- ค่าซ่อมบำรุง + amenities + laundry + ค่าธรรมเนียมบัตร
การดูต้นทุนเป็น “ก้อนเดียว” คือรากของอาการรายจ่าย > รายรับ เพราะคุณจะไม่มีวันรู้ว่าจะไปกดตรงไหน
กรอบที่ใช้ได้จริง: แยก Fixed / Variable ก่อน แล้วค่อยจัดการ
หัวใจของการคุมต้นทุนโรงแรมเล็กไม่ใช่ “ประหยัดทุกอย่าง” แต่คือแยกให้ออกว่าอะไรคุมได้ อะไรคุมไม่ได้
- ต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) — จ่ายเท่าเดิมไม่ว่าขายได้กี่ห้อง: เงินเดือนทีมหลัก · ค่าเช่า/ค่างวด · ประกัน · ค่าไฟส่วนกลาง · subscription ระบบ (PMS/Channel Manager) · ค่าเสื่อม
- ต้นทุนผันแปร (Variable Cost) — ขึ้น-ลงตามยอดขาย: คอมมิชชั่น OTA · amenities · laundry · F&B COGS · ค่าธรรมเนียมบัตร · ค่าไฟที่ผูกกับห้องที่ขายได้
เมื่อแยกได้ คุณจะเห็นทันทีว่า “ค่าไฟ” และ “ค่าแรง” เป็น กึ่งคงที่ (semi-fixed) ที่คุมได้ด้วยระบบ ไม่ใช่เรื่องดวง เช่น ตั้งเวลาระบบส่วนกลาง จัด shift ตาม occupancy forecast หรือย้าย load ไฟบางส่วนไป off-peak
Every cost is also an expense, but not every expense is a cost.
แปลเป็นภาษาปฏิบัติ: “ต้นทุน (cost)” ผูกกับการผลิต/ขายห้องโดยตรง (คอมมิชชั่น OTA, amenities, F&B COGS) คุมด้วยกลยุทธ์ยอดขายและ channel mix ส่วน “ค่าใช้จ่าย (expense)” คือ overhead ทั่วไป คุมด้วยวินัยและระบบ ถ้ารวมเป็นก้อนเดียวเมื่อไหร่ คุณจะแก้ผิดจุดทุกครั้ง
ทำไม “ห้องเต็มแต่เงินไม่เหลือ” — ดูจากตัวเลขจริง
ลองดูโรงแรม 3 แห่ง รายได้ห้องพักเท่ากันหมด ต่างกันแค่สัดส่วนการขายผ่าน OTA (channel mix) อย่างเดียว
thethinkwise viewสมมติฐานของแบบจำลอง: รายได้ห้องพักสุทธิ (ไม่รวม VAT/SC) 1,500,000 บาท/เดือน เท่ากันทั้ง 3 แห่ง · ค่าคอมมิชชั่น OTA เฉลี่ย 18% ของยอดขายผ่าน OTA (กรอบจริง 15–25%) · ต้นทุนผันแปรอื่น 12% ของรายได้ = 180,000 บาท · ต้นทุนคงที่ 700,000 บาท/เดือน เท่ากัน
| รายการ (บาท/เดือน) | Hotel A · OTA 40% | Hotel B · OTA 65% | Hotel C · OTA 90% |
|---|---|---|---|
| รายได้ห้องพัก (สุทธิ) | 1,500,000 | 1,500,000 | 1,500,000 |
| ยอดขายผ่าน OTA | 600,000 | 975,000 | 1,350,000 |
| − ค่าคอมมิชชั่น OTA (18%) | −108,000 | −175,500 | −243,000 |
| − ต้นทุนผันแปรอื่น (12%) | −180,000 | −180,000 | −180,000 |
| = Contribution | 1,212,000 | 1,144,500 | 1,077,000 |
| − ต้นทุนคงที่ | −700,000 | −700,000 | −700,000 |
| = เหลือก่อนดอกเบี้ย/ภาษี | 512,000 | 444,500 | 377,000 |
- รายได้เท่ากันเป๊ะ สินค้าเหมือนกัน ต้นทุนคงที่เท่ากัน — แต่เงินที่เหลือต่างกันถึง 135,000 บาท/เดือน
- คิดเป็น 1,620,000 บาท/ปี ที่ Hotel C เสียไปกับการพึ่ง OTA มากเกินไปโดยไม่รู้ตัว
- นี่คือคำตอบของ “รายจ่ายมากกว่ารายรับทั้งที่ห้องก็ขายได้” — ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ยอด แต่อยู่ที่ โครงสร้าง
ตัวเลขในตารางเป็นแบบจำลองเพื่ออธิบายหลักการ ไม่ใช่ค่ามาตรฐานอุตสาหกรรม ให้แทนด้วยตัวเลขจริงของโรงแรมคุณ อยากคำนวณจุดคุ้มทุนเร็ว ๆ ใช้ Hotel Break-even Calculator ได้ฟรี และถ้าอยากเข้าใจ “เงินที่เหลือต่อห้อง” ให้ลึกขึ้น อ่าน Contribution Margin – โรงแรมควรทำความเข้าใจ
Diagnostic Self-Check: คุณคุมโครงสร้างต้นทุนได้จริงแค่ไหน?
ตอบ 5 ข้อ ให้คะแนน — ทำได้ชัดเจน = 2 · ทำบ้าง/ไม่แน่ใจ = 1 · ไม่ได้ทำ = 0
- คุณแยก ต้นทุนคงที่ (Fixed) ออกจาก ต้นทุนผันแปร (Variable) ในงบรายเดือนได้ไหม?
- คุณรู้ % ค่าคอมมิชชั่น OTA ต่อรายได้ห้องพัก ของเดือนล่าสุดหรือไม่?
- คุณมี Break-even occupancy / ADR ที่ต้องทำให้ถึงในแต่ละเดือนไหม?
- คุณทำ Forecast / Scenario สำหรับ Low / Green season ล่วงหน้าอย่างน้อย 3 เดือนไหม?
- เมื่อค่าใช้จ่ายตัวใดพุ่งขึ้น คุณรู้ “สาเหตุ” ภายใน 7 วัน ไหม (ไม่ใช่รู้ตอนเซ็นงบสิ้นเดือน)?
| คะแนน (เต็ม 10) | คุณอยู่ตรงไหน |
|---|---|
| 8–10 | คุมโครงสร้างต้นทุนได้ระดับมืออาชีพ — โฟกัส optimize channel mix และ RevPAR ต่อได้เลย |
| 5–7 | มีฐานดี แต่ยัง “รั่วเป็นจุด” — มักเสียเงินเงียบที่ commission และค่าไฟส่วนกลาง |
| 0–4 | กำลังบริหารด้วย “ความรู้สึก” — เสี่ยงสูงต่ออาการรายจ่าย > รายรับ ควรวางระบบตัวเลขทันที |
What to STOP: 5 อย่างที่ต้องเลิกทำวันนี้
- หยุดสวมโครงสร้าง 30-10-60 ของโรงแรมใหญ่ ให้โรงแรมเล็ก — คนละโมเดล คนละต้นทุนจริง
- หยุดดูต้นทุนเป็นก้อนเดียว — เลิกเซ็นงบแบบดูยอดรวมแล้ว “รู้สึก” ให้แยก Fixed/Variable ทุกเดือน
- หยุดไล่เพิ่ม occupancy โดยไม่ดู channel mix — ยอดเต็มแต่กำไรหด คือกับดักที่แพงที่สุด
- หยุดคิดว่าค่าไฟ/ค่าแรงคุมไม่ได้ — มันคือ semi-fixed ที่คุมได้ด้วยระบบ shift และการจัดการพลังงานส่วนกลาง
- หยุดตัดสินใจจาก “ตัวอย่างโรงแรมอื่น” ที่โครงสร้างต่างจากคุณ — เก็บ data ของตัวเอง แล้วจับกลุ่มโรงแรมใกล้เคียงกันเป็นพันธมิตร
ลำดับการลงมือที่ thethinkwise แนะนำ: เข้าใจ → วิเคราะห์ตัวเลขจริง → ประมาณการอนาคต (Scenario) → เรียงลำดับความจำเป็น/เร่งด่วน → เลือกปรับตามความเหมาะสม ขั้น “ประมาณการอนาคต” คือจุดที่พลาดกันมากสุด อ่านต่อ Budget vs. Forecast vs. Business Plan และวิธีตั้งเป้ารายได้หน้าโลว์ที่ Low Season : โรงแรมต้องผ่านไปให้ได้ ส่วนใครที่อาการหลักคือ “ตั้งราคาไม่ถูก” อ่าน กลยุทธ์ตั้งราคาห้องพัก และ Revenue Management สำหรับโรงแรมอิสระ
พร้อมเห็นต้นทุนจริงของโรงแรมคุณแล้วหรือยัง?
thethinkwise ทำงานแบบ Embedded Operator — ลงมือกับตัวเลขจริงของคุณ ไม่ใช่แค่รายงานคำแนะนำ เลือกจุดเริ่มที่เหมาะกับคุณ
ติดตามบทความและเครื่องมือดี ๆ เรื่องบริหารโรงแรมทั้งหมดได้ที่ linktr.ee/thethinkwise
